23 มกราคม พ.ศ. 2568 เป็นวันที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมจะมีผลบังคับใช้ กล่าวคือ ทุกเพศจะแต่งงานกันได้ทางกฎหมาย การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ใครหลายคนรวมไปถึงเราคิดว่าไทยคงเข้าสู่การเป็นประเทศที่โอบรับทุกเพศแล้วจริง ๆ
แต่นี่นับเป็นเพียงด่านแรกเท่านั้น ยังมีกำแพงที่ต้องทะลาย ประตูอีกหลายบานที่ต้องเปิดให้กว้างสุด ๆ เพื่อให้สังคมพร้อมรองรับตัวตนของประชาชนแต่ละคนได้อย่างแท้จริง
นั่นเลยเป็นเหตุผลที่เรามาคุยกับ 3 ตัวแทนจาก ‘Young Pride Club’ หรือกลุ่มเยาวชนเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ ได้แก่ ปาหนัน พันธวงศ์ และ แชมป์-วีรวัศ ขำคม ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มและ อาร์ตี้-สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์ เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ
หากให้อธิบายโดยย่อว่า Young Pride Club ทำงานเกี่ยวกับอะไร พวกเขาทำงานเพื่อสร้างสังคมที่สนับสนุนเยาวชนในการค้นหาตัวตนทางเพศของตัวเอง บนฐานความเชื่อที่ว่า ทุกคนมีสิทธิ์สำรวจและได้เป็นตัวของตัวเอง ไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ตาม
พวกเขามีวิธีสร้างสังคมนั้นอย่างไร ทั้ง 3 คนพร้อมมาเล่าให้เราฟังแล้ว

จากสิทธิ์การแต่งกายของนักศึกษา สู่การสร้างพื้นที่เพื่อเยาวชน LGBTQ+
อาร์ตี้เริ่มต้นให้เราทำความรู้จักกับ Young Pride Club โดยพาย้อนไปปี 2018 ที่ เบส-ชิษณุพงศ์ นิธิวนา ผู้ก่อตั้งกลุ่มกำลังศึกษาระดับปริญญาโทอยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สิ่งที่เบสเห็นทุกปีช่วงรับปริญญา คือนักศึกษาที่เป็น LGBTQ+ ถูกบังคับให้แต่งกายตามเพศกำเนิด แม้บางคนร่างกายจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่ถ้าอยากเข้าร่วมพิธีพระราชทานปริญญาบัตร พวกเขาต้องตัดผมหรือสวมกระโปรง
ไม่ใช่แค่ระเบียบการเข้าร่วมพิธีพระราชทานปริญญาบัตรเท่านั้น แต่รวมไปถึงการทำเอกสารราชการที่ต้องใช้รูปถ่าย ซึ่งมีกฎอีกว่าให้ใช้รูปถ่ายที่นักศึกษาแต่งกายตามเพศกำเนิดเช่นกัน เบสมองว่านี่เป็นสิ่งที่ขัดแย้งและลิดรอนสิทธิในการเป็นเจ้าของร่างกายตัวเอง
เบส ปาหนัน และเพื่อน ๆ ที่เห็นตรงกันว่าสิ่งนี้ควรได้รับการเปลี่ยนแปลง จึงรวมตัวกันล่ารายชื่อคนที่เห็นด้วยว่าให้เปลี่ยนแปลงกฎการเข้ารับปริญญาจนได้รายชื่อมานับพัน และใช้เวลาระยะหนึ่งกว่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์การแต่งกายเข้ารับปริญญาให้นักศึกษาแต่งกายตามเพศสภาพที่ต้องการได้ แต่การทำเอกสารยังคงไม่ได้รับการแก้ไข ต้องยื่นร้องขออนุญาตเป็นกรณี ๆ ไป รวมถึงยังมีมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์

กลุ่มของเบสจึงขยับกลายมาเป็น Young Pride Club องค์กรที่มีเป้าหมายการขับเคลื่อนเพื่อสิทธินักศึกษา LGBTQ+ ในมหาวิทยาลัย สร้างพื้นที่ให้พวกเขามีสิทธิและใช้ชีวิตได้ไม่ต่างจากเพศอื่น ๆ
“คนมี SOGIE (ย่อมาจาก Sexual Orientation (เพศวิถี), Gender Identity (อัตลักษณ์ทางเพศ) และ Expression (การแสดงออก) ) ไม่เหมือนกัน ในความหลากหลายจึงต้องมีความเคารพในการนิยามตัวตนของแต่ละคนด้วย สถานศึกษาจึงไม่ใช่แค่ที่ให้ความรู้ แต่เป็นองค์กรที่ต้องตามโลกให้ทันว่าเพศไม่ได้มีแค่ชาย-หญิง
“ไม่ว่าจะเพศไหน เราว่าทุกคนต้องการการยอมรับ ได้รับการยืนยันความเป็นตัวตนของเขา โดยไม่จำเป็นต้องทำหนังสือขออนุญาตใคร ไม่มีใครมีอำนาจในร่างกายเรานอกจากเรา” ปาหนันอธิบายให้เราฟังเพื่อย้ำว่าการแต่งกายไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนรับรู้ถึงสิทธิเนื้อตัวของพวกเขา และเป็นวิธีแสดงออกของตัวตนที่ไม่ควรถูกลิดรอนไปโดยใครก็ตาม

พื้นที่เพื่อเยาวชน LGBTQ+
จุดเริ่มต้นแรกที่มาจากนักศึกษา ทำให้การทำงานของ Young Pride Club เน้นไปที่กลุ่มนี้เป็นหลัก แต่การทำงานมาหลายปีทำให้พวกเขาเห็นว่าเยาวชนมีหลากหลายวัย ซึ่งพวกเขาต่างต้องการพื้นที่ปลอดภัยและผู้ใหญ่ที่สนับสนุนให้ได้เป็นตัวเอง กลุ่ม Young Pride Club จึงขยายพื้นที่ทำงานไปยังเยาวชนระดับโรงเรียนผ่านการทำอบรม
เพื่อให้เข้าใจว่าพวกเขาจะสร้างพื้นที่นี้อย่างไร เราขออธิบายผ่านงานที่ Young Pride Club ทำเป็น 5 ก้อนใหญ่ ๆ ก้อนแรก คือนำเสนอเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อเยาวชน LGBTQ+ อย่างเคสต่างประเทศ การผลักดันระบบการศึกษา กฎหมาย LGBTQ+ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
“ช่วงที่คนนิยมเล่นเฟซบุ๊ก เรามียอดเอนเกจถึงหลักล้านตลอด” อาร์ตี้เสริม
ก้อนที่ 2 คือการทำเวิร์กช็อปและจัดอบรมผู้นำเยาวชน LGBTQ+ ใน 4 ภาค กลุ่มเป้าหมายนี้เป็นกลุ่มที่พวกเขาเพิ่งเริ่มมาทำงานด้วย การจะเข้าหาหรือทำให้เยาวชนรู้ว่ามี Young Pride Club อยู่จึงทำผ่านการจัดกิจกรรม
ในฐานะคนเบื้องหลัง อาร์ตี้บอกว่าการจัดกิจกรรมทำให้เขาได้คลุกคลีกับเยาวชนในที่ต่าง ๆ ได้เห็นมุมมองและความสนใจของพวกเขา เขายกตัวอย่างเยาวชนในพื้นที่ภาคใต้ ที่ที่ศาสนามีอิทธิผลต่อวิถีชีวิต มุมมองทางเพศที่แตกต่างเลยเป็นเรื่องท้าทาย แต่เด็ก ๆ พร้อมจะขับเคลื่อนเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง
งานก้อนที่ 3 คือการที่กลุ่ม Young Pride Club ไปร่วมทำงานกับองค์กรอื่น ๆ อย่างการจัดงาน Youth Pride Thailand และ Chiang Mai Pride

“มีการจัดงานไพรด์ที่เชียงใหม่ครั้งแรกเมื่อปี 2008 ซึ่งจบลงด้วยดี แต่งานในปีที่ 2 คือปี 2009 เกิดอุปสรรค คือมีแรงต่อต้านจากคนกลุ่มหนึ่ง ทำให้งานไพรด์งดจัดไประยะหนึ่ง จนปี 2019 ที่กลุ่มพวกเรากลับมาจัดงานไพรด์ที่เชียงใหม่อีกครั้ง แล้วก็เกิดการต่อยอดจัดงานที่ต่าง ๆ จนถึงทุกวันนี้” อาร์ตี้เล่า
ซึ่งงานก้อนที่ 3 เชื่อมโยงกับงานก้อนที่ 4 คือการทำงานร่วมกับองค์กรเยาวชน LGBTQ+ ต่างประเทศ, องค์กรภาคประชาสังคม และนักกิจกรรม เพราะพวกเขามองเห็นแล้วว่าการผลักดันเรื่องนี้ทำแค่ในพื้นที่ตัวเองไม่ได้ หรือแรงที่พวกเขามีอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลง การสร้างเครือข่ายจะช่วยเสริมแรงและเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
งานก้อนสุดท้าย คือการผลักดันระดับนโยบาย ปาหนันอธิบายว่ากลุ่มมีการสำรวจและเก็บข้อมูลว่าเยาวชน LGBTQ+ ถูกลิดรอนสิทธิหรือต้องการการสนับสนุนด้านไหน ทำเป็นงานวิจัยที่ชื่อว่า ‘สายรุ้งในรั้วมหาวิทยาลัย’ เพื่อทำเป็นนโยบายเสนอต่อภาครัฐต่อไป

สถานการณ์โลกที่กระแสฝั่งขวาเพิ่มมากขึ้น
“ความโชคดีอย่างหนึ่งของเราในการทำงานกับเยาวชน คือพวกเขาสนใจประเด็นทำงานของเรา ส่วนมากเขาจะเดินมาหา เลยกลายเป็นบรรยากาศที่ทุกคนอยากเรียนรู้ อยากแลกเปลี่ยนความคิดกัน”
ความโชคดีที่อาร์ตี้ว่าก็มาพร้อมกับข้อจำกัดบางอย่างที่ให้เยาวชนเข้าไม่ถึงความรู้ว่าบนโลกนี้มีเพศอะไรบ้างหรือเป็นตัวเองไม่ได้ เพราะถึงแม้โลกเราจะหมุนไปข้างหน้าเท่าไร แต่ศาสนาหรือความเชื่อของผู้ปกครองยังคงมีอิทธิพลที่มีผลต่อการใช้ชีวิตของเยาวชนเสมอมา
มีบางเสียงบอกว่าการทำงานของ Young Pride Club อาจเป็นการยัดเยียดความคิดให้คนที่ยังมีวุฒิภาวะและประสบการณ์ชีวิตน้อย แต่อย่างที่กล่าวไปช่วงต้นว่าพวกเขาทำงานบนความเชื่อที่ทุกคนมีสิทธิ์นิยามเพศตัวเอง ไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ตาม
“เยาวชนทุกวันนี้เขารู้ได้ง่ายขึ้นว่าเขาควรนิยามตัวเองเป็นอะไร บางคนอาจจะยังมีข้อจำกัดบางอย่างที่เข้าถึงสิ่งนี้ไม่ได้ ไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นตัวเอง พวกเราจึงพยายามทำตัวเป็นพื้นที่ให้เยาวชนได้ข้อมูลที่ครบถ้วน รู้ว่าเขาต้องการอะไร อยากขับเคลื่อนสังคมด้วยประเด็นไหน” อาร์ตี้ย้ำถึงเหตุผลของการมีอยู่ของ Young Pride Club
ปาหนันพยักหน้าเห็นด้วย พร้อมเสริมว่า “ในการสื่อสาร เราเน้นย้ำเสมอว่าต้องให้สิทธิ์กับเด็กในการนิยามตัวเอง หรือที่เขาเรียกว่า Self-determination เราให้เจตจํานงเด็ก ๆ ในการระบุเพศของเขาได้ เราอยากผลักดันในระดับกฎหมายเพื่อวันข้างหน้าเสียด้วยซ้ำ ซึ่งไม่ใช่การยัดเยียด เพราะสิ่งที่เป็นปัญหาจริง ๆ คือปัญหาที่บางคนไม่ยอมรับความหลากหลายทางเพศจนเกิดการต่อต้าน

“แต่อย่าลืมว่าเวลาหมุนไปเรื่อย ๆ ยังไงเด็กก็ต้องมีสิทธิ์รู้และเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ อยู่ดี แล้วมันก็ไม่ได้มีอิทธิพลถึงขั้นเปลี่ยนแปลงความคิดเขาได้ ทุกอย่างอยู่ที่สำนึกรู้ของเจ้าตัว เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่แบบเราที่ต้องดูแล สนับสนุน และคอยอยู่เคียงข้าง พร้อมยืนยันว่าเด็ก ๆ มีเจตจำนงในการเลือกเพศได้ด้วยตัวเอง มีพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงออก”
ตอนนี้คนต่างตื่นตัวกับเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น เด็ก ๆ ลุกขึ้นมาผลักดันสังคมไม่ต่างจากผู้ใหญ่ เป็นสัญญาณว่าพวกเขาก็มองเห็นสิทธิ์และศักยภาพของตัวเองในการสร้างสังคม
ส่วนแชมป์สัมผัสได้ว่าโลกกำลังเผชิญกับกระแสความคิดฝั่งขวามากขึ้น เป็นสิ่งที่เขาและเพื่อน ๆ กังวลว่าจะส่งผลต่อการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นผลการเลือกตั้งในปี 2024 ของสหรัฐอเมริกา หรือคนเริ่มกลับมาต่อต้านกับความหลากหลายทางเพศ
การรวมตัวกันจึงยังจำเป็น เพื่อให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว แลกเปลี่ยนประสบการณ์และคำแนะนำ พร้อมขับเคลื่อนสังคมไปด้วยกัน

ทุกคนควรได้เป็นตัวเอง
ล่าสุดกลุ่ม Young Pride Club ยกระดับการทำงานไปอีกหนึ่งขั้น คือจัดตั้งเป็นมูลนิธิชื่อว่า ‘ยังไพรด์’ เพื่อเสริมความเข้มแข็งในการทำงาน และเป็นสัญญาณว่าพวกเขาจะยังเดินหน้าสร้างสังคมเพื่อคนทุกเพศ เริ่มต้นตั้งแต่ระดับเยาวชน
“ไม่ว่าจะมีแรงต้านอะไรออกมา เราก็ยังเชื่อว่าสังคมพัฒนาได้ คนเข้าใจและเคารพในความหลากหลายทางเพศได้ ไม่ควรมีเยาวชน LGBTQ+ คนไหนที่ต้องพบกับอคติหรือการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เพียงเพราะว่าโลกยังมีคนเลือกที่จะปิดใจ
“พวกเราตั้งใจเดินหน้าสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขาได้ยืนยันตัวตน เดินหน้าสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดี เราจะคงทำมันต่อไป ไม่ว่ากระแสโลกจะเปลี่ยนไปยังไง คนเหยียดเพศจะเยอะขึ้นแค่ไหน แต่ความรัก ความเข้าใจ และการสนับสนุน คือคำตอบสำหรับอนาคตที่เท่าเทียม” แชมป์ทิ้งท้าย

Facebook : Young Pride Club
ภาพ : Young Pride Club
