25 เมษายน 2025
3 K

สำหรับบางคน ผ้าไทยคือของไกลตัวและไม่สนุก 

วันนี้มีคนกลุ่มเล็ก ๆ ในประเทศกำลังทำงานเพื่อบอกว่า ผ้าไทยไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนคิด

ในอดีต ผ้าไทยและงานหัตถกรรมที่คนยุคนี้เรียกกันติดปากว่า ‘งานคราฟต์’ ไม่ใช่งานที่ทำเพื่อความเก๋ แต่เป็นงานที่ทำขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน

ประเทศไทยเติบโตจากการทำงานภาคเกษตร คนไทยในอดีตต้องการอุปกรณ์ที่ดีในการทำงาน ต้องการเครื่องนุ่งห่มสวมใส่ ในชุมชนจึงคิดค้นงานหัตถกรรมและการประดิษฐ์ผ้าจากวัสดุธรรมชาติ เพื่อการทำงานและใช้ชีวิต

งานเหล่านี้มีอัตลักษณ์ สะท้อนภูมิปัญญาในแต่ละภูมิภาค ได้รับอิทธิพลจากชาติพันธ์ุ วัฒนธรรม สังคม ความรู้เหล่านี้ถูกส่งต่อกันภายในครอบครัวและชุมชนจากรุ่นสู่รุ่นเป็นเวลาหลายปี

เมื่อประเทศเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ผ้าไทยและหัตถกรรมก็ได้รับความนิยม ความรู้ที่เคยอยู่ในครอบครัวก็ระเบิดออกจากภายใน สินค้าที่เคยทำใช้ในครอบครัวถูกพัฒนาเป็นสินค้าเพื่อค้าขายทั้งในและต่างประเทศ

ไม่ใช่ทุกครอบครัว ทุกชุมชน ที่ปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงนี้ทัน บางบ้านแม้จะมีฝีมือและความรู้ แต่ไม่อาจทำงานสู้กับกระแสโลกได้ 

มีหลายองค์กรในประเทศเราที่พยายามช่วยเหลือผู้ประกอบการในครัวเรือนเหล่านี้ หนึ่งในองค์กรที่เป็นผู้บุกเบิกสำคัญ คือมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อตั้งในวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2519

เป้าหมายของศิลปาชีพคือสร้างรายได้เสริมที่เพียงพอให้กับครอบครัวไทยด้วยงานหัตถกรรม การจะทำให้ผ้าไทยขายได้ต้องเข้าใจเทรนด์ของผ้าในตลาดโลก เพื่อไปกระตุ้นให้องค์ความรู้ที่เคยหยุดนิ่งในครัวเรือนได้เกิดการพัฒนา ต่อยอด เพื่อให้โตต่อได้ในอนาคต

นี่คืองานหนัก เหนื่อย ต้องใช้พลังมหาศาล ถึงจุดหนึ่งบทบาทของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ก็ค่อย ๆ จางลง ตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เร็วขึ้นทุกวันไม่ได้

บุคคลสำคัญที่มาช่วยพลิกชีวิตให้ผ้าไทย คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา รวมถึงทัพนักออกแบบไทยที่นำความรู้มาต่อยอดรากทางหัตถกรรมของบ้านเรา

รัก เคารพ รู้สึกในตัวตนของเรา

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงก่อตั้งแบรนด์ SIRIVANNAVARI ในปี 2005 โดยใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการได้ศึกษาใน L’École de la Chambre Syndicale et de la Couture Parisienne ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนสอนการทำเสื้อผ้าแบบโอต์กูตูร์ (Haute Couture) ชั้นยอดในฝรั่งเศส

พระองค์ทรงทำแบรนด์ควบคู่ไปกับพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับผ้าไทยและงานหัตถกรรม ทำอย่างต่อเนื่องมาหลายปี จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดในช่วงโควิด-19 

ผู้ประกอบการผ้าไทยเจอปัญหามากมาย รายได้เป็นศูนย์ พระองค์ทรงเข้าไปช่วย โดยนำความรู้จากการทำแบรนด์ในต่างประเทศ หนึ่งในเครื่องมือการช่วยเหลือ คือผ้าลายพระราชทาน 

พระองค์ศึกษาลวดลายผ้าโบราณในแต่ละภูมิภาคของไทย และทรงดัดแปลง ออกแบบใหม่ให้ร่วมสมัย ใช้งานได้หลายรูปแบบ ผ้าลายพระราชทานแรกคือผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงออกแบบเมื่อ 5 ปีที่แล้ว จากนั้นทรงออกแบบลายผ้าพระราชทานหลายครั้ง ได้แก่ ผ้าบาติกลายปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง, ผ้าบาติกลายท้องทะเลไทย, ผ้าบาติกลายป่าแดนใต้, ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา, ผ้าลายดอกรักราชกัญญา, ผ้าลายสิริวชิราภรณ์ และผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์ ผ้าลายพระราชทานล่าสุดเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 โดยผู้ประกอบการใช้ลายผ้าพระราชทานไปดัดแปลงเพื่อต่อยอดด้วยวิถีของตัวเองได้อย่างอิสระ

โรจน์-ภูภวิศ กฤตพลนารา นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ ISSUE เล่าว่า ผ้าลายพระราชทานเปิดโอกาสให้คนทำผ้าไทยที่กำลังมาถึงทางตันมีไอเดียใหม่ในการสร้างรายได้ แต่การพัฒนาผ้าไทยแค่ลายอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำงานหลายด้านไปพร้อมกัน

นั่นคือที่มาของโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว พระองค์ทรงคิดคำนี้โดยได้แรงบันดาลใจจากการได้เห็น จ๋อม-ศิริชัย ทหรานนท์ นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ THEATRE ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่ร่วมโครงการตั้งแต่ต้น ศิริชัยใช้ผ้าไทยมิกซ์และใช้สีได้สนุก ทำให้รู้สึกว่าผ้าไทยไม่จำเป็นต้องเคร่งขรึม ใส่ให้มีสีสันได้เช่นกัน

โครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก เปลี่ยนชีวิตผู้ประกอบการผ้าไทยมากมาย ประกอบด้วยงานหลายประเภท ทุกงานทำภายใต้แนวคิด Sustainable Fashion มีแม่งานคนสำคัญอย่าง สุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ช่วยประสานงานเบื้องหลัง ภายใต้โครงการนี้มีงานหลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่ผ้าลายพระราชทาน แต่ยังมีการจัดประกวด เพื่อให้ได้เห็นพัฒนาการของผู้ประกอบการ โดยใช้ผ้าลายพระราชทานเป็นเครื่องมือสำคัญ

นอกจากนี้ในทุก Season จะมีการทำหนังสือที่เรียกว่า Thai Textiles Trend Book หนังสือที่รวมเทรนด์และสีที่เป็นประโยชน์ในการออกแบบผ้าในคอลเลกชันถัดไป จัดทำโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พระองค์ทรงเป็นบรรณาธิการบริหารด้วยตัวเอง

Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2025 เพิ่งออกฉบับฤดูร้อนในปี 2025 เป็นลำดับที่ 5 จัดทำแต่ละเล่มโดยมีการรวมเหล่านักออกแบบและสื่อแฟชั่นชั้นนำ ร่วมกันวิเคราะห์จนออกมาเป็นเทรนด์ที่เป็นประโยชน์กับนักหัตถกรรมไทย 

ภายในหนังสือฉบับฤดูร้อนแนะนำประเภทของผ้าไทยที่เหมาะกับสภาพอากาศ เทคนิคน่าจับตาสำหรับฤดูกาล จากนั้นจะแบ่งเทรนด์ทั้งหมดเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ สวรรค์เขตร้อน (Paradise Found) โอบอ้อมอบอุ่น (Warm Embrace) เงาแห่งอดีต (Silhouette of the Past) และแพรวพราววาวฝัน (Iridescent Dream) แต่ละกลุ่มจะมี Moodboard และกลุ่มสีที่แนะนำโดยนักออกแบบมืออาชีพ

ฟอร์ด-กุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหาร Vogue Thailand และหนึ่งในคณะที่ปรึกษาของหนังสือเล่มนี้เล่า วิธีทำงานไม่ใช่การหาเรื่องเทรนด์ในอินเทอร์เน็ต แต่เกิดจากการวิเคราะห์สถานการณ์โลกในปัจจุบัน บริบทในสังคม และแวดล้อมใด ๆ ที่ส่งผลกับพฤติกรรมของผู้บริโภค นอกจากนี้ยังเกิดจากพระวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่เสด็จไปหลายประเทศ ทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์และวิถีชีวิตของผู้คน นำสิ่งต่าง ๆ มามองและแปรรูปเป็นความรู้ทางแฟชั่นที่ประยุกต์ใช้กับงานผ้าไทยได้

ในพระนิพนธ์คำนำของหนังสือฉบับฤดูร้อน พระองค์ทรงเขียนว่า แนวคิดของหนังสือเล่มนี้คือการพาเรากลับไปเห็นจุดเริ่มต้น ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมของไทยให้ดำรงอยู่ได้ในสังคมยุคใหม่ เราจำเป็นต้องกลับไปรัก เคารพ และรู้สึกกับคุณค่าตัวตนของเรา ที่เป็นพื้นฐานทางวัฒนธรรม ชุมชน เพื่อนำมาต่อยอดและพัฒนาด้วยความคิดสร้างสรรค์

คาราวานนักออกแบบ

นอกจากผ้าลายพระราชทาน จัดงานประกวด เผยแพร่ความรู้ผ่านหนังสือรวมเทรนด์ แต่การพัฒนาผ้าไทยทำแค่ 2 อย่างนี้ไม่พอ 

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทั่วทุกภูมิภาค เพื่อพัฒนางานผ้าไทยให้ดียิ่งขึ้น หลังช่วงโควิด-19 พระองค์เสด็จไปหลายจังหวัด เพื่อทำการ ‘Coaching’ ผู้ประกอบการผ้าไทยและหัตถกรรม โดยมีกรมการพัฒนาชุมชนเป็นเจ้าภาพจัดงาน 

ผมได้ไปร่วมสังเกตการณ์ 2 ครั้ง ครั้งแรกที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ครั้งที่ 2 ที่หอประชุมทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ภายในหอประชุมแบ่งพื้นที่เป็น 2 ฝั่ง ฝั่งหนึ่งเป็นนิทรรศการจัดแสดงผลงานภูมิปัญญาผ้าไทยและหัตถกรรมชุมชน พื้นที่อีกฝั่งจะใช้สำหรับการโค้ชชิ่ง มีการวางโต๊ะเก้าอี้หลายชุด แต่ละโต๊ะจะมีนักออกแบบที่ร่วมเดินทางไปด้วยนั่งประจำโต๊ะ จากนั้นจะเปิดโอกาสให้คนทำผ้าไทยและหัตถกรรมเข้ามาพูดคุยและรับคำแนะนำในการทำแบรนด์

งานจะเริ่มจากพระองค์เสด็จถึงหอประชุม ทอดพระเนตรนิทรรศการแต่ละบูท จากนั้นผู้ประกอบการจะได้รับเชิญไปเล่าเรื่องแบรนด์ให้ทีมนักออกแบบและรับคำแนะนำ บนเวทีใหญ่จะเป็นพื้นที่โต๊ะทรงงานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งจะถูกเชิญให้ขึ้นไปเล่าเรื่องแบรนด์ต่อหน้าพระพักตร์ เท่าที่สังเกตส่วนมากเป็นผู้ประกอบการที่เคยได้พบพระองค์แล้วและกลับมานำงานให้ชมอีกครั้ง 

ภูภวิศเล่าว่าการพระราชทานคำแนะนำของพระองค์ละเอียด โดยดูตั้งแต่โครงสร้างของเส้นใย ส่งเสริมการใช้ไหมบ้าน ถ้าเป็นงานฝ้ายก็เน้นฝ้ายเข็มมือ ดูเรื่องสี ซึ่งเมื่อก่อนคนทำผ้าไทยมักใช้สีเคมี ก็พระราชทานคำแนะนำให้เปลี่ยนมาใช้สีธรรมชาติ การแนะนำแต่ละส่วนเหมือนเป็นการต่อจิ๊กซอว์ให้ผ้าไทยพัฒนาขึ้นทั้งระบบ

บางครั้งผู้ประกอบการมีปัญหาต้องแก้ที่แตกต่าง พระองค์ทรงปรับคำแนะนำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น คนทำผ้าไทยที่อยากย้อมสีธรรมชาติ แต่ยังใช้คู่สีไม่แม่น พระองค์ทรงแนะนำให้ลองใช้สีเคมีในช่วงต้นเพราะควบคุมคู่สีได้ง่ายกว่า 

ไม่ไกลจากโต๊ะทรงงานจะมีกระจาดสานใบย่อม มีซองพลาสติกกระดาษสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดจิ๋ว ตัดเป็นแผ่น ๆ ระบายด้วยสีสันพร้อมหมายเลขกำกับ สำหรับผู้ประกอบการที่ยังไม่รู้จะใช้สีไหน พระองค์จะนำกระดาษสีนั้นมาจับคู่ให้ เย็บแม็กบนกระดาษแล้วให้ทดลองทำตาม เปรียบเสมือน ‘Pantone พระราชทาน’ ที่นำไปใช้ต่อยอดได้เลย

งานที่เชียงใหม่ มีผู้ประกอบการที่ทำผ้าชาวเขาและชาติพันธ์ุหลากหลายจากแม่ฮ่องสอน วันนั้นพระองค์ทรงรับสั่งว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชประสงค์ให้ดูแลชาวเขาในปางตองเป็นพิเศษ เพราะสมเด็จย่าของพระองค์ (สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง) เคยส่งเสริมให้ชาวเขาในปางตองเลี้ยงแกะเพื่อทำผ้าทอขนแกะปางตอง วันนั้นเราจึงได้เห็นพระองค์ทรงงานเพื่อสานต่องานศิลปาชีพที่สมเด็จย่าทรงเคยทำไว้ไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังด้วย

การเดินทางโค้ชชิ่งของพระองค์และคาราวานนักออกแบบเริ่มต้นครั้งแรกที่ภาคอีสาน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่เป็นต้นกำเนิดของงานศิลปาชีพด้วย มีนักออกแบบร่วมเดินทางครั้งแรกหลายคน เช่น ป้อม-ธีระพันธ์ วรรณรัตน์ เจ้าของห้องเสื้อ TIRAPAN, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา เจ้าของแบรนด์ Asava, อู๋-วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นักออกแบบบุรีรัมย์ เจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH ฯลฯ ปัจจุบันมีการเดินทางภายใต้โครงการผ้าไทยใส่ให้สนุกจำนวนอย่างน้อย 4 ครั้งต่อปี บางปีก็มีไม่ต่ำกว่า 10 ครั้งเพื่อติดตามผลงาน

“การโค้ชชิ่งเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ นักออกแบบที่ไปก็มีความรู้เรื่องผ้าไทยมากขึ้นด้วย ใช้ความรู้ที่มีน้อยนิดส่งต่อ มันเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ผมว่าสัมผัสกันได้

“ถ้ามองในแง่นักออกแบบ ผมเห็นการทำงานที่เป็นการบูรณาการในเชิงความคิดสร้างสรรค์ แล้วพอมีการประกวด ยิ่งได้เห็นการพัฒนาของผู้ประกอบการทั่วประเทศ ที่น่าทึ่งกว่า ประกวดเสร็จมีการส่งเสริมให้ Young Designer มาแปรรูปเป็นคอลเลกชัน มันก็ยิ่งไปกันใหญ่ ไปเริ่มต้นอีกวงจรหนึ่งที่ทำให้สัมพันธ์และแข็งแรงขึ้น” ภูภวิศเล่า

กรมการพัฒนาชุมชนเป็นผู้รวบรวมและคัดผู้ประกอบการมาร่วมงาน องค์กรมีความเข้าใจและเข้าถึงคนทำงานในระดับทั่วประเทศ เมื่อได้ฟังการนำเสนอของแต่ละแบรนด์ ผมพบว่างานนี้มีผู้ที่มีศักยภาพมากน้อยไม่เท่ากัน บางคนเพิ่งเริ่มทำงานผ้าไทยได้ไม่นาน บางคนทำมานานแต่ยังติดปัญหาบางอย่าง บางคนก็ทำสำเร็จแล้วด้วยฝีมือของตัวเอง ถ้าเจอคนกลุ่มนี้ พระองค์และทีมนักออกแบบจะพยายามทำให้เคสที่ประสบความสำเร็จมีมากขึ้น กระจายตัวในหลายภูมิภาคมยิ่งขึ้น มันเป็นพื้นที่ที่ดี เปิดโอกาสให้คนมีประสบการณ์หลากหลายมาเจอกัน

อีกหนึ่งองค์กรที่มีบทบาทเรื่องการโค้ชชิ่ง คือสมาคมนักออกแบบแฟชั่นไทย (Federation of Thai Fashion Designers : FTFD) เกิดขึ้นจากแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา 

บทบาทหลักของสมาคม คือเป็นตัวกลางในการขับเคลื่อนวงการอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืนผ่านการให้ความรู้และทักษะ เพื่อยกระดับคุณภาพวงการแฟชั่น เครื่องนุ่งห่ม และสิ่งทอ พร้อมผลักดันให้ตลาดอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยเข้มแข็ง มีศักยภาพ แข่งขันกับตลาดสากลได้ 

ในงานเราจะเห็นสมาชิกของสมาคมทำหน้าที่นำความรู้ที่มีไปช่วยต่อยอดให้กับชุมชนต่าง ๆ ให้หมู่บ้านงานหัตถกรรมหรือหัตถศิลป์ต่าง ๆ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยแบบคู่ขนานไปกับอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย

เป็นเรื่องปกติมากที่ผู้ประกอบการที่มีความเข้าใจต่างกันจะเห็นไม่ตรงกัน ภูภวิศยอมรับว่าช่วงแรก ๆ มีความไม่เข้าใจเกิดขึ้นบ้าง เช่น วัตถุประสงค์ของทีมนักออกแบบกับผู้ประกอบการไม่ตรงกัน ฝั่งหนึ่งกำลังเน้นเรื่องการส่งประกวด อีกฝั่งทำผ้าแค่อยากแปรรูปมากกว่า แม้การพัฒนาอาจจะข้ามขั้นตอนไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเช่นกัน 

“ช่วงแรก ๆ มีไม่เข้าใจบ้าง มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมบอกว่าเราย้ายที่นั่งกันมั้ยครับ ผมไปนั่งฝั่งผู้ประกอบการ คุณมานั่งฟังนักออกแบบ หลังจากนั้นบรรยากาศมันก็ค่อยเบาลง” เขาเล่า “สิ่งที่ผมทำคือฟังก่อน ถามก่อน แล้วค่อยบอกว่าเราจะพูดเรื่องอะไร” 

“ผู้ประกอบการบางทีไม่ได้คุยเรื่องผ้าเลย คุยเรื่องทั่วไป บางคนก็ร้องไห้ เอาจริง ๆ เราเห็นพื้นที่นี้เป็นประโยชน์ทางใจมากกว่าแค่การปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจที่เปลี่ยนไป 

“ผมชอบตอนตัดสินงานผ้าไทยทุกปี มันเป็นเหมือนครอบครัวรวมญาติกันน่ะครับ เราเห็นเขาตั้งแต่วันแรก ๆ ที่ส่งประกวดจนถึงตอนนี้ เวลาท่านทรงงานก็ทรงมีความสุขที่ได้เห็นการพัฒนาของผู้ประกอบการทั่วประเทศ”

แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของผ้าไทย

ผู้ประกอบการที่ร่วมประกวดในปีแรกจนถึงตอนนี้มีการพัฒนาในเชิงบวก ทั้งเรื่องรายได้ เทคนิค การทำงานโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เห็นพัฒนาการย้อมสีธรรมชาติและลดการใช้สีเคมีอย่างชัดเจน 

อีกหนึ่งจุดเด่นของการประกวดผ้าไทยของงานนี้ คือมีเงินรางวัลสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของการประกวดงานออกแบบในสเกลทั่วประเทศ ช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการพัฒนาที่จับต้องได้ 

ในมุมของนักออกแบบที่มาร่วมทำงาน ก็มีโอกาสได้พบกับคนที่มีความสามารถ เอากลับไปต่อยอดร่วมงานกับแบรนด์ที่ทุกคนดูแลอยู่ได้ด้วย เป็นประโยชน์ที่มันเอื้อกันทั้งระบบ 

ประโยชน์อีกข้อของการประกวด คือเป็นโอกาสให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้แสดงฝีมือ ผมสังเกตว่าระหว่างพระองค์ทรงเดินชมแต่ละบูท ผู้ประกอบการแต่ละคนไม่ใช่คนสูงวัยเหมือนภาพจำในอดีต แต่เป็นคนหนุ่มสาวที่ตั้งใจทำงานคราฟต์เพื่อครอบครัว บางบ้านยังลำบากอยู่ต้องทำงานหลายอย่างควบคู่กันไป บางคนสร้างงานโด่งดังจนเลี้ยงทั้งครอบครัวได้อย่างยั่งยืน

อ.ดร.กรกลด คำสุข รักษาการผู้อำนวยการสำนักวิชาสร้างสรรค์ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หนึ่งในทีมนักออกแบบเล่าว่า การเสด็จที่จังหวัดอุดรธานี เป็นครั้งแรกที่พระองค์ได้พบนักศึกษาแฟชั่นจากมหาวิทยาลัยในภาคอีสาน ทั้งมหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุดรธานี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ 

“พอไปพบ พระองค์ท่านทรงเห็นหนึ่งอย่าง คือการเรียนแฟชั่นส่วนใหญ่ในมหาวิทยาลัยยังขาดหลายประเด็น ไม่ครบวงจร คำว่าไม่ครบหมายถึงขาดองค์ประกอบสำคัญหลายอย่างที่จะต้องใช้ในการทำงานในระบบอุตสาหกรรมแฟชั่นจริง ๆ ท่านก็แอบตกใจ และทรงมองเห็นว่าต้องพัฒนาอีกเยอะ” 

เดิมพระองค์จะเสด็จไปทรงบรรยายในหัวข้อ ‘แบรนด์ SIRIVANNAVARI กับการก้าวสู่ความเป็นสากลด้วยภูมิปัญญาไทย’ ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒอยู่แล้ว พระองค์รับสั่งให้เชิญนิสิต-นักศึกษาในวันนั้น รวมถึงอีกหลายมหาวิทยาลัยที่สอนแฟชั่นทั้งในอีสานและกรุงเทพฯ เข้าร่วมฟังด้วย การบรรยายจัดเมื่อวันที่ 10 มีนาคม เวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง หลายเรื่องพระองค์ไม่เคยทรงเล่าที่ไหนมาก่อน

“ท่านทรงบรรยายหมดเลย ตั้งแต่ประสบการณ์ตอนเรียนต่อที่ต่างประเทศต้องทำอะไรบ้าง พอเรียนจบแล้วทำอะไร กระบวนการในการทำงานคอลเลกชันของท่านต้องเริ่มจากอะไร คือท่านต้องทำเองทั้งหมด ตั้งแต่การเลือกสี การเลือกวัตถุดิบ การเลือก Line Sheet (แผ่นงานที่ใช้ในการตัดเย็บ) จนถึงขั้นตอนสุดท้ายออกมาเป็นแฟชั่นโชว์ เป็นการถ่ายทอดจากประสบการณ์จริงทั้งหมด” 

นับตั้งแต่วันนั้น งานโค้ชชิ่งภายใต้โครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก จะให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยภูมิภาคนั้นมาร่วมฟังและเสนองานด้วย มีทั้งงานธีสิสและงานจริง น้อง ๆ ได้เห็นผู้ประกอบการทั้งภายใต้ศิลปาชีพและผู้ประกอบการ OTOP ได้เจอครูที่เป็นนักออกแบบอาชีพ เป็นอีกหนึ่งมิติของงานที่น่าสนใจ ช่วยสร้างเด็กใหม่ ๆ ในวงการแฟชั่นให้ผ่านเกิดง่ายขึ้น ไม่ต้องลำบากเหมือนรุ่นพี่ในอดีต

ผ้าไทยใส่ให้สนุก จึงเป็นโครงการที่รวมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของผ้าไทยและงานหัตถกรรมไว้ด้วยกัน

คำว่า Coaching มาจากวงการกีฬา คนที่เป็นผู้ฝึกสอนหรือโค้ชคอยแนะนำวิธีการเล่นให้นักกีฬาข้างสนาม อยู่เคียงข้างกัน ไม่ไกลกัน มุ่งมั่นเพื่อชัยชนะ

Coach ไม่ใช่ Teach ไม่ใช่การสอนที่ให้ความรู้สึกว่า ‘ผู้สอน’ อยู่คนละฝั่งกับ ‘ผู้เรียน’ หลายครั้ง การจะแนะนำใครสักคนให้พัฒนาตัวเอง วิธีที่ดีที่สุด คือการให้คำแนะนำโดยเข้าใจพื้นฐานของกันและกัน มองจากมุมมองของคนที่เรากำลังจะแนะนำ 

ด้วยวิธีนี้ทุกคนจะได้เรียนรู้กันและกัน

ในขณะที่เราให้ เราเองก็ได้รับเช่นกัน 

นี่คือภาพที่ผมเห็นตลอดทั้ง 2 วันในกิจกรรมที่เป็นดั่งแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ของวงการงานหัตถกรรมและผ้าไทย

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล