10 เมษายน 2025
6 K

วันนี้ หมู-ไปรวิทย์ สุขเกษม หรือ ไววิทย์ บอกว่าตัวเองไม่ต้องแต่งเพลงเพื่อชีวิตใครก็ได้

ไม่ใช่เพราะเขาไม่ต้องการใช้บทเพลงเยียวยาผู้อื่นอีกต่อไป แต่เพราะการถูกตีตราให้เป็นและไม่เป็นอะไร ทำให้เขาสิ้นไร้อิสรภาพ

สำหรับใครที่เพิ่งรู้จักไววิทย์ เราขอเล่าประวัติโดยย่อว่าชายตรงหน้านี้เป็นคนเพชรบูรณ์ ก่อนเข้ากรุงเทพฯ มาเรียนที่วิทยาลัยเพาะช่าง และตัดสินใจพักการเรียนเพื่อเป็นศิลปินเปิดหมวก ล้มลุกคลุกคลานอยู่นาน เขาก็สร้างชื่อจากอัลบัม ‘ศิลปินเอก’ จนเป็นที่รู้จัก ด้วยเนื้อเพลงที่เล่าเรื่องปัญหาในสังคมและน้ำเสียงที่คล้ายคลึงกับตำนาน ทำให้เขาได้รับการยกย่องเป็น แอ๊ด คาราบาว คนต่อไป ในวัยเพียง 30 ปีเท่านั้น

ไววิทย์กำลังจะขึ้นคอนเสิร์ต ‘The Journey of Life Concert ตามรอยตำนาน’ ร่วมกับคาราบาว พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ และ ไททศมิตร ในวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ณ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี

ด้วยวาระอันดี เขาชวนให้เรามาพูดคุยกันที่ Suriyon Old Town ร้านกาแฟย่านสามเสนของตัวเอง สถานที่ที่เราได้เห็นเขาในชุดเสื้อยืด กางเกงยีนเปื้อนสี ยิ้มและพูดคุยกับลูกค้าในร้านอย่างเป็นมิตร 

หลายคนเห็นเขาเป็นศิลปินเอก เราเห็นเขาเป็นเพียงหนอนหนังสือที่ฝันอยากเป็นนักเขียนเพลง

ตัวตนของไววิทย์เรียบง่ายอย่างนั้น จนเผลอคิดว่านี่เหรอคือคนที่จะกลายเป็นตํานานเพื่อชีวิตคนต่อไป

หมูเองก็เหมือนกัน

เขาไม่คิดฝันอยากเป็นตำนาน และเห็นทีต้องมานิยามคำว่า ‘เพื่อชีวิต’ กันใหม่

ไววิทย์เริ่มสนใจเรื่องปัญหาสังคมตั้งแต่เมื่อไหร่

เริ่มสนใจจากตัวเองก่อน เพราะผมเป็นคนมีปัญหา อยากได้ อยากมี

ผมเกิดมาในครอบครัวที่ต้องประหยัด พ่อแม่ไม่ได้สนับสนุนทุกอย่าง และเราก็ไม่ได้สนใจการเรียน ชอบโดดเรียนไปเปิดหมวก สร้างปัญหาให้ตัวเองมาโดยตลอด แล้วเราก็ไปเจอคนที่มีปัญหาเหมือนกัน ในสังคมก็มีคนมีปัญหา คนมีสตางค์ก็มีไป คนที่ไม่มีก็ไม่มี เราเลยตั้งคำถามว่าทําไมมันลำบากอย่างนี้ นั่นแหละปัญหาของผม 

คุณเป็นเด็กเพชรบูรณ์ที่มีความฝันอยากมากรุงเทพฯ ไหม

ผมมีความฝันอยากมากรุงเทพฯ นะ กรุงเทพฯ เป็นเมืองของความหวัง ความฝัน มีแสงไฟ มีผับ มีเธค มีความเจริญ และไม่เคยหลับ 

ผมรู้ว่าถ้าอยู่ที่บ้านเกิดก็คงไปไหนไม่ได้ไกล 1 วันช้ามาก ไม่เหมือนกรุงเทพฯ ที่ทุกคนวิ่งอยู่ตลอดเวลา มี 24 ชั่วโมงก็ใช้ไปเลย 20 ชั่วโมง ถ้าคุณมีความใฝ่ฝันอยากจะสร้างชีวิตหรือตั้งรากฐานตัวเองให้ดี คุณต้องมาพิสูจน์ตัวเองที่นี่ ผมเหมือนคนบ้านนอกเข้ากรุง

เพราะอะไรคนที่เรียนวิทยาลัยเพาะช่างถึงจบมาเป็นศิลปินค่อนข้างเยอะ

เพราะพื้นฐานของเพาะช่างสอนให้เราเป็นช่างก่อน แล้วค่อยสอนให้เราเป็นศิลปิน

คุณต้องรู้ก่อนว่ารากของมันคืออะไร ทําไมบางคนเป็นช่าง ไม่ได้เป็นศิลปิน คุณเคยเห็นงานศิลปะไทยที่ประณีต ละเมียดละไมไหม สมัยนั้นน่าจะยังไม่มีคำว่าศิลปินนะ แต่ที่ผมเรียนมาเขาเรียกช่าง จึงเป็นที่มาของเพาะช่าง คําว่าช่างเลยพิสดารและเป็นรากของคําว่าศิลปิน

แล้วทําไมคุณถึงเลือกตัดสินใจดรอปเรียนเพาะช่างเพื่อไปเป็นศิลปินเปิดหมวก

ผมเห็นชีวิตของเพื่อน ๆ หลายคนหนีไม่พ้นเรียนจบไปเป็นนักเขียนรูป ซึ่งกว่าจะขายรูปได้ก็เหงื่อไหลไคลย้อย น้ำตาตก บางคนถอดใจไปเลย บางคนกลับบ้าน เราไม่ตัดสินว่าใครทําอะไรได้ดีกว่าใคร แต่ผมไม่อยากเสียเวลาที่ผมกําลังมุ่งมั่น มีความกระตือรือร้น และตื่นเต้นมากที่สุดในชีวิตไป จึงตัดสินใจบอกพ่อว่า จะดรอปเรียนเพื่อไปเป็นนักร้อง และจะไม่เอาตังค์ที่บ้านเลยสักบาท 

ผมทำงานหาเงินที่ร้านกาแฟ แล้วก็ไปเปิดหมวกที่ตลาดนัด ทุกวันศุกร์-อาทิตย์ สมัยนั้นผมเปิดคนเดียว เป็นจุดเปลี่ยนของตลาดเหมือนกันที่ต้องมาจัดระเบียบนักดนตรี ซึ่งการเปิดหมวกทั่วกรุงเทพฯ ผมโดนไล่ 90% เพราะมันผิดที่ผิดทาง ไม่มีใครสนับสนุนหรอก

ทําไมคุณถึงกล้าทําในสิ่งที่รู้ว่าผิด

ไม่มีตังค์ ไม่มีทางเลือก คุณจะทํายังไงถ้าวันพรุ่งนี้คุณไม่มีสตางค์กินข้าวแล้ว คุณผิดสัก 15 นาที ร้องเพลงเพื่อได้ตังค์ 200 – 300 บาท จะยอมเสีย ยอมผิดไหม 

ผมรู้ว่าผิด แต่มันก็เป็นทางเลือก ผมพยายามหาวิธีที่ดีที่สุดและไม่ส่งผลกระทบร้ายใด ๆ กับสังคม ผมว่านี่เป็นทางเลือกที่ใช้ความสามารถตัวเองแลกมาได้

ชีวิตตอนนั้นมีแต่ความยากลำบาก ถูกขับไสไล่ส่งตลอดเวลา วันหนึ่งไม่ได้กินข้าวก็ต้องไปเปิดหมวกให้ได้ 20 บาทก่อนเพื่อวิ่งไปซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งมากิน แล้วก็ใช้พลังงานจากข้าวเหนียวหมูปิ้งนี่แหละเปิดหมวกได้จนถึงเที่ยงคืน 

ท้อไหม 

ไม่ท้อ ไม่มีทาง แค่เหนื่อย รู้สึกว่ายาก 

แต่ต้องตระหนักกับตัวเองก่อนว่า เราคงไม่เปิดหมวกไปตลอดชีวิต การเปิดหมวกให้ผลลัพธ์ที่ดี แต่ไม่ได้ให้ชีวิตที่ดีหรอก มันเหนื่อย

ผมมีความทะเยอทะยานสูงมาก ผมรู้ตัวว่ามีน้ำเสียงเป็นต้นทุน ตอนครูที่โรงเรียนมัธยมพาไปร้องเพลงที่ห้องอาหาร ก็ตั้งใจจะเป็นศิลปินตั้งแต่ตอนนั้น เพราะเราร้องได้ดี เราเข้าใจตัวเองเบื้องต้นแล้วว่าการร้องเพลงไม่ได้ยาก แต่ต้องมีแผนการว่าจะทําอะไรกับมัน 

วันหนึ่งผมเล่นดนตรีอยู่ก็เห็นเพื่อนศิลปินเล่นดนตรีกันบนเวทีใหญ่ มีคนมาดูเยอะมากจนเต็มลานแสดง ผมก็มีความฝันอยากขึ้นไปเล่นตรงนั้นบ้าง แต่คนเหล่านั้นมีเพลงของตัวเองนะ เขามีชื่อเสียงระดับหนึ่งนะ มุมมองเราเลยเปลี่ยนว่าอยากเป็นศิลปินมืออาชีพมากกว่านี้

ผมเรียนรู้การแต่งเพลงจากการไปเอาหนังสือเพลงมาเรียนรู้ วิเคราะห์ว่าเพลงมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

เพลงที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับชีวิตในยุคก่อนกับยุคนี้ยังพูดเรื่องเดียวกันอยู่ไหม

เรื่องเดียวกัน มันคือชีวิต คนยังลําบากอยู่ หาเช้ากินค่ำ ยังเหนื่อยกับการทํางานที่ไม่มีวันจบสิ้นอยู่ วันหนึ่งเราก็จะตายไปกับการดิ้นรนทํางานแบบนี้ ความหมายของชีวิตคือการได้ทํางานไปจนตาย แล้วทําไมชีวิตจะไม่ถูกเยียวยาด้วยบทเพลงที่ลําบากแทนเราบ้าง

ผมเขียนเพลงที่ลําบาก รันทด อดสู เพื่อพูดให้ตัวเองมีกำลังใจและคนอื่นก็ได้ฟังด้วย

การแต่งเพลงที่พูดถึงความลําบากจะช่วยเยียวยาคนที่ลําบากได้จริงเหรอ

วันนี้ยังมีคนมองว่าเพลงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่อย่าไปคิดแบบนั้น อย่าเพิ่งมองไปไกล มองจากชีวิตเล็ก ๆ ของคุณ จากพื้นที่รอบข้างของคุณ แฟนเพลงของคุณ มันมีการเปลี่ยนแปลงตลอด แค่แรงกระเพื่อมยังไปไม่ถึงในสังคมวงกว้างแค่นั้นเอง

บางคนบอกว่า คุณมาเขียนเพลงเพื่อชีวิตวันนี้จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้

เปลี่ยนไม่ได้หรอกครับ แต่มันเริ่มเปลี่ยนจากความคิดของเราก่อน แล้ววันหนึ่งที่การเปลี่ยนแปลงมาถึง คุณก็จะรู้เองว่ามันเปลี่ยนอะไรได้ 

ในมุมมองของคุณ จําเป็นไหมที่ต้องมีประสบการณ์เรื่องนั้น ๆ ก่อน ถึงจะแต่งเพลงออกมาได้

จำเป็น เวลาเขียนเพลงแล้วไม่รู้สึกแบบนั้นจริง ๆ เหมือนเรากําลังเสแสร้งทําในสิ่งที่ไม่รู้ แล้ววันหนึ่งที่เราไปพูดกับสังคมหรือสื่อมันจะไม่กระจ่างชัดเจน 

ผมแต่งเพลงที่ผมรู้ทุกอย่าง ถ้าเพลงไหนที่ไม่รู้ ผมก็ไม่เขียน แล้วก็ต้องดูด้วยว่ารู้ไปลึกแค่ไหน บางทีรู้จริง แต่ไม่ได้รู้ลึกซึ้งถึงขนาดอธิบายให้คนเข้าใจได้ ซึ่งเราก็ไม่ได้เก่งไปซะทุกเรื่อง เราเป็นมนุษย์ เขียนเพลงผิด ๆ ถูก ๆ  บ้าง เขียนมาโดนสังคมวิจารณ์บ้าง 

ผมอ่านเจอคอมเมนต์หนึ่งบอกว่า เพลงศิลปินเอกไม่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเลย ถ้าคุณเขียนเพลงอย่างนี้ คุณไม่เข้าใจนักร้องที่อยู่ข้างถนนจริง ๆ หรอก 

แต่ถ้าจะแก้ต่าง ผมจะบอกว่าผมก็เขียนจากตอนที่ตัวเองเป็นนักดนตรีเปิดหมวก ไม่ได้เขียนในตอนที่เป็นศิลปินแล้วซะหน่อย แต่พอเล่าถึงบุคคลที่ 3 ก็เหมือนว่าเขาต้องดิ้นรนต่อสู้ไปอย่างนี้เรื่อย ๆ ไม่มีโอกาสเหมือนเรา ซึ่งผมไม่ได้มีเจตนาทำร้ายใคร ตอนที่ผมเขียนเพลงนี้ก็อยู่ในช่วงลำบากเหมือนกัน

จุดเด่นของคุณคือเขียนเพลงได้ภาษาสวยมาก เกิดจากการอ่านหนังสือใช่ไหม

อ่านหนังสือครับ ผมชอบอ่านหนังสือมาก โดดเรียนไปอ่านหนังสือ อยากแต่งเพลงเรื่องอะไรก็ไปอ่านหนังสือ บางทีคิดไม่ออกก็ไปอ่านหนังสือ ไม่ได้อ่านเรื่องที่ต้องคิดหรอก แต่อ่านไปมันก็ปิ๊งออกมา

ผมชอบนักเขียนมาก ๆ เลย เพราะสนใจว่าคนที่เขียนงานแบบนี้ออกมาได้เป็นคนยังไง ถ้าอ่านหนังสือโดยที่ไม่รู้จักตัวนักเขียนเลย ความน่าสนใจก็จะลดลงไปสำหรับผม

มีอยู่ครั้งหนึ่งคุณไปหา น้าแอ๊ด คาราบาว และถามว่าเขาเขียนเพลงยังไง วันนั้นน้าแอ๊ดสอนอะไรคุณ

เขาสอนการใช้สัมผัส แนะนําเพลงให้ฟัง แต่ก็เข้าใจนะว่าการเขียนเพลงไม่ใช่วิชาที่ถ่ายทอดกันได้ สมมติจะบอกว่าคุณคิดถึงบ้าน จะแต่งว่าฉันคิดถึงบ้าน ฉันอยากกลับบ้านก็ได้ แต่บางเพลงคือ เดือนเพ็ญ สวยเย็นเห็นอร่าม นภาแจ่มนวลดูงาม เย็นชื่นหนอยามเมื่อลมพัดมา (ร้องเพลงให้ฟัง) ผมกําลังชั่งน้ำหนักให้ดูว่าทําไมคิดถึงบ้านเหมือนกัน แต่ความรู้สึกที่สัมผัสได้ไม่เท่ากัน

แล้วเขาก็สอนให้อ่านหนังสือเยอะ ๆ เพราะจะเจอคําใหม่ ๆ คุณต้องอ่านจากหนังสือ 

เราเป็นนักเขียนก็จริง แต่เป็นนักเขียนเพลง ไม่ใช่นักเขียนหนังสือ พวกเขาจะมีคําลื่นไหลไปได้ไม่หยุด บางคําไม่มีในพจนานุกรม วิธีนี้เรียกว่า กวิตาอนุมัติ หมายความว่าคุณไม่ต้องไปหาความหมายเลย ผมอนุมัติให้เป็นคําของผม ในหนังสือของผมเอง 

หลายคนยกให้ไววิทย์เป็นผู้สานต่อเจตนารมณ์ของคาราบาว คิดว่าตํานานบทใหม่ที่คุณจะสานต่อคืออะไร

วันนี้ผมบอกไม่ได้หรอก เราออกเพลงมาแค่ 2 อัลบัมเอง ยังตอบอะไรสังคมไม่ได้มากและอายุก็ยังน้อย เราไม่ใช่คนที่จะกลายเป็นตํานานในวันพรุ่งนี้ได้ การเป็นตํานานคือเราต้องพิสูจน์ตัวเองแล้ว แต่ผมไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต งานเท่านั้นที่เป็นตัวพิสูจน์ชีวิตนักดนตรีและรับรองชีวิตทั้งหมด 

นั่นคือการตอบคําถามตัวเองในอนาคตได้ดีที่สุดโดยที่ไม่ตอบอะไร ไม่วางแผน และไม่คาดหวังว่าจะเป็นตํานานหรือไม่

การถูกคาดหวังให้เป็นน้าแอ๊ดคนต่อไปสร้างผลกระทบกับความรู้สึกของคุณบ้างไหม

สร้างผลกระทบ เพราะคนตีกรอบเราแล้ว กลายเป็นว่าถูกคาดหวังจากสังคม คนมองเราเป็นภาพนั้นไปแล้ว แต่ข้อดีก็คือเขาเป็นคนหยิบยื่นให้เราเอง 

เคยมีคนบอกว่าทําไมคุณต้องแต่งตัวเหมือน แอ๊ด คาราบาว ผมเลยตอบไปว่า พี่ นี่ก็ผมของผมนะ นี่ก็หน้าผม นี่ก็เสื้อยืด กางเกงยีน รองเท้าผม ผมจะแต่งผมแต่งตัวแบบนี้มันผิดปกติมนุษย์ใช่ไหม มันเป็นเสื้อผ้าหน้าผมปกติ แต่บังเอิญเหมือนกันโดยธรรมชาติ

ผมว่าคนที่สําคัญคนต่อไปไม่ใช่ผมหรอก ลองดู พี่จ๋าย ไททศมิตร เขาคือคนที่จะเปลี่ยนแปลงวงการเพลงหลังจากยุคคาราบาวหมดไปแล้ว เรามองเห็นศักยภาพ เขาเป็นหัวหอกที่ดีในการนําขบวน ส่วนตัวผมไม่ได้มีพลังแรงขนาดนั้น ทําอะไรคนก็ไม่สนใจ พอไม่ค่อยเล่นโซเชียลมีเดียก็ไม่มีใครรับรู้อะไร ผมโดนคดีทางการเมืองจากการขึ้นเวทีชุมนุมประท้วงหน้าหอศิลปกรุงเทพฯ มีชนักปักหลังตลอดเวลา จะรื้อขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่คนไม่รู้

ความจริงไววิทย์อยากถูกจดจําแบบไหน

ผมเป็นนักร้อง นักแต่งเพลง ผมอยากถูกจดจําเพียงเท่านี้ 

ผมอยากเป็นนักแต่งเพลงมากที่สุด เบื้องหลังถ้อยคําสวย ๆ เกิดมาจากการกลั่นกรอง จากความละเมียดละไมทางอารมณ์และความรู้สึก มันไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน แต่เกิดขึ้นกับนักแต่งเพลง ซึ่งนับเป็นสมบัติหายาก นักร้องยังหาคนร้องได้ แต่นักแต่งเพลงจะแต่งให้เป็นที่จดจําเป็นนิรันดร์ได้เป็นเรื่องปัจเจกที่สุด 

ขอคำแนะนำสําหรับศิลปินรุ่นใหม่ที่ยังหาตัวตนของตัวเองไม่เจอ

ต้องทดลอง ต้องพิสูจน์ บางคนใช้เวลา 5 ปี 10 ปี 15 ปี 20 ปี พิสูจน์ตัวเองไปเรื่อย ๆ ว่าตัวเองเป็นใคร เขายืนหยัดและหนักแน่นกันทั้งนั้น 

กับงานตัวเอง มันเหมือนการปลูกต้นไม้ ต้องอาศัยรากที่แข็งแกร่งก่อนถึงจะออกดอกออกผลชูช่อเล่นลมได้ จะเป็นต้นไม้หรือดอกไม้อะไรก็ว่ากันไป ขอเพียงพิสูจน์ตัวเองจากเมล็ดพันธุ์ที่เราวางไว้

เข้าใจว่าอยากมีชื่อเสียง มีเงินทอง แต่ศิลปินไม่ได้รวยทุกคน ไม่ได้ดังทุกคน นี่เป็นเรื่องที่ต้องรับให้ได้ ทุกวันนี้ผมยังหาคําตอบจากจากสิ่งนี้อยู่เลย

ถ้าเพลงเพื่อชีวิตไม่พูดถึงปัญหาชีวิต จะพูดเรื่องอะไรได้อีก

ถ้าไม่พูดเรื่องปัญหาชีวิตเหรอ คุณว่าความรักเป็นชีวิตไหม 

ความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็เป็นชีวิตเหมือนกัน วันนี้ต้องมาตระหนักกับคําว่า เพื่อชีวิต กันใหม่ 

วันนี้เรากําลังเป็นเพื่อชีวิตแบบไหน ต้องมีบทบาทอะไรในสังคม ใครที่เป็นเพื่อชีวิตและไม่เป็นเพื่อชีวิต สังคมนั่นแหละเป็นคนตัดสิน เพลงเพื่อชีวิตยังมีอยู่ แต่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย มุมมองของคนต่างกัน มันนานาทัศนะ

ถ้ามีคนถามว่านิยามเพลงของไววิทย์คืออะไร ตอบไปเลยว่า เป็นเพลงโฟล์ก ร็อก บลูส์ คันทรี่ ฯลฯ เพื่อทุก ๆ ชีวิต ขอไม่นิยาม มันเหนื่อย เพราะวันนี้ก็มีความเห็นเยอะแยะมากมายอยู่แล้ว 

หลายคนคาดหวังจากเรา แต่ควรเข้าใจกันใหม่ว่าไววิทย์ไม่เป็นอะไรเลย เป็นแค่เพลงสักเพลง ไม่ต้องเพื่อชีวิตใครก็ได้ เป็นแค่ศิลปินสร้างศิลปะ และรับผิดชอบผลงานของตัวเอง

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล