เมื่อเข้ามาในอาคาร ‘พิพิธภัณฑ์แห่งการจากลา’ (Museum of Broken Relationships) พร้อมกับอ่านเรื่องราวต่าง ๆ บนป้ายข้างวัตถุจัดแสดง จู่ ๆ เพลง Home ของ ธีร์ ไชยเดช ก็ดังขึ้นมาในหัว – เนื้อเพลงที่พูดถึงข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่บรรจุความทรงจำในบ้านอันแสนสุขของคู่รักคู่หนึ่ง
อย่างไรก็ตาม การระลึกถึงเพลงนี้ของเราก็เป็นไปในด้านกลับ
ขวาน (พ.ศ. 2538, เบอร์ลิน) – ฉันจึงไปซื้อขวานเล่มนี้ที่ห้าง Karstadt และใช้มันสับเฟอร์นิเจอร์ของเธอวันละชิ้น ก่อนจะกองเศษไม้ไว้กลางห้อง มันเป็นตัวแทนความเจ็บปวดที่มีในตอนนั้น ยิ่งห้องเต็มไปด้วยเศษเฟอร์นิเจอร์ ฉันก็ยิ่งรู้สึกดีขึ้น เหมือนได้ปลดปล่อยความทุกข์และความอัดอั้นออกมา
– คัดย่อมาจากเนื้อหาบนป้ายจัดแสดง


ย้อนกลับไป 20 ปีก่อน อดีตคู่รักชาวโครเอเชีย โอลิงกา วิชติกา (Olinka Vistica) โปรดิวเซอร์และนักจัดการศิลปะ และ ดราเซน กรูบิชิช (Drazen Grubisic) ศิลปินร่วมสมัย อาจไม่คาดคิดมาก่อนว่าเรื่องราวที่จบไม่สวยของพวกเขาจะมาได้ไกลถึงขนาดนี้
เริ่มต้นราว 4 ปีหลังจากทั้งคู่เลิกรา พวกเขาได้รับเชิญให้ส่งผลงานร่วมจัดแสดงในนิทรรศการหนึ่งในเมืองซาเกร็บ เมืองหลวงของโครเอเชีย เมื่อปี 2006 ก่อนที่โอลิงกาและดราเซนจะตัดสินใจส่งตุ๊กตาไขลานที่เป็นของที่ระลึกจากความสัมพันธ์ที่ยุติลงของพวกเขาไปพร้อมกับสิ่งของที่พวกเขาขอรับบริจาคจากอดีตคู่รักคนอื่น ๆ อีก 46 ชิ้น จนเกิดเป็นนิทรรศการนำเสนอวัตถุที่สะท้อนความสัมพันธ์อันแตกสลายของผู้คน

นิทรรศการของพวกเขาได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม และไม่นานหลังจากนั้นก็เริ่มมีคนบริจาคสิ่งของพร้อมเรื่องเล่าที่ทั้งแสนเศร้า โหยหา ไปจนถึงขื่นขมมากมาย ซึ่งใช่ ‘ขวาน’ จากใครสักคนในเบอร์ลินที่เล่าไปข้างต้นคือหนึ่งในนั้น
จากการจัดแสดงชั่วคราว เรื่องราวของพวกเขาและผู้คนอีกมากมายก็ถูกยกระดับเป็นนิทรรศการถาวรกลางเมืองซาเกร็บในปี 2010
พิพิธภัณฑ์แห่งการจากลา (Museum of Broken Relationships) พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเรื่องราวดราม่าร่วมสมัยไว้มากที่สุดในโลก มีจุดเริ่มต้นเช่นนั้น
ปัจจุบันไม่เพียงพิพิธภัณฑ์ของโอลิงกาและดราเซนจะขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเมืองซาเกร็บ พวกเขายังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลโครเอเชียจัดนิทรรศการเคลื่อนที่ นำวัตถุในคลังสะสมกว่า 3,500 ชิ้นไปหมุนเวียนจัดแสดงใน 64 เมือง 36 ประเทศทั่วโลก ก่อนจะทำการเปิดพิพิธภัณฑ์สาขาที่ 2 อย่างเป็นทางการเมื่อปลายปีที่ผ่านมา
พิพิธภัณฑ์สาขาที่ว่านี้อยู่ที่เชียงใหม่


พิพิธภัณฑ์แห่งการจากลา เชียงใหม่ ตั้งอยู่ในอาคารเตียหย่งเชียง อาคารสไตล์ล้านนาผสมจีนความสูง 2 ชั้น อายุกว่า 120 ปี บนถนนท่าแพ อาคารที่มีพื้นที่เกือบ 300 ตารางเมตร และได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ ในปี 2013 หลังนี้ จัดแสดงวัตถุพร้อมคำอธิบายขนาดสั้นที่สะท้อนความสัมพันธ์อันไม่สมหวังของผู้คนจากทั่วโลกไว้กว่า 60 ชิ้น
ขวานที่เคยถูกใช้ทุบทำลายข้าวของของอดีตคนรักจากเบอร์ลิน ถุงมือยางจากหญิงชาวเกาหลีที่ถูกครอบครัวสามีใช้งานเยี่ยงทาส หนังสือของ อลิซ มุนโร ที่อดีตคนรักจอมเจ้าชู้ของเจ้าของหนังสือเล่มนี้มอบให้เธอเป็นของขวัญวัดเกิดซ้ำกัน 2 ปีติด ธนบัตรสกุลดอลลาร์ที่เจ้าของเก่าชาวญี่ปุ่นได้รับจากคุณยายที่เป็นอัลไซเมอร์ช่วงหลังสงครามโลก หรือโมเดลซาลาเปาที่เป็นสัญลักษณ์แทนการพลัดพรากของคู่รักในเหตุการณ์สังหารหมู่บนเกาะเชจู (ปี 1947 – 1954) เป็นอาทิ
ย้อนกลับไป 8 ปีก่อน ดราเซน กรูบิชิช หนึ่งในผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งการจากลา มีโอกาสมาเที่ยวเชียงใหม่ และพบว่านอกจากเชียงใหม่จะมีบรรยากาศคล้ายบ้านเกิดของเขาในซาเกร็บ เขายังชื่นชอบแวดวงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยของเมืองนี้ กระทั่งภายหลังที่ดราเซนและทีมงานจัดนิทรรศการเคลื่อนที่ตระเวนไปรอบโลกตลอด 10 ปีที่ผ่านมา พวกเขาก็คิดถึงการเปิดสาขาใหม่ของพิพิธภัณฑ์ในต่างประเทศ นั่นล่ะ ถึงนิทรรศการเคลื่อนที่จะไม่เคยมาจัดที่เมืองไทย แต่ดราเซนก็ยืนยันจะเลือกเชียงใหม่

โครงการนี้เริ่มต้นเมื่อปี 2023 อีฟ-ปิยธิดา อินตา ภัณฑารักษ์และผู้จัดการพิพิธภัณฑ์ฯ สาขาเชียงใหม่ เล่าว่านับเป็นเรื่องบังเอิญที่พ้องพานกันพอดี ดราเซนอยากเปิดพิพิธภัณฑ์ที่เชียงใหม่แต่กลับไม่เคยรู้จักใครที่เมืองไทยมาก่อน กระทั่งวันหนึ่งเขาบังเอิญได้พบกับ เพทรา ทิคุลิน (Petra Tikulin) และ อัศรินทร์ สงวนวงศ์วาน คู่รักชาวโครเอเชียน-ไทย ในร้านอาหารไทยในซาเกร็บ (Saralee’s Thai Street Food Bistro) ดราเซนถามอัศรินทร์ว่าพอจะรู้จักนักจัดการศิลปะในเชียงใหม่บ้างไหม และชื่อ อีฟ ปิยธิดา ที่ตอนนั้นเป็นผู้ช่วยภัณฑารักษ์ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยมก็ถูกเสนอมา
ดราเซนจึงชวนอีฟให้เดินทางมาดูพิพิธภัณฑ์ของเขาที่ซาเกร็บ ขณะเดียวกัน เขาก็เพิ่งมารู้ทีหลังว่าทั้งเพทราและอัศรินทร์เป็นสถาปนิกเจ้าของ STA Studio ที่เคยออกแบบร้านรวงและนิทรรศการหลายโครงการทั้งในไทยและยุโรปมาแล้ว ทั้งคู่จึงได้รับมอบหมายให้เป็นคนออกแบบพื้นที่ภายในไปโดยปริยาย และได้ นุภาพ อัญญานุภาพ แห่ง Design Unit Studio รับหน้าที่ออกแบบกราฟิกและป้ายสื่อสาร
ผลลัพธ์ของการบังเอิญพบกันที่ร้านอาหารไทยในซาเกร็บจึงเกิดเป็นพิพิธภัณฑ์ถาวรกลางเมืองเชียงใหม่ที่มาจากความร่วมมือของกลุ่มนักออกแบบและภัณฑารักษ์จาก 2 ซีกโลกในที่สุด
“เราโชคดีที่ได้อาคารหลังนี้มาเป็นพิพิธภัณฑ์” ดราเซนพูดถึงอาคารเตียหย่งเชียงที่เคยเป็นบ้านของคหบดีเก่าในเมืองเชียงใหม่หลังนี้


“นอกจากซาเกร็บจะมีภูมิศาสตร์คล้ายเชียงใหม่ตรงเป็นเมืองที่ขนาบโดยภูเขาและแม่น้ำแล้ว สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่าง คือพิพิธภัณฑ์ของเราในโครเอเชียก็ตั้งอยู่ในอาคารประวัติศาสตร์เช่นกัน โดยอยู่ที่ชั้นล่างคฤหาสน์บาโรกของตระกูลขุนนาง Kulmer ในเขตอัพเพอร์ทาวน์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางย่านเมืองเก่าของซาเกร็บ อาจกล่าวได้ว่าเราได้พบสถานที่ที่มีความคล้ายคลึงกันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งในแง่ของสัญลักษณ์และความสำคัญทางประวัติศาสตร์”
ในส่วนของวัตถุจัดแสดง ได้ ชาร์ลอต ฟูเอนเตส (Charlotte Fuentes) ที่เป็นภัณฑารักษ์ในซาเกร็บ มาเป็นผู้คัดสรรร่วมกับอีฟ โดยพยายามสร้างสมดุลของเรื่องเล่าจากวัตถุที่ได้รับมาจากผู้คนทั้งโลกตะวันตกและตะวันออก ดังที่อีฟชี้ให้เห็นว่าแม้ ‘การจากลา’ จะเป็นเรื่องสากล แต่บริบททางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน มีส่วนในการแทรกแซงความสัมพันธ์ของผู้คน จนนำมาสู่หลากเรื่องเศร้าเบื้องหลังวัตถุอย่างมีนัยสำคัญ


“เราจะเห็นถุงมือยางที่สะท้อนค่านิยมของแม่สามีกับลูกสะใภ้ในเกาหลี ตุ๊กตาหมีของผู้หญิงชาวมลายูที่ถูกพ่อแม่กีดกันจากคนรักที่เป็นชาวจีน ตุ๊กตาเวียดนามของอดีตนักร้องประสานเสียงชาวนอร์เวย์ที่มองเรื่องมิตรภาพแตกต่างกับชาวเวียดนามจนนำไปสู่การยุติความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีนัก ไปจนถึงสิ่งของที่สะท้อนวัฒนธรรมการคลุมถุงชนในอินเดีย หรือบทเพลงพื้นบ้านของชาวอาหรับที่อพยพไปอยู่ในยุโรป
“เรื่องเล่าจากวัตถุเหล่านี้อาจไม่มีทางเกิดขึ้นในสังคมอีกแบบหนึ่ง แต่นี่คือเสน่ห์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของผู้คน ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของค่านิยมตามยุคสมัยได้อย่างน่าสนใจ” อีฟกล่าว
พิพิธภัณฑ์มีการแบ่งธีมนำเสนอโดยคร่าว แยกจากกันไว้ตามโซนจัดแสดงทั้ง 5 เช่น ห้องแรกที่มีมิติของความโกรธแค้นหรือความสัมพันธ์ที่จบไม่สวย ห้องที่ 2 ที่มีแนวเรื่องเกี่ยวกับมิตรภาพที่สิ้นสุด ห้องที่ 3 ที่มีพื้นหลังมาจากบริบททางประวัติศาสตร์ความขัดแย้งในระดับนานาชาติ รวมถึงห้องสุดท้ายที่เป็น Confession Room ห้องเล็ก ๆ ที่กรุผนังด้วยกระจก พร้อมสมุดทำมือวางไว้ให้ผู้ชมได้เขียนความคิดเห็น แต่แตกต่างจากสมุดสำหรับให้แขกมาอวยพรในงานมงคลสมรส สมุดเล่มนี้มีไว้เพื่อให้ผู้ชมมาระบายความในใจจากความสัมพันธ์ที่ไม่สมหวัง


“จริงอยู่ที่การจะเข้าใจเนื้อหาของนิทรรศการได้คือการยืนอ่านป้ายคำอธิบายชิ้นงาน แต่เราก็ยังดีใจที่เห็นผู้ชมหลายคนมายืนอ่านป้ายทุกป้ายตั้งแต่ชิ้นแรกจนชิ้นสุดท้ายอย่างตั้งใจ ที่สำคัญคือการที่เจ้าของพื้นที่อย่างเราได้อ่านเนื้อหาในห้อง Confession Room ที่ผู้ชมเขียนฝากไว้หลายภาษามาก ๆ ทำให้พบว่าผู้ชมเขาเปิดใจจะแลกเปลี่ยนเรื่องราวส่วนตัว หลังจากที่ได้รับรู้เรื่องราวของคนอื่นมา” อีฟกล่าว
“ผมชอบที่ได้อ่านสิ่งที่ผู้ชมเขียนความรู้สึกไว้ หรือกระทั่งการที่พวกเขาเขียนถึงวัตถุที่เพิ่งได้ชมไป แล้วรู้สึกสะเทือนใจ เนื่องจากมันเชื่อมโยงกับชีวิตของพวกเขา” ดราเซนเล่า
“ในทางกลับกัน ในฐานะคนทำนิทรรศการ ผมก็มักจะได้รับคำถามว่า แล้วมีวัตถุชิ้นไหนที่สร้างความสะเทือนใจให้ผมมากที่สุด ซึ่งนี่เป็นคำถามที่ยากสำหรับเราเสมอ”
นั่นสิ ถ้าในพิพิธภัณฑ์ที่เชียงใหม่นี้ มันเป็นชิ้นไหน – ผมสงสัย
“สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาเลย น่าจะเป็นโปสต์การ์ดจากเมืองเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย มันเป็นสิ่งเตือนใจจากความรักที่เป็นไปไม่ได้ และจบลงอย่างน่าเศร้า เพราะบรรทัดฐานทางสังคมในสมัยนั้นไม่อนุญาต” เขาตอบ
“สิ่งของชิ้นนั้นส่งมาทางไปรษณีย์มาถึงซาเกร็บ พร้อมกับรูปถ่ายปัจจุบันของผู้หญิงที่เล่าเรื่องราวนี้ เธอได้รู้จักพิพิธภัณฑ์เมื่อดูข่าว และขอให้หลานสาวส่งเรื่องราวของเธอมา การตระหนักว่าภารกิจของพิพิธภัณฑ์สื่อถึงจิตใจของผู้คนที่เราอาจจะไม่มีวันได้พบได้ ในประเทศที่เราไม่เคยไปเยือน ทำให้งานของเรามีความหมาย มันอาจจะเป็นเรื่องที่สะเทือนใจ แต่ก็งดงามในเวลาเดียวกัน” ดราเซนกล่าวทิ้งท้าย

หมายเหตุ : นอกจากเปิดรับบริจาคสิ่งของและเรื่องราวของความสัมพันธ์ที่ไม่สมหวังในอดีต อีฟและทีมงานที่เชียงใหม่ยังมีแผนขยายความร่วมมือกับหน่วยงานและผู้คนในเชียงใหม่ ในการจัดกิจกรรมและเวิร์กช็อปหมุนเวียน สร้างความเคลื่อนไหวให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้อย่างต่อเนื่องต่อไป






