19 มีนาคม 2025
8 K

มะเร็งปอดชนิด Squamous Cell Carcinoma ระยะ 4 พบได้ในชายสูงอายุ ดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่เป็นประจำ

โบ-อณัญญา อัศวเวทิณ หญิงสาวร่างเล็กเจ้าของเพจ Bo Anunya และ TikTok ในชื่อเดียวกัน ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งชนิดนี้ตอนอายุ 26 ปี หลังตัดสินใจลาออกจากบริษัทยักษ์ใหญ่มาเป็นหัวหน้าครอบครัว

โบใกล้ชิดความตายเพียงแค่เอื้อมเพราะแพ้ยาเคมีบำบัด แต่นั่นไม่ได้ทำให้เธอรู้จักมันดีกว่าใคร

จากคนปฏิเสธความตายและหวงแหนชีวิต บทเรียนจากการถูกปลุกขึ้นมา ทำให้เธออยากเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับวาระสุดท้ายที่ไม่รู้จะมาถึงเมื่อไหร่

โบเรียกตัวเองว่านักศึกษามะเร็ง เธอตัดสินใจแต่งงาน เล่าประสบการณ์การรักษาผ่านโซเชียลมีเดีย และออกหนังสือเล่มแรกในชีวิตชื่อว่า ‘ทำไมเราต้องเกิดมา เพื่อหาทางมีชีวิตอยู่ต่อไป’ 

คำตอบของเธอไม่เพียงปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร แต่สะท้อนออกมาจากรอยยิ้มแจ่มใส แมวตัวอวบอ้วน วิกผมหลากสไตล์ และอุปกรณ์ชงชาที่โบหลงใหล ยืนยันว่าเธอไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขนักหรอก แค่เรียนรู้ที่จะอยู่กับความทุกข์อย่างเข้าใจ 

ก่อนพบกับโบที่จะร่วมวงเสวนาวิชาเส้นทางการรักษามะเร็งโดยผู้ป่วยมะเร็ง ในงาน Death Fest 2025 : Better Living, Better Leaving. อยู่อย่างมีความหมาย เผชิญความตายอย่างเป็นสุข วันที่ 23 มีนาคมนี้ ที่ IMPACT Exhibition Hall 6 เพื่อบอกเล่าว่ามะเร็งหายากก็เกิดขึ้นได้ ฉายแสงแล้วเสี่ยงตาย โบก็นั่งอยู่ตรงนี้ 

ขอชวนมาฟังเรื่องราวของหญิงสาวที่หมอบอกว่าอยู่ได้มากสุด 5 ปี 

นี่คือขวบปีที่ 5 ของการอยู่ร่วมกับก้อนมะเร็งร้ายด้วยปอดเพียงข้างเดียว

ในวัย 26 ปีที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตการทำงาน รู้สึกยังไงที่พบว่าตัวเองเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 2

ช็อกค่ะ แล้วความคิดลบก็ประดังประเดเข้ามาว่า ทําไมนะ ทําไมต้องเกิดกับเรา ทําบาปทำกรรมอะไรไว้ โบว่าความคิดแบบนี้จะเกิดขึ้นกับคนที่ตั้งตัวไม่ทัน

พอหมอบอกว่าเป็นมะเร็งที่ไม่ค่อยมีใครเป็น มักจะเกิดกับผู้ชายสูงอายุ ยิ่งรู้สึกผิดต่อที่บ้าน เพราะก้าวขาข้างหนึ่งเข้ามาเป็นหัวหน้าครอบครัวแล้ว หลาย ๆ อย่างในชีวิตเพิ่งเริ่มต้น พอแผนนี้ต้องพังทลายไป ก็รู้สึกผิดว่าใครจะมาดูต่อ น้องก็ยังเรียนไม่จบเลย

โบป่วยก็จริง แต่คนรอบข้างโบก็ป่วยด้วย ตอนแรกไม่มีใครทําอะไรได้หรอก ต้องใช้เวลากันมาเรื่อย ๆ พ่อแม่ก็มีทําใจบ้าง แต่เขาก็ไม่อยากให้ไปหรอก

หมอบอกว่าคุณดวงซวยเลยเป็นมะเร็ง คิดว่าตัวเองเป็นคนดวงซวยจริงไหม

หมอบอกว่าซวยก็เชื่อหมอ (หัวเราะ)

โบนอนโรงพยาบาล 19 วัน ผ่าตัด 5 ครั้ง ผ่าซ้ำผ่าซ้อน หมอที่เป็นแพทย์ประจําบ้านมาคุยเล่นจนสนิทกัน เขาบอกว่าเราไม่ได้ดื่มบ่อย บุหรี่ก็ไม่ได้สูบ ไม่มีพฤติกรรมที่นําไปสู่การเป็นมะเร็ง กรรมพันธุ์ก็ไม่มีใครเป็นมะเร็งปอด งั้นฉันว่าชีวิตแกซวยว่ะ (หัวเราะ)

จริง ๆ โบรู้สึกดีกว่านะ เหมือนมีอะไรให้โทษ เราเป็นเพราะซวยไง ดีกว่าเป็นเพราะกรรมพันธุ์หรืออะไรที่ทําให้ต้องรู้สึกผิดมากกว่านี้

คุณรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายยังไง

ไม่ทันรับมือค่ะ มันมาแบบไม่ทันตั้งตัว ไอ้คําว่าเป็นมะเร็งแล้วต้องทำคีโมห่างไกลความเป็นตัวฉันมาก (ลากเสียง)

เรื่องแรกที่รู้สึกเสียใจคือผมร่วง พอแม่โกนผมให้แล้วรู้สึกว่าตัวเองเท่ดี เหมือนอิคคิวซัง (หัวเราะ) เพื่อนก็น่ารัก ซื้อวิกผมมาให้ เราค่อย ๆ สนุกกับการใส่วิกผมจนตอนนี้ชินไปแล้ว

ส่วนอาการอื่น ๆ คือมาไม่ซ้ำ เพราะผลกระทบจากยาแต่ละสูตรแตกต่างกัน เราต้องปรับไปเรื่อย ๆ ทําไงได้ เลือกเองว่าอยากมีชีวิตต่อ ก็ต้องรับสิ่งเหล่านี้ที่ตามมาด้วย

หลังเป็นมะเร็งมา 5 ปี คิดว่าอะไรที่คนเข้าใจผิดที่สุดเกี่ยวกับโรคนี้

เป็นแล้วตาย คือที่สุดแล้ว 

คนที่เป็นมะเร็งจะวาดภาพมะเร็งว่าน่ากลัวมาก ต้องไม่มีแรง เดินไม่ได้ อาจจะมีช่วงเวลาแบบนั้นจริง แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีหรือแนวทางการรักษาดีขึ้นมาก ๆ แล้วก็อยากให้คุณหมอลองดูสักตั้ง

ช่วงที่มะเร็งเบียดหัวใจ โบเคยเศร้า รู้สึกว่าทําอะไรอยู่ ไม่จบไม่สิ้น ลุกขึ้นมาจะเป็นลม แม้กระทั่งเบ่งฉี่หรืออุจจาระก็จะเป็นลม ใช้ชีวิตยากมาก ต้องฉายแสงก้อนที่เบียดหัวใจ แต่การฉายแสงมีโอกาสที่จะเสียชีวิต ได้ยินแต่ข่าวร้ายมาตลอด ไม่เคยได้ยินข่าวดีเลย 

แล้วแฟนก็ถามว่า เราต้องการอะไรในชีวิต อยากได้ความสุขอย่างเดียวโดยไม่ต้องแลกอะไรมาเหรอ นึกออกไหม ตัวเขาเองก็ต้องออกไปหาเงินเพื่อมาสนับสนุนเรา ที่บ้านโบก็ต้องทำงานหาเงิน ทุกคนต้องแลก ไม่มีใครได้อะไรมาง่าย ๆ เลย เราก็เหมือนกัน ถ้าอยากมีชีวิต เราต้องแลก

รู้แหละว่าฉายแสงแล้วมีโอกาสตาย เพราะฉะนั้นก็ฉายไปสิ ถ้าไม่ฉายแล้วนั่งเฉย ๆ ก็ตายนะ (หัวเราะ) โบเลยชอบพูดประโยคนี้กับคนที่ติดตามว่า ไม่มีอะไรที่ไม่เสี่ยง แต่บางทีก็อาจจะคุ้ม

ก่อนแฟนจะถามว่าต้องการอะไรในชีวิต โบเคยถามตัวเองไหมว่าชีวิตเราต้องการอะไร

วัยรุ่นทุกคนอาจจะคิดแบบโบก็ได้มั้ง แค่ทํางาน มีเงินใช้ มีบ้าน ไปเที่ยว แต่พอปัญหาใหญ่ที่สุดของเราคือชีวิต เรื่องพวกนั้นก็เล็กจิ๋วไปเลย ความต้องการเราเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือหมด โบแค่อยากมีชีวิต

โบกลายเป็นคนที่ไม่รู้สึกอยากได้อยากมี ยังไงก็ต้องเดินไปถึงวันสุดท้ายโดยที่เอาอะไรไปไม่ได้อยู่ดี

ทําไมถึงตัดสินใจแต่งงานหลังเป็นมะเร็งได้ 1 ปี

เพราะโบอยู่อ่อนนุช แฟนอยู่ลาดพร้าว เหตุผลที่แต่งก็ง่าย ๆ คือแค่อยากอยู่ด้วยกัน

โบคบกับ หนึ่ง ได้แค่ 2 ปีแล้วก็เป็นมะเร็ง เกือบเลิกกันแล้วเพราะเขาตั้งตัวไม่ทัน จากแต่ก่อนปาร์ตี้ด้วยกัน ไปไหนไปกัน แต่วิถีชีวิตเราเปลี่ยนหมดเลย เขาก็ไปคุยกับตัวเอง จนคิดได้ว่าไม่ใช่ความผิดใคร เขาควรอยู่ตรงนั้น 

โบเคยพูดกับเขาว่าไปหาคนที่ดีกว่านี้ไหม เขาถามกลับมาว่า รู้ได้ยังไงว่าจะได้เจอคนที่ดีกว่า แล้วถามกลับมาด้วยคําถามเหมือนกันว่า ถ้าสมมติสลับกันว่าเขาเป็นมะเร็ง โบจะอยู่ดูแลเขาไหม โบก็ตอบว่าอยู่ (ยิ้ม)

อะไรเป็นเหตุผลให้คุณเล่าประสบการณ์การเป็นมะเร็งของตัวเองลงโซเชียลมีเดีย

โบแค่อยากแชร์ค่ะ ตอนนั้นทํางานก็ไม่ได้ เหมือนหลงทาง รู้สึกไม่มีคุณค่าในตัวเอง แต่พอได้แชร์ออกไป เหมือนมีคนเข้าใจเรา เจอปัญหาแบบเดียวกับเรา ทําให้เราอยากมีชีวิตต่อ

นิสัยโบร่าเริงอยู่แล้ว ไม่ค่อยอยากแสดงความเศร้าออกไปสักเท่าไหร่ แต่การป่วยก็เป็นสิ่งที่ทุกข์ที่สุด เหมือนโลกถล่ม ความร่าเริงอาจจะหายไปบ้างบางเวลา โชคดีที่โบพูดเรื่องความเจ็บปวดให้ที่บ้านฟังได้ มีเพื่อนผู้ป่วยหลายคนที่เจ็บปวดมากนะ แต่ไม่พูด ทำให้คนรอบข้างไม่รู้ แล้วไม่มีใครดูแลได้ทัน 

ถ้าไม่ชอบพูดก็แนะนำให้เขียน โบเขียนบ่นในไดอารีทุกวัน ตอนนี้มี 4 เล่มแล้วค่ะ

ถ้ามีผู้ป่วยโรคมะเร็งมาปรึกษา โบจะแนะนำเขาว่าอะไร

แรก ๆ แนะนำแนวให้กำลังใจ เพราะโบจะสู้ตาย ไม่เอาหรอกความตาย ชีวิตเราต้องมีความหวังสิ แต่พออยู่กับมะเร็งไปเรื่อย ๆ จนเริ่มเข้าใจว่ามะเร็งก็เหมือนเรา มันก็ไม่อยากตายเหมือนกัน มะเร็งมีชีวิต 

หลัง ๆ เลยเป็นแนวให้กําลังใจว่า มีความหวังได้นะ แต่อย่าไปคาดหวังมาก เพราะเราอาจจะเจ็บ แต่ต้องมีความหวังไว้ เพราะ อีลอน มัสก์ ยังอยู่ (หัวเราะเสียงดัง) ต้องพยายามอยู่ให้ถึงวันนั้น

คุณเห็นด้วยกับการเตรียมตัวตายไหม

ก่อนหน้านี้ไม่ ต่อต้านเลยค่ะ ตอนอายุ 26 เราไม่ได้คิดถึงการตายขนาดนั้น เราคิดถึงการมีชีวิต การได้ทํานู่นทํานี่ อายุขัยมนุษย์คงอีกยาวไกล รู้สึกว่าการเตรียมตัวตายเป็นเรื่องไร้สาระ 

สมมติในประเทศไทยมีประชากร 70 ล้านคน มีคนเดินออกไปโดนรถชนตาย เขาก็ไม่เห็นต้องเตรียมตัวตาย รู้ได้ยังไงว่าเขาตายไม่ดี ตอนนั้นคิดเลยว่า ทําไมต้องมานั่งทบทวนอะไรมากมายด้วย สมบัติเราก็ไม่มี อยากมีชีวิตมาก ๆ

แต่จุดเปลี่ยนคือรู้สึกตัวว่ากําลังเดินไปหาความตาย แล้วเราจะหนีไปทําไม มันเหนื่อย หนีไปก็ไม่พ้น แล้ววันที่นอนห้องเตียงรวมโรงพยาบาลรัฐทำให้โบปลงมาก ตื่นเช้ามาคุณยายข้าง ๆ จากไปแล้ว ตกกลางคืนคุณยายตรงนู้นก็เพ้อเหมือนฝันร้าย 

ถ้าเรายังมีโอกาสบอกได้ว่าอยากทําอะไรก่อนตาย เราก็จะบอกคนที่เราอยากบอก 

หลังเริ่มเข้าใจการเตรียมตัวตาย พฤติกรรมของคุณเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

ค่อย ๆ เปิดใจรับฟังข่าวสาร เริ่มทำความรู้จักการรักษาแบบประคับประคอง เชื่อไหมว่าโบเป็นมะเร็งมา 3 ปี เพิ่งรู้จักคำว่า Palliative Care แล้วก็ฟังธรรมะด้วยค่ะ โบชอบคําสอนของ พระไพศาล วิสาโล รู้สึกสบายใจที่ได้ฟัง หรือบางคำพูดที่แทงใจดํา เราก็ให้อภัยได้ 

คนที่พูดเยอะที่สุดคือแฟน เพราะเขาเข้าใจธรรมชาติ เราเคยถามว่า ถ้าเกิดโบตายไปจะเสียใจไหม เขาบอกว่าคงเศร้าอยู่แล้ว แต่อยู่ด้วยกันมาตั้งนานแล้วนี่ ที่ผ่านมามีความสุขมากแล้ว คงคิดถึง แต่ก็ทําอะไรไม่ได้

ครอบครัวเข้าใจและยอมรับเรื่องการเตรียมตัวตายของคุณมากแค่ไหน

คุณแม่รับฟังนะคะ มีให้คุณแม่อ่านสมุดเบาใจด้วย ส่วนแฟนก็คุยกันทุกวันอยู่แล้ว แต่คุณพ่อโบยิ่งกว่าต่อต้าน เขาปิดรับเลยค่ะ

เขาจะรับหน้าที่พาโบไปโรงพยาบาล ถึงโบรักษาได้ 2 ปี เขาก็ไม่ยอมรับ จนคุณหมอต้องพูดซ้ำ 

เหตุการณ์คือโบเพิ่งแต่งงาน ตอนไปรับยา ป๊าถามหมอว่า ลูกสาวผมจะมีลูกได้ไหม คุณหมอบอกว่า คุณพ่อคะ มะเร็งที่น้องเป็นระยะสุดท้าย ถ้ามีลูกขึ้นมาแล้วใครเป็นคนรับผิดชอบ แม่เด็กจะรับได้ไหม หลังจากนั้นตอนขับรถกลับ เขาก็พูดขึ้นมาว่า โบเป็นมะเร็งระยะที่ 4 จริงเหรอ 

โบพยายามบอกเขาหลายรอบแล้ว แต่เขาปิดกั้นเหมือนกําแพง ช่วงที่มะเร็งเบียดหัวใจแล้วโบเขียนบอกว่า ‘อยากจัดงานศพแบบไหน’ ลงในกลุ่มครอบครัว ป๊าก็ร้องไห้แล้วบอกว่า ไม่เข้าใจว่าทําไมต้องเขียนแบบนั้น ป๊ารู้แหละว่าวันหนึ่งโบต้องไป แต่ยังทําใจไม่ได้อยู่ดี 

ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดตั้งแต่เป็นมะเร็ง ป๊าคิดว่าหายแล้ว เมื่อไหร่ที่โบเล่าเรื่องเพื่อนผู้ป่วยมะเร็งให้ฟัง เขาจะบอกว่า เธอผ่านพ้นช่วงนั้นมาแล้ว จะเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้นอีกทําไม

โบไม่พูดเรื่องนี้กับน้องชายเหมือนกัน เขารับรู้ผ่านหนังสือของโบด้วยซ้ำ ตอนนี้ก็ยังหาวิธีสื่อสารไม่เจอ คงต้องใช้เวลา

โบเตรียมอะไรไว้สําหรับความตายของตัวเองบ้าง

เอาจริง ๆ มันเปลี่ยนไปเรื่อยเนอะ ปีที่แล้วก็คิดอย่าง ปีนี้โบก็ต้องทบทวนใหม่ 

โบอยากให้เรียบง่าย เคยปรึกษาคุณหมออยู่เหมือนกันว่า อยากบริจาคร่างให้เป็นสื่อการสอนของนักศึกษาแพทย์ แต่เขาอาจจะไม่รับผู้ป่วยมะเร็งทุกที่ คิดไว้ว่าไม่อยากให้เป็นภาระของคนข้างหลังที่ต้องคอยมาไหว้หรือต้องมาทำอะไร 

ตอนนี้รู้สึกมั่นคงมาก ๆ ตายก็คือตาย แต่ถ้าวันสุดท้ายมาถึงจริง ๆ ไม่รู้เหมือนกันนะว่าตัวเองจะเอาวิชาที่ฝึกไว้มาใช้ได้ดีแค่ไหน 

ยอมรับว่าโบหลับไปได้เลย เพราะรู้สึกมีคุณค่ามามากพอแล้ว มีชีวิตมาถึงตอนนี้ก็พอ ไม่จําเป็นต้องอยู่ถึง 60 – 70 ปี ตอนที่มีร่างกาย มีชีวิตอยู่ เราทําดีที่สุดให้กันและกันก็พอ

ความตายสําหรับโบคืออะไร

หลับไปเลยค่ะ สบาย เพราะไอ้ที่มีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ไม่สบาย (หัวเราะ) มันต้องดิ้นรน ต้องสู้

โบเขียนประโยคหนึ่งในหนังสือว่า จริง ๆ แล้ว ความตายอาจจะเป็นแค่การหลับไปโดยไม่คิดอะไร 

โบอยู่ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวความเป็นความตาย 2 ครั้ง แต่ถูกปลุกขึ้นมาให้มีชีวิต ทำให้โบคิดเลยว่าอยากให้ใส่ท่อช่วยหายใจไหม อยากให้ปั๊มหัวใจไหม คำตอบคือถ้าฉันตื่นขึ้นมาแล้วไม่เป็นอัมพฤกษ์-อัมพาต นอนบนเตียง ทําอะไรไม่ได้ ก็ปลุกขึ้นมา แต่ถ้าหมอบอกว่า ฉันตื่นขึ้นมาแล้วต้องทรมาน เหมือนไม่มีชีวิต ก็ปล่อยโบไป

อยากบอกอะไรกับมะเร็งร้ายที่อยู่ในร่างกายมา 5 ปี

ขอบคุณนะจ๊ะที่ทําให้โบโตขึ้น 

มะเร็งเข้ามาเปลี่ยนความคิดหลาย ๆ อย่าง ทําให้เข้าใจความเป็นคน ถึงจะอยู่กันแบบ Hate-love Relationship ทั้งรัก ทั้งเกลียด ไม่ชอบมันที่ทำให้เราเจ็บ แต่มันก็ยังใจดีที่ไม่ลุกลามเร็วจนเกินไป ทำให้โบอยู่มาถึงขนาดนี้ 

ผ่านมา 4 ปี เข้าใจแล้วแหละประโยคที่บอกว่า สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ

จากเคยฟังแล้วต่อต้าน บ้าหรือเปล่า อะไรที่ไม่ดีก็คือไม่ดี จะให้บอกว่าดีได้ยังไง โบผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากกับประโยคแบบนี้อยู่เป็นปี ๆ มาแล้ว เพราะถ้าไม่ปรับทัศนคติก็มีชีวิตอยู่ต่อไปยาก

ขอ 1 คำสอนจากพระอาจารย์ไพศาลที่ส่งผลกระทบกับชีวิต

มองฟ้าแล้วเห็นธรรม 

หมายถึง ความจริงแล้วไม่มีความตาย เพราะมันไม่มีเรามาตั้งแต่แรก ถ้าสมมติเราตายจากไป เราก็ไม่ได้หายไปไหนหรอก อาจจะอยู่ในหัวใจ เป็นสรรพสิ่งที่แปรเปลี่ยนสภาพ 

รู้สึกสบายใจมากที่รู้ว่าชีวิตก็แค่นั้น (ยิ้ม)

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง