พัทลุงเปรียบได้กับเมืองหลวงของข้าวใต้
หนึ่งในสายพันธุ์ข้าวที่คนไทยคุ้นชื่ออย่างสังข์หยดก็มีต้นกำเนิดจากผืนนาเมืองพัทลุง ยังไม่นับว่าพัทลุงมีพื้นที่ปลูกข้าวนับแสนไร่และมีสายพันธุ์ข้าวพื้นเมืองอนุรักษ์ไว้นับร้อยนับพันชนิด ด้วยสภาพแวดล้อมเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกหากผู้ที่เกิดและเติบโตในเมืองพัทลุงจะมีความผูกพันกับข้าวเป็นพิเศษ
เช่นกันกับสองพี่น้องชาวพัทลุงอย่าง ผึ้ง-ศุทธินี และ เพียว-ปิยวุฒิ สุขทอง ผู้ที่ยืนยันกับเราเต็มเสียงว่า พวกเขาผูกสัมพันธ์กับข้าวมาตั้งแต่จำความได้ กระทั่งวันหนึ่งเลือกหลบบ้าน (กลับบ้าน) มาสร้างแบรนด์ ‘หลบบ้าน’ เพราะอยากนำเสนอความอร่อยของข้าวที่เขารัก ผ่านการปรับขนมข้าวพองที่ทำกินกันในครอบครัว ให้กลายเป็นกราโนลา (Granola) อาหารเช้าสายสุขภาพสไตล์ตะวันตกที่ใช้ข้าวไทยและวัตถุดิบท้องถิ่นเป็นส่วนผสมหลัก

“สำหรับคนใต้อย่างเรา ถ้าถูกพ่อแม่ถามว่าจะหลบบ้านวันไหน หมายถึงเขาคิดถึงเราแล้ว อยากให้กลับบ้าน” เพียวเกริ่นถึงที่มาของชื่อแบรนด์หลบบ้านว่าเกิดจากวลีคุ้นหูของเด็กใต้อย่างเขาและพี่สาว อันสะท้อนถึงความคิดถึงของคนที่บ้านและความคิดถึงของคนอยากกลับบ้านอย่างพวกเขาด้วยเช่นกัน
“เราเกิดและโตที่พัทลุง และก็เหมือนกับคนอื่น ๆ ที่เมื่อโตขึ้นก็ต้องออกไปเรียนและทำงานไกลบ้าน พอถึงจุดหนึ่งก็มีความรู้สึกอยากกลับบ้านขึ้นมา การทำแบรนด์หลบบ้านจึงเป็นการตั้งเป้าให้มันเป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงพอจะทำให้เรากลับไปอยู่บ้านได้จริง ๆ ในสักวัน” เพียวบอกเล่าเบื้องหลังการก่อตั้งแบรนด์อย่างตรงไปตรงมา ก่อนผึ้งจะเล่าถึงไอเดียการเปลี่ยนข้าวพองเป็นกราโนลาว่าเกิดจากความชอบของเธอเอง

“เหมือนกันกับเพียว คือพอโตขึ้นเราได้ออกไปเรียนไปทำงานไกลบ้าน จนได้ไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ และตอนเช้าจะต้องกินอะไรที่มันรีบ ๆ เร็ว ๆ เลยชอบกินกราโนลา เพราะมันหาง่าย กินสะดวก อารมณ์เหมือนข้าวเหนียวหมูปิ้งอะไรแบบนั้น และความชอบนี้มันก็อยู่กับเรามาเรื่อย ๆ จนช่วงโควิดมีเหตุให้ต้องกลับมาอยู่บ้านที่พัทลุง คราวนี้จะสั่งกราโนลาก็ต้องสั่งออนไลน์ซึ่งค่อนข้างแพง ประกอบกับช่วงนั้นกระแสรักสุขภาพกำลังมาด้วย เลยเริ่มคิดว่าถ้าเราทำกราโนลากินเองได้ก็คงดี (หัวเราะ) ก็เริ่มมองไปรอบ ๆ ตัวว่ามีวัตถุดิบอะไรใกล้ตัวบ้าง แล้วก็กลับมานึกถึงขนมข้าวพองที่คุณย่าชอบทำให้กินตอนเด็กๆ เขาจะนำข้าวมาตากและทอดในน้ำมันจนพองกรอบ เป็นขนมกินเล่นที่เรากับน้องชายชอบกินกันมาก ก็คิดว่าถ้าเอาข้าวพองมากินกับนมหรือโยเกิร์ตมันต้องอร่อยแน่ ๆ ซึ่งมันก็อร่อยจริง ๆ”

หลังปักหมุดว่าจะใช้ข้าวพองเป็นส่วนผสมหลักของกราโนลา ผึ้งไม่รอช้าเริ่มปรับสูตรให้รสชาติถูกปากขึ้นด้วยการหยิบผลไม้ใกล้ตัวอย่างกล้วยหรือมะพร้าวมาเป็นส่วนผสม จากที่ชิมแล้วชอบ ก็เริ่มโพสต์ลงโซเชียลมีเดียและส่งให้เพื่อน ๆ ลองชิม พร้อมเปิดรับฟีดแบ็กมาปรับปรุงอย่างตั้งใจ กระทั่งเธอกับน้องชายร่วมกันลงแรงทดลองสูตรกันครั้งใหญ่หลังจากนั้น
“พอส่งให้เพื่อน ๆ ชิม ฟีดแบ็กที่ได้กลับมา คือตัวเท็กซ์เจอร์ข้าวมันอร่อยมากนะ แต่พอเทนมใส่ข้าวพองแล้วน้ำมันมันลอย ก็ได้คำตอบว่า ถ้าเราอยากให้มันเป็นอาหารสุขภาพก็ไม่ควรเอาข้าวไปทอด ไม่ควรให้มันมีน้ำมันหรือน้ำตาลมากเกินไป” ผึ้งเสริมให้เห็นภาพ ก่อนเพียวจะขยายความกระบวนการหลังจากนั้นว่าพวกเขาแบ่งงานออกเป็น 2 ส่วน คือการทดลองหาสายพันธุ์ข้าวที่นำมาทำข้าวพองแล้วอร่อย ที่สำคัญต้องหาวิธีทำให้ข้าวอร่อยและดีต่อสุขภาพ และสอง ต้องค้นหาธัญพืชหรือผลไม้ที่นำมาใส่ในกราโนลาแล้วชูรสให้โดดเด่นขึ้นได้
“ด้วยความที่เราอยู่พัทลุงซึ่งเป็นเมืองข้าว จึงมีข้าวให้ทดลองเยอะมาก แต่เสียข้าวไปเป็นกระสอบ ๆ ก็ยังไม่ได้ (หัวเราะ) เราก็พยายามหาข้อมูลไปเรื่อย ๆ ว่ามีใครเคยทำข้าวพองสูตรไหนกันบ้าง จนไปเจอโครงการทำข้าวพองไร้น้ำมันของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เลยลองทักไปสอบถามจนได้ชุดความรู้ใหม่ว่าจริง ๆ แล้วไม่ใช่ว่าข้าวทุกชนิดจะทำข้าวพองไร้น้ำมันได้เหมือนกัน เพราะข้าวที่ทำได้นั้นต้องมีเปลือกหนาเป็นพิเศษ ตัวข้าวต้องเหนียวพอ และเมล็ดข้าวต้องป้อม ๆ ไม่เป็นไต ไม่อย่างนั้นเมื่อเอาข้าวมาคั่วแล้วมันจะกลายเป็นป๊อปคอร์น” เธอพูดติดตลก พร้อมขยายความถึงโอกาสที่ได้รับจากนั้น


“ซึ่งทางมหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้ร่วมทำการทดลองกับชุมชนแห่งหนึ่งทางภาคเหนือมาสักพักใหญ่ เราเลยขอให้เขาส่งข้าวพองไร้น้ำมันมาให้ชิม ปรากฏว่าชิมแล้วมันอร่อยมาก ซึ่งข้าวพองที่เราได้ชิมมันทำจากข้าวเหนียวแดง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวเม่า ซึ่งเป็นชนิดข้าวที่ทำข้าวพองไร้น้ำมันออกมาอร่อยหมดเลย เรากับเพียวจึงตัดสินใจว่าจะใช้ข้าวพอง 3 ชนิดผสมรวมกัน เพื่อให้ได้กลิ่นรสหลากหลายและกินสนุก”
ผึ้งเล่าเรื่อย ๆ ก่อนเพียวจะเสริมว่า เรื่องราวการทดลองครั้งใหญ่นั้นยังไม่สิ้นสุด เพราะกระบวนการเพิ่มรสชาติให้กับข้าวพองกราโนลานั้นก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย
“ถึงกราโนลาจะเป็นอาหารฝรั่ง แต่พวกเราตั้งใจอยากให้กราโนลามีกลิ่นอายความเป็นไทยมากหน่อย จึงพยายามมองหารสชาติใกล้ ๆ ตัวที่คุ้นเคย จนเกิดเป็นรสแรกที่ผสมมะพร้าวแผ่นอบกรอบรสออกหวานนิด ๆ กับกล้วยตากจากกล้วยเล็บมือนางของจังหวัดชุมพร ซึ่งเนื้อหนึบและรสชาติเหมือนน้ำผึ้ง เมื่อกินด้วยกันแล้วทำให้นึกถึงขนมไทยที่มักใช้ข้าว กล้วย และมะพร้าวมาปรุงใส่ด้วยกัน เป็นรสหวานหอมอร่อยที่คนไทยคุ้นเคย”
เพียวอธิบายให้เราเห็นภาพ พร้อมบอกว่า ‘ความไทย’ ที่พวกเขาตั้งใจรังสรรค์ขึ้นมาเป็นตัวจุดประกายให้เขาและผึ้งตั้งชื่อกราโนลาของแบรนด์หลบบ้านว่า ‘กรา-โน-รา’ ชื่อที่เมื่อใครได้ยินก็ย่อมรู้ทันทีว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ส่งตรงมาจากท้องนาและร่องสวนของภาคใต้


“นอกจากรสมะพร้าว ยังมีรสโกโก้ ซึ่งเราใช้โกโก้ที่ปลูกในจังหวัดพัทลุงซึ่งให้รสชาติเข้มข้นต่างจากแหล่งอื่น คล้าย ๆ กับเวลาเรากินชาไทย ถ้าเป็นชาไทยสูตรทางใต้รสจะเข้มข้นมากกว่าที่อื่น นอกจากนั้นยังมีรสเบอร์รีที่ใช้ผลเบอร์รีจากทางเหนือของไทย และรสใบเตยที่แน่นอนว่าลิ้นคนไทยเราคุ้นเคยกันอยู่แล้ว”
เขายอมรับว่ากราโนลาอาจเป็นอาหารที่ไกลตัวคนไทยส่วนใหญ่สักหน่อย แต่ถ้าลองเปิดใจจะพบว่ากราโนราที่พวกเขาลงแรงลงใจทำออกมานั้นกินง่าย ทั้งยังให้รสชาติที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นคุ้นเคย เหมือนกับการกินขนมไทย ๆ หรือกินผลไม้พื้นถิ่นบ้านเรา
ณ ปัจจุบัน ผึ้งและเพียวยังคงมุ่งหน้าเรียนรู้เรื่องข้าวและทดลองใช้สายพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง จากเหตุผลทั้งในแง่ธุรกิจและจากความรักในข้าวที่สองพี่น้องมีร่วมกัน

“เรื่องของข้าวเราไม่เคยหยุดเลย เพราะเรา 2 คนเป็นลูกหลานชาวนา เติบโตมาในชุมชนเกษตรกรรมที่มีชาวนาอยู่รอบตัว เราจึงอยากอุดหนุนชุมชน อุดหนุนลุงป้าน้าอาที่เขาผลิตข้าวดี ๆ ออกมาให้เรากิน ตอนนี้ถ้าไปเจอข้าวสายพันธุ์ไหนที่น่าสนใจก็จะทยอยส่งไปทดลองสูตรดูทันทีว่ามันจะออกมาเป็นยังไง เพราะเส้นทางของกราโนรายังต้องเดินกันอีกไกล มีจุดให้เราต้องพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อย ๆ” เพียวย้ำอีกครั้งถึงเป้าหมาย ก่อนเขาจะแอบเกริ่นถึงแผนในอนาคตอันใกล้ให้เราฟังก่อนบทสนทนาในสายวันนั้นจะจบลง
“ในอนาคตเราอยากให้แบรนด์หลบบ้านเป็นร่มใหญ่ที่มีสินค้าหลากหลายชนิดออกมานำเสนอ อาจเป็นอาหารเพื่อสุขภาพชนิดอื่น ๆ ที่ทำจากวัตถุดิบในท้องถิ่น หรือผลักดันให้สินค้าของเรากลายเป็นของฝากของจังหวัดพัทลุง หรือไกลกว่านั้น เราอยากผลักดันให้หลบบ้านเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศได้ เพราะคงยิ่งทำให้สินค้าของชุมชนมีตลาดที่เข้มแข็ง ทำให้ซัพพอร์ตคนในชุมชนได้มากขึ้น และในระยะยาว แบรนด์หลบบ้านก็อาจจะพาพวกเรากลับมาอยู่บ้านได้จริง ๆ”

ขอบคุณสถานที่
petite nature cafe & market : เปอติ๊ต นาตู (แผนที่)
Facebook : petite nature cafe & market : เปอติ๊ต นาตู
ติดตามแบรนด์หลบบ้านได้ที่
Facebook : Lob Baan – หลบบ้าน
Instagram : lob.baan
