พื้นที่กว่า 60 ล้านไร่ในประเทศไทยนั้นใช้ไปกับการปลูกข้าวนาปี อันหมายถึงการปลูกข้าวในช่วงฤดูฝนและเก็บเกี่ยวช่วงฤดูหนาว เป็นรอบการปลูกปีละครั้ง ที่หมายความว่า ชาวนาจะมีรายรับหลักจากการขายข้าวเพียงปีละครั้งด้วยเช่นกัน
บริบทเช่นนี้ทำให้ในหลายท้องที่มีการสนับสนุนให้ชาวนาปลูกพืชอื่น ๆ ระหว่างช่วงพักนาซึ่งกินระยะเวลานานหลายเดือน ไม่ว่าจะปลูกปอเทือง พืชตระกูลถั่ว และที่น่าสนใจมากอีกชนิดหนึ่งคือ ‘งา’ ที่นอกจากจะเป็นพืชล้มลุกเหมาะแก่การไถกลบเพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้ดิน งายังเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในหลายวัฒนธรรมอาหารทั่วโลก
ข้างต้นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาองค์กรสนับสนุนการพัฒนาระบบเกษตรอินทรีย์ สหกรณ์กรีนเนท (GreenNet) หันมาส่งเสริมให้ชาวนาในเครือข่ายปลูกงาช่วงพักแปลงข้าวนาปี

และเรื่องน่าสนใจกว่านั้น คือเมล็ดงาจากนาข้าวได้ถูกเติมไอเดียสดใหม่ จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันงาสกัดเย็นผสมสมุนไพรไทยที่ปัจจุบันมีให้เลือกถึง 56 กลิ่นรส
มากกว่านั้นยังเป็นกลิ่นรสที่ใส่เอกลักษณ์ของวัตถุดิบท้องถิ่นลงไปอย่างถึงเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันงามะแขว่น น้ำมันงาผักแขยง น้ำมันงาใบมะกรูด เรื่อยไปถึงน้ำมันงากลิ่นรสกลิ่นแกงไทยอย่างมัสมั่น ข้าวซอย หรือแกงเขียวหวาน
ความสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างสหกรณ์กรีนเนทและหนึ่งในอาสาสมัครของเครือข่าย กมลศรี ศรีวัฒน์ ผู้ควบตำแหน่งเจ้าของแบรนด์น้ำมันงาสกัดเย็น ‘Kamolsri Cold Pressed Oils’ ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากความตั้งใจอยากเพิ่มรายได้ให้ชาวนาและเพิ่มทางเลือกให้กับคนรักสุขภาพ

“ต้องบอกก่อนว่า จริง ๆ แล้วเราไม่ได้มีภูมิหลังทางด้านอาหารหรือเกษตรอินทรีย์เลย แต่มีความสนใจเรื่องอาหารสุขภาพและเรื่องเกษตรอินทรีย์เป็นทุนเดิม มีโอกาสเมื่อไหร่ก็หาความรู้เรื่องนี้และพยายามเข้าไปทำงานกับเครือข่ายเกษตรอินทรีย์อยู่เรื่อย ๆ”
เธอเกริ่น ก่อนยกตัวอย่างจังหวะชีวิตที่เปิดทางให้เธอเข้าสู่โลกเกษตรอินทรีย์เต็มตัว เมื่อลูกสาวต้องห่างบ้านไปเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอจึงตัดสินใจลงเรียนปริญญาโทสาขาการจัดการเกษตรอินทรีย์ที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน และประจวบเหมาะกับที่เธอตัดสินใจสมัครเป็นอาสาสมัครตรวจแปลงเกษตรอินทรีย์ร่วมกับสหกรณ์กรีนเนท ที่ที่ทำให้เธอได้พบกับมิตรสหายสายอินทรีย์อีกหลายคนที่ร่วมจับมือกันทำงานมาจนวันนี้
“เดิมทีกรีนเนททำงานส่งเสริมให้ชาวนาปลูกงาช่วงพักแปลงอยู่แล้ว แต่โควิดเข้ามากระทบทำให้โรงงานที่รับซื้อผลผลิตปิดตัวลง เราเลยอยากเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือตรงจุดนี้ได้บ้าง สุดท้ายเลยคุยกันว่าน่าจะลองทำผลิตภัณฑ์จากงาดูนะ ยิ่งศึกษาพบข้อดีเชิงโภชนาการยิ่งทำให้มั่นใจว่า ถ้าทำน้ำมันงาสกัดเย็นที่คงคุณค่าของงาไว้ได้มากก็น่าจะดี”
เธอขยายความคุณค่าทางโภชนาการว่าไล่เลียงตั้งแต่สัดส่วนไขมันดีในงาที่สูงถึง 9 กิโลแคลอรีต่อกรัม และมีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายในระดับที่เรียกว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพได้เต็มปาก ทว่าในอีกมุมหนึ่ง น้ำมันงาก็เป็นวัตถุดิบที่พบเจอได้น้อยในอาหารไทย การเลือกทำผลิตภัณฑ์น้ำมันงาสกัดเย็นจึงมีกำแพงในเรื่องของตลาดอยู่พอสมควร


“ปัญหาคือคนไทยกินน้ำมันงากันน้อยมาก ไม่เหมือนครัวฝรั่งที่ใช้น้ำมันงากันเป็นปกติ จากโจทย์นี้เราจึงเริ่มกลับมาคิดต่อว่า แล้วจะทำยังไงให้เข้าถึงง่ายขึ้น ตอนนั้นคิดว่าถ้าทำให้มีกลิ่นรสที่หลากหลายและใช้งานง่ายก็น่าจะดี เป็นจุดที่ทำให้เลือกใช้สมุนไพรพื้นบ้านมาผสมกับน้ำมันงาที่ได้จากสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เลิงนกทาฯ จังหวัดยโสธร ที่ทำงานกับกรีนเนทอยู่แล้ว ทำให้มั่นใจว่างาจากนาข้าวที่เราใช้ปลอดสารเคมีและมีคุณภาพแน่นอน”
ด้านกระบวนการผลิตนั้น กมลศรียึดหลักการแปรรูปให้น้อยและพยายามใช้ทุกส่วนของวัตถุดิบให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดขยะจากกระบวนการผลิตให้น้อยที่สุด

“ส่วนตัวไม่ได้มองว่าสิ่งที่ตัวเองทำเป็นเรื่องใหม่ เพราะน้ำมันงาสกัดเย็นในท้องตลาดนั้นก็มีให้เห็นอยู่แล้ว เราเพียงหยิบสิ่งที่มีอยู่แล้วมาลองปรับให้น่าสนใจและใช้งานได้สะดวกกับคนกินมากขึ้น”
โดยความน่าสนใจดังกล่าวเกิดจากการไม่ตีกรอบว่าน้ำมันงาต้องมีรสชาติเหมือนที่เคยเป็น แต่เธอเลือกใช้สมุนไพรพื้นถิ่นที่คนรุ่นใหม่อาจไม่คุ้นชื่ออย่างใบหูเสือ ผักแขยง มะแขว่น ขมิ้น สาหร่ายไก หรือผำ มาเป็นส่วนประกอบสร้างสีสันให้กับน้ำมันงาสกัดเย็นแบรนด์กมลศรี
“เคยมีคนถามเหมือนกันว่าทำไมเราไม่ใช้สมุนไพรฝรั่งอย่างโรสแมรี่หรือใบไทม์มาเป็นส่วนผสมในน้ำมันงา เพราะน่าจะเข้าถึงคนได้ง่ายกว่า แต่ความตั้งใจของเราคืออยากสื่อสารให้คนกินรู้ว่าสมุนไพรไทยดี ๆ นั้นก็มีเยอะไม่แพ้กัน”
ความตั้งใจที่จะสื่อสารถึงความหลากหลายของสมุนไพรไทยนั้นสะท้อนจากการที่เธอคิดค้นน้ำมันงาออกมาถึง 56 รสชาติภายในระยะเวลาเพียง 2 ปีหลังจากเปิดตัวแบรนด์ ซึ่งในแง่การทำธุรกิจนั้นคุณกมลศรียอมรับว่าเป็นการเพิ่มต้นทุนและอาจทำให้กำไรลดลง


แต่เธอยืนยันว่าการทำผลิตภัณฑ์เพื่อส่งเสริมเกษตรอินทรีย์นั้นต้องยืนอยู่บน 4 เสาหลัก คือสุขภาพ (Health) ดูแลระบบนิเวศ (Ecology) ส่งเสริมการค้าเป็นธรรม (Fairness) และการดูแลเอาใจใส่ (Care) ซึ่งหากหาจุดสมดุลของหลักการเหล่านี้เจอ การทำแบรนด์ก็จะยั่งยืนในระยะยาว
“เราต้องควบคุมต้นทุนให้อยู่ในจุดที่ไปต่อได้ ที่ผ่านมาลูกค้าหลายคนติงว่าเราตั้งราคาถูกมาก ซึ่งเป็นความตั้งใจที่อยากให้สินค้าของเรายุติธรรมกับลูกค้าด้วย ให้อยู่ในระดับราคาที่เข้าถึงได้ไม่ยากมาก” เธอย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
นอกจากความสนุกที่เกิดจากรสชาติอันหลากหลาย วิธีการใช้งานน้ำมันงาสกัดเย็นกมลศรีก็เป็นอีกขั้นตอนที่น่าสนุกไม่แพ้กัน เพราะคิดขึ้นจากคนรักอาหารที่อยากเห็นน้ำมันงารสชาติไทย ๆ ตั้งอยู่บนโต๊ะอาหารนานาชาติได้อย่างไม่เคอะเขิน เรียกว่าเป็นเครื่องมือสื่อสารวัฒนธรรมอาหารไทยอย่างกลาย ๆ ก็ว่าได้
“ในอนาคตอยากเห็นสินค้าเราไปสร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้กับมื้ออาหารของคนชาติอื่น ๆ บ้าง เขาอาจเอาน้ำมันงาแกงเขียวหวาน หรือมัสมั่นไปเหยาะใส่เบเกอรีหรือพิซซา เอาน้ำมันงาขิงหรือเก๊กฮวยเหยาะใส่เครื่องดื่มหรืออาหารที่เขาชอบ หรือต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแล้วเหยาะน้ำมันงาใบมะกรูดก็ยังได้ ถ้าน้ำมันงากมลศรีสร้างสีสันได้แบบนั้น มันคงเป็นภาพที่สนุกและน่าประทับใจมาก” เธอกล่าวถึงภาพใหญ่ระยะไกลที่อยากเห็น ก่อนเสริมถึงความเป็นไปได้อีกหลายแนวทางที่เธอ บรรดาลูกค้า และเหล่ากัลยาณมิตรร่วมลงไอเดียอยากทำให้เป็นจริง

“หลายครั้งที่ได้รับฟีดแบ็กจากลูกค้าพบว่าน้ำมันงาของเรามีฟังก์ชันหลากหลายมาก (หัวเราะ) มีคนเอาน้ำมันงามะแขว่นไปทากันยุง หรือเอาน้ำมันงาพริกไปทาผิวเพื่อลดไขมันหน้าท้อง บางคนบอกว่าการที่สินค้าหนึ่งขวดมีฟังก์ชันเยอะแบบนี้จะทำให้แบรนด์ไม่ชัด เป็นผลเสียทางการตลาดได้ แต่เราไม่ได้มองแบบนั้น เพราะมั่นใจว่าหัวใจของแบรนด์คือความหลากหลายและความสนุกอยู่แล้ว”
กมลศรีเสริมว่า หากน้ำมันงาของเธอมีฟังก์ชันทั้งในแง่รสชาติ สุขภาพ และการเป็นเครื่องสำอาง ยิ่งส่งเสริมให้เป้าหมายหลักของเธอแข็งแรง นั่นคือการขยายพื้นที่ปลูกงาในช่วงพักนา เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับทั้งชาวนาและเครือข่ายเกษตรอินทรีย์
“นอกจากยโสธรแล้วยังมีอีกหลายจังหวัดที่มีพื้นที่เหมาะสมกับการปลูกงาในช่วงพักแปลง ถ้าตลาดของเราเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และรับซื้องาได้มากขึ้น มันจะเชื่อมโยงไปถึงการพัฒนาการปลูกข้าวอินทรีย์ได้แน่นอน” เธอทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม ก่อนย้ำว่า แม้การเดินทางครั้งนี้จะมีกำแพงให้ต้องก้าวข้ามอีกหลายด่าน แต่ด้วยเป้าหมายอันชัดเจนและแรงส่งจากกัลยาณมิตรผู้มีอุดมการณ์เดียวกัน การพัฒนาให้น้ำมันงาหลากรสแบรนด์นี้เข้าไปนั่งในใจหลาย ๆ คนจึงไม่ใช่เรื่องหนักหนาจนเกินกำลัง แต่เป็นงานที่เธอตั้งใจทำด้วยความยินดี

Facebook : Kamolsri Cold Pressed Oils
