บทสนทนาสั้น ๆ ระหว่างฉันกับ โกโก้-กกกร เบญจาธิกุล ช่วยเปลี่ยนความคิดทางลบและยกระดับความภาคภูมิใจในตัวเอง โดยปราศจากคำสอน มีเพียงคำถามและคำตอบที่ฉันมอบให้ตัวเอง
ฉันบอกเธอว่าตัวเองเป็นสาวขี้แย แล้วก็รู้สึกผิดที่ตัวเองเป็นสาวขี้แย
“แล้วคำว่า ‘ขี้แย’ มาจากคนอื่น หรือเราบอกตัวเอง”
ฉันตอบโกโก้ไปว่านี่คือสิ่งที่เราบอกตัวเอง
“ขี้แยเป็นคําที่ Lower-self มันจะดึงใจเรา แล้วถ้าเราจะบอกตัวเองใหม่ด้วยคําที่ Higher-self เราจะบอกตัวเองอย่างไรได้บ้างที่ไม่ใช่คําว่าขี้แย”
ฉันคิดสักพัก ก่อนตอบไปว่า “เพราะเราเห็นใจตัวเอง เราเลยร้องไห้”
“คําพูดนี้ทำให้เรารู้สึกดีกว่ามั้ย ‘ขี้แย’ มันพาเราให้รู้สึกลบ แต่พอเห็นใจตัวเอง คือการเมตตาตัวเอง ก็เป็นคุณค่าที่งดงาม”
นี่ก็เป็นบทบาทอีกด้านของ โกโก้-กกกร เบญจาธิกุล นักแสดง LGBTQ ที่เป็นที่รู้จักจากบท ‘เจ๊เปีย’ ในภาพยนตร์ สตรีเหล็ก ที่เข้าโรงเมื่อ พ.ศ. 2543 และ ‘วีนัส’ จากละคร มาตาลดา

ภายนอกจอ โกโก้ยังมีอีกหลายบทบาทในหลายช่วงเวลา ทั้งพนักงานออฟฟิศ นักธุรกิจส่วนตัว นางแบบ กระบวนกร ครูสอนแต่งหน้า และบทบาทล่าสุดอีกด้านที่อาจเป็นขั้วตรงข้ามของการแสดง คือ ‘อาสานักฟัง’ ที่รับฟังเพื่อให้คนได้ขับถ่ายทุกข์ในใจทิ้งไป โดยไม่มีคำตัดสิน ไม่มีคำสั่งสอน มีเพียงคำถามที่สะท้อนความคิดของผู้พูด ดังเช่นบทสนทนาระหว่างฉันกับพี่โกโก้ในข้างต้น
และนอกจากนี้ เรายังได้แลกเปลี่ยนบทสนทนายาว ๆ เพื่อเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของความคิดผ่านกาลเวลาของผู้หญิงคนนี้ที่ผ่านทุกข์และสุขมาร่วม 56 ปี

LGBTQ ยุคก่อนกระแส
ชีวิตเปลี่ยนไปยังไง เมื่อมีคนรู้จัก โกโก้ กกกร จากภาพยนตร์เรื่อง สตรีเหล็ก
ก่อนที่จะเล่นภาพยนตร์ สตรีเหล็ก เราก็เป็นกลุ่ม LGBTQ ที่โอกาสในการทํางานค่อนข้างน้อย พอภาพยนตร์ออกมาเมื่อ 25 ปีก่อน คนก็รู้จักกลุ่มนี้มากขึ้น โอกาสในการทํางานสําหรับตัวเองก็ดีขึ้นในระดับหนึ่ง มีงานในวงการบ้างแต่เป็นแนวบทรับเชิญหรือเป็นตัวเลือกท้าย ๆ ซึ่งเราไม่ได้รู้สึกอะไรนะ ก็เข้าใจว่าการจะทํางานออกมาชิ้นหนึ่งเขาต้องเลือกสิ่งที่มั่นใจว่าดีที่สุด
แล้วการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เห็นล่ะคะ
สังคมตอนนั้นได้รู้จักคนที่เป็น LGBTQ ในหลายแบบมากขึ้น การตอบรับ การสื่อสาร การให้เกียรติกันก็ดีขึ้น เรื่องหนึ่งที่เรารู้สึกดี คือผู้ปกครองเริ่มไม่กลัวที่ลูกจะเป็น LGBTQ ไม่ดุ ไม่ต่อต้าน และพยายามพาเขาไปในมุมที่จะงอกงามได้ แต่ถ้าเลือกได้ก็จะเลือกให้ไม่เป็นดีกว่า
ทำไมถึงบอกว่าตัวเองในตอนนั้นเป็นนางมารร้าย
เราเป็นพวกชอบเอาชนะ โดยพื้นฐานตัวเองจากอดีตที่เราเป็น LGBTQ เราถูกล้อ ถูกดูถูกต่าง ๆ นานา สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้รู้สึกว่าเราต้องชนะคนที่มาต่อว่า อย่างน้อยต้องเรียนเก่งกว่า ทําอะไรให้กว่า แล้วก็เลยกลายเป็นสิ่งที่ติดตัวมาจนถึงปัจจุบัน เรากลายเป็นคนไม่ยอมใคร เมื่อก่อนคนก็จะบอกว่าเราเป็นนางมารร้าย
อาสาสมัครเครือข่ายชีวิตสิกขา
อะไรทำให้ โกโก้ กกกร หันมาสนใจเรื่องสติและภายในจิตใจ
พอจบภาพยนตร์ สตรีเหล็ก 2 มีคนชวนมาทําธุรกิจส่วนตัวแล้วก็ไม่ประสบความสําเร็จ ไปต่อไม่ได้ เราเป็นหนี้ เราเครียดกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนมีภาวะที่ไม่ได้อยากอยู่บนโลกนี้แล้ว แล้วก็มีประตูบานหนึ่งเปิดต้อนรับเรา นั่นคือธรรมะ
เรามีกัลยาณมิตรที่ดีชวนเข้าหาธรรมะ แล้วก็มาเข้ากลุ่ม ‘เครือข่ายชีวิตสิกขา’ ที่มีประธานเครือข่ายคือ ครูดล-ธนวัชร์ เกตน์วิมุต เป็นแกนนำทํางานอาสา มีไปดูแลเด็กป่วยที่โรงพยาบาลเด็ก เยี่ยมผู้ป่วยที่นอนติดเตียง จังหวะนั้นที่เรารู้สึกว่าชีวิตมันดิ่ง พอได้เข้ามาปฏิบัติวิถีเชิงพุทธ ก็เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากการกระทํา แต่เป็นการเดินทางภายในใจ ถ้าเราดูแลตัวเองได้และสร้างคุณภาพภายในใจได้ก็จะดําเนินชีวิตต่อไปได้ นั่นคือสิ่งหนึ่งที่ทำให้ความคิดเราพลิกกลับมาเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน
การได้ฝึกสติทำให้เห็นว่าตัวเองร้ายด้วยไหม
ใช่ค่ะ ตอนฝึกการเจริญสติ มีกิจกรรมว่าด้วยเรื่องตัวตนที่ครูดลสอน เราได้รับเชิญให้ขึ้นมาทําเคสร่วมกับน้องคนหนึ่งซึ่งเขาเป็นขั้วตรงข้ามกับโก้ เขามีลักษณะเหมือนคนเปราะบาง ยอมทุกอย่างทั้งที่ใจไม่อยากยอม ส่วนเราเป็นฝ่ายชอบเอาชนะ ครูดลให้โก้ทําท่าของของผู้ชนะ เราก็ทำท่ากําลังได้มงกุฎยิ่งใหญ่มาก ส่วนน้องต้องทําท่าผู้ที่ยอมแพ้ น้องก็ลงไปนั่งกับพื้น
ครูดลถามต่อว่าผู้ชนะจะแบ่งปันให้กับผู้แพ้ได้ยังไง เราก็แค่เอื้อมมือลงไป ผู้เรียนเห็นแล้วก็เครียด ครูดลเห็นแล้วก็ว่ายังมีความไม่เมตตาอยู่ พอหันมาถามความรู้สึกของน้อง เขาก็เล่าไปทั้งน้ำตา
เราถึงเห็นว่าการทําอะไรเพื่อเอาชนะมันทําร้ายความรู้สึกคนมาเยอะมาก ซึ่งเราเป็นแบบนี้มาตลอด เราไม่เคยมีความเมตตาอย่างแท้จริงเลย
ไม่เคยแม้แต่เมตตาคนที่สําคัญที่สุด ก็คือเมตตาตัวเอง

คุณเข้าไปทำงานอาสาได้อย่างไร
เริ่มจากมีวันหนึ่งไปร่วมกิจกรรมอาสาเยี่ยมผู้ป่วยที่วัดพระบาทน้ำพุ คนอื่นเขามีกิจกรรมทำ เช่นหลายคนเป็นครูโยคะก็ไปสอนโยคะผู้ป่วย เราอยากทํางานด้านนี้แต่ไม่รู้จะทําอะไรจึงตามเขาไปเรื่อย ไปเสิร์ฟน้ำบ้าง ช่วยรับลงทะเบียนบ้าง แต่เราอยากทํางานในฐานะกระบวนกร ผู้นํากิจกรรม ครูดลก็แนะนำว่าให้ทําจากต้นทุนที่ตัวเองมี
เราก็นึก ต้นทุนของฉันมันคนละด้านเลย เรามีแต่เรื่องแต่งหน้าทาปากร้องเล่นเต้นรํา
แล้ววันหนึ่งที่ไปวัดพระบาทน้ำพุ ไปเดินดูบอร์ดกิจกรรมของทางวัด ซึ่งมีข้อมูลการแสดงของคนที่เข้ามารักษาตัวเพื่อต้อนรับคณะที่มาบริจาค เขาบอกว่าสมาชิกทำกันเอง คิดการแสดงแค่ 2 ชุดแล้วใช้ไปตลอดปี ตอนนั้นมีระบําพื้นเมืองกับคาบาเรต์โชว์ เราเลยเกิดไอเดียไปเสนอ ประมาณ 3 เดือนต่อมาพอเขาจะเปลี่ยนการแสดง เขาก็เลยติดต่อเรา เรายินดีไปสอนเลย ตอนนั้นเพลงเกาหลีกำลังมา เขาอยากแสดงเพลงเกาหลี เราก็ไปซ้อมให้เขา ปีต่อมาอยากได้เพลงญี่ปุ่น เราก็หาไปสอนเขา จึงเป็นงานอาสาแรกที่เราได้ไปทํา
เห็นว่ามีมาทำเรื่องการแต่งหน้าภาวนาด้วย
ใช่ค่ะ เราเห็นว่าเราทําได้ด้วยต้นทุนที่เรามี ทางครูดลมีจัดกิจกรรมบําบัดความเจ็บป่วยหลายอย่าง เราไปช่วยเรื่อย ๆ แต่ก็ยังอยากทำมากกว่านั้น ครูดลเลยบอกให้คิดมาสักกิจกรรม เราชอบแต่งหน้า ครูดลก็แนะว่าให้ลองเอาตรงนี้มาใช้ควบคู่กับการภาวนาให้คนตระหนักและเรียนรู้ตัวเอง แต่ตอนนั้นเราไม่ได้ทำ เพราะยังไม่ได้ปิ๊งไอเดียขึ้นมา
จนวันหนึ่ง ขณะที่เราแต่งหน้าตัวเอง แล้วพบว่าไม่ได้แต่งง่ายเหมือนตอนสาว ๆ แล้ว มันเริ่มร่วงโรย แต่ไม่ได้รู้สึกต่อต้านว่าต้องรีบไปหาหมอ ต้องใช้ยา กลายเป็นทําให้เราเห็นว่าสิ่งนี้เกิดจากอะไรและต้องดูแลยังไง เป็นขั้นตอนที่ต่างจากเมื่อก่อน เราจึงคิดทําเรื่องภาวนากับการแต่งหน้า
เราไม่ได้มีสถานที่จัดกิจกรรม ไปใช้ที่ของสวนโมกข์กรุงเทพบ้าง บ้านครูดลบ้าง รับได้จํานวนจํากัดราว 6 – 8 คน ใช้เฟซบุ๊กโปรโมต ไม่มีค่าใช้จ่าย มีแค่ตั้งกล่องบริจาคเพื่อนำรายได้ไปใช้ในกิจกรรมอื่น ๆ


ในกิจกรรมแต่งหน้าภาวนา เขาทำอะไรกันคะ
กระบวนการจะเป็นลักษณะว่าให้เขาอยู่กับใบหน้าของตัวเอง หลายคนมักมองหาข้อบกพร่อง แล้วพยายามปฏิเสธข้อบกพร่องนั้น แต่กิจกรรมนี้พาไปให้เห็นว่าข้อบกพร่องนี้ให้คุณค่าอะไรกับตัวคุณ ทําให้เขาได้ตระหนักและเห็นคุณค่าความงามที่มีอยู่ในตัวเอง
ยกตัวอย่าง เคยมีคนหนึ่งที่มาเรียน เขาบอกว่าไม่ชอบที่มีไฝอยู่บนหน้า แล้วมันก็ถูกคนเรียกจนกลายเป็นชื่อเล่นของเขามาตลอด ถ้าไปตัดออกก็จะเป็นแผลเป็น เขาเลยต้องเก็บไว้ เราก็ถามว่าเขาเห็นคุณค่าอะไรของไฝเม็ดนี้ เขานึกได้ว่ามีหัวหน้าที่เชื่อเรื่องโหงวเฮ้ง เชื่อว่าถ้ามีไฝตรงนี้จะทํางานได้ดีและมีผลกับบริษัท ไฝนี้เลยทำให้เขาได้งานตั้งแต่วันที่ไปสัมภาษณ์ เขายังบอกอีกว่าถ้าไม่ได้มาเข้ากิจกรรมจะไม่ทราบถึงคุณค่าที่ไฝนี้มีต่อเขาเลย
พอพูดถึงเรื่องแต่งหน้า เราก็นำความรู้ด้านการแต่งหน้ามาแนะนำไปด้วย ต้องใช้รองพื้นแบบนี้นะ แต่ว่าไม่ได้เต็มหลักสูตรเหมือนการเรียนแต่งหน้าเพื่อความสวยงาม
แต่พอมาถึงช่วงโควิด ทุกอย่างก็หยุดหมด
นักฟัง
จุดเริ่มต้นของการมาเป็นผู้รับฟัง
เรามีจัดกิจกรรมมาเรื่อย ๆ จนครูดลจัดกิจกรรมเกี่ยวกับความตาย มีคนที่ป่วยหรือคนที่มีคนที่รักกำลังป่วย เขามีความทุกข์มาร่วมกิจกรรม แล้วก็มารอคุยกับครูดล มีคนรอคุยเยอะมาก ด้วยความที่เราเป็นอาสาสมัคร ครูดลก็จัดให้นั่งคุยกับอาสาสมัครที่ไปนั่งรับฟังเรื่องราวของเขา
ครูดลเลยมองว่าเราทําเรื่องการฟังดีไหม จึงจัดชั้นเรียน Deep Listening ให้กับกลุ่มอาสาฯ โดยเฉพาะ ช่วงก่อนโควิด-19 ประมาณ 2 ปี ตอนนั้นออนไลน์กําลังเป็นที่นิยม เราก็ทําเฟซบุ๊กเพจ ธนาคารสติ และให้สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อแอดไลน์เข้าไป เขาก็จะส่งข้อความกันเข้ามา อาสาสมัครคนไหนสะดวกเวลาไหนก็ไปรับฟังเขา เดิมทีเป็นการส่งข้อความอย่างเดียว แต่หลายคนที่เข้ามาเป็นผู้สูงอายุแล้วไม่ถนัดพิมพ์ เราจึงเริ่มเปิดช่องทางนัดเวลาโทรคุย อันนี้เป็นช่วงโควิดแล้ว
พอโควิดคลี่คลาย เราเกิดความคิดว่าน่าจะมีคนอยากเจอกันแบบไม่ใช่ออนไลน์ จึงเกิดกิจกรรม ‘เปิดใจคลายทุกข์’ เราไปได้สถานที่ที่วัดนาคปรก อยู่แถวท่าพระ ทําไปได้อยู่หลายครั้ง แต่ก็มีประเด็นว่าบางคนไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ แต่เขาต้องการหาคนรับฟัง เราเลยย้ายไปทำที่สวนโมกข์กรุงเทพ และกิจกรรมนี้ไม่มีการสวดมนต์
ตอนนั้นเป็นกิจกรรมกลุ่ม มีโก้เป็นผู้นำกิจกรรม โดยรับสมัครก่อนว่าวันนี้มีอาสาสมัครคนไหนว่างบ้าง แล้วค่อยเปิดรับลงทะเบียนผู้ร่วมงาน บางทีก็มียกเลิกบ้าง เคยมีครั้งหนึ่งผู้ร่วมงานมาคนเดียว คุยกับอาสาสมัคร 6 คน แต่เราก็ทํานะ
แล้วกลายมาเป็น ‘สุขาใจ’ ได้อย่างไร
ตอนทำเปิดใจคลายทุกข์ต้องให้ลงทะเบียน และมีคนถามว่าต้องสมัครสมาชิกหรือเปล่า ต้องซื้อของไหม เขากลัวว่าเราจะเหมือนกลุ่มที่มีสินค้าสนับสนุน ช่วงนั้นสินค้าออนไลน์ที่จัดกิจกรรมแนวธรรมะมีเยอะ ทีมอาสาสมัครก็ไปนั่งคุยกันใหม่ว่าจะทําอย่างไรให้คนไม่ต้องกังวลคิดเล็กคิดน้อย
ในตอนนั้น โก้เริ่มถ่ายละคร มาตาลดา กับเริ่มสอนแต่งหน้าพัฒนาบุคลิกภาพกับสถาบันแล้ว ว่างแค่วันเสาร์-อาทิตย์ อาสาสมัครคนอื่นก็ต้องมานํากระบวนการตรงนี้แทน แต่คุยกันแล้วเห็นว่ามีขั้นตอนที่ไม่สะดวกหลายด้านต่อผู้มาใช้บริการและสถานที่
จังหวะนั้นทางสวนโมกข์ฯ ก็ให้เกียรติมาถามครูดลว่า ใกล้สิ้นปีแล้ว ปีถัดไปจะมีปรับเปลี่ยนโปรแกรมอะไรไหม ครูดลเลยมาถามกับกลุ่มอาสาสมัคร เราก็คิดกันว่าเปิดห้องเหมือนให้คนเข้าไปสารภาพบาป แต่จะมีอาสาสมัครหลายคน ใครอยากหาคนรับฟังความทุกข์ก็เข้ามาคุยแบบ 1 : 1 โดยที่ลงทะเบียนมาหรือไม่ก็ได้ และไม่ต้องมีกระบวนการ ไม่ต้องมีใครมานํา เลยเป็นกิจกรรม ‘สุขาใจ’

ทำไมถึงต้องเป็น ‘สุขาใจ’
โก้คิดว่าปัญหาของคนเราเหมือนขยะพิษ และการที่เราไปนั่งรับฟังคือการทําหน้าที่เป็นถังขยะรูรั่ว เพราะเราเก็บขยะที่เขาส่งมาแล้วมันจะถูกปล่อยออกไป เราไม่เก็บขยะของเขาไว้กับตัว แค่ร่วมเผชิญ ร่วมฟังกับเขา เราเหมือนถังขยะ ดังนั้นจึงชื่อ ‘สุขาใจ’ เพราะมันคือที่สําหรับปลดปล่อยของเสีย
ในกิจกรรมมีทำอะไรบ้าง
เราจัดกิจกรรมตั้งแต่ 9 โมง มีพักเที่ยง แล้วต่อจนถึง 4 โมงเย็น แบ่งช่วงเวลาให้คุยรอบละ 50 นาที ถ้าในรอบนั้นมีอาสาสมัครว่าง 10 คนก็รับผู้เข้าร่วมได้ 10 คน เรารับทั้งลงทะเบียนมาและวอล์กอิน จัดเดือนละครั้ง เริ่มทำตั้งแต่เดือนมกราคมปีที่แล้ว ติดตามกิจกรรมได้จากเพจ ธนาคารสติ Mindfulness Bank
คนที่มาเขามีผลตอบรับอย่างไรบ้าง
พอได้นั่งคุย คนที่มาเขาก็ได้เอาอะไรบางอย่างออกไป หรือบางคนตั้งใจมาเพราะคุยกับคนใกล้ตัวไม่ได้ เรื่องบางเรื่องให้คนใกล้ตัวรู้ไม่ได้ หรือเคยคุยแล้วแต่คําปลอบใจจากคนใกล้ตัวกลับทำร้ายเขากว่าเดิม เช่นบางคนมีเรื่องเศร้ามานาน คนใกล้ตัวก็รู้ พอมีเรื่องมากระทบแล้วร้องไห้ ก็จะได้ยินเสียงคนรอบข้างบอกว่า อย่าร้องสิ เรื่องตั้งนานแล้วนะ เขาก็จะเก็บขยะไว้ตลอดเวลาไม่ได้เอาออก สุขาใจจึงเป็นพื้นที่ที่คุณอยากปล่อยอะไรก็มาปล่อย แล้วเราก็จะร่วมฟังกับคุณ

เราฟังปัญหาเขา แล้วเขาก็แก้ปัญหาได้หรือคะ
เมื่อก่อนเคยคิดว่าคนที่เข้ามาคุย ถ้าเขามีเรื่องทุกข์ใจ เขาต้องกลับไปแล้วปัญหาคลี่คลายได้ แต่ไม่ใช่นะ คนที่กำลังมีเรื่องที่เผชิญอยู่ พอมาคุยกับเรา เราจะสะท้อนสิ่งที่อยากให้เขาเห็น ทำให้เขาอาจจะเห็นทางแก้ แต่ถ้าเขาไม่เห็นมันก็ไม่มีเกิดอะไรขึ้น ปัญหาเดิมก็ยังอยู่ เราไม่ได้แก้ปัญหาให้เขา มันไม่ใช่หน้าที่เรา
กลุ่มอาสาสมัครจะมีคัมภีร์ว่า เราจะอยู่กับคนตรงหน้าด้วยเวลาคุณภาพ เราจะไม่อยู่กับเรื่องราว แต่จะอยู่กับเขาด้วยความรู้สึก เราจะไม่ตัดสิน ไม่แก้ปัญหา ไม่แนะนํา ไม่สั่งสอน ไม่โอ๋เขา ไม่ปลอบใจ เราจะทำเพียงให้กำลังใจ
สิ่งที่เราทําคือฟังให้ลึก สะท้อนให้ชัด ถามให้คม ชมให้เป็น มีแค่ 4 อย่างนี้ที่เราจะต้องทํา
ฟังเขาแล้ว เราเคยเจออุปสรรคอะไรบ้างไหม
มีค่ะ ตอนทําแรก ๆ เราเผลอตัดสินว่าปัญหาของเขาเล็กน้อย ไปมองปัญหาของเขาเป็นเรื่องตลก เพราะว่าเราเคยฟังเรื่องราวที่หนักหนาอย่างการล่วงละเมิดภายในครอบครัวมาแล้ว แล้วเราก็สะท้อนคุณค่าให้เห็นจนเขารู้สึกดีขึ้น เราว่านี่คืองานเหรียญทองของเรา
ต่อมาเราเจออีกคนที่เข้ามาปรึกษาปัญหาติ่งดารา แล้วเราก็ไปตัดสินว่าปัญหาของเขาไม่สําคัญ ซึ่งอันนี้ผิดพลาดมาก แล้วตอนนั้นเราก็ไม่รู้ตัว เป็นจังหวะดีที่ตอนนั้นทําออนไลน์ เราอ่านแล้วก็คุยกับเพื่อนอาสาสมัครที่อยู่ข้าง ๆ
“ปัญหาของทุกคนเท่ากันหมด ไม่มีปัญหาของใครใหญ่กว่าหรือเล็กกว่า”
โชคดีที่เพื่อนเขาตอบว่าอย่างนี้ ตอนนั้นเราเหมือนโดนตบหน้า สติมาเลย ต้องเข้าไปรื้อดูว่าเราตอบอะไรเขาไปบ้าง ถือเป็นการเรียนรู้ครั้งยิ่งใหญ่มากในการทํางานตรงนี้เลย เราต้องวางตัวตน แต่ดันไปยึดติดกับความเป็นผู้รู้
มาฟังคนอื่นบ่อย ๆ ไม่เหนื่อยหรือคะ
คนมักคิดว่าคนที่มาทำงานอาสาสมัครนี่จิตใจดีมากเลย เรามาเพื่อให้เขา แต่จะบอกว่ากลุ่มอาสาสมัครที่ทํางานด้วยกันไม่ใช่แค่โก้คนเดียว ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ที่จริงเราไม่ได้มาให้ แต่เรามารับ เรามองว่าการแบ่งปันมันเกิดประโยชน์
หลายคนบอกว่าเรามานั่งฟังเรื่องทุกข์ของคนอื่นอย่างนี้แล้วไม่ทุกข์หรือ แต่ปรากฏว่าเราฟังแล้วทําให้ได้บางสิ่งบางอย่างเพื่อไปดูแลความไม่สบายใจของตัวเอง บางทีเรากําลังมีปัญหา พอฟังปุ๊บ ปัญหาที่เรามีมันสลายหายไปทันที


นางมารที่เดินตามพระอรหันต์
พอเปลี่ยนมาอยู่กับการฝึกสติภาวนามากขึ้น แล้ว โกโก้ กกกร เปลี่ยนไปอย่างไร
เมื่อก่อนหากเรามีปัญหาก็จะเข้าไปจมกับปัญหา ภาวะของตัวเองตอนนั้นเหมือนคนป่วย และต้องการยาวิเศษที่กินปุ๊บแล้วหายเลย พอหาไม่เจอ ตัวเองก็ไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้แล้ว
พอได้ทำความเข้าใจตรง ได้ไปเจริญสติให้เกิดปัญญา เรารู้วิธีดูแลสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองด้วยสติปัญญา แต่ก็ต้องใช้ความเพียร ต้องฝึกสมาธิเพื่อให้มีสติก่อน สติที่แข็งแรงทำให้เกิดปัญญา ปัญญาคือความรู้ ปัญญาไม่ได้หมายถึงความพิเศษกว่าคนอื่น
เดี๋ยวนี้พอเราเจอทุกข์ ก็เข้ามาสู่การปฏิบัติเลย เกิดสติที่แข็งแรง มองเห็นปัญหาด้วยปัญญา แล้วเอาปัญญาดูแลปัญหา แต่ปัญหาไม่ได้หายไป ความเศร้าใจกับปัญหาเป็นเรื่องปกติ แค่ต้องดูแลรับมือกับปัญหาด้วยวิธีที่ไม่ทําให้ตัวเองบอบช้ำ และบางทีเราก็แก้ไขด้วยตัวเองไม่ได้ สิ่งที่จะช่วยคือการแบ่งปันกับกัลยาณมิตรที่เขาอาจมองอีกแบบหนึ่ง ทำให้กระบวนการคิดของเราได้ใคร่ครวญจนตกผลึก
ต้นทุนที่เราได้สะสม เราก็เอาไปแบ่งปันต่อในธนาคารสติและสุขาใจ
ตอนนี้ โกโก้ กกกร ยังเป็นนางมารร้ายอยู่ไหม
พอมาทําตรงนี้ คนที่ไม่เคยเห็นเราเมื่อก่อนก็มองว่าเป็นนางฟ้า แต่ที่โก้เห็นตัวเอง เราก็ยังเป็นนางมารร้ายอยู่ แต่เป็นนางมารที่เป็นลูกศิษย์พระอรหันต์ ความเป็นมารยังมี เพราะมันเป็นตัวของเรา ยังมีความไม่พอใจ ความโกรธ ทุกอย่างยังมีหมด แต่กระบวนการรับมือต่อสิ่งที่มากระทบเป็นการเรียนรู้จากอริยบุคคล แล้วเราก็แสดงออกแบบอริยะแค่นั้นเอง
การเรียนรู้ธรรมะไม่ได้บอกว่าเราจะโกรธไม่ได้ เกลียดไม่ได้ เศร้าไม่ได้ หรือร้องไห้ไม่ได้ แต่เราต้องแก้ไขด้วยตัวเองได้ เหมือนที่เขาว่า สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง ตอนนี้เราเป็นนักปราชญ์ก็ไม่ได้แปลว่าจะพลาดไม่ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือยอมรับแต่ไม่ยอมจํานน
หลายครั้งที่เวลาเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา จะมีคําพูดจากคนอื่นมาตัดสินเราจนเราเผลอตัดสินตัวเองตาม นั่นคือการยอมจํานนต่อสิ่งที่เกิดขึ้น อย่างฉันมันโง่ เอาดีไม่ได้ คือเรากําลังกดคุณค่าในตัวเองลง ถ้าโก้ได้ยินแบบนี้ ก็จะกลับมาให้กําลังใจตัวเองว่าเราอาจจะเป็นคนที่เรียนรู้ช้า แต่ไม่เป็นไร ค่อย ๆ เรียนรู้ไปก็ได้ หลายครั้งเรารอคําพูดเหล่านี้จากคนอื่น เหมือนในโลกออนไลน์ที่รอให้คนมากดไลก์ แต่เราไม่เคยกดไลก์ให้ตัวเอง

เจออุปสรรคแล้วรับมือต่างจากเดิมยังไง
ตอนนี้เราจะใคร่ครวญว่าสิ่งที่เกิดขึ้นว่าปัญหาคืออะไร แล้วเราจะดูแลตรงนี้ได้อย่างไร เมื่อก่อนหากมีอะไรเข้ามากระทบ โก้จะผลักก่อน ต่อต้าน แล้วมันก็ยังอยู่ไง ไม่ได้แก้ เราก็เสียกําลังกับการต่อต้าน พอเสียกำลังไปเยอะแล้วปัญหาไม่หาย เราก็เหนื่อย ท้อ แล้วก็ไม่ไหว
เมื่อก่อนที่บอกว่าไม่ไหว เพราะเรากระโจนลงไปในปัญหา หากเปรียบปัญหาเป็นกล่อง เราไปอยู่ในกล่องก็หาทางออกไม่เจอ ทั้งที่จริงถ้าอยู่ข้างนอกก็จะเห็นทุกอย่าง จับเรียงมันใหม่ได้เลย แต่การเรียงใหม่อาจต้องใช้เวลา ใช้ความกล้า และอาจต้องยอมลดบางสิ่งบางอย่างในตัวตนของเราลง แค่นั้นเอง
เราใช้เวลาเกือบ 20 ปีกว่าจะตกตะกอนความคิดได้แบบนี้
ก้าวต่อไปอยากจะทำอะไรต่อ
มีคุยกันในทีมว่าน่าจะมีทำสุขาใจแบบสัญจรบ้าง สำหรับหน่วยงานที่อยากให้คนในองค์กรมีพื้นที่รับฟัง เขาจะได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีทั้งกับตัวเขาเองและงาน
และในส่วนของตัวเอง อยากนำกิจกรรมแต่งหน้าภาวนาที่ไม่ได้เปิดมานานมากแล้วกลับมาสอน ถ้าพร้อมก็ตั้งใจทำที่บ้านตัวเอง จะได้ให้คนมาคุยกับเราได้โดยไม่ต้องรอกิจกรรมสุขาใจ
โกโก้ในวันนี้อยากบอกอะไรกับโกโก้ในอดีตบ้างคะ
เราอยากขอบคุณนะ
ขอบคุณอดีตของโกโก้ตอนนั้นที่เจออุปสรรค เคยคิดเหมือนกันนะว่าถ้าตอนนั้นทําบริษัทแล้วรุ่ง เราคงเป็นนางมารร้ายแบบร้ายจริง ๆ

ผู้สนใจจัดกิจกรรมด้านสติและภาวนาร่วมกับโกโก้ ติดต่อได้ทาง Facebook : Coco Gokgorn และ Instagram : gokgorn และติดตามกิจกรรมของธนาคารสติและกิจกรรมสุขาใจได้ทางFacebook : ธนาคารสติ Mindfulness Bank
