26 มีนาคม 2025
2 K

“ในชีวิตนี้ห้ามอะไรก็ได้ แต่อย่าห้ามเล่นดนตรีและร้องเพลง เพราะนั่นคือการทำให้ฝันไม่มีชีวิตค่ะ” 

พาฝัน สิงห์สุวรรณ กล่าวประโยคดังกล่าวด้วยน้ำเสียงแจ่มใส หากแต่หนักแน่นในที เพื่อสื่อให้เราเข้าใจว่า สำหรับเธอแล้ว ชีวิตกับดนตรีคือสิ่งเดียวกัน ก่อนจะเล่าถึงความสำคัญของดนตรีว่าเป็นพาหนะสำคัญที่ผลักพาชีวิตของพาฝันให้ก้าวสู่บทบาทต่าง ๆ การเป็นครูสอนศิลปะที่ใช้ดนตรีเข้ามามีส่วนร่วมในการเยียวยาจิตใจ รวมไปถึงผู้นำดนตรีมาผสานร่วมกับการภาวนา เพื่อนำผู้คนให้ค้นพบความสุขของปัจจุบันขณะที่หลายคนอาจหลงลืม

ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติร่มรื่นเต็มไปด้วยแมกไม้ของร้านอาหารสุพรรณิการ์ จังหวัดขอนแก่น พาฝันในชุดสีขาวกรุยกรายรอต้อนรับทีมงาน The Cloud เพื่อเตรียมนำเราเข้าสู่คอร์สดนตรีภาวนาที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ณ ห้องปฏิบัติธรรมของศูนย์ปฏิบัติธรรมสุพรรณิการ์ที่อยู่ติดกันกับพื้นที่สวน ระยะเวลาก่อนการเข้าสู่คอร์สดนตรีภาวนานี้เองที่พาฝันนำเราสู่เรื่องราวชีวิตซึ่งลิขิตโดยตัวเธอ ใครสักคนจากเบื้องบน และสำคัญที่สุดคือเสียงดนตรีซึ่งนำพาเธอไปสู่บทบาทต่าง ๆ จนมาเป็นพาฝันในวันนี้

ดนตรีนั้นคือชีวิต

“พ่อกับแม่ของฝันเป็นนักดนตรีทั้งคู่ค่ะ” พาฝันเปิดบทสนทนาด้วยแบ็กกราวนด์ของครอบครัว 

“พ่อฝันเรียนหนังสือไม่จบ แทบจะเขียนหนังสือไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่เขามีความปรารถนาในใจตั้งแต่เด็กว่าอยากเป็นนักดนตรีมาก พ่อออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 15 ปีเพื่อเผชิญชีวิต พ่อเล่าให้ฟังว่า ไม่ว่าจะไปที่ไหน พ่อจะยกมือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขออย่างเดียวในชีวิต คือขอให้เขาได้เป็นนักดนตรี 

“พ่อเริ่มจากเป็น ‘เฮียดวง’ (เฮียด-วง) เป็นภาษาอีสาน เป็นเหมือนคนรับใช้ในวงดนตรี แล้วก็ไต่เต้าขึ้นมาเป็นนักดนตรี เขาอุทิศชีวิตให้กับสิ่งสิ่งเดียวคือการเล่นดนตรี โดยมีไอดอลเป็นพี่ชายซึ่งเป็นอดีตนายกสมาคมนักแต่งเพลงแห่งประเทศไทยคนแรก ลุงของฝันเป็นคนแต่งเพลง สายัณห์รัญจวน ให้ พี่แจ้-ดนุพล แก้วกาญจน์ ค่ะ 

“ส่วนฝั่งของแม่ คุณตาฝันท่านเป็นช่างทำพลอยและเป็นนักดนตรีในโบสถ์ที่จังหวัดจันทบุรี ตาเป็นคนยากจนมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลกลใดท่านถึงมีเครื่องดนตรีได้ ตาเป็นมือไวโอลินและเล่นแบนโจ คุณยายตกหลุมรักคุณตาเพราะคุณตามาเล่นไวโอลินให้ฟังข้างรั้วอยู่ 6 ปี ทั้งที่มีเศรษฐีมาชอบคุณยายเยอะแยะ แต่คุณยายเลือกความสุนทรีย์ ซึ่งเป็นความตั้งใจจากความรักที่คุณตามอบให้ 

“ทั้งพ่อและแม่จึงถูกหล่อหล่อมมาจากดนตรี จังหวะที่แม่มาเจอพ่อ แม่เป็นหญิงห้าวเล่นดนตรีในโรงเรียน แม่เป็นคนจันทบุรีแต่มาเรียนที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เขาทำวงกับเพื่อน มีวันหนึ่งต้องไปหาเครื่องเสียงมาใช้งาน มีคนแนะนำว่าให้ไปหาพ่อสิ เหตุนี้เองที่ทำให้พวกเขาได้พบรักกัน

“เรียกได้ว่าตั้งแต่รุ่นตายายมาถึงรุ่นพ่อแม่ ชีวิตพวกเขาผูกโยงกับดนตรีกันมาทั้งนั้น พอมาถึงรุ่นฝันและพี่สาวอีก 2 คน ก็เกิดมาจากคุณพ่อคุณแม่ที่รักเสียงดนตรีเหมือนกัน พี่สาว 2 คนเล่นดนตรีกันหมดเลย ส่วนตัวฝันเป็นคนที่เล่นดนตรีได้น้อยที่สุดในบ้าน เขาจับฝันไปขึ้นเวทีร้องเพลงตั้งแต่เด็ก ๆ เวทีแรก ๆ นี่น่าจะอายุแค่ 8 ขวบเองค่ะ แม่ให้ไปร้องเพลงงานนั้นงานนี้ งานเพื่อนบ้าง และคุณพ่อคุณแม่ก็เล่นดนตรีกลางคืนเพื่อหาเลี้ยงชีพด้วย 

“ฝันเป็นนักร้องอาชีพตั้งแต่อายุ 14 ร้องให้กับวงของพ่อซึ่งเล่นอยู่ในโรงแรมโซฟิเทล ราชา ออร์คิดขอนแก่น (ปัจจุบันคือโรงแรมพูลแมน) เพราะนักร้องในวงของพ่อขาด เราอยู่กับการร้องเพลงและแวดวงดนตรีมาตั้งแต่นั้น การทำงานตั้งแต่อายุน้อยทำให้ฝันมีประสบการณ์ชีวิตที่ต่างออกไปจากเพื่อนวัยเดียวกัน และเข้าใจผู้คนมากขึ้น

“พอมาถึงในยุคของฝัน ฝันได้เจอกับสามีโดยเริ่มต้นจากการคุยกันเรื่องดนตรี เขาทักมาเรื่องเรียนร้องเพลงและคุยปรึกษากันเรื่องโปรแกรมทำดนตรี เป็นการรับรู้ที่ดีมากที่รู้ว่าต่างคนต่างรักในดนตรีเหมือนกัน และเขารักครอบครัวฝันมากเพราะเราเป็นนักดนตรี มาจนถึงตอนนี้เขาก็เป็นหนึ่งในสมาชิกที่ทำดนตรีภาวนาร่วมกัน โดยทีมมี 3 คน คือฝัน พี่ฝิ่น พี่สาวฝัน และสามีฝัน 

“เหมือนกับว่าเส้นเรื่องนี้ถูกผูกโยงเอาไว้ด้วยดนตรี มาจนถึงวันนี้ สำหรับฝันดนตรีไม่ใช่อาชีพ แต่คือชีวิต ดนตรีอยู่ในชีวิตไปแล้ว ไม่ได้แยกว่าคือการทำงาน”

สัญญาณ บทสวด และดนตรี

พาฝันเล่าถึงสัญญาณบางอย่างในชีวิตที่เหมือนส่งมาเตือนว่า อีกไม่นานเธอจะต้องเผชิญกับช่วงยาก ๆ และได้ให้วิธีตั้งรับทางจิตใจเอาไว้

“สัญญาณที่ว่า คือก่อนหน้านี้เพื่อนพาฝันไปที่มาเลเซีย เราได้เจอกับผู้นำทางจิตวิญญาณกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นนักบวชของพุทธศาสนานิกายวัชรญาณ ห่มจีวรสีแดง เขาเปิดบทสวดให้ฟัง เป็นบทพูดภาษาสันสกฤต แต่ใส่ทำนองแบบฮิปฮอป เฮฟวีเมทอล ใส่ดนตรี ใส่เสียงกีตาร์ ใส่เสียงเปียโนเข้าไป มันเปิดโลกมากว่าทำแบบนี้ได้ด้วยเหรอ เพราะถ้าเป็นเมืองไทยน่าจะทำไม่ได้

“ฝันเลยถามไปว่า ในนิกายของเขาใส่ทำนองดนตรีเช่นนี้ในบทสวดได้ด้วยเหรอ ผู้นำทางจิตวิญญาณท่านนั้นตอบว่าทำได้ ก่อนกลับเมืองไทยเขาบอกกับฝันว่า ลองเอาบทสวดนี้ไปใส่ทำนองให้หน่อยสิ ก่อนจะยื่นบทสวดภาษาสันสกฤตมาให้ ในชีวิตนี้ฝันไม่เคยแต่งเพลงมาก่อน แล้วนี่เอาบทสวดมาให้ทำมันเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับเรา ฝันจึงลองใส่ทำนองธรรมดา ๆ ง่าย ๆ ใช้คอร์ดง่าย ๆ ใช้กีตาร์นี่แหละ และส่งกลับไปให้เขาฟัง 

“ตอนที่รอฟังฟีดแบ็กหลังส่งเพลงกลับไปไม่ได้รู้สึกอะไรมาก แต่ระหว่างกระบวนการทำงานที่ได้เอาบทสวดมาใส่ทำนอง ใจฝันรู้สึกเบิกบาน มีความสุข โดยเฉพาะขณะที่ได้ร้องทำนองที่รู้ว่า เรากำลังทำให้บทสวดบทหนึ่งงดงามขึ้นมาจากใจที่บริสุทธิ์ มันยิ่งรู้สึกดี เพราะเจตนาของเราแน่นอนว่าไม่ได้เอาไปขาย และรู้ว่านี้เป็นบทสวดที่เอาไว้ภาวนา ใช้ในการทำให้จิตใจสงบ มันเกิดความสุขลึก ๆ ขึ้นอย่างอิ่มเอมใจ นี่เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นจริง ๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าเราใช้ดนตรีสร้างความรู้สึกที่ดีงามเช่นนี้ได้”

การค้นพบความสุขครั้งนี้สำคัญกับพาฝันมาก เพราะถัดจากนั้นไม่นาน มรสุมชีวิตก็เริ่มถาโถมเข้ามา

อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน

“ช่วง พ.ศ. 2561 เป็นช่วงที่จู่ ๆ บ้านฝันก็โดนยึดด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของครอบครัว มีหมายศาลมาที่บ้าน ต้องไปขึ้นศาล ขณะเดียวกับที่กำลังยุ่งยากใจเรื่องคดีความ คนใกล้ตัวที่เรารักก็เสียชีวิตซ้อนกัน 2 คน สัตว์เลี้ยงที่รักมากที่สุดเสียชีวิต เราต้องสูญเสียและเผชิญกับการจากพราก เหมือนโดนกระชากสิ่งที่รักไป 5 – 6 เหตุการณ์ซ้อน ๆ กัน ในเวลาเพียงแค่ 2 สัปดาห์ 

“เหมือนโลกถล่มใส่เรา มีหลายความรู้สึก ทั้งเศร้า ทั้งงง รู้สึกโกรธต่อโชคชะตาว่าทำไมต้องให้เราเจออะไรมากมายขนาดนี้ บนความยุ่งยากใจนั้นฝันได้จองงานภาวนาที่เชียงใหม่ไว้งานหนึ่งก่อนเกิดเรื่อง ตอนแรกกะจะไม่ไปแล้ว แต่พี่สาวบอกว่า ไปเถอะ ไม่มีอะไรจะเสียแล้วล่ะ อย่างน้อยก็ได้ออกจากบ้านเพื่อไปพักผ่อน 

“นั่นเป็นงานแรกที่ได้เข้าร่วมงานภาวนาซึ่งไม่เกี่ยวกับศาสนาเลย และมีดนตรีในการภาวนาด้วย มีการใช้ดนตรี ใช้เสียง รวมไปถึงการใช้ Mantra ต่าง ๆ อาจารย์ที่มาพาทำการภาวนาเป็นคนเนปาล ซึ่งตรงกับสิ่งที่เราสนใจ เราจึงอยู่กับการภาวนาได้อย่างราบรื่น พอจบคอร์ส ฝันกลับมาบ้านด้วยความรู้สึกว่า เหมือนได้ชีวิตใหม่กลับคืนมา 

“มีเรื่องมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง คือคดีเรื่องบ้านที่ฝันกำลังเผชิญเชื่อมโยงกับสถาบันทางการเงิน ตอนที่ฝันไปภาวนา มีโอกาสแลกเปลี่ยนว่าเรามาที่นี่เพราะอยากสงบใจเรื่องนี้ เจ้าของรีสอร์ตที่จัดงานเขาเป็นอดีตหัวหน้าฝ่ายสินเชื่อและได้ยินสิ่งที่เราบอกไป พอจบงานเขาเดินมาบอกว่าปัญหานี้จะต้องแก้ยังไง ฝันเริ่มรู้สึกถึงมหัศจรรย์ในเจตนาของความตั้งใจที่อยู่ภายใน ซึ่งไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร แต่เหมือนเรากำลังคิดแก้ปัญหาเรื่องนี้อยู่ จู่ ๆ ก็มีคนชี้ช่องทางแก้ปัญหา เราเลยภาวนาต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่นั้น 

“พอกลับมาบ้าน ครั้งนี้จิตใจรู้สึกเปลี่ยนไป จริงอยู่ว่าเศร้าและดิ่งที่สุดในชีวิตแล้ว แต่นอกจากจิตใจที่สงบขึ้นหลังจากการภาวนา สิ่งสำคัญที่ทำให้ผ่านช่วงนั้นมาได้คือครอบครัว ท่ามกลางปัญหา ทุกคนจับมือกันแน่นมาก ช่วยกันหาทางแก้ปัญหากันเต็มที่ เราไม่ได้เจ็บคนเดียวหรือทุกข์คนเดียว เหมือนเราได้รับการแบ่งเบาและได้รับรู้ว่ามีคนเจ็บปวดไปข้าง ๆ มีคนให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ 

“วันที่แมวตัวที่ฝันรักกลับดาว เป็นช่วงเดียวกับที่กำลังเผชิญกับสารพัด ฝันอุ้มน้องมาและร้องไห้กับพ่อ กอดพ่อ และถามพ่อว่า จะไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้แล้วใช่ไหม พ่อไม่ได้ตอบคำถามนี้ แต่พูดกลับมาว่า ลูกไม่เคยกอดพ่อแบบนี้เลยนะ จริงด้วยค่ะ บ้านเราไม่เคยกอดกันมาก่อน แต่หลังเหตุการณ์นั้น พวกเรากอดกันมากขึ้น

“สำคัญที่สุดก็คือฝันเข้าใจแม่มากขึ้น ช่วงแรกตอนนั้นฝันรู้สึกโกรธแม่นะ ว่าทำไม่ไม่บอกคนในบ้านว่ามีปัญหานี้ แต่ในที่สุดก็เข้าใจแม่เหมือนกันว่า เพราะแม่ไม่อยากส่งความเจ็บปวดออกมาถึงคนอื่น เขาเลยเลือกเก็บไว้และไม่ได้บอกใคร จนกระทั่งกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมา ในขณะที่ได้รับรู้ความเจ็บปวด เราก็ได้รับรู้ถึงความรักของแม่ไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งพลังงานความรักนี้ยิ่งใหญ่มากจนเยียวยาทุกความเจ็บปวดได้หมดสิ้น

“พอมองย้อนกับไป เหมือนสิ่งที่เราเจอไม่ใช่ปัญหา คล้าย ๆ ว่าถ้าพระเจ้ามีจริงแล้วเขาอยากสอนให้เรารู้จักกับความรักและความเข้าอกเข้าใจ เขาจะสอนเราด้วยวิธีไหน เขาพูดไม่ได้ ฝันคิดว่าเขาคงส่งมาเป็นเหตุการณ์อย่างนี้แหละ เพื่อให้เราได้รับประสบการณ์นี้ ให้เราได้เรียนรู้ และฝันก็ได้ส่งต่อให้ผู้คนไปเยอะมาก เพราะสิ่งที่ทำให้ฝันผ่านมาได้ทุกอย่างคือความรัก และในทุก ๆ การภาวนาของฝันคือการส่งต่อประสบการณ์ความรักที่มีจากครอบครัวที่เขาให้มาอย่างเปี่ยมล้นส่งออกไป คนที่มาร่วมภาวนาก็บอกกับเราว่า เขารับรู้ได้จริง ๆ ว่ามีความรัก ความเมตตาอยู่ในนั้นสูงมาก ไม่ใช่แค่การภาวนาอย่างเดียว แต่ในการสอนวาดรูปหรือสิ่งที่ฝันสื่อสาร เขารับรู้ได้ เขาได้เห็นตัวอย่างของความรักความเมตตาว่าเป็นแบบนี้ สิ่งนี้เลยกลายเป็นแกนในการดำรงชีวิตของฝันค่ะ”

ครูสอนศิลปะออนไลน์ และจุดเริ่มต้นของดนตรีภาวนา

“ช่วงสถานการณ์โควิด-19 คืออีกหนึ่งวิกฤตของชีวิตนักดนตรี ทุกอย่างหยุด เราไม่ได้เล่นดนตรีเลย ไม่ได้ออกไปพบเจอผู้คนนาน 3 ปี แต่ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 เราได้ทำดนตรีภาวนา โดยทำครั้งแรกที่เชียงใหม่ ซึ่งผลตอบรับดีมาก หลังจากนั้นก็กลับมาใช้ชีวิตที่ขอนแก่น 

“ฝันเริ่มทำการสอนศิลปะออนไลน์ เริ่มเห็นว่าการทำออนไลน์หวือหวามากเลย และรับรู้ว่าคนไทยตอนนี้มีความเครียดมากขึ้น มีครั้งหนึ่งที่ฝันทำคอร์สสอนศิลปะฟรี มี 2,000 คนเข้ามาในกลุ่มอย่างรวดเร็ว นี่เป็นจุดแรกที่ทำให้ฝันให้ความสำคัญกับโลกออนไลน์

“มีคอร์สหนึ่งเป็นการทำงานศิลปะกับจิตใจ ฝันลองเอาดนตรีภาวนาผสมเข้าไป บอกทุกคนว่าจะพาทำ Session หนึ่งซึ่งนำดนตรีเข้าไปกับการภาวนา คนสนใจกันมากทั้งที่ทำผ่านออนไลน์ ผลตอบรับดีมาก ขอให้เราจัดอีก ฝันเลยออกมาทำหน้าเพจเป็นสาธารณะว่า ฝันเรียกว่า เป็น Mindful Art คือเป็นศิลปะเพื่อการเยียวยาจิตใจ แล้วก็เล่นดนตรีไปด้วย ใช้ดนตรีที่เบา ๆ สบาย ๆ ระหว่างทำงานศิลปะไปด้วย

“จากนั้นก็มีหน่วยงานติดต่อเข้ามาให้ฝันเข้าไปทำดนตรีภาวนาให้กับองค์กร เป็นการทำแบบออนไลน์เพราะยังอยู่ในช่วงโควิด-19 ฟีดแบ็กดีมาก เราเลยได้เริ่มทำต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ และทดลองทำแบบออฟไลน์ จัดขึ้นจัดในกลุ่มที่เป็นแนว Spiritual และคนที่ชอบทำสมาธิ มีหลายบริษัทปรับกิจกรรมสำหรับพนักงานมาให้ฝันไปช่วยทำดนตรีภาวนาเพื่อช่วยลดความเครียด และใช้ดนตรีภาวนาเข้าสู่สมาธิ ให้คนมีแนวทางเพิ่มเติม เพราะบางคนอาจจะไม่ได้สะดวกสวดมนต์ เหมือนมีทางเลือกในการภาวนาเพิ่มให้เขาอย่างง่าย ๆ และเป็นเส้นทางที่เราได้ใช้ดนตรีภาวนามาถึงตอนนี้”

ดนตรีแห่งกาย ความคิด และจิตวิญญาณ

จวนถึงเวลาของการเข้าสู่กิจกรรมดนตรีภาวนาแล้ว พาฝันเล่าให้เราฟังถึงหัวใจและหลักการออกแบบดนตรีภาวนาให้ฟัง เพื่อเข้าใจถึงพลังของดนตรีภาวนาก่อนเข้าร่วมกิจกรรมจริง

“ต้องบอกก่อนว่าการภาวนาไม่มีทฤษฎี ไม่เหมือนการบำบัดที่จะต้องไปเรียนและได้ใบรับรอง แล้วจึงนำมาใช้ รูปแบบของการปฏิบัติไม่ได้มีลำดับตายตัว แต่สิ่งที่ฝันทำทุกครั้ง คือตั้งเจตนาว่าสิ่งที่เราจะทำในครั้งนี้คืออะไร โดยพิจารณาว่ากลุ่มผู้เข้าร่วมเป็นใคร 

“ฝันแบ่ง Session ออกเป็น 3 ส่วน คือร่างกาย ความคิด และจิตวิญญาณ เพราะเชื่อว่ามนุษย์ประกอบไปด้วย 3 สิ่งนี้ จากนั้นเริ่มต้นให้ผู้เข้าร่วมภาวนาผ่อนคลายไปทีละส่วน เริ่มจากส่วนของกาย แล้วค่อยเคลียร์ความคิด เข้าไปสู่ส่วนที่เป็น Spiritual มากขึ้น โดยอาศัยดนตรี การภาวนา บทสวด Mantra ต่าง ๆ เป็นเครื่องมือ 

“Mantra ทำให้กาย ใจ จิตวิญญาณ รวมกันเป็นหนึ่ง และใช้ในการภาวนาด้วย ถ้อยคำของ Mantra สร้างขึ้นมาด้วยความรัก ความเคารพ และมีความศักดิ์สิทธิ์ในตัว ดนตรีที่อยู่ในนั้นก็เป็นเหมือนพาหนะช่วยนำบางสิ่งบางอย่างเข้าสู่ภายใน ทำให้การสื่อสารเพื่อพาผู้ภาวนากลับสู่ปัจจุบันขณะนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น และทุกครั้งที่ใช้ดนตรี จะทำให้เข้าถึงสมาธิได้เร็วขึ้นมาก ทำให้ผู้ร่วมภาวนากลับมานิ่งได้เร็วขึ้น จากการที่เขาเดินจากข้างนอก พอเข้ามาสู่ห้องภาวนาและได้ยินเสียงดนตรี ผู้ร่วมภาวนาจะรู้สึกว่าเขาสงบขึ้นได้ง่าย 

“ดนตรีที่เลือกใช้มีความเรียบง่าย เราใช้เครื่องดนตรีที่มี เล่นและสื่อสารได้ด้วยความสบายใจ เช่น พี่สาวฝันเล่นกีตาร์เป็นหลัก เขาก็ใช้กีตาร์และเครื่องเป่า หรืออย่างสามีฝัน เขาชอบเรื่องเสียงหรือบรรยากาศต่าง ๆ เขาก็จะมาดูแลเกี่ยวกับเสียงประกอบที่ใช้ในการภาวนา 

“ตรงนี้คือเรื่องของความรู้สึกเป็นหลักเลย เรานำเพลงพวกนี้มาเล่นก่อน ลองใช้เสียงพวกนี้ก่อนด้วยตัวเองทั้งหมด แล้วก็จะมานั่งคุยกันว่า พอฟังแล้วราบรื่นไหม มีอะไรติดในใจไหม เพราะสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะประคองผู้คนไปตลอดการภาวนา ถ้ารู้สึกติดขัดก็ปรับให้ราบรื่นที่สุดก่อนนำมาใช้จริง

“ในการภาวนา ฝันจะเป็นผู้นำ เป็นคนพูดเป็นหลัก และค่อย ๆ พาผู้คนเข้าสู่กระบวนการต่าง ๆ เราจะดำเนินกระบวนการเหมือนจริงทั้งหมดแล้วลองใช้ดนตรีเข้าไป ดูว่าอันไหนทำให้ราบรื่นขึ้น ฝันทำงานกับเรื่อง ‘จักระทั้ง 7’ ซึ่งสอดคล้องกับคลื่นต่าง ๆ เวลาได้ยินเสียงหนึ่งออกมา ไม่ได้มีเพียงแค่คลื่นเสียงเดียวหรอก แต่มีคลื่นความถี่ที่เด่น ๆ ออกมา เพื่อปรับให้ตรงกับจักระนั้น เป็นการปรับจักระให้สมดุล ทีนี้ก็ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการสร้างเสียงที่มีคลื่นตรงกันกับแต่ละจักระ ซึ่งสามีฝันเรียนและศึกษามา แล้วก็ค่อย ๆ ใช้เสียงธรรมชาติผสมผสานเข้ามาเพื่อให้คนผ่อนคลายขึ้น 

“เป็นขั้นตอนที่บอกว่า เราจะค่อย ๆ พาคนเข้าไปสู่ Body Mind และ Soul ตามลำดับ ค่อย ๆ ทำให้เขาผ่อนคลาย เหมือนกับทำให้เขาอยู่ในธรรมชาติ หรือทำให้ร่างกายรู้สึกว่า ผู้ร่วมภาวนาไม่ต้องมีอะไรติดยึดแน่น แล้วก็จะเข้าสู่ช่วงสุดท้ายด้วยการใช้เสียงของตัวเองในการเปล่งเสียง ให้เขาร้องเพลงที่เป็น Mantra ออกมา 

“บทเพลง Mantra เหล่านี้มีใช้กันอยู่แล้วและมีชื่อเสียงอยู่แล้ว เป็นบทเพลงที่มีความหมายดี ๆ ซึ่งเวลาที่นำมาใช้ เราก็จะเล่าให้ทุกคนที่มาร่วมภาวนาฟังว่า สิ่งที่นำมาเป็นสิ่งมงคล เป็นสิ่งที่ดี เป็นเรื่องของการปกป้องคุ้มครอง ถึงแม้เขาจะไม่เชื่อเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ ก็ตาม เขายังคงได้รับความคุ้มครองจากสิ่งดี ๆ ความรู้สึกดี ๆ และศรัทธาที่เขามีต่อตัวเองได้ เราก็จะบอกเขาว่าไม่ได้เกี่ยวกับศาสนา แต่เกี่ยวกับว่าคุณอยู่กับประสบการณ์และรับรู้สิ่งเหล่านั้นไปใน ณ ปัจจุบันขณะนั้นจริง ๆ ด้วยหรือเปล่า”

นาทีที่ยิ่งใหญ่แห่งปัจจุบันขณะ

ฟังพาฝันเล่าถึงตรงนี้ เราเริ่มเข้าใจแล้วว่า ดนตรี คือพาหนะที่เป็นตัวนำพาให้การภาวนาหรือการกลับมาอยู่กับตัวเองได้ง่ายและเร็วขึ้น แต่ขอถามเพิ่มเติมอีกนิดว่า เหตุใดการกลับมาอยู่กับตัวเองมีความสำคัญและเป็นแก่นของการภาวนา พาฝันอธิบายในประเด็นนี้ว่า 

“เราเจอคนที่มีปัญหา มีความทุกข์ใจ มีความคิดวุ่นวายมากมาย และพบว่ามนุษย์เราอยู่ทุกที่เลย ไม่ว่าจะอยู่กับความทุกข์ใจในอดีตหรืออยู่กับความกังวลในอนาคต แต่ไม่ค่อยอยู่กับปัจจุบัน การไม่อยู่กับปัจจุบันทำให้เขาเกิดทุกข์ในทั้ง 2 ฝั่ง แต่ปัจจุบันขณะจริง ๆ ณ ขณะนี้ก็ไม่ได้มีความทุกข์อะไร 

“การได้มองเห็นตัวเองจริง ๆ ณ ขณะนี้ มาเห็นปัจจุบันจริง ๆ เห็นลมหายใจของตัวเองจริง ๆ เห็นความเคลื่อนไหวในใจตัวเองจริง ๆ รู้สึกถึงการสัมผัสของร่างกาย ณ ปัจจุบันขณะ คือการปรับให้กาย ความคิด และจิตวิญญาณ ผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้คนเรามีพลังภายในซึ่งนำไปใช้ได้กับทุกอย่างในชีวิต

“สติจะพาเรากลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ หลาย ๆ ศาสนา อย่างศาสนาพุทธ เรารู้อยู่แล้วว่ามีการวิปัสสนา การทำสมาธิ ในศาสนาคริสต์ก็มี เพียงแต่ไม่ได้ใช้คำว่าการตั้งสมาธิหรือการตั้งสติ แต่เป็นการสวดมนต์ภาวนา รวมไปถึงการอยู่ในศาสนพิธีด้วยใจเต็มร้อย หรืออย่างในฝั่งของศาสนาอิสลามก็มีการละหมาดเพื่อระลึกถึงพระเจ้า 5 ช่วงเวลาในแต่ละวัน 

“ในทุก ๆ พื้นที่ ทุกๆ ความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณ มีเรื่องของการที่เราได้กลับมาทบทวน และใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ฝันมองว่าสิ่งนี้สำคัญมากเลย เพราะถ้าปัจจุบันหายไป เราก็แทบจะไม่มีที่อยู่ ดังนั้น ปัจจุบันขณะในแต่ละนาทีจึงมีความสำคัญอย่างมากกับชีวิต”

บาบานัม เควาลัม Love is Everywhere

ผู้เข้าร่วมดนตรีภาวนาเริ่มเดินทางมาถึงสถานที่นัดหมาย พาฝันจึงชวนเราเข้าสู่ห้องภาวนา ซึ่งเป็นอาคารสถานปฏิบัติธรรมของศูนย์ปฏิบัติธรรมสุพรรณิการ์ เจ้าของสถานที่ยินดีให้พาฝันและทีมงานจัดกิจกรรมดนตรีภาวนาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ด้วยเห็นถึงประโยชน์ต่อกิจกรรมดี ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นในขอนแก่นเป็นครั้งแรก ทีมงาน The Cloud เองก็ได้รับโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของการภาวนา จึงนำรูปแบบกิจกรรมที่ได้สัมผัสมาเล่าสู่ผู้อ่านพอสังเขป

ในโถงสีขาวสะอาด โล่ง โปร่งสะอาด พาฝัน พี่สาว และสามี ประจำอยู่ตรงพื้นที่ด้านหน้า ซึ่งจัดเตรียมเครื่องเสียงและเครื่องดนตรีต่าง ๆ ไว้แล้ว ฝั่งตรงข้ามกับพวกเขาคือเบาะรองนั่งของผู้เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 30 คน เป็นธรรมดาที่เมื่อคนมาอยู่รวมกันย่อมมีเสียงพูดคุยทักทายกันเป็นปกติ แต่ไม่นานเมื่อบทเพลงแห่ง Mantra ที่พาฝันเริ่มขับกล่อมพร้อมดนตรีประกอบ ผู้ร่วมภาวนาก็เงียบลง และดึงทุกคนสู่ความสงบได้อย่างรวดเร็วเมื่อเพลงจบลง

พาฝันอธิบายว่า เพลงเมื่อสักครู่คือบทสวดมนต์ที่ใช้เคลียร์พลังงานไม่ดีที่อาจติดตัวผู้เข้าร่วมภาวนามา จากนั้นพาฝันและทีมงานแนะนำตัว และเกริ่นว่าวันนี้ผู้เข้าร่วมจะได้ทำกิจกรรมอะไรบ้าง พร้อมเล่าถึงความพิเศษของกิจกรรมให้ฟังเพื่อทำความเข้าใจในเบื้องต้นกันก่อน

จากนั้นก็เข้าสู่กิจกรรม Silence Meditation ภายใต้เสียงดนตรี ผู้เข้าร่วมภาวนาจะนั่งหลับตา จากนั้นให้ฟังเสียงภายในของตนเอง เราได้ยินเสียงสภาวะเกิดขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เสียงนั้นอาจจะเป็นการเจ็บปวดหรืออีกมากมาย พาฝันซึ่งเป็นผู้นำภาวนาบอกให้นำมือไปจับที่ส่วนของร่างกายซึ่งกำลังส่งเสียง พร้อมทั้งส่งความรักและปรารถนาดีให้กับจุดนั้น ผ่านมือที่สัมผัสของเรา นี่คือการเยียวยาร่างกายตัวเอง จากนั้นสลับเป็นการนอนราบให้มืออยู่ต่ำกว่าหัวใจ ฟังเสียงของร่างกาย ในบรรยากาศที่มีเสียงเพลงอยู่ตลอด เรียกขั้นตอนนี้ว่า Body Scan โดยใช้เสียงดนตรี ปรับคลื่นจากสภาวะความเครียดสะสมในร่างกายให้กลับสู่สมดุล เมื่อเสร็จขั้นตอนนี้ก็จะพัก 15 นาที 

Session ที่ 2 พาฝันจะเริ่มให้ทุกคนได้ใช้เสียงของตัวเอง แต่เป็นลักษณะการฮัมเพลง โดยขั้นตอนนี้สัมพันธ์กับจักระทั่ง 7 ไล่เรียงตั้งแต่ 

  • จักระที่ 1 : มูลาธาระ (Root Chakra) 

ตำแหน่ง : บริเวณฐานกระดูกก้นกบ

เกี่ยวข้องกับ : ความมั่นคงพื้นฐาน ความปลอดภัย การอยู่รอด ความต้องการทางร่างกาย

การทำงาน : ควบคุมพลังงานพื้นฐานของชีวิต เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์และขับถ่าย

  • จักระที่ 2 : สวาธิษฐานะ (Sacral Chakra) 

ตำแหน่ง : บริเวณใต้สะดือประมาณ 2 นิ้ว

เกี่ยวข้องกับ : ความคิดสร้างสรรค์ ความรู้สึกทางเพศ อารมณ์ ความสุข

การทำงาน : เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ อวัยวะภายในช่องท้อง และความสามารถในการสร้างสรรค์

  • จักระที่ 3 : มณีปุระ (Solar Plexus Chakra) 

ตำแหน่ง : บริเวณลิ้นปี่ (Solar Plexus)

เกี่ยวข้องกับ : พลังอำนาจส่วนบุคคล ความมั่นใจ ความเชื่อมั่น การควบคุมตนเอง

การทำงาน : เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร ตับ ม้าม และระบบประสาทอัตโนมัติ

  • จักระที่ 4 : อนาหตะ (Heart Chakra) 

ตำแหน่ง : บริเวณกลางอก (หัวใจ)

เกี่ยวข้องกับ : ความรัก การเยียวยา ความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ การให้อภัย

การทำงาน : เกี่ยวข้องกับหัวใจ ปอด การไหลเวียนเลือด และระบบภูมิคุ้มกัน

  • จักระที่ 5 : วิศุทธะ (Throat Chakra) 

ตำแหน่ง : บริเวณลำคอ

เกี่ยวข้องกับ : การสื่อสาร การแสดงออก ความจริง

การทำงาน : เกี่ยวข้องกับต่อมไทรอยด์ ระบบทางเดินหายใจ และการสื่อสาร

  • จักระที่ 6 : อัชนา (Third Eye Chakra) 

ตำแหน่ง : บริเวณหน้าผากระหว่างคิ้ว

เกี่ยวข้องกับ : ญาณทัศนะ สัญชาตญาณ ความรู้แจ้ง การมองเห็นภายใน

การทำงาน : เกี่ยวข้องกับต่อมพิทูอิทารี (Pituitary Gland) ระบบประสาทส่วนกลาง และการรับรู้

  • จักระที่ 7 : สหัสราระ (Crown Chakra) 

ตำแหน่ง : บริเวณกระหม่อม (ยอดศีรษะ)

เกี่ยวข้องกับ : จิตวิญญาณ การเชื่อมต่อกับจักรวาล ความรู้แจ้ง การหลุดพ้น

การทำงาน : เกี่ยวข้องกับต่อมไพเนียล (Pineal Gland) และระบบประสาทสมอง

ผู้นำภาวนาสร้างเสียงเพลงขึ้น โดยเสียงนั้นจะตรงกับคลื่นความถี่ที่เหมาะกับจักระแต่ละจุด มีคลื่นเสียงที่แตกต่างกันไป โดยเริ่มจากจุดที่ 1 ไล่เลียงไปยังจุดที่ 7 แต่ละจุด เมื่อผู้ร่วมภาวนาได้ยินเสียงแห่งจักระแล้ว สิ่งที่ต้องทำ คือให้ฟังเสียงที่เกิดขึ้นภายใน แล้วฮัมเพลงขึ้นมาเป็นเมโลดีเดี่ยว ยาว ๆ สลับการหายใจ และไล่เลียงกลับจากจักระที่ 7 สู่ จักระที่ 1 ระหว่างที่ฮัมเพลงจะเกิดคลื่นและความสั่นสะเทือนในร่างกาย ซึ่งในทางอายุรเวชของอินเดียเชื่อว่าจักระที่ไม่สมดุลจะนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพและความผิดปกติทั้งทางร่างกายและจิตใจ

หลังจากนั้นก็เข้าสู่การนอนสมาธิ โดยมีเสียงดนตรีเป็นแบ็กกราวนด์ประกอบการทำสมาธิ ผู้นำภาวนาแนะนำว่าให้ฟังแค่ดนตรีนั้น ไม่ต้องปรุงแต่งใด ๆ ยอมรับว่ากิจกรรมนี้ทำไปแล้วคล้ายกำลังจะหลับ แต่สักพัก เสียงเพลงที่พาฝันร้องผสานดนตรีก็ปลุกเราให้กลับมาสู่การมีสติอีกครั้ง 

ช่วงท้ายของกิจกรรมเป็นการกล่าวถ้อยคำ Mantra ประกอบเสียงดนตรี โดยให้ผู้ร่วมภาวนาเปล่งเสียง 6 พยางค์ คือ ‘บาบานัม เควาลัม’ โดยระหว่างเปล่งเสียงนี้พร้อมดนตรี เพียงแค่รับรู้ว่า Love is Everywhere ว่าไปก็คล้ายกับการแผ่เมตตา คือให้เราส่งความรักความปรารถนาดีให้กับตัวเอง และแผ่ออกไปสู่สรรพสิ่งรอบกาย ขั้นตอนนี้พาฝันสรุปกับผู้ภาวนาว่าการเปล่งเสียงออกมามีความสำคัญมาก เพราะคนแรกที่จะได้ยินเสียงนั้นก็คือตัวเรา ถ้าเราบ่น ด่า พูดจาไม่ดี คนแรกที่ได้ยินก็คือตัวเรา จิตใต้สำนึกจะรับรู้เพียงแค่ว่านั่นคือสิ่งที่เราอยากได้ยิน พลังเชิงลบที่กล่าวออกมาก็จะเข้าไปสะสมในตัวเรา และในทางตรงกันข้าม หากเราพูดแต่สิ่งดี ๆ ออกมา ขอให้ความรักอยู่ในหัวใจทุกท่าน นั่นคือคำกล่าวปิดท้าย Session นี้

ท้ายสุดของกิจกรรมภาวนา พาฝันให้ผู้ร่วมภาวนานั่งล้อมวงเป็นวงกลมและจับมือกัน เพื่อเปล่งเสียง Mantra สุดท้าย ซึ่งเธอบอกว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ที่สุด คือ ‘โอม นะโม ภะคะวตี วสุ เดวา ยา’ เป็นการร้องเพลง Mantra ประกอบดนตรี ความสำคัญคือการศิโรราบกับทุกสิ่ง ไม่ยึดติด ไม่เอาอะไรอีกต่อไปแล้ว อนุญาตและยอมให้ความศักดิ์สิทธิ์เข้ามาดูแลคุ้มครองเรา เชื่อไหมว่าพอถึงขั้นตอนนี้ มีหลายท่านที่น้ำตาอาบแก้ม 

จบสิ้นดนตรีภาวนาแล้ว พาฝันให้ผู้ร่วมภาวนาทุกคนที่นั่งล้อมวงอยู่หยิบการ์ดทำนายที่มีถ้อยคำดี ๆ อยู่ ต่างคนจะได้แลกเปลี่ยนกันว่า ตลอดการภาวนานั้นได้สัมผัสถึงอะไรบ้าง ได้เรียนรู้อะไรบ้าง หากเล่าเสียงสะท้อนของทุกคนคงจะยืดยาวเกินไป แต่โดยสรุป คือทุกคนเกิดความรู้สึกดี ๆ กับตัวเองอย่างมาก รู้สึกผ่อนคลาย และไม่น่าเชื่อว่าการ์ดที่หลายคนหยิบนั้นเป็นข้อความที่ผู้หยิบกำลังต้องการ ไม่ว่าจะเป็น การเยียวยา ความรัก การเปลี่ยนแปลง ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นคำสำคัญและเข้ามาช่วยเปิดทางแก่เรื่องราวในใจที่เขากำลังเผชิญ 

เราคือผู้ส่งสาร ผู้มีพาหนะเป็นเสียงดนตรี 

จบกิจกรรมดนตรีภาวนาแล้ว เรามีจังหวะถามคำถามเล็กน้อยกับพาฝันว่า มาถึงวินาทีนี้ ดนตรีนำทางพาฝันมาถึงจุดไหน และเธอจะนิยามตัวตนของตนเองว่าอย่างไร 

“คำถามนี้ทำให้นึกถึงคำที่พอฝันชอบพูดว่า ‘ดนตรีคือพาหนะที่จะนำพาลูกไปทุกที่เลยนะ’ แล้วเป็นแบบนั้นจริง ๆ เลยนะคะ ดนตรีนำพาฝันและคนในครอบครัวให้ก้าวไปสู่โอกาสพิเศษ ๆ มากมายที่ไม่เคยคิดว่าจะมีสิทธิ์ย่างกรายเข้าไป ดนตรีทำให้ฝันได้เห็นตัวเองและพาผู้คนให้กลับมาเห็นตัวเองได้ จากที่เขาออกไปสู่โลกที่กว้างมาก ๆ เขาได้กลับมาสู่โลกภายในของเขาที่ไม่ได้เห็นง่าย ๆ เป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ 

“ถ้าจะให้นิยามว่าฝันคือใคร ฝันน่าจะเป็น ‘ผู้ส่งสาร’ ซึ่งมีพาหนะเป็นดนตรีและศิลปะ เพราะโดยอาชีพฝันสอนศิลปะเป็นหลัก และในขณะที่สอนศิลปะก็จะสอดแทรกเรื่องราวเหล่านี้เข้าไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ผู้คนสบายใจขึ้น หรือเติมเต็มงความรักและความใจดีต่อตัวเองให้ผู้คน”

คำถามสุดท้ายที่เราถามพาฝันก่อนจบบทสนทนา คือ ณ เวลานี้ เสียงแห่งปัจจุบันขณะภายในของพาฝัน หลังจากที่รับบทบาทการเป็นผู้นำทำกิจกรรมดนตรีภาวนามีเสียงอย่างไร ฝันหลับตาลงอย่างแผ่วเบา เหมือนกำลังตั้งใจสดับรับฟังเสียงจากภายในของเธอ ก่อนจะตอบกลับเราว่า

“ไม่มีเสียงเลยค่ะ เป็นเสียงเงียบ ภายในไม่ได้มีเสียงดนตรี ไม่มีเมโลดีอะไร เพราะว่าดนตรีได้ทำหน้าที่ของตัวเองจบสมบูรณ์ตั้งแต่ภายนอกเรียบร้อยแล้ว” 

สนใจติดตามเรื่องราวของดนตรีภาวนากับพาฝัน ได้ที่ Facebook : พาฝัน
ขอขอบคุณ ร้านอาหารและศูนย์ปฏิบัติธรรมสุพรรณิการ์ จ.ขอนแก่น เอื้อเฟื้อสถานที่ถ่ายทำ

Writer

สิทธิโชค ศรีโช

มนุษย์ผู้ตกหลุมรักอาหารการกินมาตั้งแต่จำความได้ เคยโลดแล่นอยู่ในวงการสื่อสารด้านอาหารกว่าสิบปี ก่อนกลับบ้านนอกมาใช้ชีวิตติดกลิ่นปลาร้าที่อีสาน และยังคงมุ่งมั่นส่งต่อเรื่องราววัฒนธรรมอาหาร สุขภาพ และการดำรงชีวิตของผู้คนบนที่ราบสูง ให้โลกได้รับรู้

Photographer

กานต์ ตำสำสู

หนุ่มใต้เมืองสตูลที่มาเรียนและอาศัยอยู่อีสาน 10 กว่าปี เปิดแล็บล้างฟิล์ม ห้องมืด และช็อปงานไม้ อยู่แถบชานเมืองขอนแก่น คลั่งไคล้ฟุตบอลไทยและร็อกแอนด์โรล