“สวัสดีครับ เรากำลังข้ามสะพานแขวนไปฝั่งราษฎร์บูรณะ เพื่อชมอันซีนพระประแดง ซึ่งอยู่ใกล้กรุงเทพฯ มาก ใกล้จนเราไม่ไป”
ทริปของเราเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการบนสะพานพระราม 9 หลังจากที่ วทัญญู เทพหัตถี สถาปนิกอนุรักษ์ซึ่งรับบทเป็นผู้นำทริปกล่าวทักทายเราพร้อมกับผู้ร่วมเดินทางกว่า 20 คน เข้าสู่ทริป ‘วิกฤตโบราณสถานอันซีนในพระประแดง กับความท้าทายของการอนุรักษ์’ ที่จัดโดยสยามสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมสนับสนุนการเข้าร่วมของสื่อ และ Canon Thailand สนับสนุนการถ่ายภาพและอุปกรณ์ประกอบการบรรยายนอกสถานที่
อย่างที่คุณวทัญญูบอกเลย เรากำลังข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังเมืองพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อไปชมโบราณสถานที่เรียกได้ว่าอันซีนและน้อยคนจะไปเยือน ซึ่งหลายที่ที่เรากำลังจะไปตอนนี้กำลังประสบปัญหาซึ่งสร้างความท้าทายต่องานอนุรักษ์ บางแห่งเรียกได้ว่าอยู่ในขั้น ‘วิกฤต’ จนยากที่จะแก้ไขให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม
ยอมรับตามตรงเลยว่า หลังเห็นชื่อทริป เรากลัวว่าจะไม่เข้าใจและเข้าไม่ถึง แต่หลังจากคุณวทัญญูเริ่มเกริ่นข้อมูลให้ฟังคร่าว ๆ เราก็รู้เลยว่าวันนี้คงจะสนุกมากแน่

ตั้งแต่เช้าถึงเย็นโปรแกรมของเรามีประมาณนี้ ตอนเช้าแวะดูวัดแจงร้อน วัดที่ชื่อว่าเก่าที่สุดและน่าเป็นห่วงที่สุดในย่านนี้ ก่อนข้ามไปยังคุ้งน้ำบางกะเจ้าเพื่อสำรวจสภาพโบสถ์วัดป่าเกด แวะนอกเรื่องการอนุรักษ์อาคารฟังเรื่องวิกฤตหิ่งห้อยหายของบางกะเจ้า ชมตัวอย่างงานอนุรักษ์ที่วัดบางน้ำผึ้งนอก ก่อนออกจากบางกะเจ้าไปดูปัญหาที่ป้อมแผลงไฟฟ้า และปิดท้ายวันด้วยการฟังวิกฤตที่วัดพระสมุทรเจดีย์และป้อมผีเสื้อสมุทรที่เกือบปลายสุดของแม่น้ำเจ้าพระยา
เริ่มวิกฤต
“วิกฤตโบราณสถานคืออะไร” คุณวทัญญูเปิดหัวมาด้วยคำถาม ก่อนจะขยายความต่อ
“วิกฤต คือโลกร้อน แล้วโลกร้อนกระทบอะไรกับโบราณสถาน”
สำหรับเรา สิ่งนี้อาจตอบได้ยาก แต่นักอนุรักษ์คงตอบได้อย่างเต็มปาก เพราะนี่เป็นหนึ่งในปัญหาหลักที่พวกเขาต้องเจอในปัจจุบัน
จากปัญหาภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย มีผลทำให้น้ำทะเลเพิ่มระดับสูงขึ้นจนเกิดเป็นภาวะน้ำทะเลหนุนสูงทั่วโลก สำหรับประเทศไทย ปัญหานี้ส่งผลกระทบกับพื้นที่ตามแนวทะเลอ่าวไทยและตามเส้นแม่น้ำสายหลักเป็นอย่างมาก หนึ่งในนั้นคือแม่น้ำเจ้าพระยาที่เกิดปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงขึ้นไปจนเหนือเขตกรุงเทพมหานคร สร้างปัญหาให้กับโบราณสถานที่ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำ โดยเฉพาะเรื่องหลักที่ต้องเจอ คือปัญหาน้ำท่วม ซึ่งนำมาสู่การสร้างความชื้นให้โบราณสถาน นอกจากนี้ การที่น้ำทะเลหนุนยังทำให้ความเค็มไปแทนที่น้ำจืดใต้ดิน เมื่อความเค็มได้รวมกับความชื้นใต้ดินที่ขึ้นมาแล้ว ก่อให้โบราณสถานพังไปตาม ๆ กัน
อีกปัญหาหลักเกิดจากการนำวัสดุที่ไม่เหมาะกับการบูรณะมาใช้กับโบราณสถาน อย่างวัสดุเจ้าปัญหาที่นักอนุรักษ์มักพบเจอบ่อย ๆ คือซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ซึ่งราคาถูกและใช้เวลาน้อยกว่า แต่นำมาซึ่งปัญหาเรื่องความชื้นสะสมในโบราณสถาน ยิ่งเมื่อผสมกับปัญหาข้อแรก โบราณสถานหลายแห่งจึงเรียกได้ว่าตกอยู่ในสภาวะวิกฤต
รัก (ษ์) ร้าวที่วัดแจงร้อน
เราเริ่มต้นก้าวแรกด้วยการพากันเดินลัดเลาะไปตามคลองแจงร้อนเพื่อเข้าไปสู่วัดแจงร้อน วัดเก่าที่มีหลักฐานถึงสมัยอยุธยาตอนต้น เรียกได้ว่าเก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพฯ
ถึงวัดแจงร้อนจะมีความสำคัญมากขนาดนี้ แต่น้อยคนที่จะรู้จักและเคยมาเยือน

อันซีนของที่นี่คือวิหารสมัยอยุธยาที่ทิ้งร่อยรอยความเก่าแก่ไปถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เห็นได้จากลักษณะอาคารและลวดลายปูนปั้นตามอิทธิพลตะวันตกตรงหน้าบันที่ยังหลงเหลือให้เห็น นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีพระพุทธรูปศิลปะอยุธยาตอนต้นร่วม 20 องค์ โดยเกือบทั้งหมดเก่ากว่าอายุกรุงเทพฯ เสียอีก

หากย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีก่อน มีหลักฐานว่าวิหารของวัดแจงร้อนงดงามและสมบูรณ์กว่านี้มาก เห็นได้จากข้อมูลและภาพถ่ายเก่าในหนังสือ ศิลปกรรมในบางกอก ที่ อ.ประยูร อุลุชาฎะ หรือ น. ณ ปากน้ำ บันทึกไว้เมื่อครั้งสำรวจวัดทั่วกรุงเทพฯ ในช่วง พ.ศ. 2513

สิ่งที่ น. ณ ปากน้ำ บันทึกไว้กับสิ่งที่เราเห็นต่างกัน ปัจจุบันภายในวิหารแห่งนี้ถูกแทนที่ด้วยงานประดับตกแต่งใหม่ พร้อมกับความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากการเข้ามาบูรณะด้วยความไม่เข้าใจเมื่อราว 40 ปีก่อน ซึ่งยังคงสร้างปัญหาตามมาถึงปัจจุบัน

มีหลักฐานเป็นพยานอย่างแจ่มแจ้งผ่านพระพุทธรูปสมัยอยุธยาร่วม 20 กว่าองค์ที่วันนี้กำลังแข่งกันปรากฏรอยรักร้าวแตกออกจนเห็นเนื้อวัสดุข้างในองค์พระ หรือเรียกได้ว่าทั้งหมดกำลังทยอยพังลงไป


พระพุทธรูปเหล่านี้มีความสำคัญมากกับกรุงเทพฯ เพราะเป็นหลักฐานว่าในย่านวัดแจงร้อนนี้มีผู้คนอยู่อาศัยมานานกว่า500 ปีแล้ว
คุณวทัญญูเล่าถึง 2 สาเหตุที่ทำให้เกิดสภาพที่เราได้เห็น
สาเหตุแรก พ่วงมาจากปัญหาการอนุรักษ์เมื่อ 40 ปีก่อน ครั้งนั้นมีการใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ในการบูรณะเกือบทั้งวิหาร ตั้งแต่พระพุทธรูป ฐานชุกชี และผนังวิหาร ทำให้ความชื้นใต้ดินระบายขึ้นมาข้างบน
ประกอบกับสาเหตุที่ 2 พ่วงมาจากเหตุน้ำทะเลหนุนสูง น้ำใต้ดินจึงสูงขึ้น ความชื้นก็ยิ่งมีมากขึ้น บวกกับปูนซีเมนต์ที่กักความชื้นเอาไว้ตั้งแต่ส่วนฐานพระ ความชื้นหาที่ระบายออกไม่ได้ เดือดร้อนไปถึงพระพุทธรูปที่อยู่ด้านบนซึ่งสร้างจากหินทราย พอลงรักปิดทองโดยใช้วัสดุธรรมชาติ ความชื้นก็ระบายได้ง่ายกว่า ความชื้นจึงขึ้นจากฐานมาอัดแน่นอยู่กับเนื้อองค์พระ รัก ไปจนถึงทองที่ห่อหุ้ม และท้ายที่สุดความชื้นก็ผลักตัวจนองค์พระระเบิดเป็นสภาพอย่างที่เห็น
ตอนนี้ทางกรมศิลปากรและผู้เกี่ยวข้องกำลังหาทางแก้ไขปัญหาอยู่ พวกเราก็ได้แต่ภาวนาว่า รัก (ษ์) จะไม่ร้าวอีกต่อไป
พระปางใหม่ที่กำลังเกิด ณ วัดป่าเกด
ตอนนี้เรากำลังนั่งรถข้ามคลองลัดโพธิ์มาสู่คุ้งน้ำบางกะเจ้า ปอดขนาดใหญ่หรือลมหายใจสีเขียวใกล้กรุงเทพฯ เรามาที่นี่กันเพื่อชมของดี
เริ่มต้นย่านนี้กันที่วัดป่าเกด ที่นี่มีสิ่งน่าสนใจ 2 อย่างที่คุณวทัญญูชวนเราดู

อย่างแรก เมื่อดูจากลักษณะทางสถาปัตยกรรมและลวดลายบนหน้าบันโบสถ์ วัดนี้น่าจะเก่าไปถึงสมัยอยุธยา และคงได้รับการบูรณะต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์
อย่างที่ 2 อยู่ภายในโบสถ์ ตั้งแต่พระพุทธรูปประธานและฐานชุกชีที่เรียกได้ว่าเก่าแก่และงดงามมาก รวมถึงจิตรกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่วิจิตรไม่แพ้กัน
แต่ความเก่าแก่ของวัดและความงามของโบสถ์วัดป่าเกดที่เล่ามาทั้งหมดกำลังถูกทำลายด้วยการเอาคืนจากธรรมชาติและการอนุรักษ์ที่ไม่เข้าใจในอดีต

คุณวทัญญูชี้ให้เราเห็นฐานด้านนอกของโบสถ์ที่มีพื้นซีเมนต์ถมเสมอกับระดับพื้นปัจจุบัน ซึ่งเป็นการแก้ไขของทางวัดที่ต้องการแก้ปัญหาน้ำทั่วขัง แต่นั่นกลับสร้างปัญหาใหญ่ต่อมาในภายหลัง
ปัญหาที่ว่าคืออะไร มีคำตอบให้เราเห็นอยู่ตรงหน้า
ผนังด้านหน้าของโบสถ์ที่กำลังระเบิดจนเห็นเนื้ออิฐด้านในมีสภาพพังเป็นหย่อม ๆ และกำลังขยายวงกว้าง สาเหตุเกิดจากความชื้นใต้ดินที่ระบายออกไม่ได้เพราะซีเมนต์เจ้าปัญหาถมพื้นเอาไว้
เราเดินเข้าไปในโบสถ์ ด้านในก็มีปัญหาความชื้นเช่นเดียวกัน ซึ่งส่งผลกระทบมากต่องานจิตรกรรม ภาพบนผนังระหว่างช่องหน้าต่างเลือนไปเยอะมาก เห็นชัดว่าความชื้นขึ้นจนสูงกว่าหัวเราเสียอีก

พระพุทธรูปประธานก็ไม่ต่างกัน ความชื้นขึ้นจากพื้นมาสู่ฐานพระ ฐานระเบิดจนเห็นอิฐและปูนข้างใน
ความชื้นยังไม่หยุดแค่นี้ มันกำลังขึ้นต่อไปจนอาจถึงองค์พระ และถ้าบวกกับปัญหาต่อมาที่เจอ คือการใช้ ‘สีทองแห่งศรัทธา’ วัสดุตัวร้ายอีกหนึ่งชนิดทาทั่วองค์พระ ซึ่งหากไม่เร่งแก้ปัญหา คุณวทัญญูขอเดาว่าในอนาคตเราอาจจะได้เห็น ‘พระพุทธรูปปางหงายหลัง’ เกิดขึ้นที่นี่
ก่อนออกจากวัด คุณวทัญญูพาไปชมกุฏิอดีตเจ้าอาวาสที่ข้างในมีฝาไม้ปะกนเขียนภาพจิตรกรรมเรื่องอสุภกรรมฐานและวิถีชีวิตชาวมอญพระประแดงที่สวยมาก ถือเป็นของปลอบใจแก้เซ็งจากสภาพโบราณสถานที่ไปเห็นเมื่อช่วงเช้า

วิกฤตหิ่งห้อยหายที่บางกะเจ้า
เดินทางเข้าสู่ใจกลางบางกะเจ้ามากขึ้นไปอีก จนตอนนี้มาอยู่ที่ศาลาการเรียนรู้ลำพู บางกระสอบ
ขอแวะออกนอกเรื่องการอนุรักษ์อาคารมาสู่การอนุรักษ์หิ่งห้อย สิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ ที่เป็นเจ้าถิ่นคู่คุ้งบางกะเจ้ามาตั้งแต่อดีต แต่นับวันจำนวนประชากรหิ่งห้อยในบางกะเจ้ากลับลดลงอย่างน่าใจหาย เสี่ยงถึงขั้นสูญพันธ์ุ จนเป็นวิกฤตหิ่งห้อยหายที่เกิดขึ้นกับบางกะเจ้า
สุกิจ พลับจ่าง ผู้นิยามตัวเองว่าเป็นยามเฝ้าหิ้งห้อย เล่าถึงปัญหาสำคัญให้เราฟัง
สิ่งแรก มาจากสภาพอากาศโลกที่แปรปรวนจากปัญหาภาวะโลกร้อน
สิ่งต่อ มาเกิดจากเมืองรอบข้างที่โตขึ้น คนเข้ามาใช้พื้นที่ในบางกะเจ้ามากขึ้น เกิดการลุกล้ำพื้นที่อยู่อาศัยและตัดต้นไม้ที่จำเป็นกับหิ่งห้อย เช่น ต้นลำพู ต้นจาก ที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของพวกมันจึงหายไปเรื่อย ๆ รวมไปถึงการเกษตรในบางกะเจ้าที่ใช้สารเคมี ทั้งหมดมีผลมากต่อการลดจำนวนประชากรของหิ่งห้อยยิ่งขึ้นไปอีก
กลุ่มอนุรักษ์ลำพูฯ จึงช่วยกันหาวิธีการอนุรักษ์หิ่งห้อยเท่าที่จะทำได้ โดยหวังว่าสักวันพวกเขาและคนบางกะเจ้าจะได้เห็นภาพหิ่งห้อยจำนวนมากอีกครั้ง
วันนี้ทางกลุ่มอนุรักษ์ลำพูฯ ยังเตรียมน้ำตาลจาก รสชาติหวานปนเปรี้ยวนิด ๆ ซึ่งไม่ใช่รสชาติเสียแต่อย่างใด หากแต่เป็นรสชาติที่เราไม่คุ้นชิน
นี่เป็นหนึ่งในความคิดที่ทางกลุ่มพยายามสร้างคุณค่าจากต้นจาก พืชที่มีมากในบางกะเจ้า นำมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อหวังให้เกษตรกรหันมาเห็นประโยชน์และไม่ตัดต้นจากทิ้งเปลี่ยนเป็นพืชอื่น ซึ่งก็จะมีส่วนช่วยอนุรักษ์หิ่งห้อยไปในตัว
จากนั้นลุงสุกิจพาพวกเราเดินเข้าไปชมธรรมชาติผ่านผืนป่าบางกะเจ้า พร้อมเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในที่อยู่ของหิ่งห้อยและสัตว์น้อยใหญ่ของบางกะเจ้า
เดินเสร็จแล้วพวกเราก็แวะฝากท้องมื้อเที่ยงกัน โดยทางกลุ่มวิสาหกิจเตรียมอาหารจากพืชท้องถิ่นบางกะเจ้ามาทำให้ทาน พออิ่มแล้วก็เดินทางกันต่อ
วัดบางน้ำผึ้งนอก ที่อยู่ในสายตาการอนุรักษ์
เราเคยได้ยินชื่อวัดบางน้ำผึ้งนอกจากลิสต์ที่เที่ยวที่ต้องไปในบางกะเจ้า วันนี้เป็นโอกาสดีมากที่จะได้มาเห็นกับตา
ของดีของวัดบางน้ำผึ้งนอก คือโบสถ์และวิหารหลังเก่าสมัยอยุธยาตอนปลาย พร้อมภาพจิตรกรรมที่น่าจะเขียนขึ้นในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ที่สำคัญ โบราณสถานของที่นี่ดูไม่น่าเป็นห่วงเลย

กว่าจะเป็นได้อย่างวันนี้ ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 9 ปีก่อน สภาพของที่นี่ก็ไม่ต่างจากวัดร้างดี ๆ นี่เอง แต่หลังจากที่ ‘กลุ่มจอบกระเพาะหมู’ ซึ่งเป็นกลุ่มคนในบางกะเจ้าที่รวมตัวกันเพราะเห็นคุณค่าสิ่งที่มีในบ้านเกิด จึงติดต่อกรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี และเกิดการเข้ามาอนุรักษ์อย่างจริงจังเมื่อ พ.ศ. 2558
ครั้งแรกมีการอนุรักษ์เบื้องต้นโดยใช้นั่งร้านติดตั้งหลังคาคลุมโบสถ์และวิหารเดิม อีก 5 ปีต่อมาจึงเกิดการบูรณะอย่างจริงจังจนเป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน พร้อมกับความดูแลจากกลุ่มจอบกระเพาะหมูและชาวบ้านเป็นอย่างดีเสมอมา วัดบางน้ำผึ้งนอกจึงถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการอนุรักษ์โบราณสถานในกรุงเทพฯ ที่เกิดขึ้นจากการร่วมมือของคนในท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐ
ด้วยการรักษาและการอนุรักษ์ที่ดี ที่นี่จึงมีหลักฐานที่มีคุณค่าของบางกะเจ้าหลงเหลืออยู่มาก โดยเฉพาะพระพุทธรูปและจิตรกรรมสมัยรัตนโกสินทร์

สิ่งหนึ่งที่เราอยากดู คือจิตรกรรมหลังบานประตูหน้าต่างภายในโบสถ์ เขียนเป็นภาพหญิงชายแต่งกายอย่างชาวไทยและชาวมอญพระประแดง วันนี้เราได้มาดูสมใจ บอกได้เลยว่าสวยมาก

ป้อมแผลงไฟฟ้าที่ถูกลืม
เมื่อรู้ว่าจุดต่อไปที่จะไปเยือน คือ ‘ป้อมแผลงไฟฟ้า’ พี่ ๆ ผู้ร่วมทริปก็ชวนกันคุยถึงที่มาของชื่อป้อม
ทำไมถึงชื่อ ‘ป้อมแผลงไฟฟ้า’ พี่คนหนึ่งถามขึ้น

จากประวัติ ป้อมแผลงไฟฟ้าเป็นป้อมที่รัชกาลที่ 2 โปรดฯ ให้สร้างขึ้นพร้อมกับป้อมต่าง ๆ ตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ในครั้งที่มีการสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์หรือเมืองพระประแดงใหม่ขึ้น เพื่อป้องกันภัยจากเรือที่จะล่องเข้าจากปากอ่าวแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังพระนคร ที่นี่จึงมีความสำคัญในฐานะที่เป็นหนึ่งในป้อมของเมืองพระประแดงที่ยังหลงเหลืออยู่
และนี่เป็นปัญหาที่สงสัยกันว่า สมัยรัชกาลที่ 2 รู้จักไฟฟ้ากันแล้วเหรอ ถึงได้นำมาตั้งเป็นชื่อป้อม
มีเสียงจากพี่ผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น เขาเล่าให้ฟังถึงที่มาของชื่อป้อมว่า ไฟฟ้า หมายถึง สายฟ้า ส่วนแผลงเหมือนกับแผลงศร ดังนั้น แผลงไฟฟ้า จึงหมายถึง การแผลงสายฟ้าหรืออาวุธสู้กับเหล่าศัตรูที่จะเข้ามาทำลายเมือง ส่วนคุณวทัญญูเสริมว่าการตั้งชื่อป้อมเช่นนี้อาจตั้งเพื่อข่มขวัญศัตรูและสร้างขวัญให้เมืองไปพร้อมกัน
เมื่อมาถึงป้อม ไม่ต้องเล่าเรื่องประวัติกันมาก เพราะพวกเราคุยกันไปแล้วตั้งแต่บนรถ แต่เรื่องที่ยิ่งคุยแล้วยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ เห็นจะเป็นเรื่องการอนุรักษ์

หลังจากป้อมแผลงไฟฟ้าเลิกใช้งานในช่วงหลังสมัยรัชกาลที่ 5 ที่นี่ก็ผลัดเปลี่ยนการดูแลเรื่อยมา จนปัจจุบันอยู่ในความดูแลของเทศบาลเมืองสมุทรปราการ
ขณะที่พื้นที่โดยรอบป้อมก็มีการเข้ามาใช้งานโดยหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งโรงเรียน ตลาด หน่วยงานราชการ จนหนาแน่นและเบียดเสียดโบราณสถานอย่างที่เราเห็น ซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งต่อการเข้าอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่
ปัญหาต่อมาเกิดจากสภาพของโบราณสถานที่เสื่อมโทรมเป็นทุนเดิม บวกกับสภาพพื้นที่ที่มีความชื้นจากตำแหน่งที่ตั้งของป้อม ซึ่งเป็นแอ่งและตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา ความชื้นจึงก่อปัญหาให้กับที่นี่อยู่มาก อีกปัญหาหนึ่งเกิดจากต้นไม้น้อยใหญ่ที่เติบโตขึ้นบนตัวป้อม ทำให้รากต้นไม้ชอนไชลงไปถึงส่วนฐานที่เป็นห้องต่าง ๆ ใต้ป้อม
ทั้งหมดรวมกันจนเกิดเป็นปัญหาที่ทำให้ป้อมแผลงไฟฟ้าแห่งนี้นับวันจะเสื่อมสภาพลงไปเรื่อย ๆ

เกาะที่หายไปของพระสมุทรเจดีย์
เราเคยมาเยือนพระสมุทรเจดีย์ 1 ครั้งเพื่อเที่ยวงานวัด และวันนี้เรากลับมาที่นี่อีกครั้งพร้อมกับนักอนุรักษ์
หากย้อนกลับไปเมื่อสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ที่นี่ยังมีสภาพโดยรอบเป็นเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยา จนต่อมารัชกาลที่ 2 โปรดฯ ให้สร้างพระสมุทรเจดีย์ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์หลังจากทรงสร้างเมืองสมุทรปราการแล้วเสร็จ แต่สิ้นรัชกาลที่เสียก่อน ต่อมารัชกาลที่ 3 จึงโปรดฯ ให้สร้างพระเจดีย์ต่อ กระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงปฏิสังขรณ์พระสมุทรเจดีย์ครั้งใหญ่พร้อมกับยกเป็นวัดสำคัญของเมือง ด้วยทรงเล็งเห็นว่าที่นี่เป็นจุดหมายตาสำคัญสำหรับชาวต่างชาติและชาวเมืองที่เดินทางโดยเรือเข้าไปยังพระนคร พระองค์จึงโปรดฯ ให้สร้างเจดีย์ทรงระฆังแบบพระราชนิยมครอบทับพระเจดีย์ครั้งสมัยรัชกาลที่ 3 พร้อมกับให้สร้างงานศิลปกรรมต่าง ๆ ดังที่เห็นในปัจจุบัน

หากเรามองสภาพของวัดอย่างเผิน ๆ คงไม่เห็นปัญหาอะไร แต่เมื่อมองผ่านสายตานักอนุรักษ์แล้ว พบว่าพระสมุทรเจดีย์ก็มีปัญหามากอยู่
สิ่งแรกที่ชวนมองคือสภาพโดยรอบของวัด ปัจจุบันมีชุมชน ถนน และสิ่งปลูกสร้างที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูงและน้ำท่วม มีทั้งเขื่อนและการปรับพื้นที่รอบวัดที่เคยเป็นเกาะให้กลายเป็นส่วนหนึ่งกับพื้นดิน สิ่งนี้ทำให้คุณค่าของพื้นที่เดิมซึ่งแต่แรกตั้งใจให้เป็นเกาะสูญสิ้นไปโดยปริยาย
สิ่งต่อมาเป็นปัญหาทั่วไปของโบราณสถานที่ตั้งอยู่ริมน้ำ คือเรื่องความชื้นจากพื้นดินขึ้นสู่ตัวอาคาร เห็นได้ชัดจากผนังบางส่วนของโบสถ์และวิหารที่มีการระเบิดแล้ว และด้วยความที่โบราณสถานแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมาก ในช่วงฤดูน้ำจึงเสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วมเสมอ
คุณวทัญญูยังชวนดูต่อไปยังที่ส่วนโบสถ์ ซึ่งแม้จะไม่เห็นปัญหามากนัก แต่หากสังเกตไปที่ซุ้มประตู-หน้าต่าง จะเห็นได้ว่าเกือบทั้งหมดเป็นงานที่ทำขึ้นใหม่โดยใช้พิมพ์ในยุคหลัง จึงเป็นไปได้ว่าของเดิมที่สร้างสมัยรัชกาลที่ 4 น่าจะพังไปแล้ว ซึ่งคงเป็นผลมาจากปัญหาที่เขาเล่าให้ฟัง

ป้อมผีเสื้อสมุทร ปลายสุดแม่น้ำเจ้าพระยา
ตอนนี้เวลา 17.00 น. พวกเรากำลังเดินจากวัดพระสมุทรเจดีย์ข้ามสะพานมายังป้อมผีเสื้อสมุทรที่อยู่ไม่ไกลกัน

ตามประวัติ ป้อมผีเสื้อสมุทรเป็นหนึ่งในป้อมที่รัชกาลที่ 2 โปรดฯ ให้สร้างพร้อมกับป้อมอื่น ๆ ในเมืองนครเขื่อนขันธ์ (พร้อมกันกับป้อมแผลงไฟฟ้า) ก่อนได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติมในสมัยรัชกาลที่ 3 ด้วยพระองค์ทรงกังวลถึงภัยจากเหล่าประเทศอาณานิคมตะวันตก เช่นเดียวกับรัชกาลที่ 5 ที่โปรดฯ ให้ปรับปรุงป้อมอีกครั้งด้วยสาเหตุเดียวกัน และสุดท้ายเป็นไปตามคาด ป้อมนี้ได้ใช้งานจริงเมื่อครั้งสยามปะทะกับฝรั่งเศสในเหตุการณ์วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 เมื่อ พ.ศ. 2436

เราเดินกันมาสักพักกว่าจะถึงตัวป้อม แต่ถือว่าคุ้ม เพราะที่นี่มีของที่ควรค่าแก่การชมอยู่เยอะมาก
ตั้งแต่แนวป้อมขนาดใหญ่ที่ออกแบบและมีเทคนิคก่อสร้างอันทันสมัยจากช่างชาวตะวันตก ที่นี่ยังมีปืนใหญ่ที่ผลิตขึ้นในยุโรปตั้งแต่ พ.ศ. 2427 และไฮไลต์เห็นเป็นปล่องระบายอากาศแบบ Cowl Vent ยืดสูง เพื่อระบายความร้อนจากห้องเก็บดินปืนที่สร้างขึ้นอย่างแข็งแรง ใช้เป็นที่ฝากดินปืนและอาวุธปืนของชาวต่างชาติก่อนเข้าสู่พระนคร



ปัญหาของป้อมผีเสื้อสมุทรก็ยังหนีไม่พ้นมาจากระดับน้ำทะเลที่หนุนสูง บางเวลาน้ำทะเลขึ้นสูงจนถึงพื้นของป้อม ก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังภายใน ตามมาด้วยความชื้นและความเค็มจากน้ำทะเลขึ้นสู่โบราณสถานจนเกิดความเสียหายอยู่หลายจุด
ดูเหมือนว่าปัญหาจากธรรมชาติซึ่งอยู่เหนือการควบคุมจะยากสำหรับการอนุรักษ์ซึ่งกระทำโดยมนุษย์

ก่อนจบทริป เราเดินลัดเลาะไปตามแนวป้อมกันอีกนิดจนไปสิ้นสุดที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในเวลาพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน พร้อมกับชาวพระประแดงที่กำลังนั่งเรือข้ามฟากกลับบ้าน

อย่างที่คาดไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่าทริปนี้คงสนุกมาก เป็นจริงตามนั้นเลย แต่ที่ได้มากกว่าคือมุมมองที่ทำให้เราซึ่งเป็นคนนอกวงการอนุรักษ์นำกลับไปคิดต่อได้อีกมาก อย่างน้อยผลจากวันนี้คงทำให้เรามีสายตาแบบนักอนุรักษ์ติดตัวไปบ้าง
Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ
