14 กุมภาพันธ์ 2025
2 K

ณ ร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านห้วยขวาง

ประตูร้านเปิดออกพร้อมกับการมาของแก๊งหญิงสาวแก๊งหนึ่ง หนึ่งในสมาชิกมีใบหน้าเศร้าหมอง เพราะเธอโดนความรักเล่นงานเข้าอีกแล้ว เพื่อน ๆ จึงชวนเธอออกมาเที่ยวให้ลืมความเศร้า

ระหว่างที่เพื่อน ๆ พยายามปลอบใจ ใครคนใดคนหนึ่งก็ชี้ไปที่ลูกค้าคนหนึ่งในร้าน เขาเป็นชาวต่างชาติที่กำลังนั่งทานอาหาร ไม่รู้ด้วยพรหมลิขิตหรืออะไรดลใจให้เพื่อนคนที่ชี้บอกเธอว่า คนนี้แหละเนื้อคู่ของเธอ

นี่เป็นจุดเริ่มต้นของ เลิฟ-เนตรชนก พรมขาว และ เจน เดนีซอฟ หรือที่หลายคนรู้จักในนาม ‘เลิฟเจน’ คู่รัก TikToker ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 400,000 แอคเคานต์ เลิฟและเจนทำคอนเทนต์นำเสนอวิถีชีวิตของหญิงไทยกับคนรักต่างชาติ แม้จะเป็นคอนเทนต์ที่พบได้มากมายในตลาดคอนเทนต์ออนไลน์ แต่ความแตกต่างของคู่นี้คงอยู่ที่เจนมีรูปลักษณ์เป็นผู้หญิง พวกเธอจึงเป็นคู่รักแซฟฟิก (Sapphic)

“ถ้าคนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม LGBTQ+ เขามองไม่ออกหรอกว่าเราจะรักกันยังไง เลยเป็นจุดที่ทำให้คนสนใจพวกเรามั้ง” 

4 ปี คือระยะเวลาที่เลิฟและเจนใช้ชีวิตด้วยกันมา จากอยู่กันคนละประเทศก็ได้มีโอกาสมาพบกัน ร่วมด้วยช่วยกันก่อร่างสร้างความสัมพันธ์นี้ ผ่านด่านทดสอบมากมาย ไม่ว่าจะตอนที่เจนต้องกลับไปอยู่บ้านเกิด สงครามยูเครน-รัสเซียที่ทำให้ทั้งคู่ต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัย ไปจนถึงความฝันของเจนที่อยากเป็นผู้หญิง

ทำให้เรื่องราวของพวกเธอได้รับความสนใจจากสังคม มีสำนักข่าวหลายสำนักนำเสนอเรื่องราวของเลิฟ-เจน ซึ่งถ้าคุณเคยดูภาพยนตร์เรื่อง The Danish Girl คุณอาจคุ้นชินกับความสัมพันธ์ทำนองนี้ ที่ ลิลี่ มีความฝันอยากเป็นผู้หญิง ส่วน เกอร์ดา ก็ทำหน้าที่เป็นคู่ชีวิตที่คอยสนับสนุนให้ฝันอีกฝ่ายเป็นจริงโดยไม่มีเงื่อนไข 

ที่เรายกเรื่องนี้มาไม่ใช่เพื่อบอกว่าคู่ของเลิฟเจนเป็นดั่งลิลี่-เกอร์ดา เมืองไทย แต่มันเป็นหลักฐานว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เรื่องทำนองนี้จะยังคงเกิดขึ้นเรื่อย ๆ และความสวยงามอย่างหนึ่งของการเป็นมนุษย์ คือในท้ายที่สุดเราต่างพยายามหาหนทางเพื่อได้เป็นตัวของตัวเอง 

ในวาระวันวาเลนไทน์ เราจึงชวนทั้งคู่มาพูดคุยเรื่องราวของพวกเธอ ซึ่งยังคงสะท้อนให้เรารู้สึกว่า ความรักยังคงทำให้คนคนหนึ่งอุทิศ และพร้อมอยู่เคียงข้างมนุษย์คนหนึ่งได้เสมอ โดยปราศจากเงื่อนไขไม่ต่างจากในภาพยนตร์ 

เราต่างพบกันในวันที่ต่างฝ่ายต่างแตกสลาย

ก่อนที่ทั้งคู่จะได้มาเจอและแต่งงานสร้างครอบครัวถึงทุกวันนี้ เลิฟและเจนต่างเคยผ่านการแต่งงานมาก่อน และมีประสบการณ์จากความสัมพันธ์ที่ผ่านมา

“ความรักในฝันตั้งแต่เลิฟยังเด็ก คือเราอยากได้ผู้ชายที่ตรงสเปก ดูแลเราได้เหมือนพระเอกในซีรีส์เกาหลี” เลิฟเกิดและโตที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เธอบอกว่าตอนเด็ก ๆ หน้าตาเธอไม่ค่อยตรงกับมาตรฐานความงามของสังคมเท่าไหร่ จึงไม่ค่อยมีคนเข้ามาจีบ และกลายเป็นปมที่ติดตัวมาตลอด

เมื่อโตขึ้น ถึงวัยเริ่มมีความรัก เลิฟเคยลองคบทั้งคนไทยและคนต่างชาติ แต่ความรักที่ผ่านมายังไม่ทำให้เธอสมหวัง บางครั้งก็มอบบาดแผล เธอจึงเฝ้ารอคอยคนที่จะตรงกับคนในฝันของเธอ

ส่วนเจนเป็นชาวยูเครนโดยกำเนิด เธอเติบโตมากับสังคมอนุรักษนิยมที่ยังคงยึดถือค่านิยมแบบเดิม ๆ ไม่ยอมรับความแตกต่างโดยเฉพาะความหลากหลายทางเพศ ทำให้เจนที่แม้จะค้นพบรสนิยมว่าอยากเป็นผู้หญิงตั้งแต่ 6 ขวบ ก็ต้องเก็บซ่อนมันไว้ไม่ให้ใครรู้แม้แต่คนในครอบครัว 

“เราเคยค้นหารสนิยมทางเพศของตัวเอง ลองออกเดตกับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย และค้นพบว่าเราไม่ได้ชอบผู้ชาย เราไม่ชอบเวลาที่เขามาถูกเนื้อต้องตัว เราเลยคิดว่าเราคงอยากเป็นผู้หญิงเท่านั้น”

เจนประกอบอาชีพเป็นช่างภาพจึงมีโอกาสได้แต่งตัวเป็นผู้หญิง โดยให้เหตุผลว่าทำเพื่องาน มีภรรยาคนแรกที่รู้ความลับนี้เป็นคนช่วยแต่งตัวและถ่ายรูปให้ บางทีเธอก็ชวนเจนซึ่งแต่งตัวเป็นผู้หญิงออกไปเที่ยวกลางคืนด้วยกัน แต่สุดท้ายภรรยากลับขอให้เจนเลิกทำแบบนี้ เพราะเธอเกิดความกลัวขึ้นมา

สุดท้ายความสัมพันธ์ครั้งนั้นของเจนถึงจุดที่ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไป เจนตัดสินออกเดินทางท่องเที่ยวไปตามประเทศต่าง ๆ โดยไม่ได้ตั้งเป้าหมายในการเดินทางอย่างชัดเจน นอกจากขอออกไปสัมผัสโลกภายนอก และหัวใจที่หวังไว้ลึก ๆ ว่าจะได้พบคนที่เข้าใจเธออย่างแท้จริง และมีโอกาสเป็นตัวเอง

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในปลายทางของเจน เพราะมีคนรู้จักหลายคนบอกว่าผู้คนในประเทศนี้อัธยาศัยดีและพร้อมต้อนรับคนต่างชาติ

เจนตกหลุมรักประเทศไทยตั้งแต่แรกที่ได้มาเยือน บวกกับมีโอกาสสานสัมพันธ์กับเลิฟ หลังจากที่เลิฟเป็นฝ่ายเดินเข้ามาทำความรู้จัก จากคนแปลกหน้ากลายเป็นเพื่อน และขยับไปเป็นคนรัก เจนจึงผูกพันกับดินแดนแห่งนี้ไปโดยปริยาย 

ถึงจะเป็นคนเริ่มต้นความสัมพันธ์นี้ แต่เลิฟออกตัวก่อนว่าเธอเริ่มต้นด้วยการไม่คาดหวัง เพราะความรักที่ผ่านมาทำให้เธอเจ็บปวดจนไม่อยากคาดหวังอะไรที่จะทำให้ตัวเองต้องเจ็บอีก

“เลิฟคิดว่าถ้าเรามีคู่แท้จริง ๆ คนที่จะเป็นโชคชะตาของเรา แค่เปิดประตูห้องก็เจอแล้ว ไม่ต้องไขว่คว้าอะไรหรอก

“เลิฟเคยแต่งงานมาก่อน เราเลิกกันไปเพราะทัศนคติไม่ตรงกัน แต่สุดท้ายมาได้ข่าวว่าเขาไปแต่งงานกับเกย์” เลิฟเล่าเรื่องนี้พร้อมรอยยิ้ม ดูเหมือนบาดแผลที่เคยมีจะกลายเป็นเพียงรอยจาง ๆ ซึ่งไม่ทำให้เจ้าตัวเจ็บปวดอีกต่อไป เหลือเพียงความยินดีที่อดีตคนรักได้ค้นพบตัวเอง

ระยะทางพิสูจน์รัก

“เจนขอเลิฟเป็นแฟนได้ 3 วัน แล้วโทรมาบอกว่าต้องรีบกลับบ้านทันที” หลังใช้เวลาดูใจมาหลายเดือน เจนตัดสินใจขอเลิฟเป็นแฟน 

แต่เลิฟดีใจได้ไม่นานก็ต้องเริ่มต้นเจอบททดสอบความรักครั้งใหญ่ หรือเรียกว่า กว่าพวกเธอจะมาถึงขั้นได้แต่งงานกันก็เจอบททดสอบมาหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นระยะทางกว่า 7,000 กิโลเมตรระหว่างไทย-ยูเครน ความแตกต่างทางภาษาไปจนถึงวัฒนธรรม หรือการระบาดของโควิด-19 ที่ยิ่งทำให้พวกเธออยู่ห่างกันนานขึ้น จนไม่รู้ว่าจะรอจนถึงวันที่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งได้หรือไม่ 

แต่ 1 ปีผ่านไป พวกเธอยังคงคบกัน และเมื่อสถานการณ์โรคระบาดสงบลง เจนตัดสินใจบินมาหาเลิฟตามคำสัญญา พร้อมกับทดลองใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันที่ประเทศไทย ซึ่งเจนและเลิฟตัดสินใจประกอบอาชีพเป็นยูทูบเบอร์

“เจนเป็นคนแนะนำ” เลิฟชี้ไปที่คนข้าง ๆ “เจนบอกว่า พ่อของเจนเป็นยูทูบเบอร์ ซึ่งไม่ต้องทำอะไรมาก ขอให้มีจำนวนผู้ติดตามและยอดวิวแต่ละคลิปประมาณเท่านี้ก็สบายแล้ว”

เจนและเลิฟต่างใช้เวลาช่วงที่โควิด-19 ระบาดหนักศึกษาวิธีเป็นยูทูบเบอร์ และเมื่อได้ย้ายมาอยู่ด้วยกันก็ตัดสินใจเปิดช่องยูทูป ‘เลิฟเจน Chanel’ ทำคอนเทนต์เล่าชีวิตของคู่รักไทย-ยูเครน คลิปแรกที่ลงไปมียอดคนดูล้านวิวภายใน 3 วัน พร้อมด้วยคนติดตามอีกหลักหมื่น

เลิฟให้เหตุผลว่า พวกเธอทำคลิปกินอาหารซึ่งเป็นคอนเทนต์ที่คนส่วนใหญ่ชอบดู บวกกับคนดูสนใจคนที่นั่งข้าง ๆ เลิฟ มีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนผู้หญิง แต่เสียงพูดกลับเป็นผู้ชาย สร้างความสงสัยให้คนดูจนส่งคำถามมาหลังไมค์จำนวนมาก กลายเป็นเพิ่มคอนเทนต์อีกอย่างให้เลิฟกับเจน คือการเล่าเรื่องชีวิตคู่ 

ตอนถ่ายคลิปแรก เจนเป็นคนขอเลิฟว่าอยากแต่งตัวเป็นผู้หญิง พร้อมให้เหตุผลว่าเคยแต่งมาก่อน เป็นประสบการณ์จากการทำงานเป็นช่างภาพที่ต้องแต่งหน้าแต่งตัวให้นางแบบ เลิฟฟังคำขอนี้ก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย นอกจากมองว่า เจนคงหาวิธีให้ได้รับความสนใจจากคนดู 

แต่การขอแต่งตัวเป็นผู้หญิงเริ่มบ่อยขึ้น พร้อม ๆ กับที่เจนเริ่มมีคำถามว่า ถ้าตัวเองเป็น Trans Woman เลิฟจะรับได้ไหม

ตอนแรก ๆ เลิฟไม่ได้คิดอะไรมากนอกจากคิดว่าเจนล้อเล่น แต่เมื่อเจนพูดบ่อยขึ้น เลิฟจึงเกิดความกังวล จนผ่านไป 2 เดือน เจนก็ตัดสินใจบอกความจริง

“นางเล่าว่า รู้ตัวมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว แต่ที่บ้านไม่มีใครรับเรื่องนี้ได้ ภรรยาเก่าก็รู้ ชวนกันแต่งตัวออกไปเที่ยวตอนกลางคืนด้วยกันบ่อย ๆ แต่มันอาจจะมีเรื่องบั่นทอนใจจนภรรยาเก่าต้องขอว่า อย่าทำอีกได้ไหม เพราะที่โน่นค่อนข้างเป็นสังคมอนุรักษนิยม”

สีหน้าของเจนระหว่างเล่าเรื่องเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง ทำให้เลิฟที่อยู่ในสถานะคนฟังรู้สึกว่า ที่ผ่านมาเจนต้องใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุขมาตลอด ไม่ได้ทำตามความต้องการของตัวเอง เลิฟจึงตัดสินใจว่า ถ้าเจนอยากแต่งก็แต่งไปเถอะ แต่ว่าขอให้มีช่วงเวลาที่แต่งเป็นผู้ชายให้เธอได้ชื่นใจบ้าง

เราต่างไม่สมบูรณ์แบบ

แรก ๆ เจนยังคงสลับการแต่งตัวเป็นผู้หญิงบ้างผู้ชายบ้าง แต่นานวันไปการสลับเริ่มลดลง กลายเป็นเจนพยายามปรับรูปลักษณ์ให้เข้ากับความเป็นผู้หญิงมากขึ้น จนเลิฟยอมรับได้เอง

“การที่เจนไม่ได้เปลี่ยนพรวดพราดทำให้เราชิน จนกลายเป็นความคุ้นเคย แต่ขอนางไว้เหมือนกันว่า อย่าถึงขั้นทำหน้าอกกับแปลงเพศได้ไหม ซึ่งนางก็ตอบว่าคงไม่ไปถึงขั้นนั้นเหมือนกัน” 

อะไรทำให้คุณกล้าที่จะบอกเรื่องนี้กับเลิฟ – เราหันไปถามเจน เรารู้ว่าเจนตามหาคนที่จะเข้าใจเขามาโดยตลอด ซึ่งเธอสัมผัสได้อย่างไรว่า คนคนนั้นจะเป็นเลิฟ

“เพราะเราไม่อยากมีความลับกับคนรัก อยากใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองต้องการจริง ๆ เราไม่ได้ตามหาความสัมพันธ์เพื่อที่จะมีความลับ

“หลังจากที่เราคบกันไปได้ระยะหนึ่งถึงตัดสินใจบอกเจน ก็แค่บอกอย่างตรงไปตรงมาว่าเราต้องการอะไร ตอนบอกเลยแทบไม่มีความกังวล เพราะเราโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เข้าใจชีวิตมากขึ้น มันเลยง่ายที่จะบอก ถ้าเลิฟไม่โอเคก็แค่แยกย้าย” ความรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้กับเลิฟช่วยให้การบอกเรื่องนี้ง่ายขึ้นสำหรับเจน

เจนได้เจอคนที่ทำให้เธอได้เป็น ‘เจน’ ตัวตนที่เคยต้องเก็บซ่อนไว้ ส่วนเลิฟถึงความรักครั้งนี้จะไม่ได้เป็นไปอย่างที่เธอเคยวาดฝันไว้ จนถึงขั้นเคยคิดจะเลิก แต่สุดท้ายพวกเธอก็ได้แต่งงานกัน เลิฟบอกว่า เพราะไม่มีทางที่ความรักจะสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์

“เราเคยมานั่งคิดว่า ถ้าเลิกกันไปแล้วเราไปคบคนใหม่ มันก็ต้องเจอปัญหาอยู่ดี ไม่ใช่เปลี่ยนเป็นสาวก็ปัญหาอื่น ตั้งแต่เลิฟมีความรักมา ไม่มีครั้งไหนสมบูรณ์แบบ มันต้องมีจุดที่อีกฝ่ายไม่สมบูรณ์ จุดที่เราเองก็ไม่สมบูรณ์ ทำให้เราต้องเลิกกัน ถ้าเราไม่ปรับตัวเข้าหากัน

“กับเลิฟมีแค่เรื่องเปลี่ยนเป็นผู้หญิง นอกนั้นไม่มีอะไร ทำไมเราจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ เราก็แค่ปรับเปลี่ยนมุมมองของเรา เจนเองก็มีเรื่องที่ต้องปรับ ปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมบ้านเรา”

การรับมือกับความไม่สมบูรณ์แบบ ต่อให้เป็นของตัวเราเองยังเป็นเรื่องที่หลายคนออกปากว่ายาก การจะให้ยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของคนอื่นเลยเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก เจนและเลิฟต้องใช้เวลาปรับตัวเข้าหากันระยะหนึ่ง ผ่านการทะเลาะนับครั้งไม่ถ้วน แต่วันนี้พวกเธอทำได้แล้ว เพราะต่างฝ่ายต่างมีความคิดตรงกันเรื่องการรักคนอื่น

“พวกเราต่างเป็นคนที่รักตัวเอง ฉะนั้น ถ้าจะรักใครสักคน เลิฟก็อยากรักเขาเหมือนที่เรารักตัวเอง เจนก็ด้วย” 

ไม่ใช่แค่เรื่องแต่งเป็นผู้หญิง ยังมีเรื่องอื่น ๆ ให้ต่างฝ่ายต่างรับมือ อย่างเจนก็มีโรคซึมเศร้าที่เลิฟออกปากว่ารับมือยากกว่าการอยากเป็นผู้หญิง “เราต้องต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ มันไม่ใช่ความรู้สึกแต่เป็นโรค เป็นสารเคมีในสมอง ขนาดหมอเก่ง ๆ ยังไม่การันตีเลยว่าจะรักษาคนไข้ให้หายได้ สภาพแวดล้อมถึงสำคัญมาก ๆ”

ส่วนเจนที่ตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่ไทยกับเลิฟ เพราะสถานการณ์ที่บ้านเกิดยังอยู่ในภาวะสงคราม และความเป็นสังคมอนุรักษนิยมที่ไม่เปิดใจให้กับความหลากหลายทางเพศ 

พวกเธอเคยลองไปใช้ชีวิตที่ยูเครนช่วงหนึ่งหลังจากแต่งงาน แต่สังคมที่นั่นไม่ทำให้เจนรู้สึกปลอดภัย ประกอบกับมีสงครามเกิดขึ้น คู่รักจึงต้องลี้ภัยไปที่สวิตเซอร์แลนด์ ก่อนจะกลับมาอยู่ที่ไทย

เจนอยู่ในช่วงปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่นี่ มีหลายเรื่องที่ต้องรับมือไม่ต่างจากเลิฟ มันอาจเป็นราคาที่ต้องจ่ายเมื่อเรารักใครสักคน คือการปรับตัวและยอมรับตัวตนอีกฝ่าย แม้มันจะไม่ใช่สิ่งที่เราชอบ

เพราะความรักมันอะไรก็ได้

เจนนิยามตัวเองว่าเป็น ‘เลสเบียน’ เพราะตอนนี้เป็นผู้หญิงและรักผู้หญิงด้วย ต่างฝ่ายต่างช่วยดูแลกันและกัน บางครั้งเจนแต่งหน้าให้เลิฟ บางครั้งเลิฟก็ทำผมให้เจน อาจจะเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งที่ได้เจอคู่ชีวิตที่มีความชอบเหมือนกัน

แรก ๆ ที่เลิฟและเจนเปิดเผยตัวตนในโลกโซเชียล พวกเขามักเจอคำพูดจากคนดูหรือแม้กระทั่งคนรู้จักว่า เดี๋ยวก็เลิกกัน หรือเดี๋ยวเจนก็ไปคบกับผู้ชาย จึงเป็นสิ่งที่เลิฟต้องอธิบายบ่อยครั้งในช่วงแรก 

“ตอนนี้แทบไม่มีแล้ว แทบจะไม่มีคอมเมนต์จากคนไทยที่ถามเรื่องนี้ แต่ยังมีของคนต่างชาติอยู่ เลิฟคิดว่าเพราะสังคมไม่เหมือนกัน บ้านเราคนเปิดใจมากกว่า ต่างประเทศก็มีบางประเทศที่เปิดรับ แต่สังคมยังไม่ยอมรับ แค่รัฐบาลยอมรับได้เฉย ๆ แก้กฎหมายให้ ไทยจึงเป็นไม่กี่ประเทศที่สังคมและกฎหมายยอมรับ”

เรื่องของเลิฟและเจนไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่ตั้งยุคสมัยของลิลี่และเกอร์ดาจนมาถึงปัจจุบัน ยังมีคนที่เจอกับเหตุการณ์นี้ จนเกิดเป็นคำถามในโลกโซเชียลว่าควรรับมืออย่างไร บางคนเกิดความกลัวว่า การที่พวกเขารับไม่ได้ที่แฟนเปลี่ยนไปจะเข้าข่ายเป็นพวกเหยียดเพศหรือไม่

“เลิฟก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเจอเรื่องทำนองนี้ แต่พอเจอแล้วมันทำให้เรามองความรักลึกขึ้น เห็นว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้คนคนหนึ่งรักกันจนถึงขั้นอยากสร้างครอบครัว ไม่ใช่แค่เรื่องรูปร่างหน้าตา”

หลังการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เจนยังคงติดต่อกับครอบครัวทางยูเครนที่ยังพอมีสมาชิกบางคนคุยกับเจน แต่บางคนก็ไม่

“แม่อาจไม่ได้สนับสนุนสิ่งที่เราเลือกมากนัก แต่เรายังคุยกันได้ ส่วนพ่อคุยไม่ได้เลย เขาบอกว่าจะยอมคุยต่อเมื่อเรากลับมาแต่งตัวเป็นผู้ชายตามปกติ แต่เราคิดว่าตอนนี้ตัวเองก็แต่งตัวปกตินะ” เจนหัวเราะ

คำถามสุดท้ายก่อนบทสนทนานี้จบลง เราชวนทั้งคู่ลองจินตนาการว่า ถ้าจะนำชีวิตรักของพวกเธอไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ละคร หรือซีรีส์ คิดว่าตอนจบจะขึ้นคำว่าอะไร

“ความรักมันอะไรก็ได้มั้ง” เลิฟเป็นคนตอบคนแรก อย่างที่เลิฟบอกตั้งแต่เริ่มสนทนาจนถึงตอนนี้ ความรักของเธอรูปลักษณ์ภายนอกไม่มีผลเท่าความรู้สึกข้างใน ฉะนั้น ความรักจะเป็นอะไรก็ได้ ชีวิตของพวกเขาเป็นสิ่งพิสูจน์ประโยคนี้ได้ดี

ส่วนคำตอบของเจนอาจต่างคนละขั้ว “Based on a True Story (สร้างจากเรื่องจริง)” พูดจบก็หัวเราะ ส่วนเราพยักหน้าเห็นด้วย พร้อมกับยิงคำถามสุดท้าย (จริง ๆ) ให้เขา

ถ้าวันหนึ่งเลิฟขอแต่งตัวเป็นผู้ชาย เจนจะรับได้ไหม 

เจนตอนทันทีว่า รับได้ แถมยังเคยเชียร์บ่อย ๆ ให้เธอลองแต่งดู

“เราถามเลิฟหลายครั้งว่า อยากตัดผมไหมหรือแต่งตัวแบบทอมบอยหรือเปล่า เธอบอกไม่ตลอด แต่ถ้าวันหนึ่งเธออยากทำก็ทำได้เลย เราพร้อมสนับสนุน”

นี่คงเป็นคำตอบที่ปิดบทสนทนาบทนี้ได้ครบถ้วน

TikTok : denysov1990 เลิฟเจน คู่รัก แอลจีบีที

Writer

เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

ชีวิตขับเคลื่อนด้วยแสงแดดและหวานร้อย

Photographer

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง