29 มกราคม 2025
4 K

เราเริ่มต้นบทสนทนากับ เอินเอิน-ฟาติมา เดชะวลีกุล ด้วยคำถามสุดคลาสสิกที่หลายคนน่าจะเคยพบเจอว่า “ตอนเด็ก ๆ ฝันอยากเป็นอะไร” ซึ่งคำตอบในชีวิตจริงของแต่ละคนอาจแปรผันไปตามขวบวัยและเรื่องแวดล้อมในชีวิต

เอินเอินตอบว่าเธอปักหมุดความฝันไว้ตั้งแต่ 6 ขวบ และมุ่งมั่นเดินตามเส้นทางนั้น ทั้งช่วงชีวิตที่ต้องไปผจญภัยที่อินเดียตั้งแต่อายุ 12 ปี ก่อนจะเข้าวงการบันเทิงพร้อมคำครหาของบางคนว่าเป็น ‘เด็กเส้น’ 

The Cloud จึงชวนเอินเอินคุยผ่าน 15 คำถามที่จะทำให้รู้จักตัวตนของเธอมากขึ้น ไม่เพียงความน่ารักสดใสที่ไม่ต้องใช้เวลามองนาน แต่เป็นเรื่องราวของ ‘นักต่อสู้’ ที่ทำให้เธอเดินทางมาถึงผลงาน แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่าง เ ร า ภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตของหญิงสาวอายุ 19 ปีคนนี้ และเป็นครั้งแรกที่ GDH เล่าเรื่องผ่านมุมมองความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิง

ถ้านั่งไทม์แมชชีนกลับไปหา ด.ญ.ฟาติมา ที่จังหวัดอุบลราชธานี จะเห็นเรื่องราวอะไรบ้าง

เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ทุกเวทีประกวดในจังหวัดอุบลราชธานีค่ะ (ยิ้มกว้าง) ไม่ว่าเวทีเล็ก เวทีใหญ่ ประกวดร้องเพลง เต้น เดินแบบ จนถึงยิมนาสติกลีลา ต้องมีชื่อ ด.ญ.ฟาติมา เดชะวลีกุล เสมอ ไม่ว่าสุดท้ายจะแพ้หรือชนะ ขอแค่ได้ขึ้นเวทีไปหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ก็พอแล้ว 

จำได้ว่าก่อนจะไปเรียนต่อที่อินเดียตอนอายุ 12 ปี ตอนพิธีกรประกาศชื่อฟาติมา ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นจะพูดกันว่า “มาอีกแล้ว…” หนูก็บอกเขาว่า จะไปเรียนต่อแล้ว ขออีกนิดนะ (หัวเราะ) 

พอมองย้อนกลับไป เด็กคนอื่นอาจชอบเล่นเลโก้หรือคอมพิวเตอร์ แต่หนูชอบปีนเวทีดูงิ้ว หนูรู้ความฝันของตัวเองตั้งแต่ 6 ขวบว่าอยากเป็นนักแสดง จึงวางเส้นทางไว้ตั้งแต่เด็กว่าต้องทำอย่างไรเพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย ต้องฝึกร้องเพลง เต้น การแสดง และที่ไปเรียนเมืองนอกก็เพราะคุยกับป๊าว่าอยากได้ภาษา ตอนแรกไม่เชื่อป๊าด้วย อยากเข้าวงการบันเทิงตั้งแต่เด็กเลย แต่ป๊าบอกว่าไปเอาความรู้ก่อน พอกลับมาจะได้พร้อมขึ้นและดูแลตัวเองได้

รู้มาว่าแรงบันดาลใจของหนูน้อยนักประกวดเกิดจากละครเรื่อง ต้มยำลำซิ่ง (ออนแอร์ พ.ศ. 2555)

ใช่ค่ะ รู้ได้ไง (ยิ้ม) ตอนนั้นดู พี่ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต ในละครเรื่องนั้นที่ใส่รองเท้าส้นสูง ร้องเพลงบนเวที หนูเลยแอบไปหยิบส้นสูงในตู้รองเท้าแม่มาใส่บ้าง ซึ่งขนาดมันใหญ่กว่าที่เด็ก 6 ขวบจะใส่ได้ แต่ทางนี้ชอบมาก พี่สาวเห็นยังบอกว่า กระแดะนะ (หัวเราะ)

เอินเอินย้ายไปเรียนที่อินเดียตั้งแต่อายุ 12 ปี ชีวิตที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง

แตกต่างจากตอนอยู่ที่ไทยแบบคนละเรื่องเลยค่ะ ต้องขอบคุณป๊ากับม้าที่ส่งไปเรียนตั้งแต่ยังเด็ก ก่อนไปยังพับเสื้อผ้าไม่เป็นเลย ความที่เป็นลูกคนเล็ก มีพี่เลี้ยงคอยดูแลใกล้ชิด เวลาต้องตัดสินใจอะไรสักอย่างจะคอยถามพี่ ๆ ตลอด จำได้ว่าตอนทำข้อสอบ ทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว ก็ยังถามพี่ ๆ ว่าข้อนี้ถูกไหม 

แต่ที่อินเดีย ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด ไม่มีครอบครัว ไม่มีอินเทอร์เน็ต เราอยู่โรงเรียนประจำที่มีกฎระเบียบเข้มงวด ขนาดอยู่โรงเรียนเดียวกับพี่สาวยังได้เจอกันแค่วันอาทิตย์ ในหอพักหนึ่งมีนักเรียนประมาณ 40 คน มีโทรศัพท์ 10 เครื่องที่ต้องรอให้คนข้างนอกโทรเข้ามาเท่านั้น และกว่าจะต่อสายถึงต้องเริ่มจากโทรเข้าประเทศอินเดีย ไปที่แผนกต้อนรับของโรงเรียน ต่อหอพักที่มีอยู่หลายแห่ง ถ้ากดผิดก็ต้องรอสายเป็นชั่วโมง แล้วหอที่หนูอยู่ชื่อ ‘ฟาติมา’ ด้วยนะ อะเมซิ่งมาก ๆ (ยิ้ม) 

ฉากแรกในห้องเรียนเป็นอย่างไรครับ

ถูกเพื่อนแกล้งค่ะ เขาคงเห็นว่าเป็นเด็กต่างถิ่น จึงทดสอบด้วยการชวนเล่นบอร์ดเกม เราก็ทำท่าเหมือนเข้าใจ แต่ตอนนั้นยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ โดนเพื่อนด่าว่า “ทำไมโง่แบบนี้ ถ้าลำบากขนาดนี้ พ่อแม่จะส่งมาทำไม” 

แต่คำนั้นแหละที่ทำให้บอกตัวเองว่า เราจะพิสูจน์ให้เห็น จากนั้นก็พยายามพัฒนาตัวเอง ประมาณ 2 – 3 เดือนก็เริ่มสื่อสารได้ จากเรียนได้ที่โหล่ก็ขยับอันดับขึ้นมานิดหน่อย พอปรับตัวได้แล้วก็ต้องบอกว่า 2 ปีที่อินเดียเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก จากวันแรกที่ทุกคนปฏิเสธ แต่พอถึงวันสุดท้าย เพื่อน ๆ กับครูบอกว่า ไม่ออกได้ไหม อยากให้อยู่ด้วยกันต่อ และทุกวันนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่ตลอด 

จากวันแรกในหอพักสู่วันที่เดินจากมา เอินเอินเติบโตขึ้นขนาดไหน

เยอะมากค่ะ ที่พูดภาษาอังกฤษได้เร็ว เพราะหนูพกสมุด ปากกา และพจนานุกรมไว้กับตัวตลอด เวลาเพื่อนพูดคำที่ไม่เข้าใจ จะหาคำแปลทันที จากนั้นจะจดลงสมุด ออกเสียงให้เพื่อนฟังว่าถูกต้องไหม หลังจากนั้นจะกลับไปท่องก่อนนอน บางวันก็ตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อมาท่องศัพท์ให้ได้ก่อนออกจากห้อง

แต่ช่วงชีวิตที่โตขึ้นอีกขั้น คือเหตุการณ์ต่อมาที่ย้ายไปเรียนต่อที่นิวซีแลนด์ ครั้งนั้นไปอยู่กับครอบครัวโฮสต์ ต้องดูแลตัวเองจริงจัง ซึ่งได้เรื่องตั้งแต่วันแรกที่แม่กับพี่ชายพาไปส่งที่โรงเรียนค่ะ ตอนนั้นเขาบอกว่าจะมารับตอนเย็น แต่พอถึงเวลาพี่บอกว่าไม่ได้ไปแล้วนะ ให้หาทางกลับบ้านโฮสต์เอง 

ตอนนั้นมึนเลย เพราะไม่รู้ว่าบ้านอยู่ตรงไหน พี่บอกว่าให้ไปขอรายละเอียดที่โรงเรียน ในที่สุดก็นั่งรถบัสเที่ยวสุดท้าย ซึ่งไปลงผิดที่อีก ต้องขอร้องคนขับให้ช่วยไปส่งตามที่อยู่นี้ แต่เขาเลิกงานแล้วไงคะ จึงโดนบ่นว่า ไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง โดนคำนี้อีกแล้ว แต่สุดท้ายเขาก็ยอมไปส่งให้

ผ่านมาถึงวันนี้ได้ ต้องขอบคุณป๊ากับม้าที่ใจแข็ง เขาเคยบอกว่าไม่ได้ส่งไปเมืองนอกเพื่อให้เรียนเก่ง แต่อยากให้รู้จักโลกและใช้ชีวิตให้เป็น เพราะถ้ายังอยู่บ้านจะไม่มีวันแกร่ง และไม่ใช่เอินเอินคนนี้แน่นอน

แล้ววงการบันเทิงไทยก็ได้รู้จักเอินเอินจากรายการ The Star Idol  

ความจริงเราเคยมีปมกับการร้องเพลง เพราะโดนคนใกล้ตัวพูดว่า ร้องไปก็หนวกหู ทั้งที่พยายามฝึกฝน แต่คำตอบทีได้ตลอดคือ “ไม่” สิ่งนี้อาจทำให้แกร่งขึ้น ถึงจะโดนว่าแบบไหนก็ยังดิ้นรนทำสิ่งที่ชอบต่อ 

หลายอย่างที่หนูได้ในชีวิต บางคนบอกว่าง่าย ตอนเข้า The Star Idol ก็มีคอมเมนต์ว่า เป็นเด็กเส้น ลูกรัก พี่บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ แต่บอกเลยว่า ไม่ค่ะ พี่บอยเป็นเหมือนพ่ออีกคนก็จริง แต่เขาส่งเสริมในทุกผลงานที่ต้องคว้าให้ได้ด้วยตัวเอง ไม่มีอะไรได้มาง่ายสักอย่าง ตั้งแต่ประกวดสมัยเด็ก ๆ หนูเคยทุบพื้นว่า ทำไม่ไม่ได้สักทีนะ คนอุบลฯ ใช้คำว่า ‘เหลือใจ’ คือเศร้าเหลือใจแล้วนะ แต่ถึงจะผิดหวังกี่ครั้งก็จะกลับมาสู้ใหม่เสมอ 

เล่าถึงผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่าง เ ร า พอเห็นภาพตัวเองในโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่องนี้ รู้สึกอย่างไรครับ 

ภูมิใจมากค่ะ (ยิ้มกว้าง) หนูเพิ่งเข้าวงการได้ 3 ปี ถึงแม้จะเคยเล่นซีรีส์มาบ้าง แต่ไม่เคยมีผลงานที่เป็นป้ายการันตีในฐานะนักแสดงเลย วันที่ GDH เรียกไปแคสต์และผ่าน จึงรู้สึกดีใจมาก ๆ 

แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่าง เ ร า เป็นภาพยนตร์ Drama-Coming of Age ที่เล่าผ่านมุมมองความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิง รวมถึงเรื่องชนชั้น ฐานะ ความฝัน และโอกาสที่แต่ละคนมีไม่เท่ากัน 

หนูรับบทเป็น ‘พี่แอน’ เด็กผู้หญิงอายุ 18 ปีที่อาศัยอยู่ในแฟลตตำรวจ มีคุณพ่อเป็นตำรวจที่เสียชีวิตในหน้าที่ จากนั้นทุกอย่างในชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไป แม่ติดการพนัน พี่แอนต้องช่วยดูแลน้อง 3 คน ซึ่งสลับกับชีวิตจริงที่เราเป็นน้องคนเล็ก ช่วงแรกที่เข้าฉากจึงยากเหมือนกัน 

แต่ความที่ถ่ายทำในสถานที่จริง และผู้กำกับ พี่แคลร์-จิรัศยา วงษ์สุทิน เติบโตมาในแฟลตตำรวจจริง ๆ ห้องของตัวละคร ‘น้องเจน’ ทั้งวอลล์เปเปอร์และการตกแต่งก็ได้แรงบันดาลใจมาจากห้องของพี่แคลร์ ทุกครั้งที่มีคำถามเกี่ยวกับบทหรืออะไรก็ตาม พี่แคลร์จะตอบได้ทุกอย่าง ทำให้เราเข้าใจตัวละครได้เร็วขึ้น 

สิ่งที่ได้เรียนรู้จาก ‘ชั้นห่างระหว่างเรา’ ของภาพยนตร์เรื่องนี้มีอะไรบ้าง 

ได้เรียนรู้ว่าภายนอกที่เห็นอาจแตกต่างจากสิ่งที่อยู่ข้างในค่ะ เหมือนแฟลตนี้ที่ข้างนอกเป็นตึกโทรม ๆ เก่า ๆ แต่ข้างในคือชุมชนที่มีเรื่องราวของหลายครอบครัว มีความรัก ความสัมพันธ์ และอุปสรรคที่อยากให้ทุกคนได้เอาใจช่วยตัวละครไปด้วยกัน เป็นงานที่หนูทำการบ้านหนักมาก เล่นโดยไม่สนใจว่าฉากนี้หน้าตาเราอาจจะดูไม่ดี คิดอย่างเดียวว่า อยากเป็นพี่แอนให้ได้ ฝากด้วยนะคะ แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่าง เ ร า วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 ที่โรงภาพยนตร์ค่ะ (ยิ้ม) 

เล่าถึง แฟร์รี่-กิรณา พิพิธยากร ที่แสดงร่วมกับคุณในเรื่องนี้ รวมถึงแฮชแท็ก #เอินเอินแฟร์รี่ ที่แฟนคลับเริ่มพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ 

ขอบคุณนะคะ (ยิ้ม) ตอนแรกไม่ได้โฟกัสเลยว่าคนจะจิ้นหรือเปล่า แค่อยากเป็นตัวละครจริง ๆ ทุกวันนี้ที่เจอแฟร์รี่ ถ้าพี่แคลร์อยู่ด้วยจะพูดเสมอว่า เหมือนไม่ใช่เอินเอินกับแฟร์รี่ แต่เป็นพี่แอนกับน้องเจน ซึ่งเป็นไปได้ยังไงก็ไม่รู้เหมือนกัน ต้องขอบคุณ GDH ที่เลือกแฟร์รี่มารับบทน้องเจน ซึ่งเขาแสดงเป็นตัวละครนั้นได้จริง ๆ

ตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน เราไม่เคยมีสายตาที่ไม่ห่วงใยกันเลย ทั้งที่ปกติเวลาต้องทำความรู้จักคนใหม่ ๆ หนูจะมีกำแพงกั้นไว้เสมอ แต่แฟร์รี่ทลายกำแพงได้ตั้งแต่วันแรก เขามีความน่ารักน่าเอ็นดูแบบไม่ต้องประดิษฐ์เลย 

พูดถึงเรื่องความรักบ้าง เอินเอินเคยบอกว่า ไม่มีคนจีบ จริง ๆ แล้ว ไม่มีหรือเราไม่รู้ว่าเขาจีบ

จริงหรือคะ หนูไม่รู้ (หัวเราะ) ตัวจริงหนูโก๊ะ มีหลายคนบอกว่าในอินสตาแกรมดูน่ารัก เรียบร้อย แต่ตัวจริงทำไมโก๊ะจัง และความที่เป็นแบบนี้ ทำให้ทุกคนน่าจะมองเป็นเพื่อนมากกว่า ซึ่งเราก็แฮปปี้ เพราะสิ่งที่โฟกัสทุกวันนี้คือเรื่องงาน ไม่ได้ตอบสวยนะคะ คิดแบบนี้จริง ๆ 

พี่ชายทั้ง 2 คนหวงน้องสาวคนเล็กขนาดไหน 

หึ ๆ (เอินเอินแกล้งทำเสียงร้ายกาจ) หนูชอบถามเล่น ๆ ว่า เฮีย หนูมีแฟนได้ยัง เขาจะตอบว่า แฟนคลับเท่านั้น! (หัวเราะ) แต่ก่อนผ่านพี่ชาย ต้องเจอป๊าที่ขรึมไม่แพ้ใคร สมัยเรียนประถม เคยมีเพื่อนผู้ชายมาหาหนูที่บ้าน ป๊าสั่งให้ล็อกประตูหน้าบ้านและบอกว่า “ไม่ ทุกคนคือเพื่อนเท่านั้น” ทุกวันนี้เจอหน้ากันทีไรก็จะพูดประโยคนี้อยู่บ่อย ๆ เราก็บอกว่า ใช่ค่ะป๊า คนนี้คือเพื่อนค่ะ (หัวเราะ)

พอเริ่มโตเป็นสาว ป๊าชอบคิดว่าปิดบังอะไรหรือเปล่า อาจเพราะเป็นพวกดื้อเงียบด้วย หนูเคยชวนพี่สาวหนีไปเที่ยวด้วยกันที่ถนนบรรทัดทอง แต่ป๊าจะคิดว่ามีใครไปด้วยอีกหรือเปล่า ทุกวันนี้พี่สาวเลยโดนสืบสวนเยอะมาก จนเขาบ่นแล้วเนี่ย (หัวเราะ)

แล้วจริง ๆ นัดใครไว้หรือเปล่า

ไม่มีค่ะ! (หัวเราะ)

เอินเอิน = โรแมนติกไหม

โรแมนติกค่ะ ชอบหนังโรแมนติก เรื่องราวเกี่ยวกับความรัก เรื่องหนึ่งที่ชอบมากคือ Queen of Tears หลายคนอาจบอกว่าเนื้อเรื่องน้ำเน่า แต่หนูชอบดูอะไรแบบนั้นแหละ มันไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่ตามความรู้สึกของตัวละครไปเรื่อย ๆ 

ปี 2025 ของเอินเอิน มีความท้าทายอะไรรออยู่บ้าง

น่าจะเป็นเรื่องงานและความฝันที่อยากทำ แต่ไม่รู้จะมีโอกาสนั้นหรือเปล่า หนูอยากมีแฟนมีต อยากขึ้นไปเต้นบนเวทีแล้วมีผู้ชมเยอะ ๆ ได้ไปทัวร์หลายประเทศ เหมือน พี่ต้าห์อู๋ (พิทยา แซ่ฉั่ว), พี่ออฟโรด (กันตภณ จินดาทวีผล), พี่ฟรีน (สโรชา จันทร์กิมฮะ), พี่เบ็คกี้ (รีเบคก้า แพทรีเซีย อาร์มสตรอง)

หนูเคยไปดูคอนเสิร์ตของพี่เบ็คกี้ ได้เห็นแฟน ๆ ที่รอสนับสนุนสิ่งที่เขาทำ ถ้าถามว่าอะไรคือสิ่งที่อยากได้ในปีนี้ หนูอยากมีแฟนคลับที่รักและสนับสนุนมากขึ้นค่ะ

ถ้าเอินเอินในปี 2025 ได้เจอ ด.ญ.ฟาติมา ที่เพิ่งดูละคร ต้มยำลำซิ่ง จบ คิดว่าทั้ง 2 คนจะคุยอะไรกัน

ว้าว (ยิ้มแล้วคิดพักหนึ่ง) คงบอก ด.ญ.ฟาติมา ว่าขอบคุณที่ไม่เคยยอมแพ้กับเสียงรอบตัวที่บอกให้เลิกทุกอย่าง หรือคำพูดที่บางคนบอกว่า จะร้องเพลง แสดง หรือเต้น ทำให้ได้ดีสักอย่างก่อน ซึ่งมุมหนึ่งก็จริง แต่ไม่ค่ะ หนูอยากทำได้ทุกอย่าง เพื่อเป็นเครื่องมือที่จะหยิบใช้ในอนาคต อยากขอบคุณเด็กคนนั้นที่คิดแบบนี้มาตลอด ไม่รู้ว่าไปเอาแพสชันแรงกล้าแบบนั้นมาจากไหน 

และอยากบอกว่า ภาพยนตร์เรื่อง แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่าง เ ร า คือก้าวที่สำคัญ อยากให้ตัวเองภูมิใจที่มีจุดเริ่มต้นที่ดี ถ้าในอนาคตต้องเจออุปสรรค ขอให้จำโอกาสในวันนี้ไว้เป็นเครื่องเตือนใจ และเต็มที่กับทุกวินาทีที่ได้ทำสิ่งต่าง ๆ 

ซึ่งทัศนคติทั้งหมดนี้น่าจะต่อยอดมาจาก ด.ญ.ฟาติมา คนนั้นแหละ ขอบคุณเธอมาก ๆ นะ (ยิ้ม)

Writer

ปารัณ เจียมจิตต์ตรง

นักเล่าเรื่องที่ตกหลุมรักชีวิตของผู้คน

Photographer

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง