ในปี 2019 Amelia Monk วัย 8 ขวบ ออกเดินทางร่วมกับคุณพ่อ Daniel Monk และเพื่อนเขา Louis Haseman, Nat Lewarne และ Gregg Bolshaw บนเส้นทาง Everest Base Camp (EBC) เป็นเวลา 12 วัน
กิจกรรมการเดินป่าสู่ Everest Base Camp หนึ่งในเส้นทางที่โหดที่สุดบนโลกกับเด็กวัยเพียง 8 ขวบ ฟังดูเป็นเรื่องเหนือจริงอย่างที่สุด เพียงจินตนาการถึงความยากลำบากในการเตรียมตัว การออกเดินทาง และประสบการณ์ระหว่างทาง แม้กระทั่งผู้ใหญ่ที่แข็งแรงบางคนยังเป็นเรื่องท้าทาย
น่าสนใจว่าอะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้เด็กหญิงจากเชียงใหม่ตัดสินใจออกเดินบนเส้นทางนี้
ขอเล่ารวบรัดไว้ก่อนว่า อมีเลียทำสำเร็จ และเป็นความสำเร็จถึง 2 อย่าง ความสำเร็จแรกคือการเดินทางสู่ Everest Base Camp ได้อย่างน่าทึ่ง แม้จะมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายระหว่างทาง
ความสำเร็จที่ 2 เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้เธอตัดสินใจออกเดินทางสู่ EBC คือเธอต้องการระดมทุนให้กับ Hand to Paw องค์กรการกุศลไม่แสวงหากำไร ซึ่งช่วยเหลือสุนัขจรจัดหลายพันตัวในเชียงใหม่ และเธอระดมทุนได้ 825 ปอนด์ หรือประมาณ 36,000 บาท
และนี่คือเรื่องราวของ Amelia Monk ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนที่อยากลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อสังคม

ครอบครัวนักผจญภัย
จุดเริ่มต้นทุกอย่างของอมีเลียมาจากสิ่งที่เรียกว่า ‘ครอบครัว’
“ตอนเด็ก ๆ ฉันจำได้ว่าทุกปี พ่อจะพาพวกเราไปล่องเรือใบ ไปเล่นสกี ไปเดินป่า และเล่นกีฬาต่าง ๆ มากมาย” อมีเลียเล่าถึงครอบครัว
“แม้กระทั่ง โอลิเวีย น้องสาวของฉันก็เคยร่วมอีเวนต์แข่งขันสปาร์ตันสำหรับเด็กมาแล้ว นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมการผจญภัยที่ฉันได้สัมผัสตั้งแต่ยังเด็ก”
แดเนียล คุณพ่อของอมีเลียรักการเดินทางและการผจญภัยอย่างมาก แดเนียลเติบโตมาบนเรือ เนื่องจากพ่อของเขาเคยทำงานในพาณิชย์นาวี (Merchant Navy) เมื่อมาพบกับคนรักหรือคุณแม่ของอมีเลีย อย่าง โบว์-พิชญา สังขโชติ ความฝันสุดพิเศษบางอย่างของแดเนียลจึงถูกส่งต่อมายังครอบครัว รวมถึงลูกทั้ง 2 คน คืออมีเลียและโอลิเวีย
ความฝันที่ว่าคือการเดินทางรอบโลกโดยเรือ ด้วยการวางแผนเตรียมความพร้อมมาเป็นเวลานาน ทั้งเรื่องธุรกิจ การเรียนของลูก รวมถึงการเตรียมตัวลงเรียนวิชาล่องเรือ กระทั่งครอบครัว Monk ได้เริ่มต้นการเดินทางครั้งสำคัญในช่วงเวลาโควิด-19 ที่ผ่านมา
แน่นอนว่าการล่องเรือทำให้ลูกสาวทั้ง 2 คนอย่างอมีเลียและโอลิเวียได้เรียนรู้การใช้ชีวิตจากเรื่องราวบนเรือและการพบพานสิ่งแปลกตา ทั้งการปรับตัว การรับมือกับปัญหา และการค้นพบความหมายบางอย่าง นับเป็นความรู้จาก ‘ห้องเรียนโลกกว้าง’ ในแบบที่ไม่ใช่เด็กทุกคนจะมีประสบการณ์
“การล่องเรือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะเรา (ครอบครัว) ได้เชื่อมโยงกันจริง ๆ” อมีเลียเล่าย้อนถึงการผจญภัยในวันวานบนเรือ “ฉันรู้สึกเหมือนได้รู้จักครอบครัวมากขึ้น เพราะเราได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลาบนเรือ ท่ามกลางธรรมชาติของท้องทะเล เป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ”
อมีเลียเล่าว่า การเดินทางทำให้เธอรู้สึกว่า ครอบครัวของเธอเข้ากับคนง่าย ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง และกระตือรือร้นอย่างมาก หากต้องการทำบางสิ่งบางอย่างก็จะต้องทำให้ได้ เช่น หากเจอสถานที่สำหรับเดินป่า พวกเขาก็จะหาทางไปที่นั่น การได้เดินทางบ่อย ยิ่งทำให้อมีเลียซึมซับประสบการณ์และมีมุมมองบางอย่างที่ลึกซึ้งมากขึ้น
“พอได้ออกไปเห็นโลกมากขึ้น ได้เห็นว่าผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างไร ฉันจึงได้เรียนรู้ว่ามันแตกต่างจากที่ที่เราอยู่กันมาก และฉันไม่ควรมองข้ามสิ่งที่มีในช่วงเวลาปกติของชีวิต”
โบว์เคยเล่าให้ The Cloud ฟังว่า การเดินทางและการล่องเรือทำให้เธอได้รู้จักลูกสาวในมุมที่ไม่เคยรู้มาก่อน เช่น รู้ว่าอมีเลียทำอาหารได้ หรือช่วยซ่อมเรือหรือจัดการเวลามีปัญหาได้
และที่สำคัญ เราเชื่อว่าการเดินทางทำให้อมีเลียค้นพบความต้องการบางอย่างที่อยู่ในใจ นั่นคือการทำกิจกรรมเพื่อสังคม

สุนัขจรจัดและเป้าหมายของการเดินทาง
ในวัย 8 ขวบ อมีเลียได้ยินว่าคุณพ่อของเธอจะเดินป่าสู่ Everest Base Camp หรือ EBC และเธอตัดสินใจจะเข้าร่วมด้วย
Everest Base Camp เป็นหนึ่งในเบสแคมป์ของภูเขาเอเวอเรสต์ สูง 5,364 เมตรจากระดับน้ำทะเล ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติสการ์มาธา (Sagarmatha National Park) เป็นเส้นทางที่ได้รับความนิยมอย่างมาก สำหรับนักเดินทางที่ต้องการมาสัมผัสประสบการณ์การเดินป่าในเอเวอเรสต์ และต้องใช้เวลาเดินทางอย่างน้อย 14 วัน
แม้จะได้รับความนิยมสำหรับนักเดินป่า นักปีนเขา และผู้สนใจทั่วไปที่มีร่างกายแข็งแรง แต่สำหรับเด็กหญิงวัย 8 ขวบ มันเป็นเรื่องท้าทายอย่างยากที่จะจินตนาการ
เมื่อแดเนียลรับรู้ถึงการตัดสินใจครั้งนี้ของลูกสาว เขาแนะนำเธอว่า การเดินครั้งนี้นอกจากได้สัมผัสเอเวอเรสต์ เธอน่าจะต่อยอดมันได้อีก อย่างการทำงานเพื่อองค์กรการกุศล อมีเลียเห็นพ้องและนึกถึงสุนัขทันที เพราะเป็นสัตว์ที่เธอชอบ
“ฉันอยากหาองค์กรการกุศลเพื่อช่วยเหลือสุนัขจรจัด เพราะมีสุนัขจรจัดจำนวนมากในเชียงใหม่ และน่าเศร้าที่ต้องเห็นสุนัขเหล่านี้ถูกละเลยและเจ็บป่วยอยู่บนท้องถนนโดยที่ไม่มีใครช่วยเหลือพวกมัน
“สุนัขกับมนุษย์มีความผูกพันที่แสนพิเศษต่อกัน แต่เรากลับเห็นสุนัขจรจัดตามถนนทุกหนทุกแห่ง ฉันรู้สึกแย่มาก ๆ และอยากหาทางช่วยเหลือ”
นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อมีเลียและแดเนียลมองหาองค์กรการกุศล กระทั่งได้รู้จัก Hand to Paw องค์กรการกุศลไม่แสวงหากำไร ซึ่งช่วยเหลือสุนัขจรจัดในเชียงใหม่ ก่อตั้งตั้งแต่ปี 2009 และพบกับ Amandine Lecesne ผู้อยู่เบื้องหลัง Hand to Paw
อมีเลียเล่าว่า เธอเห็นความอุทิศในการทำงานและการขับเคลื่อนองค์กรเพื่อคุณภาพชีวิตของสุนัขจรจัด ซึ่งเงินบริจาคจะถูกนำไปใช้จ่ายในการช่วยเหลือสุนัขจรจัด 100 เปอร์เซ็นต์ เธอจึงรู้สึกไว้ใจว่า หากระดมทุนเพื่อ Hand to Paw ได้ เงินทั้งหมดจะนำไปใช้กับสุนัขจรจัดเหล่านี้อย่างเต็มที่
เมื่อเตรียมความพร้อมทั้งหมดเรียบร้อย อมีเลีย แดเนียล และผู้ร่วมทริป จึงออกเดินทางสู่เนปาล เพื่อเป้าหมายในการพิชิต EBC และการระดมทุนเพื่อสุนัขจรจัด

สู่หิมาลัย
“เราขึ้นเครื่องบินลำเล็กและเก่า มองเห็นหน้าผาและทางลาดเหมือนรันเวย์ ทุกอย่างเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนั้น”
อมีเลียเล่าย้อนถึงประสบการณ์ในการเดินป่าสู่ EBC หลังจากเดินทางสู่ลุกลา จุดเริ่มต้นของการเดินทาง ได้สัมผัสกับทิวทัศน์ที่เขียวขจี อากาศร้อนสลับกับหนาว และเมื่อเริ่มเดินสู่จุดสูงขึ้น ความเขียวจากแมกไม้ก็หายไป เหลือเพียงความโล่งโกร๋นของไม้ยืนต้น
“แต่ที่นั่นสวยมาก เพราะมองเห็นหิมะและมองเห็นยอดเขาเอเวอเรสต์ได้ บางครั้งฉันรู้สึกเหมือนอยู่ในโลกแห่งหิมะเลย เพราะมีภูเขาอยู่รอบตัว ท้องฟ้าใสและมองเห็นได้อย่างชัดเจน อากาศก็หนาวมากจนต้องเข้านอนพร้อมกับน้ำร้อน 3 ขวดเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น”
รายละเอียดประสบการณ์ใน EBC ของอมีเลียถูกบันทึกในบล็อกระดมทุน JustGiving ของเธอ และวิดีโอการเดินทางในช่องยูทูบ ให้คนที่สนใจก็ระดมทุนสนับสนุนเธอได้ และนำเงินที่ได้ไปสนับสนุน Hand to Paw ต่อไป
ความตั้งใจในการระดมทุนเพื่อสุนัขจรจัดของอมีเลียสะท้อนผ่านเหตุการณ์หนึ่งในการเดินทาง อมีเลียเล่าว่า ในวันที่เกือบถึง EBC แดเนียลคุณพ่อของเธอประสบกับภาวะป่วยจากโรคแพ้ความสูง เดินทางต่อไม่ได้ แดเนียลจึงคิดว่าเขากับลูกสาวต้องสิ้นสุดเส้นทาง EBC ไว้เพียงเท่านี้ แต่สิ่งที่อมีเลียแสดงออกกลับตรงกันข้าม เพราะเธอต้องการไปต่อ
“ฉันบอกเขาว่า ฉันจะไปต่อเพื่อสุนัขจรจัด
“เมื่อฉันรู้สึกอยากยอมแพ้ ฉันจะนึกถึงสุนัขและ Hand To Paw ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เราอยู่ที่นี่ มันทำให้ฉันพูดซ้ำไปซ้ำมาว่า ‘1 ก้าวสำหรับอาหารเช้าของสุนัข 2 ก้าวสำหรับอาหารเที่ยงสำหรับสุนัข 3 ก้าวสำหรับอาหารเย็นของสุนัข’ นั่นทำให้ฉันก้าวต่อไปได้”
หลังจากนั้น จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ คือแดเนียลและอมีเลียต้องแยกกัน ฝั่งแดเนียลกลับลงมาตามเส้นทางเดิม ขณะที่ฝั่งอมีเลียเดินหน้าต่อไปพร้อมกับกลุ่มและไกด์นำทาง
“นั่นเป็นหนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับฉัน” อมีเลียกล่าวถึงการต้องแยกกับผู้เป็นพ่อ แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความช่วยเหลือจากกลุ่ม อมีเลียไปถึง EBC สำเร็จด้วยความเหนื่อยล้า หลังจากพักผ่อน อมีเลียเล่าว่า ทุกคนต้องตรวจอัตราการเต้นของหัวใจ และอัตราการเต้นของหัวใจของเธออยู่ที่ 58 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าต่ำมาก เธอจึงต้องรีบลงมา โดยมีคนนำทางผูกเธอเข้ากับตัวด้วยเชือกและพาลงมาในเวลากลางคืน
“ฉันจำได้ว่าตื่นมานอนหงายอยู่บนหลังพวกเขาที่กำลังเดินอยู่บนน้ำแข็ง ฉันแหงนขึ้นไปมองเห็นพระจันทร์สวยมาก ก่อนจะกลับไปหลับต่อ พอตื่นขึ้นอีกครั้ง ฉันก็อยู่บนรถที่กำลังขับไปหาพ่อ พอเจอพ่อ ฉันรีบวิ่งไปหาเขาเลย
“สิ่งแรกที่ฉันพูดคือ ‘ขอช็อกโกแลตร้อนสักถ้วยได้ไหม’ ”

สู่หลังคาแอฟริกา
หลังความสำเร็จในการเดินทางสู่ EBC อมีเลียระดมทุนผ่านช่องทางของเธอบนแพลตฟอร์ม JustGiving ได้ 825 ปอนด์ หรือประมาณ 36,000 บาท แต่เธอไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น
ให้หลังเพียง 1 ปี เธอออกเดินทางสู่เขาคิลิมันจาโร (Mount Kilimanjaro) พร้อมกับเป้าหมายในการระดมทุนอีกครั้ง
“ฉันจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อไปให้ถึงยอดเขาคิลิมันจาโรในเดือนสิงหาคม และหวังว่าทุกก้าวที่ฉันเดิน คุณจะบริจาคเงินเพื่อร่วมป้องกันความทุกข์ทรมานของสัตว์ และช่วยเหลือชุมชนในท้องถิ่นผ่านการบริจาคเงินให้กับ Hand To Paw” คือข้อความของเธอบน JustGiving
ครั้งนี้อมีเลียได้รับเชิญจาก Karen Darke นักปั่นจักรยานพาราลิมปิก นักไตรกีฬาพาราลิมปิก นักผจญภัยและนักเขียน เพื่อเดินป่าไปยังหลังคาของแอฟริกา เธอมองว่าเป็นโอกาสที่ดีในการระดมทุนเพื่อ Hand To Paw อีกครั้ง ที่สำคัญ ครั้งนี้มีคุณแม่ของเธอไปด้วย
อมีเลียเล่าว่า ที่คิลิมันจาโรต่างจาก EBC คราวนี้เธอมีไกด์ที่นำทาง พร้อมลูกหาบที่แบกเต็นท์และอาหารไปเตรียมพร้อมยังจุดตั้งแคมป์
“คิลิมันจาโรยังคงหนาวมากและมีฝุ่น ในขณะที่เอเวอเรสต์ไม่มี ฉันจำได้ว่าเท้าของฉันเจ็บมากและมือก็เย็นมาก ทุกเช้าเราเริ่มต้นใส่เสื้อผ้าชั้นเดียว ก่อนจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อถึงวันสุดท้าย อากาศหนาวมากจนน้ำในขวดน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง
“ในวันที่จะขึ้นสู่ยอดเขา เราต้องตื่นประมาณตี 5 ฉันจำได้ว่าไม่อยากตื่นเพราะมันเช้าเกินไป และหนาวมาก ๆ ฉันเลยใส่ถุงเท้า 3 ชั้นและใส่เสื้อผ้า 7 ชั้น แล้วแม่กับฉันก็ออกไปรวมกันกับทุกคน แบ่งกลุ่มเล็ก ๆ ก่อนเริ่มออกเดิน
“มันมืดมากจนมองไม่เห็นอะไรเลย ฉันจำได้ว่าปวดเท้าและนิ้วเท้ามาก ต้องค่อยหยุดเดินเพื่อลองเหยียบนิ้วเท้าตลอดเวลา เพราะมันไม่รู้สึกอะไรเลย”
ความเจ็บปวดทำให้อมีเลียใกล้เคียงกับการยอมแพ้มากที่สุด ซ้ำร้าย แม่ของเธอก็ป่วยและอาเจียนเนื่องจากอาการแพ้ความสูง และไปจนสุดทางไม่ได้ จึงต้องลงมา ส่วนอมีเลียไปต่อ ทั้งที่ในใจรู้สึกอยากยอมแพ้ แต่เมื่อคิดถึงสุนัขจรจัดอีกครั้ง เธอจึงเดินหน้าต่อไป
แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย บนเส้นทางเต็มไปด้วยกรวด ทำให้ยากต่อการเดินขึ้น อมีเลียจึงไปได้เพียงครึ่งทาง ก่อนจะนั่งลงร้องไห้ ในใจเธอคิดว่าไปต่อไม่ได้แล้ว และเดินกลับลงมา โดยใช้เวลา 30 นาที
“ฉันจำได้ว่าเข้าไปในเต็นท์ที่แม่อยู่ ฉันร้องไห้และบอกแม่ว่า ฉันทำไม่ได้ ฉันรู้สึกว่าทำให้ทุกคนที่บริจาคต้องผิดหวัง แต่แม่บอกว่า ฉันทำดีที่สุดแล้ว ที่สำคัญคือได้ลงมือทำแล้ว นั่นจึงทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้น”
และไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หลังการเดินทางสิ้นสุด และเป็นการระดมทุนครั้งที่ 2 อมีเลียบอกกับตัวเองได้อย่างชัดเจนว่า เธออยากทำงานเพื่อสังคม
“ฉันชอบความรู้สึกที่ได้ช่วยเหลือและสร้างความแตกต่าง” อมีเลียบอกเช่นนั้น

ลงมือเพื่อสร้างความแตกต่าง
ปัจจุบันอมีเลียกำลังศึกษาที่โรงเรียนปัญญาเด่น จังหวัดเชียงใหม่ และเธอเพิ่งได้รับตำแหน่ง Ambassador of Thailand ของ DFC (Design For Change) ซึ่งเป็นกลุ่มการเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลงสำหรับเด็ก ผ่านกรอบการทำงานที่เรียกว่า FIDS หรือ การรู้สึก (Feel) จินตนาการ (Imagine) การลงมือทำ (Do) และแบ่งปัน (Share) นำโดยเครือข่ายระดับโลก ผู้นำชุมชน ผู้ประกอบการเพื่อสังคม นักออกแบบ และนักการศึกษา ที่มุ่งมั่นที่จะปลูกฝังความเชื่อในตัวเด็ก ๆ ทุกคน
“ฉันภูมิใจในตัวเองมากและขอบคุณทุกคนที่ช่วยเหลือ ฉันเคยเข้าร่วมประชุมกับ Design for Change มาบ้างแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ยังเป็นเพียงการทำความรู้จักกัน เพราะนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น” อมีเลียเล่าถึงความรู้สึกที่ได้รับตำแหน่ง Ambassador ของ DFC
หลายคนอาจมองว่างานเพื่อสังคมเป็นงานของผู้ใหญ่ แต่อมีเลียในวัย 13 ปี คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า สิ่งนี้อาจไม่ใช่เรื่องของอายุ “ฉันคิดว่าใคร ๆ ก็สร้างความแตกต่างหรือสนับสนุนองค์กรการกุศล กระทั่งสร้างองค์กรการกุศลของตนเองเพื่อช่วยเหลือชุมชนของตนเองได้
“ฉันคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือการลงมือทำและเผยแพร่สิ่งที่เราทำ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น ๆ และช่วยให้พวกเขาสร้างความแตกต่างได้เช่นกัน
“ฉันได้เรียนรู้ว่า ไม่ว่าคุณจะอายุน้อยหรืออายุมาก เป็นคนใหญ่โตหรือเป็นคนธรรมดา คุณก็สร้างความแตกต่างให้กับโลกได้ โดยไม่ได้เป็นแค่มองเห็นปัญหา แต่ด้วยการลงมือทำและช่วยเหลือจริง ๆ”
ล่าสุด อมีเลียมีแผนจะขี่ม้าข้ามประเทศมองโกเลียในช่วงเดือนมิถุนายน แน่นอนว่าเธออยากระดมทุนอีกครั้ง คราวนี้เธอสนใจในการช่วยเหลือช้าง หลังจากเห็นข่าวช้างตายจากเหตุการณ์น้ำท่วม และคิดว่าช้างได้รับการปฏิบัติที่ไม่ค่อยดีนัก จึงเริ่มมองหาองค์กรการกุศลเพื่อช้าง และได้รู้จักกับองค์กรอย่างเช่น Elephant Nature Park, Nature Sanctuary และองค์กรอื่น ๆ ที่คล้ายกัน ขณะที่ยังมองหาที่อื่นเพิ่มเติมไปด้วย
เรื่องราวของอมีเลียกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนในหลายแง่มุม สิ่งสำคัญที่สุดคือเธอแสดงให้เห็นว่า บางอย่างวัยอาจไม่ใช่ตัวกำหนดในการลงมือทำ แต่มันคือหัวใจ ซึ่งเบื้องหลังแรงผลักดันของหัวใจเด็กคนหนึ่ง ส่งผ่านมาจากการเลี้ยงดูของครอบครัว บ่มเพาะกลายเป็นมุมมอง ทัศนคติ ความตื่นเต้น ความแปลกใหม่ ความฝัน ให้กับเด็ก เช่นเดียวกับอมีเลีย
ก่อนจากกัน เราถามอมีเลียว่า อีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า เธอมองเห็นตัวเองอย่างไร และจะทำกิจกรรมเพื่อสังคมอยู่ไหม
“อืม ฉันหวังว่าจะยังคงทำงานช่วยเหลือชุมชนและช่วยเหลือประเทศไทยอยู่ และฉันอยากจะทำเช่นนี้ต่อไปนาน ๆ แต่นั่นแหละ ไม่มีใครรู้หรอกว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร”

