17 มีนาคม 2025
2 K

“ทุก 10.00 น. และ 16.00น. แดดจะส่องลงมาถึงตรงนี้พอดี”

ทันทีที่ได้ยิน เราก้มดูนาฬิกาแล้วมองออกไปยังลานเล็ก ๆ ด้านนอก พบว่าแสงแดดทอดยาวจากหลังคาลงมาสิ้นสุดตรงขอบพื้นด้านหนึ่งพอดี ส่วนที่เหลือจึงกลายเป็นร่มเงาเต็มพื้นที่ เหมาะแก่การจัดงานเลี้ยงสังสรรค์กลางแจ้ง ช่วงสายและบ่ายแก่ ๆ โดยไม่ต้องวิ่งวุ่นหลบร้อน

ที่น่าตื่นเต้นคือแสงแดดที่ตกกระทบจุดเดิมทุกวันนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คิดคำนวณมาอย่างดีแล้วตั้งแต่ตอนออกแบบ

ที่นี่คือ ‘วาระเวลา (VARAVELA)’ การ์เดนฮอลล์จัดงานแต่งงาน งานเลี้ยงสังสรรค์ คอนเสิร์ต บ้างก็แปลงโฉมเป็นสตูดิโอถ่ายภาพ ฉากในมิวสิกวิดีโอ ไปจนถึงละครดังที่เราอาจคุ้นตาแต่ไม่รู้ว่าถ่ายที่ไหน แถมช่วงหลังยังขยายมาทำ The HOME Bar ตอบโจทย์เดตไนต์สุดโรแมนติกและงานเลี้ยงแบบเป็นกันเอง 

แต่กว่าจะมาเป็นสถานที่ยอดฮิต VARAVELA เริ่มต้นด้วยแนวคิดสวนกระแส เพราะเป็นเจ้าแรก ๆ ของไทยที่สร้างสถานที่จัดงานแต่งงานนอกโรงแรม โดยทิ้งความโอ่อ่าอลังการตามขนบมาเป็นงานสุดร่มรื่นและอบอุ่นหัวใจ แถมยังคิวแน่นเอี้ยดตั้งแต่ 10 ปีก่อนมาจนถึงปัจจุบัน  

VARAVELA จึงนับเป็นธุรกิจหนึ่งที่น่าศึกษา ทั้งวิธีการคิด การออกแบบ และมุมมองของ เต็ม-ดร.ตรียุทธ พรหมศิริ ผู้ก่อตั้งสถานที่แห่งนี้ ซึ่งมีบทบาทเป็นทั้งผู้ประกอบการและปัจจุบันยังสอนหนังสือที่วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ในตำแหน่งผู้ช่วยคณบดีด้านนวัตกรรมและการเรียนรู้ตลอดชีวิต

งานไม่ใหญ่ได้ไหมวิ

“ก่อนหน้านี้คนเราไม่ได้เจอกันง่าย ๆ กว่าจะได้รวมตัวกันพร้อมหน้าก็ต้องเป็นงานแต่งงาน งานเลี้ยงรุ่น หรืองานใหญ่ที่จุคนได้เยอะ ๆ” เต็มเล่าย้อนไปในวันที่การติดต่อกันยังไม่สะดวกเท่าทุกวันนี้

“จนช่วงที่เราอายุประมาณ 20 ปลาย ๆ 30 ต้น ๆ ช่วงวัยคนที่ทยอยกันแต่งงาน เรามักจะได้ยินคนพูดว่า ไม่อยากจัดงานแต่งในโรงแรม เลยเริ่มรู้สึกว่าคงไม่ใช่แค่เราคนเดียวแล้ว แต่น่าจะเป็น Pain Point ของหลายคนเลย”

เมื่อไม่มีสถานที่ไหนมาตอบโจทย์ เต็มจึงเริ่มคิดต่อยอด จนกลายเป็นไอเดียธุรกิจที่เล่าให้ใครฟังคนนั้นก็เชียร์สุดใจ ทั้งครอบครัว เพื่อน ๆ ในวงการครีเอทีฟ เพื่อนสถาปนิก หรือแม้กระทั่งเพื่อนอาจารย์ต่างชาติที่ล้วนอยู่ในวัยกำลังจะแต่งงาน หลายคนจึงพร้อมร่วมลงขันจนกลายเป็นหุ้นส่วนกันในเวลาต่อมา

โปรเจกต์สถานที่จัดงานแต่งงานรูปแบบใหม่เอี่ยมจึงเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 11 ปีที่แล้ว โดยยังไม่มีทำเลและไม่มีแม้กระทั่งภาพต้นแบบ 

“โจทย์ข้อแรก เรานึกถึงสถานที่ที่จุคนได้สัก 300 คนก่อน ข้อต่อมา คือถ้าจัดงานกลางแจ้งในประเทศไทยได้ก็น่าสนใจ อย่างเมืองนอกเขาแต่งงานในสวนได้เพราะอากาศดี แต่บ้านเราต้องอยู่ในหอประชุมแทน จึงลองตั้งโจทย์ว่า เป็นไปได้ไหมถ้าทำให้มีทั้งแบบ Indoor และ Outdoor ในไทย 

“ส่วนโจทย์ข้อสุดท้าย นามธรรมสุด ๆ คืออยากให้มี ‘ความกลาง’ มากที่สุด เพราะบางที่เรารู้สึกว่ามันเด่นเสียจนข่มบ่าวสาว ชวนให้รู้สึกเกร็ง ไม่เป็นตัวของตัวเอง

“โชคดีที่เราทำงานกับนักออกแบบอย่าง ปูน-ปวัน ฤทธิพงศ์ และ ดาว-มนานุช ปฐมวิชัยวัฒน์ แห่ง RAD Studios ตอนนั้นทั้งคู่เป็นสามีภรรยาที่เพิ่งแต่งงานกัน พี่ดาวบอกเราว่า ถ้าไม่รู้ว่ามันคืออะไร อย่างน้อยเอาความรู้สึกออกมาเลยก็ได้ พี่เขาเลยให้โยนไอเดียมาให้ว่า เป็น ‘วาระเวลา’ ดีไหม”

เพราะผู้คนจะมาสถานที่แห่งนี้ เมื่อมี ‘วาระ’ สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงฉลองต่าง ๆ และมาในช่วง ‘เวลา’ ต่างกันออกไป แนวคิดนี้จึงค่อย ๆ พัฒนามาเป็นรูปเป็นร่าง โดยใช้เวลาตกตะกอนนานนับปี 

เมื่อคอนเซปต์ชัดแล้ว ด่านต่อมาคือการเลือกทำเล ซึ่งลงเอยในโซนเลียบทางด่วน-รามอินทรา เพราะอยู่หลบมุมจากความวุ่นวายของตัวเมือง แต่ยังมีคนอยู่อาศัยเยอะ แถมใกล้กับ Crystal Design Center ที่เกี่ยวข้องกับงานออกแบบและศิลปะ ให้ความรู้สึกรื่นรมย์ เงียบสงบ และสร้างสรรค์ในเวลาเดียวกัน  

‘อบอุ่น’ มากกว่า ‘โอ่อ่า’

อย่างที่เล่าไปว่าแนวคิดการก่อสร้างคราวนี้คือการออกแบบให้ดู ‘กลาง’ มากที่สุด ซึ่งหมายถึงความเหนือกาลเวลา นานแค่ไหนก็ไม่ตกยุค เข้ากับสไตล์ของคู่รักที่หลากหลายได้อย่างลงตัวและให้ความรู้สึกสบาย ไม่ยิ่งใหญ่จนรู้สึกตัวลีบ ไม่เล็กจนรู้สึกธรรมดาเกินไป

ดังนั้น เราจะเห็นสถาปัตยกรรมบางอย่างอ้างอิงมาจากสถานที่ที่ทั้งโรแมนติกและคลาสสิกเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นกรีก โรมัน ลอนดอน นิวยอร์ก กระทั่งโทนสีกระเบื้องที่ผ่านเทียบเฉดสีใกล้เคียงกันหลายหน เพื่อหาอันที่กลางที่สุด หรือต้นไม้ใหญ่ตรงทางเข้าที่เลือกจากสีของลำต้น ให้ตรงกับโทนสีของกระเบื้อง

เสาทุกต้น อิฐทุกก้อน เต็มไปด้วยเรื่องราวที่ชายหนุ่มนักธุรกิจเล่าถึงวันวานที่ถกเถียงกันอย่างสนุกร่วมกับเพื่อนนักออกแบบ ไปจนถึงการหาจุดลงตัวกับเพื่อนวิศวกร จนในที่สุดงานกลุ่มของผองเพื่อนต่างอาชีพก็ออกมาเป็นอาคารและสวนฉบับที่ไม่มีนิยามว่าเป็นสไตล์ไหน แต่ผู้มาเยือนตีความได้ตามจินตนาการ 

นอกจากภาพลักษณ์แล้ว ในเชิงพื้นที่ VARAVELA ยังออกแบบมาในทุกย่างก้าว ตั้งแต่ทางเข้าด้านหลังที่คล้ายเขาวงกต เพื่อให้บ่าวสาวเดินเคียงคู่ไปด้วยกัน ก่อนจะไปถึงประตูกระจก เปิดสู่ลานโล่งขนาดย่อมให้ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ เหมาะกับการเปิดตัวเฉลิมฉลอง ต่อด้วยห้องโถงสุดท้ายซึ่งมีเวทีหลักเป็นหมุดหมาย

เวทีนี้ยังตั้งใจออกแบบคำนวณในระดับเซนติเมตร ไม่ให้สูงเกินไปจนรู้สึกห่างเหินจากแขกภายในงาน แต่ยังคงมองเห็นทุกคนได้ทั่วงานโดยไม่มีจุดอับ เพื่อสร้างความรู้สึกอุ่นใจเหมือนทุกคนได้มาอยู่พร้อมหน้ากันจริง ๆ 

เมื่อตอบโจทย์ตัวเองได้ ก็ตอบโจทย์คนอื่นด้วย

แม้ภาพจะออกมาตามที่คิดไว้ แต่ ณ ตอนนั้นการจัดงานแต่งงานนอกโรงแรมยังคงเป็นเรื่องใหม่ 

“จุดหนึ่งเราคิดว่ามีความต้องการแน่ ๆ เราใช้ตรรกะและศึกษามาอย่างดีแล้ว แต่ก็มีหลายเสียงเข้ามาเหมือนกันว่า พ่อแม่เขาไม่มีทางยอมให้ลูกมาแต่งแบบนี้หรอก หรือทําไมไม่ไปโรงแรมล่ะ ทำไมถึงต้องมาที่นี่แทน รู้สึกสั่นคลอนบ้างว่าจะทำได้จริงไหม เราต้องมีหลักยึดว่า เราคิดมาดีแล้ว ส่วนที่เหลือต้องรอปรับกันไป 

“ตอนคิด เราอยู่กับอนาคต แต่ตอนทำต้องอยู่กับปัจจุบัน ต้องไม่ต้องคิดมากแล้ว เพราะเราจะได้เรียนรู้จริง ๆ ก็วันที่เราเห็นลูกค้าเดินเข้ามาข้างในและได้รู้ว่าลูกค้าคือใคร”

งานแรกของ VARAVELA ประเดิมด้วยงานแต่งงานของหนึ่งในหุ้นส่วน จึงเป็นทั้งงานในความทรงจำและทำให้เห็นเขาได้ภาพมากขึ้นว่าควรปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง 

“คู่แต่งงานแรกคือ คุณอดัม กับ คุณเก๋ ตามด้วยคู่ของคุณโอ๊ต ต่อด้วยคู่ของคุณฟาง คุณคิว ก็ขอแต่งงานกับ คุณเฟิร์น ที่นี่ ส่วน คุณรัน ที่แต่งงานแล้วก็มาจัดเลี้ยงงานอื่นอยู่บ่อย ๆ ปีที่แล้วผมกับ คุณแก้ว เพิ่งจัดงานเลี้ยงวันเกิดลูกสาวไป พิสูจน์แล้วว่าหุ้นส่วนทุกคนไม่ใช่แค่เจ้าของ แต่เป็นแขกคนสำคัญของที่แห่งนี้ด้วย”

ส่วนแขกที่มาในงานก็กลายเป็นผู้ช่วยประชาสัมพันธ์ไปโดยปริยาย เพราะหลายคนกำลังมองหาสถานที่แบบนี้อยู่ จึงตื่นเต้นที่จะบอกต่อกันไป บ้างก็โพสต์ลงบนโซเชียลมีเดีย จนมีคนจับจองกันเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ตั้งแต่คู่แต่งงาน กลุ่มคนที่อยากจัดปาร์ตี้ อีเวนต์ หรือต้องการสตูดิโอถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอ ซึ่งกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้นช่วยทลายข้อจำกัดของธุรกิจประเภทนี้ที่ไม่ค่อยมีคนกลับมาใช้บริการซ้ำ ๆ 

“ช่วงนั้นเรียกว่าวันจันทร์-ศุกร์ VARAVELA มีกองถ่ายเต็มทุกวัน ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ก็ใช้จัดงานแต่งงาน” เต็มอธิบาย

เพราะเวลานี้ดีที่สุด

VARAVELA ยังเป็นสถานที่ที่หลายคนผูกพัน บางคู่ก็หวนกลับมาถ่ายภาพกับป้ายซ้ำทุกปี เพื่อเป็นที่ระลึกในวันครบรอบ 

“เขาถ่ายมาตั้งแต่วันที่แต่งงาน น่าจะประมาณ 7 ปีแล้ว น่ารักมาก เราจึงได้แรงบันดาลใจมาด้วยว่า ทำไมถึงไม่ทำสถานที่ที่ลูกค้ามาซ้ำได้ ซึ่งวิธีที่เรียบง่ายที่สุดก็คืออาหาร”

นั่นคือจุดเริ่มต้นของ ‘The HOME Bar’ ห้องขนาดกลางที่แยกออกมาจากโซนจัดงานแต่งงาน พร้อมเสิร์ฟทั้งอาหาร-เครื่องดื่มรสอร่อยในบรรยากาศแสนสงบ ตอบโจทย์ทั้งมนุษย์อินโทรเวิร์ตที่อยากมีเดตไนต์สุดโรแมนติก และคนที่อยากจัดงานเลี้ยงขนาดเล็กสำหรับแขก 30 – 50 คน เป็นเทรนด์ที่มาชัดขึ้นหลังโควิด-19 ที่คนนิยมจัดงานขนาดเล็กมากขึ้นเรื่อย ๆ 

“กลายเป็นข้อดีที่ 2 อย่างนี้ทำงานร่วมกันนะ บางคนมาเดตไนต์แล้วรู้ว่าข้าง ๆ เป็นการ์เดนฮอลล์ วันรุ่งขึ้นเขาขับรถมาดูบรรยากาศตอนกลางวันอีกที แล้วจองสถานที่จัดงานแต่งงานเลยก็มี”

แม้ผลตอบรับดีและมีนักลงทุนมากมายชวนให้ไปเปิด VARAVELA สาขาใหม่ แต่เต็มยังไม่เจอโอกาสและทำเลที่เหมาะสม เพราะคิดว่าไม่อาจนำโมเดลธุรกิจเดียวกันนี้ไปวางไว้ดื้อ ๆ ในพื้นที่ใหม่ เสน่ห์ของสถานที่ที่ไม่ได้มีแค่ตัวอาคาร แต่ยังขึ้นอยู่กับความสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมโดยรอบเช่นกัน 

“หากเป็นชื่ออื่นในทำเลอื่นก็คงเป็นไปได้ ตอนนี้ก็มี Wedding Venue มากมายเกิดขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แต่เรามองไม่ออกว่าหาก VARAVELA ไปอยู่ในทำเลอื่นจะยังเป็น VARAVELA หรือไม่ เราไม่ได้ปิดกั้น เพียงแต่ยังไม่เจอวาระโอกาสที่เหมาะสม” 

ดังนั้น สิ่งที่เต็มให้ความสำคัญลำดับต้น ๆ จึงเป็นการทำงานกับสิ่งที่มีอยู่ให้ดีที่สุด 

“ช่วงนี้มีข่าวเยอะทั้ง AI Disruption คนเกิดน้อยลง คนแก่มากขึ้น เทรนด์การแต่งงานเริ่มเปลี่ยน คําถามคือทั้งหมดทั้งปวงนั้น ถ้าให้เลิกทำไปเลยหรือหยิบมาทำทั้งหมดก็คงเป็นไปไม่ได้ เราจึงหยิบมาแค่สิ่งที่เกี่ยวข้องจริง ๆ เช่น เทรนด์ถ่ายรูปมาใหม่ เราทําอะไรเกี่ยวกับเทรนด์นั้นได้บ้าง จนเกิดเป็นกิจกรรมเดตไนต์ เทรนด์อีเวนต์คอนเสิร์ตมา เราก็จัดงานแฟนมีตได้ หรืออย่างเทรนด์เรื่องความยั่งยืนยุคนี้ หลายคนก็มองหาพื้นที่สวนสีเขียวในการจัดงาน”

โมเมนต์พิเศษของคนเบื้องหลัง

มาถึงส่วนที่เต็มอยากให้เครดิตเต็มที่ คือทีมงานที่อยู่กันมานาน “เรามีพนักงานที่ชอบเรื่องสวย ๆ งาม ๆ ชอบการจัดงาน ชอบจัดงานแต่ง มันทำให้ส่งต่อความชอบนี้ไปถึงแขกได้ เมื่อคนที่ชอบเรื่องเดียวกันมาอยู่ด้วยกันจึงกลายเป็นสิ่งที่เขาทำได้นาน” 

เราจึงอดไม่ได้ที่จะถามว่าชอบพาร์ตไหนในการทำงานมากที่สุด เต็มนึกย้อนไปถึงงานแล้วงานเล่าที่ผ่านมา ก่อนเล่าให้เห็นภาพว่าชอบตอนนั่งประชุมระดมไอเดียกันว่าทำอะไรกันต่อดี จากไอเดียฟุ้ง ๆ มัว ๆ ก่อร่างกลายเป็นภาพชัดเจน เพราะทุกคนช่วยกันสะท้อนปัญหาของลูกค้าและเติมความเชี่ยวชาญของตนเอง จนเกิดเป็นสิ่งทุกคนตื่นเต้นอยากทำ นั่นทำให้ VARAVELA มีกิจกรรม Open House ที่สดใหม่ทุกปี จนมีคนแซวว่าอยากแต่งงานอีกรอบทุกปี

เมื่อมองไปรอบ ๆ ทั้งอาคาร ต้นไม้และบรรยากาศภายในยังดูใหม่เอี่ยม จนเราแทบไม่เชื่อสายตาว่าสถานที่แห่งนี้ยืนหยัดผ่านกาลเวลามาเกิน 10 ปี นั่นหมายความว่าเบื้องหลังย่อมผ่านการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี และนี่อาจเป็นเคล็ดลับหนึ่งที่ทำให้ VARAVELA ยังคงเป็นที่นิยมและอยู่ในความทรงจำของผู้คนมาตลอด ซึ่งทำให้เราได้เรียนรู้ว่า นอกจากการคิดไปข้างหน้าเพื่อทำอะไรใหม่ ๆ อีกสิ่งที่ไม่ควรละเลยเช่นกันคือการหันกลับมาสำรวจปัจจุบัน ว่าเราดูแลใส่ใจแก่นหลักที่มีอยู่ให้ดีแล้วหรือยัง 

เพราะบางครั้ง ‘วาระเวลา’ ในปัจจุบันขณะ อาจสำคัญที่สุดก็เป็นได้

Lessons Learned

  • ควรเลือกทำเลและสภาพแวดล้อมที่สะท้อนถึงตัวตนของสถานที่นั้น ๆ และกลุ่มเป้าหมายที่ชัดที่สุด คือตัวเราเอง 
  • ถ้ามาตรฐานบริการและ M&R (Maintenance & Repair) เปลี่ยนไป ภาพจำที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ก็มีโอกาสเปลี่ยนไปด้วย
  • ฮาร์ดแวร์คือสถานที่ แต่ซอฟต์แวร์ที่เลียนแบบกันไม่ได้คือคนและวัฒนธรรมองค์กร

Website : www.varavela.com

Writer

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

มนุษย์อยู่ไม่ติดบ้าน มีงานอดิเรกคือการเดิน

Photographer

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง