อย่างที่เราตั้งชื่อบทความ – หลายคนรู้จัก Swoon หรือ Caledonia Curry วัย 47 ปี ในฐานะราชินีสตรีตอาร์ตอเมริกันผู้ประสบความสำเร็จในวงการที่ไม่ค่อยมีผู้หญิงได้เฉิดฉาย งานของเธอได้ไปปรากฏในพื้นที่ศิลปะระดับโลกมากมาย ตั้งแต่ MoMA, Brooklyn Museum ไปจนถึง Tate Modern
แต่จริง ๆ แล้ว เคอร์รีไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่ในขอบเขตของสตรีตอาร์ต เธอนิยามตัวเองเป็น Contemporary Artist (ศิลปินร่วมสมัย) ที่ทำงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ ทั้ง Printmaking, Sculpture, Stop-motion Animation, Immersive Installation และอีกมากมาย โดยมีเป้าหมายในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในสังคม ด้วยเธอเองก็เติบโตมาอย่างเปราะบางดั่งแก้วไม่ต่างกัน
ในวัยเด็ก พ่อแม่ของเธอ ‘ใช้ยา’ เพื่อให้ตนเองรู้สึกสงบได้ในขณะที่โลกภายนอกไม่ค่อยดี พวกเขาจึงไม่พร้อมเป็นพ่อแม่ในแบบที่คนอื่น ๆ เป็นเท่าไหร่นัก
“หลาย ๆ ครั้งฉันก็รู้สึกว่าสิ่งที่เจอในวัยเด็กมันน่ากลัวมากนะ” Swoon เอ่ยถึงอดีตของตัวเอง
เมื่อเติบโตขึ้น เธอจึงมีเป้าหมายชีวิตในการเยียวยาผู้อื่นเท่าที่ตัวเองจะทำได้ เธอทำงานศิลปะที่สื่อสารประเด็นต่าง ๆ ริเริ่มโครงการพัฒนาชุมชน และก่อตั้งมูลนิธิ Heliotrope ที่ทำงานด้านมนุษยธรรม
ครั้งนี้เรามีโอกาสได้เจอเธอตัวเป็น ๆ ในนิทรรศการ Homecoming ที่ SAC Gallery ซึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอได้จัดนิทรรศการในเอเชีย
เธอเล่าให้เราฟังตั้งแต่ชีวิตที่ไม่ง่ายในวัยเด็ก การพบเส้นทางที่ใช่ งานศิลปะต่าง ๆ ที่เธอทำด้วยหัวใจ และแง้มให้ฟังถึงโปรเจกต์สำคัญที่กำลังทำ ซึ่งเธอใช้มันโอบกอดตัวเองเมื่อครั้งยังเป็นเด็กหญิงเคอร์รี หลังจากมุ่งมั่นเยียวยาคนอื่นมาหลายสิบปี


วัยเด็กที่ ‘แตกต่าง’
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องราวในวัยเด็กของศิลปินส่งผลกับแนวคิดในการทำงานอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องราวของ Swoon ซึ่งจะเรียกว่าเป็นแรงผลักดันสำหรับทุกอย่างที่เธอตัดสินใจทำเลยก็ว่าได้ ก่อนที่จะเล่าถึงอาชีพศิลปิน เราจึงขอให้เธอเล่าถึงช่วงเริ่มต้นของชีวิตให้เราฟังก่อน
“สมัยเด็ก ๆ พ่อแม่ของฉันเป็นคนที่ใจดีและมีความคิดสร้างสรรค์มาก แต่พวกเขามีบาดแผลทางใจจากอดีตเยอะแยะ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าจะต้องเยียวยาตัวเองยังไง เพราะวัฒนธรรมที่เขาโตมาเป็นวัฒนธรรมแห่งความเงียบ การกดขี่ และการกล่าวโทษกัน” เคอร์รีเริ่มเล่าถึงสาเหตุที่พ่อแม่ของเธอใช้ยา จึงไม่ได้ดูแลเธอได้ดีเท่าที่ควร
สถาบันสำคัญที่สุดของมนุษย์คนหนึ่งก็คือสถาบันครอบครัว ยิ่งสำหรับเด็ก ๆ ที่เพิ่งเกิดมาเพียงไม่กี่ปี พ่อแม่เป็นยิ่งกว่าโลกทั้งใบเสียอีก เคอร์รีจึงผ่านวัยเด็กมาอย่างอยากลำบาก

ในที่สุดแล้วเด็กหญิง Caledonia Curry ก็ดิ้นรนหาทางรอดให้ตัวเองจนได้ เธอสร้างโลกของตัวเองขึ้นมาด้วยความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะความสนุกสนาน ความปลอดภัยในชีวิต หรือความมหัศจรรย์ใด ๆ ที่สภาพแวดล้อมให้เธอไม่ได้ เธอก็สร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง
แล้วเส้นทางศิลปินของเธอก็เริ่มปรากฏขึ้นเมื่อตอนที่อายุได้ 10 ขวบ
ตอนนั้นเคอร์รีได้เข้าเรียนคลาสวาดภาพสีน้ำมัน เธอเล่าว่าตัวเองรู้สึกพิเศษมากที่ได้เรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ ในการทำงานศิลปะ และเริ่มภูมิใจตัวเองมากขึ้นในตอนนั้น
“ฉันเติบโตมาท่ามกลางความวุ่นวายมากมาย เลยต้องการบางอย่างมาทำให้ตัวเองรู้สึกดี และสำหรับฉัน มันคือการวาดภาพ”
เมื่อขึ้นชั้นมัธยมปลาย เธอจึงเริ่มเรียนศิลปะอย่างจริงจัง เธอเรียนวิชา Classical Painting (จิตรกรรมคลาสสิก) พร้อมกันนั้น ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ เธอก็สารภาพว่าได้ ‘ทดลอง’ หลายสิ่งหลายอย่างเพื่อค้นหาเส้นทางของตัวเอง รวมถึงการใช้ยา LSD เพื่อวาดภาพแนวเซอร์เรียลลิสม์ แต่ในระดับอุดมศึกษา เธอก็เข้าเรียน Printmaking ที่ Pratt Institute สถาบันศิลปะที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลกได้
เคอร์รีเริ่มทำงานสตรีตอาร์ตชิ้นเล็ก ๆ ตอนเรียนวิทยาลัย เมื่อเรียนจบก็ได้ทำงานภาพเหมือนปู่ของตัวเองเป็นสตรีตอาร์ตชิ้นใหญ่
นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้เธอพบสไตล์ของตัวเอง และอาชีพการงานของเธอก็คลี่คลายมาจากงานครั้งนั้น
“พอเห็นงานตัวเองอยู่ข้างนอกก็รู้สึกว่า โอเค นี่มันคนละเรื่องกับที่ผ่านมาเลย มันเจ๋งมาก” ศิลปินคลี่ยิ้ม

งานที่ไม่ได้เป็นแค่งาน แต่เป็นหัวใจ
ปกติแล้วคุณทำงานศิลปะเกี่ยวข้องกับประเด็นไหนบ้าง
“แล้วแต่งานนะคะ ฉันลองมาเยอะมาก” เธอตอบ “บางทีก็ทำงานเกี่ยวกับ ‘เหตุการณ์’ ที่ฉันรู้สึกเชื่อมโยงด้วยเหตุผลบางอย่าง บางทีก็ทำโปรเจกต์ที่เชื่อมกับชุมชน”
Swoon ยกตัวอย่างเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวในประเทศเฮติในปี 2010 หลายคนคงจำได้ว่าตอนนั้นเป็นข่าวดังไปทั่วโลก คนไทยที่ไม่เคยได้ยินชื่อ ‘เฮติ’ มาก่อนก็เริ่มรู้จักประเทศนี้ในตอนนั้น แต่สำหรับเคอร์รีที่เป็นชาวฟลอริดา เฮติเป็นประเทศที่อยู่ใกล้ ๆ บ้านเกิดของเธอ จึงรู้สึกเหมือนว่าเพื่อนบ้านกำลังลำบาก เคอร์รีและเพื่อน ๆ จึงรวมกลุ่มกันทำโปรเจกต์ที่เรียกว่า Creative Rebuilding Project ขึ้นมา
“ฉันทำงานเกี่ยวกับการเสพติดและการเยียวยา แล้วก็พูดถึงการจำคุกด้วยค่ะ” เคอร์รีกล่าว “การที่ใครเสพติดอะไรสักอย่าง มักจะมาจากปัญหาที่ต้องได้รับการเยียวยา การลงโทษเขา จับเขาติดคุก ซึ่งไม่ได้ช่วยเท่าไหร่”
เธอบอกว่าที่สหรัฐอเมริกามีวัฒนธรรมการจับคนเข้าเรือนจำมากกว่าเกือบทุกประเทศในโลก และมักจะไม่ช่วยเหลือเวลาผู้คนกำลังเผชิญความลำบาก
“ศิลปะมีผลกับวัฒนธรรม มันทำให้คนตัดสินใจได้ว่าจะคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น ถึงจะไม่ใช่การแก้ปัญหาโดยตรง แต่ก็เป็นทางหนึ่งที่ช่วยได้”
งานหนึ่งที่เธอภูมิใจมาก ๆ คือโปรเจกต์ที่พักอาศัยสำหรับผู้ที่ออกจากเรือนจำที่เมือง Braddock โดยเธอใช้โบสถ์ที่ถูกทิ้งร้างในการพัฒนา
เคอร์รีพยายามผลักดันโปรเจกต์นี้มากว่า 15 ปี แม้ว่าระหว่างทางจะยากจนอยากถอดใจ แต่เธอก็ยังคงทำงานหนักและเชื่อมั่นในแนวคิดอยู่เสมอ ในที่สุดก็มีคนที่เห็นความสำคัญเข้ามาช่วยผลักดัน และสถานที่แห่งนั้นก็กลายมาเป็นที่พักอาศัยสำหรับผู้ที่ออกจากเรือนจำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังมีกระบวนการเยียวยาเกิดขึ้นด้วย
ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย หากเธอถอดใจไปตั้งแต่ 15 ปีก่อน

ว่าด้วยนิทรรศการ Homecoming ในครั้งนี้
หากก้าวเข้าไปในห้องจัดแสดง สิ่งแรกที่คุณจะได้เห็นคืองาน Swimming Cities of Serenissima (ปี 2009) งาน Block Print ที่เธอทำขึ้นขณะมาเที่ยวประเทศไทยครั้งแรกในปี 2007 ซึ่งเธอจำไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นจังหวัดไหน แต่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ มาก งานนี้ได้ไปปรากฏใน Venice Biennale จนสร้างชื่อเสียงให้กับเธอด้วย
“เราอาจจะเคยเจอกันก็ได้นะ ตอนนั้นพวกคุณน่าจะยังเด็กกันมาก ๆ เลย” เคอร์รียิ้มให้
ศิลปินอธิบายวิธีการทำงานว่า เธอเริ่มจากการสเกตช์ภาพลงบนเสื่อน้ำมัน (Sheet of Linoleum) ลงรายละเอียด จากนั้นก็แกะสลัก ลงหมึก แล้วพิมพ์ลงบนประตูเก่าที่ได้มาจากในกรุงเทพฯ
กลางห้องถัดไป จะพบกับ Cicada (ปี 2020) งานสตอปโมชันผสมผสานกับวิดีโออาร์ต ว่าด้วยการสำรวจแนวคิดการเปลี่ยนแปลงผ่านอุปมาอุปไมยของวัฏจักรชีวิตของจักจั่น สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งการหลับใหลและการเกิดใหม่


ส่วนชิ้นงานอื่น ๆ ของนิทรรศการนั้น เธอได้แรงบันดาลใจมาจากการเยี่ยมเยียนเชียงใหม่หลังน้ำท่วมรอบล่าสุด ซึ่งเธอสื่อสารถึงวิกฤตสิ่งแวดล้อม ด้วยการนำวัสดุที่รวบรวมจากเหตุการณ์น้ำท่วมมาทำเป็นศิลปะจัดวาง
ที่น่าสนใจคือเคอร์รีได้ร่วมงานกับช่างฝีมือท้องถิ่นของเชียงใหม่ พวกเขาใช้ภูมิปัญญาโบราณ เทคนิคภาพพิมพ์หิน การติดทองคำเปลว การทำงานโลหะ การแกะสลักไม้ สร้างสรรค์วัสดุที่เหลือจากภัยพิบัติเหล่านั้น โดยตีความต่อจากงานของเคอร์รีอีกที
“ฉันรู้สึกโชคดีมากเลยที่ได้เห็นพวกเขาตีความงานของฉันแบบนั้น” เคอร์รีว่า
“ฉันได้ไอเดียมาจากตอนที่ฉันทำงานที่เฮติ ตอนนั้นเราต้องการหาเงินเพื่อสร้างอาคารขึ้นใหม่หลังแผ่นดินไหว เลยร่วมมือกับศิลปินคนอื่นทำงานศิลปะขึ้นมา พอคนมาซื้อเราก็เอาเงินไปสร้างอาคาร ฉันชอบตอนนั้นมาก อยากจะลองทำอีกครั้งหนึ่ง”
ชื่อนิทรรศการ ‘Homecoming’ นี้ตั้งขึ้นมาโดยคิวเรเตอร์ ซึ่งครั้งแรกที่เคอร์รีได้ยินก็ถูกอกถูกใจมาก เพราะเธอได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากมายจากวัฒนธรรมอันเข้มข้นของไทยที่เคยสัมผัสเมื่อ 18 ปีก่อน
และครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่เธอประทับใจกับที่นี่ แม้ว่าเวลาที่ผ่านไปจะทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนไปจากครั้งแรกมากก็ตาม


กอดตัวเอง
ตั้งแต่ทำงานมา คุณภูมิใจกับผลงานไหนมากที่สุด – เราถาม
“ตอนนี้ฉันกำลังทำงานเกี่ยวกับเทพนิยายอยู่ ยังไม่เสร็จนะคะ แต่งานนี้เกี่ยวกับวัยเด็กของฉันโดยตรง
“แม่ฉันมีอาการทางจิตบางอย่าง เขามีอาการประสาทหลอน ในตอนนั้นฉันที่ยังเด็กมากรู้สึกกลัวสุด ๆ จนทำให้เป็น PTSD (สภาวะจิตใจหลังเผชิญเหตุการณ์เลวร้าย) และต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานเลย ฉันก็เลยทบทวนเรื่องราวเหล่านั้นแล้วนำมาเล่าให้ตัวเองฟังอีกครั้งด้วยตัวละครในเทพนิยาย”
เธอถามว่าประเทศไทยมีเทพนิยายที่เล่ากันมาแต่โบราณไหม เราหยุดกันไปสักพักแล้วเล่าถึง รามเกียรติ์ ให้เธอฟัง จากนั้นเธอจึงแต่งเรื่องราวให้ชีวิตของหนุมานใหม่ซึ่งต่างไปจากฉบับที่เรารู้กันมา แต่สำหรับฉบับของซีกโลกตะวันตก เธอพูดถึง Little Red Riding Hood (หนูน้อยหมวกแดง)
“และเพราะว่าฉันรู้จักเรื่องราวเหล่านั้นตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ พอเล่าให้ตัวเองฟังอีกครั้งหนึ่ง มันเหมือนกับเศษส่วนในตัวฉันที่ยังคงหวาดกลัวมาจากวัยเด็กรู้สึกสงบลง เพราะเรากำลังพูดภาษาของเด็กคนนั้นอยู่”

โปรเจกต์นี้จะมีผลงานออกมาในหลายรูปแบบ ตั้งแต่ไพ่ออราเคิล หนังสือ ไปจนถึงวิดีโอเกม โดยตั้งใจให้แต่ละชิ้นงานเยียวยาผู้คนในวิธีที่แตกต่างกันไป
ว่าแล้วเธอก็หยิบสำรับไพ่ออราเคิลที่ยังไม่เสร็จดีขึ้นมา หยิบไพ่ให้พวกเราคนละ 3 ใบแล้วเริ่มอ่านให้ฟัง เราไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วไพ่ออราเคิลทำงานยังไง อะไรทำให้การดูไพ่แต่ละครั้งแม่นหรือไม่แม่น แต่น่าทึ่งที่การอ่านไพ่ของเธอเป็นคำตอบให้สถานการณ์ปัจจุบันของพวกเราทุกคนได้
อาจเป็นเพราะเธอออกแบบไพ่ออราเคิลชุดนี้ด้วยการตกตะกอนชีวิตของคนวัยเลข 4 ที่ผ่านอะไรมามากมาย และให้คำแนะนำเราด้วยความเข้าอกเข้าใจ
“ถึงโปรเจกต์จะยังไม่เสร็จ แต่ฉันภูมิใจมากเลย เพราะฉันได้ขุดลึกลงไปในตัวเองอย่างซื่อสัตย์ ฉันมองชีวิตของตัวเองเพื่อสร้างบางสิ่งบางอย่างที่ใหญ่มาก ๆ ขึ้นมา และฉันก็หวังว่ามันจะกลายเป็นสิ่งที่หลายคนรู้สึกเชื่อมโยงด้วย”


เราคิดว่าคนที่ทำงานเกี่ยวกับบาดแผล ไม่ว่าจะเป็นงานรูปแบบไหนก็มักจะเล่าเรื่องราวของคนอื่นก่อน เพราะสิ่งที่ยากที่สุดคือการพูดถึงเรื่องของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา เมื่อไหร่ที่แตะต้องประเด็นเปราะบางส่วนตัวได้ เมื่อนั้นจึงเป็นก้าวที่สำคัญมากในชีวิต สำหรับเคอร์รีก็คงไม่ต่างกัน
เมื่อถามว่าพ่อแม่คิดอย่างไรกับแพสชันของเธอ เคอร์รีก็ตอบเราว่า พวกเขาภูมิใจมาก ๆ ที่เธอเป็นศิลปิน แต่แม่ของเธอจากไปแล้วเมื่อปี 2013 ส่วนพ่อก็จากไปในปี 2015
“พ่อรู้นะว่าฉันกำลังจะเริ่มเล่าเรื่องราวของพวกเรา เขาอวยพรให้ แต่แม่ไม่รู้ เพราะอาการของแม่ยังไม่ดีขึ้น เขายังหยุดเสพยาไม่ได้จนเขาจากไป” เธอเปิดใจเล่าให้เราฟัง
“ฉันไม่รู้นะว่าพวกคุณคิดยังไงกับความตายหรือโลกหลังความตาย แต่ฉันรู้สึกจริง ๆ ว่าจิตวิญญาณของแม่โอเคกับสิ่งที่ฉันทำ เพราะฉันเล่าเรื่องนี้ด้วยความรัก ฉันเลยคิดว่าจะต้องทำงานให้สำเร็จให้ได้”


คุณรู้สึกยังไงกับเส้นทางที่ผ่านมาของตัวเองบ้าง – เราถามต่อ
“ฉันรู้สึกขอบคุณอยู่ตลอด” เธอว่า “ฉันเป็นศิลปินมาเกิน 20 ปี ไม่ใช่ใครจะมีโอกาสได้ใช้ชีวิตเหมือนฝันแบบนี้ได้ การเป็นศิลปินทำให้ฉันได้ทำสิ่งไม่ธรรมดามากมายเหลือเกิน”
แม้เคอร์รีในวัยเด็กจะใฝ่ฝันอยากเป็นศิลปินมาก่อน แต่สิ่งที่เธอเป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ไกลเกินฝันไปมาก ๆ
อย่างไรก็ตาม เธอก็บอกตรง ๆ ว่าการเป็นศิลปินหญิงไม่ได้ง่ายนัก
“ถึงโลกศิลปะปัจจุบันจะเต็มไปด้วยศิลปินหญิง แต่การได้รับโอกาสในงานใหญ่ ๆ ยังคงไม่สมดุลกับผู้ชาย คุณรู้ไหมว่าปกติแล้วพิพิธภัณฑ์จัดแสดงงานของผู้หญิงแค่ 10% เท่านั้น ทั้งที่ผู้หญิงมีจำนวนนับเป็นครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด มันเป็นอคติที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว บางทีผู้หญิงเองก็มี Internalized Misogyny (ความเกลียดชังความเป็นหญิงจากผู้หญิงด้วยกัน) ในตัวเองเหมือนกัน”
และในฐานะศิลปินหญิงที่อยู่ได้ด้วยการขายงานศิลปะ เธอบอกว่าราคางานของศิลปินชายก็สูงกว่าผู้หญิงมากด้วย
ทั้งหมดทั้งมวลแล้ว นอกจาก Swoon หรือ Caledonia Curry จะต้องสู้เพื่อคนที่ถูกสังคมตีตรา ในฐานะที่ตัวเองก็มีพื้นฐานมาจากครอบครัวที่ถูกตีตราด้วยแล้ว เธอยังต้องสู้กับการที่เสียงของผู้หญิงไม่ถูกได้ยินด้วย ลำพังปกติก็ไม่ได้ต่อสู้กันง่าย ๆ อยู่แล้ว แต่สถานการณ์ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกายิ่งทำให้ทุกอย่างยากเข้าไปกันใหญ่
หลังจากกลับไปที่นิวยอร์ก เธอตั้งใจจะทำหนังสั้นที่มีพื้นฐานมาจากเทพนิยายเรื่องอื่น ๆ ทำงานร่วมกับนักแสดง และตั้งใจจะพัฒนาภาษาหนังในแบบของตัวเอง
แน่นอนว่าฝันครั้งนี้ก็คงไม่ได้ทำโดยง่ายดาย แต่เราคิดว่าเธอเจอเรื่องยากเย็นมามากมายและฝ่าฟันมาได้ตลอด หากเธอตั้งใจจะทำอะไรจริง ๆ ก็คงไม่มีงานไหนในโลกที่ยากเกินไปสำหรับเธอ

