‘โอบิดุส’ ไม่น่าเป็นชื่อที่คุ้นหูนักในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทย แต่ในหมู่นักอ่าน บางคนอาจเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเมืองนี้มาบ้างในฐานะ ‘เมืองแห่งวรรณกรรม’ โอบิดุสเป็นเมืองเล็ก ๆ ตอนกลางของโปรตุเกส ห่างจากกรุงลิสบอนไปทางทิศเหนือราว 85 กิโลเมตร แม้เป็นเมืองขนาดเล็กจิ๋วที่มีผู้อยู่อาศัยเพียง 3,100 คน แต่กลับมีหนังสือมากกว่าครึ่งล้านเล่ม ยิ่งไปกว่านั้น เมืองนี้ยังเป็นสถานที่จัดหนึ่งในงานมหกรรมหนังสือที่สำคัญที่สุดในโปรตุเกส ซึ่งคือเรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้
เมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผมกับที่บ้านมีแพลนเดินทางไปเที่ยวโปรตุเกส แผนของเราเริ่มต้นที่ลิสบอนซึ่งเป็นเมืองหลวง และไปจบที่เมืองใหญ่ทางภาคเหนือของประเทศอย่างปอร์โต เราคุยกันว่าระหว่างเดินทางเปลี่ยนเมือง เราน่าจะลองหาเมืองเล็ก ๆ ให้แวะสักคืนสองคืนเพื่อพักผ่อน นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรารู้จักโอบิดุส และกลายเป็นความโชคดีมาก ๆ ที่ช่วงนั้นโอบิดุสดันจัดงานมหกรรมวรรณกรรมนานาชาติ (The Óbidos International Literature Festival, FOLIO) อยู่พอดี ยิ่งทำให้พวกเราตัดสินใจไปเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ได้ง่ายขึ้น

ทันทีที่พวกเราก้าวลงมาจากรถบัสที่ท่ารถของเมืองโอบิดุส ผมเริ่มเห็นสัญลักษณ์ตัว F ของงาน FOLIO ประดับประดาอยู่ทั่ว ทั้งประตูทางเข้าเมือง จตุรัสหน้าเมือง ถนนหนทาง และตามร้านรวง เราเริ่มต้นด้วยการหยิบแผ่นพับของงานและสำรวจว่างานนั้นจัดอยู่ตรงไหน ก่อนจะพบว่าตัวเทศกาลไม่ได้จัดอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในเมือง แต่มันคือการเปลี่ยนทั้งเมืองให้กลายเป็นเทศกาลต่างหาก
ด้วยความที่เป็นเมืองแห่งวรรณกรรม โอบิดุสจึงมีร้านหนังสือกระจายกันอยู่ทั่วเมือง ร้านหนังสือเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการโอบิดุสเมืองแห่งวรรณกรรม (Óbidos Vila Literária) ซึ่งเริ่มต้นเมื่อปี 2012 ด้วยความร่วมมือกันของเทศบาลเมืองและร้านหนังสือ Ler Devagar เพื่อฟื้นฟูประวัติศาสตร์และส่งเสริมการพัฒนาชุมชน พวกเขาดัดแปลงโบราณสถานในเมืองให้เป็นร้านหนังสือ เริ่มต้นที่โบสถ์เก่าแก่ที่สร้างขึ้นราวศตวรรษที่ 13 ตามมาด้วยโรงเรียนประถมเก่า อาคารสถานีดับเพลิง แม้แต่ห้องเก็บไวน์โบราณ


โปรแกรมของงานตลอดทั้ง 10 วันประกอบไปด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งงานเปิดตัวหนังสือ แจกลายเซ็น พบปะนักเขียน วงพูดคุยเสวนา เวทีเพื่อการถกเถียง การประชุม รวมไปถึงคลาสเรียน บรรยายและเวิร์กช็อป นิทรรศการ และคอนเสิร์ต ตามจุดประสงค์หลักของงานซึ่งคือการส่งเสริมให้เกิดการติดต่ออย่างใกล้ชิดระหว่างนักเขียนที่มีชื่อเสียงทั้งในระดับประเทศและนานาชาติกับสาธารณชน กิจกรรมต่าง ๆ จึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างความสัมพันธ์ ไม่เพียงระหว่างนักเขียนและนักอ่านเท่านั้น แต่รวมถึงศิลปินและผู้เข้าร่วมงานทุกคน รวมทั้งกลุ่มคนในท้องถิ่น สมาคม และชุมชน เพื่อให้แน่ใจว่าโครงการของพวกเขามีส่วนร่วมจากคนในพื้นที่ และสร้างคุณค่าเพิ่มเติมให้กับชุมชนได้
กิจกรรมส่วนใหญ่จัดขึ้นภายในกำแพงเมืองเก่าของโอบิดุส ซึ่งกินพื้นที่ไม่มาก ทำให้เดินถึงกันได้ กระจายตัวกันอยู่ตามร้านหนังสือทั่วเมือง รวมไปถึงสถานที่อื่น ๆ อย่างศาลาว่าการเมือง ห้องสมุดสาธารณะ โบสถ์ แกลเลอรี โรงเรียน ร้านขายช็อกโกแลต แม้แต่สวนริมกำแพงเมือง มีบางกิจกรรมเท่านั้นที่จัดอยู่รอบนอกของเขตเมืองเก่า เช่น คอนเสิร์ตหรือเสวนาที่ต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ไปไกลนัก

แน่นอนว่ากิจกรรมส่วนใหญ่จัดขึ้นเป็นภาษาโปรตุเกส ดังนั้นจึงเหลือกิจกรรมที่ผมและที่บ้านไปร่วมจอยด้วยได้ไม่มากนัก เราเริ่มจากการเอาปากกาไฮไลต์ขีดพวกงานแสดงดนตรีที่น่าจะไม่ติดปัญหาเรื่องภาษา และกิจกรรมแรกที่พวกเราไปจอยคือการร่ายบทกวีประกอบกีตาร์แจ๊ส ซึ่งจัดขึ้นในห้องประชุมโรงเรียนที่อยู่ไม่ไกลจากที่พักของพวกเรา เราไปถึงสถานที่จัดงานก่อนเวลาราว 15 นาทีเพื่อดูลาดเลา เพราะพวกเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องจองบัตรไหม คนจะเยอะหรือเปล่า หรือเดินเข้าไปได้เลย
เมื่อไปถึงที่จัดงาน มันคือโรงเรียนแสนธรรมดาแห่งหนึ่งที่เขาเปิดห้องเรียนความจุประมาณ 30 คนเอาไว้ มีเก้าอี้เรียงกันหันไปทางหน้าห้องซึ่งมีไมโครโฟนและเก้าอี้ตั้งอยู่ 2 ตัว เมื่อคนจัดงานเห็นพวกเรายืนชะเง้อมอง เขาก็ผายมือเชื้อเชิญให้เราเข้าไปนั่งร่วมกับคนโปรตุเกส 3 – 4 คนที่นั่งรออยู่แล้ว
เมื่อถึงเวลาเริ่มแสดง คนมาจากไหนกันก็ไม่รู้เต็มห้องไปหมด เก้าอี้ไม่พอจนแถวหลังต้องยืน นักแสดง 2 คนเข้าประจำที่ คนหนึ่งเล่นกีตาร์ คนหนึ่งร่ายบทกวี ถึงแม้ว่าผมจะฟังอะไรไม่ออกเลยเพราะเป็นภาษาโปรตุเกส แต่ผมก็สัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่เข้มข้นของคนร่ายที่ส่งมาถึงคนดู ยิ่งเมื่อสังเกตจากการตอบสนองของคนฟัง นั่นน่าจะเป็นบทกวีที่ไพเราะมากแน่ ๆ

ความเจ๋งอย่างหนึ่งก็คือ แม้ตัวงานจัดยาวถึง 10 วัน แต่กิจกรรมนั้นกระจายกันจัดในวันต่าง ๆ ให้เข้าร่วมได้อย่างต่อเนื่อง แม้แต่นิทรรศการแต่ละอันก็ไม่ได้เปิดให้เข้าชมได้ตลอดตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้าย พวกเขาเลือกที่จะให้สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป บางอันเปิดแค่ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์แรก บางอันเปิดช่วงวันธรรมดา เรียกได้ว่าไปวันไหนก็มีไฮไลต์ให้เลือกดูได้ตลอด ที่สำคัญคือทุกอย่างฟรี อย่างมากบางกิจกรรมก็แค่ต้องลงทะเบียนก่อน เพราะจำกัดจำนวนคนเข้าร่วมเท่านั้น
นอกจากงานร่ายกวีประกอบดนตรีแจ๊ส พวกผมได้ไปลองส่องดูงานเสวนาหนังสือที่จัดตามร้านหนังสือต่าง ๆ ก็พบว่ามีคนมาร่วมงานเต็มจนล้นห้องทุกเวที เพราะนอกจากคนที่ตั้งใจจะมาฟังเสวนาเหล่านั้นโดยเฉพาะแล้ว ด้วยความที่งานกับเมืองผสมกลมหลืนกันจนแยกไม่ออก จึงมีนักท่องเที่ยวที่อาจจะไม่ได้ตั้งใจมาร่วมงานโดยเฉพาะ แค่ผ่านไปผ่านมาอยู่แถวนั้น แวะเวียนกันเข้ามาจอยกิจกรรมด้วย
ร้านค้าต่าง ๆ ที่อาจจะไม่ได้จัดกิจกรรมโดยตรงเองก็ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานได้ผ่านการเป็นจุดแจกใบปลิว ขายของที่ระลึกเกี่ยวกับงาน หรือแม้แต่เปิดห้องน้ำของร้านเป็นห้องน้ำสาธารณะให้ผู้มาร่วมงาน เรียกได้ว่าเป็นงานเทศกาลที่จัดได้อย่างกลมกลืนกับเมืองอย่างแท้จริง


FOLIO ไม่ได้เพียงแค่เฉลิมฉลองหนังสือและวรรณกรรม แต่ยังใช้หนังสือเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร พูดคุย และสำรวจประเด็นทางสังคมที่สำคัญ กิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นภายในเทศกาลสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของประเด็นที่เชื่อมโยงกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม
งานนิทรรศการหลาย ๆ ชิ้นในปีนี้นำเสนอประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรม การเคลื่อนไหวทางสังคม การศึกษา และบทบาทของสตรี โดยเฉพาะในแง่ของการต่อสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพ อย่างนิทรรศการ Women Laureates of the Sakharov Prize ในพิพิธภัณฑ์เมือง ยกย่องสตรีที่ได้รับรางวัล Sakharov Prize สำหรับความสำเร็จในการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน หรือนิทรรศการ We, with Europe ที่พูดถึงความเชื่อมโยงระหว่างประเทศต่าง ๆ ในยุโรปและการสร้างความร่วมมือในระดับทวีป ไปจนถึงประเด็นอย่างการสำรวจเมืองและวัฒนธรรมในมุมมองใหม่ในนิทรรศการ An Adventure in Óbidos ที่นำเสนอการออกแบบและสื่อที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ในโอบิดุสเอง

นี่จึงทำให้เทศกาล FOLIO ไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่สำหรับการพบปะและการสนทนาเกี่ยวกับหนังสือ แต่ยังเป็นการพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สำรวจประเด็นที่สำคัญในสังคมและวัฒนธรรมปัจจุบัน การใช้หนังสือและศิลปะในการนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้ทำให้เทศกาล FOLIO เป็นเวทีที่สำคัญในการเปิดพื้นที่สำหรับการพูดคุยและถกเถียงเรื่องสังคมในท้องถิ่นและระดับที่ใหญ่กว่านั้น ขนาดพวกผมที่แทบอ่านหรือฟังอะไรในงานไม่ออก ยังสัมผัสได้ถึงมวลพลังงานของคนรักหนังสือที่คละคลุ้งไปทั่วทั้งเมืองโอบิดุส จนอดคิดเสียงดัง ๆ ไม่ได้ว่า หากมีงานแบบนี้จัดขึ้นที่บ้านเราบ้าง คงน่าจะดีไม่น้อยเลย
ในวันที่ผมเขียนบทความนี้ กำหนดการของงาน FOLIO 2025 ยังไม่ได้ประกาศออกมา แต่ถ้าดูจากปีก่อน ๆ งานก็มักจะจัดในช่วงกลางตุลาคม ดังนั้น นักอ่านคนไหนที่อยากไปสัมผัสกับงานนี้ด้วยตัวเอง ก็แพลนทริปไปเที่ยวโปรตุเกสในช่วงนั้นได้เช่นกัน หรือถึงไม่ใช่นักอ่าน แต่สายงานอีเวนต์ สายสร้างคอมมูนิตี้ หรือสายพัฒนาเมือง ผมคิดว่า FOLIO ก็เป็นกรณีศึกษาในหลาย ๆ มิติที่ควรค่าแก่การบินข้ามโลกไปเดินเล่นสักวันสองวันเช่นกัน

ภาพ : นิธิ วติวุฒิพงศ์
Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ
