18 ธันวาคม 2024
3 K

เดือนที่ผ่านมา มีวงใหม่แกะกล่องไร้สังกัดนาม ‘NINEOKMAI’ ปล่อยซิงเกิล นายโอเคมั๊ย? (สะกดด้วยไม้ตรี) ออกมาให้ชาวโลกฟัง ซาวนด์แปลกหู แทรกกลิ่นอายญี่ปุ่น แบบที่ไม่ได้พบกันทั่วไปในวงการเพลงในไทย

แต่จะว่าวงใหม่ก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะนี่คือร่างใหม่ของคนดนตรีหน้าเก่า

กว่า 14 ปีที่ผ่านมา The Yers อยู่ภายใต้ค่าย Smallroom 4 ปี และ genie records อีก 10 ปี ภาพวงร็อกเคร่งขรึมในชุดดำกลายเป็นที่คุ้นตาของแฟนเพลง ก่อนที่งานเลี้ยงจะเลิกรา แล้ว 3 ใน 4 คนก็กลับมารวมตัวกันใหม่ในบรรยากาศที่ต่างจากเดิม

โบ๊ท-นิธิศ วารายานนท์ มือเบส, บูม-ถิรรัฐ ภู่ม่วง มือกลอง, ต่อ หรือ ชิ้น-พนิต มนทการติวงค์ ควบตำแหน่งมือกีตาร์และนักพยากรณ์ประจำวง และสุดท้าย คีตะ แจ้งวัฒนะ นักร้องน้องใหม่วัย 26 ปีที่ทุกคนภูมิใจนำเสนอ

พวกเขาเดินเข้าตึกออฟฟิศของ The Cloud มาด้วยท่าทางเล่นใหญ่สไตล์ยากูซ่า (ในอนิเมะ) ในชุดที่ดูยังไงก็ไม่กลมกลืนกับชาวบ้าน แต่ก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เราฟังอย่างไม่มีกั๊ก

การเกิดใหม่ในครั้งนี้ NINEOKMAI ตั้งใจเป็นตัวเองเต็มที่ เขาจะทำเพลงอย่างที่อยากทำ เล่นอย่างที่อยากเล่น เจาะตลาดแฟนเพลงที่หลากหลายขึ้น โอบรับความเป็นเด็กในตัวเองโดยไม่สนใจภาพเก่า แต่สิ่งที่ยังคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง คือคุณภาพของงาน

ผู้เขียนเป็นหลานอายุห่าง 10 ปีของมือกลอง และเฝ้ามองเส้นทางสายดนตรีของทุกคนอยู่ห่าง ๆ มาตลอด สำหรับเราแล้ว นี่เป็นบทสนทนาที่ให้แรงบันดาลใจไม่น้อย เพราะทำให้เห็นภาพตัวอย่างของ ‘การเริ่มต้นใหม่’ ที่ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ก็เกิดขึ้นได้

แถมทำได้อย่างสดชื่นด้วยนี่สิ

ตัวตนที่แท้จริง

ชื่อวง NINEOKMAI ฟังแล้วรู้เลยว่าตั้งมาจากวงร็อกญี่ปุ่น ONE OK ROCK ตั้งใจให้ดูเป็นแบบนั้นไหม

โบ๊ท : ได้หมดเลย แต่สำหรับเรามันหมายถึง นายโอเคมั้ย เราอยู่ตรงนี้เป็นเพื่อนนายนะ

ต่อ : อารมณ์เหมือนอยู่ตัวคนเดียวแล้วมีคนมาแตะปุ๊บ น้ำตาร่วงเลย ประสบการณ์ตรงด้วยแหละครับ บางทีเราเผลอเก็บอะไรไว้เยอะ ๆ ไม่เคยบอกใคร พอมีใครสักคนที่ยื่นมือเข้ามาถามว่า โอเคไหมวะ (โบ๊ท : อย่ามาจับกู) เออ น้ำตาร่วง

โบ๊ท : มันคือทัศนคติของวง คำว่า ‘นายโอเคมั๊ย?’ คำเดียวคือบอกได้หมดเลยว่าวงนี้คืออะไร มันคือความเป็นมิตร เป็นเพื่อน ในการ์ตูนโชเน็นญี่ปุ่นเขานำเสนอเรื่องนี้เป็นพิเศษ คิดว่านี่คือแก่นหลักของวงที่เรารู้สึกเหมือนกัน

ได้ชื่อนี้มาได้ยังไง ล้ำอยู่นะ

โบ๊ท : ตอนนั้นเล่นคอนเสิร์ตอยู่ ปรับลุคกันอยู่พอดี พอถ่ายรูปออกมาก็คุยกันว่า โห เหมือนญี่ปุ่นเลย พวก ONE OK ROCK อะไรอย่างนี้ เฮ้ย ทำวงญี่ปุ่นเล่นกันดีกว่า ชื่อ NINEOKMAI คล้าย ๆ กัน

พอพูดเล่น ๆ แล้วภาพมันแวบเข้ามาในหัวเลย อยากแนะนำตัวตนเวทีว่า “สวัสดีพวกเรานายโอเคมั้ยยยย!!! คนดูตะโกนกลับมา “โอเค!!!” แค่นี้ก็สนุกแล้วอะ ทำดีกว่าว่ะ แต่ระหว่างทางก็คุยกันว่าชื่อนี้มันไม่จริงจังไหมวะ 

ต่อ : ตอนแรกไม่โอเคเลยนะ พูดเลยแบบ โบ๊ท ไม่ได้ มันออกไปเป็นชื่ออะไรแบบนั้นไม่ได้ ตลกอะ

โบ๊ท : ตกผลึกกันนานเหมือนกันนะ เถียงกันยันมีชื่ออื่นขึ้นมา แต่ก็โค่นชื่อนี้ไม่ได้เลย สุดท้ายเพลงที่ทำออกมาก็บอกเราว่า เออ อันนี้ได้ มันจริงจังพอแล้ว

ปล่อยมาไม่นาน เอ็มวีเพลงแรกก็ได้ยอดวิวเยอะแล้ว

โบ๊ท : สุดยอดมาก เพื่อนฝูงและสังคมให้การต้อนรับดีมาก ตอนแรกเราเตรียมไว้ว่าหมื่นเดียวนี่ก็เฮแล้วนะ จริง ๆ จริง ๆ (พูดย้ำ) เพราะเป็นอะไรที่ใหม่ มัน Niche ครับ

มีฟีดแบ็กเรื่องคีตะด้วย เรากังวลว่าคนจะโอเคกับเขาไหม แต่ 100% ก็ให้การต้อนรับเขาเป็นอย่างดี ไม่มีใครว่าอะไรเลย

คีตะ : อันนี้คือดีสุดๆ ไปเลย เซอร์ไพรส์นะ ต่างจากที่คิดไว้พอสมควร ตอนแรกก็เกร็งคอรอแล้ว อยากปิดห้ามคอมเมนต์ (หัวเราะ)

NINEOKMAI นิยามแนวเพลงของวงกันว่ายังไง

บูม : พยายามเรียกแค่ว่า Modern Pop Rock แต่เราไม่ได้อยากระบุว่าตัวเองเป็น J-Pop เพราะจะถูกตีกรอบว่าต้องเป็น J-Pop ตลอดไป ถ้าออกนอกแนว มึงผิด หักหลังแฟนเพลง (หัวเราะ)

โบ๊ท : ในคอมเมนต์ส่วนใหญ่คนจะพูดกันว่า โห คิดถึง J-Rock ญี่ปุ่น ๆ เลย ความจริงแล้วมันคือเราทุกคนชอบเพลงญี่ปุ่นกัน แต่ญี่ปุ่นของเราแต่ละคนก็มาจากหลากหลายที่เหมือนกัน และมาลงตัวที่ NINEOKMAI พอดี คนฟังเขาก็จะคิดถึงเพลงญี่ปุ่นที่เคยฟังแบบนั้นแบบนี้ ในช่วงเวลาต่าง ๆ เรียกว่า J ของเราไม่เท่ากัน (เสียงหล่อ)

บูม : ตอนแรกยังมีกลิ่นของวงเก่า ด้วยความที่เรา 3 คนเล่นมา 10 กว่าปี เลยกลายเป็นลายเซ็น เหมือนเขียนหนังสือแล้วลายมือเป็นอย่างนั้นน่ะ แต่พอมีคีตะเข้ามา คีตะก็วางคอร์ด ออกแบบวิธีการร้องที่แตกต่างบนลายเส้นเดิม จนกลายเป็นสิ่งใหม่สำหรับพวกเรา

โบ๊ท : เราปรับดนตรีตามเสียงร้องคีตะด้วย และท้ายที่สุดก็ได้โปรดิวเซอร์ที่ชื่อว่า ปกป้อง จิตดี วง Plastic Plastic คอยมาตบ Sound Design ให้ร่วมสมัยและสว่างขึ้น

แต่ก่อนเคยเห็นแต่ลุคชาวร็อกชุดดำ แต่ตอนนี้เปลี่ยนแนวไปเลย จริง ๆ แล้วตัวตนของทุกคนเป็นแบบไหนกันแน่

ต่อ : ตัวตนเป็นแบบนี้ 

เราชอบ J มาแต่ไหนแต่ไร 10 กว่าปีที่แล้วเราเป็นแค่เด็กที่มีความฝัน ฉันอยากเล่นดนตรี อยากเป็นศิลปิน และมีที่ให้เล่น แต่ถ้าพูดตรง ๆ เราถูกตีกรอบไว้ค่อนข้างแคบมาก ตอนนี้พออายุเยอะขึ้นก็เลยรู้สึกเหมือนเป็นตัวเอง 100% แล้ว เป็นวงอิสระที่ทำทุกอย่างได้โดยมีความสุขแล้ว 

ไหน ๆ ก็ไม่มีตลาดให้ลง เราก็ขุดทางให้ตัวเอง อยากเล่นแบบไหนก็เล่น ส่วนไลฟ์สไตล์ การแต่งตัว เราก็แต่งตัวแบบนี้อยู่แล้ว แค่เมื่อก่อนอาจจะต้องใส่ยูนิฟอร์มของออฟฟิศตอนมาทำงานหน่อย

บูม : เมื่อก่อนเป็นการนำเสนอเพลงด้วย แนวเพลงเราค่อนข้างจริงจัง ถูกตั้งมาให้ดูขรึมเวลาอยู่บนเวที ห้ามยิ้ม แต่เราก็ไม่ได้ใส่ชุดดำกันทุกวัน ตัวจริงก็เป็นแบบนี้กันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แฟนเพลงที่สนิทกันก็สัมผัสได้นะว่าจริง ๆ เราเป็นคนไม่เต็ม (ทุกคนหัวเราะ)

ทุกคนดูเป็นคนที่เติบโตมากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นมากเลย

บูม : ตลกตรงที่เรา 4 คนโตมาจากต่างที่กัน แต่สุดท้ายก็มีการ์ตูนเรื่องหนึ่งที่เชื่อมเราไว้ได้ อย่าง One Piece ที่ตามกันมาตั้งแต่เด็ก ตอน ป.5 ทุกอาทิตย์ต้องรออ่านในหนังสือ C-KiDs จนกลายเป็นชีวิตประจำวัน ซึ่ง One Piece มีความตลก บ้า ๆ บอ ๆ การพัฒนาความสัมพันธ์ของตัวละคร และเรื่องมิตรภาพที่สำคัญที่สุด 

แก๊งพี่ ๆ ในมุมมองของนักร้องหน้าใหม่เป็นยังไงบ้าง

คีตะ : ผมเห็นพี่ ๆ ตั้งแต่ตอนเรียนกลองกับพี่บูม ตอนนั้นคิดว่าเขาตัวสูงกันจังเลย ดูเป็นผู้ใหญ่ ดูเป็นวงดนตรีของจริง (หัวเราะ) คราวนี้พอจะทำวงได้มาเจอพี่ ๆ ครั้งแรกที่ร้านกาแฟ ก็คิดว่าเป็นคนชิลล์ ๆ นี่หว่า

บูม : ตอนแรกก็ดูออกว่าคีตะเกร็งนะ

โบ๊ท : ถ้ามองเป็นฉากในการ์ตูน เหมือนน้องพระเอกมาใหม่รู้สึกว่า เฮ้ย พี่เขาตึงว่ะ (ทำหน้าเข้ม) คุยไปคุยมาเป็นทรงการ์ตูนญี่ปุ่นหมดเลย

ซึ่งการ์ตูนเรื่องนั้นคือ คุโรมาตี้ โรงเรียนคนบวม นะ

โบ๊ท : ใช่ ๆๆๆๆๆๆ (หัวเราะ)

บูม : เปิดเข้ามา เจอโบ๊ทนั่งกินดินสออยู่

ให้ฉันยืนอยู่ตรงนี้ (ข้าง ๆ เธอ)

คีตะเป็นใครมาจากไหน

คีตะ : เป็นลูกเสี้ยวญี่ปุ่น คุณพ่อเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เกิดที่ LA สหรัฐอเมริกาครับ ไม่ได้เล่นมุกร้อยเอ็ดนะ LA จริง ๆ (หัวเราะ) พ่อแม่ไปแต่งงานกันที่นู่นเลยได้สัญชาติ แล้วกลับมาไทยตอนประมาณ 5 ขวบ

เราเติบโตมากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นอยู่แล้วครับ ปู่ย่าสอนพูดภาษาญี่ปุ่นบ้าง แต่ตอนเริ่มเล่นดนตรีเราไปเริ่มจากฝั่งตะวันตกอย่างแนวพังก์ เพราะฝั่งญี่ปุ่นเล่นยากมาก กว่าจะเล่นจริงจังก็ขึ้นมหาลัยแล้ว แต่ระหว่างนั้น ตอน ม.3 – 4 ได้รู้จักกับพี่บูมก่อน ไปลงเรียนกลองกับเขาคอร์สหนึ่งเพราะอยากตีกลองเป็น

บูม : เจอคีตะมาตั้งแต่เด็ก ๆ เห็นแล้วแหละว่าน้องเป็นเด็กเก่งมาก แต่ยังไม่มีโปรเจกต์อะไรเกิดขึ้นนะ ด้วยเรื่องภาระ ด้วยวัยที่ต่างกัน ณ ตอนนั้น

คีตะ : ผมผจญภัยในสายนั้นมาเรื่อย ๆ ตามทางตัวเอง อยู่กับเพื่อนมหาลัยก็คัฟเวอร์วงญี่ปุ่น วง J-Rock เล่นเพลงเพลงเปิดอนิเมะ คัฟเวอร์ศิลปินดัง ๆ เล่นตามอีเวนต์ญี่ปุ่น แล้วก็มีคัฟเวอร์วงยุคเก่า L’Arc〜en〜Ciel

โบ๊ท : วง L’Arc〜en〜Ciel เป็นวงที่ตรงรุ่นของพวกเรามาก ๆ แล้วก็เห็นน้องเล่นเพลงนี้ ก็คิดว่าโอเค ความชอบเราน่าจะตรงกันแล้วล่ะ บูมก็นัดมาคุย

แต่ตอนนั้นคีตะไม่ได้เป็นนักร้องใช่มั้ย

บูม : น้องไม่ได้เป็นนักร้อง น้องเล่นกีตาร์ แต่เราก็ดูคลิปน้องร้องเพลงอนิเมะแล้วรู้สึกว่าเป็นคาแรกเตอร์ที่อยากได้พอดี

คีตะ : ผมอยากเป็นนักร้อง แต่ไม่มั่นใจ ไม่ชอบเสียงตัวเอง แถมเมื่อก่อนตอนเป็นดีเจแล้วไลฟ์ร้องเพลงมีคนพิมพ์ด่าว่าเพี้ยน ตอนนั้นเรายังเด็กก็ด่ากลับ (หัวเราะ) จากนั้นก็ปฏิเสธการร้องเพลงมาตลอด แต่ว่าช่วงที่พี่บูมมาเห็น เราพยายามออกจากเซฟโซน ลองร้องบ้าง อายก็ช่างมัน อย่างน้อยขอให้ได้ทำ มันจะพาเราไปถึงไหนก็ไม่รู้ สุดท้ายมันพาเรามาจุดนี้

บูม : เราอยากทำดนตรีที่เด็กรุ่นใหม่ฟังได้ด้วย ส่วนรุ่นผู้ใหญ่ก็ยังรับได้อยู่ ถ้าดนตรียุคเรามันล้าสมัยไปแล้ว เลยอยากหานักร้องเด็กกว่าแต่มีความชอบใกล้เคียงกัน พอได้คีตะมา ทักษะเขานำเราไปไกลเลย รุ่นเราคุยกับกล้อง ทำอะไรต่อหน้ากล้องไม่ได้ แต่เขาทำได้โดยไม่เคอะเขิน

เขาร้องเพลงแล้วมีเสน่ห์ด้วยนะ ผู้หญิงเห็นแล้วชอบแน่นอน สิ่งที่สำคัญสำหรับคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าคือเป็นหน้าตาของวง ถ้าเราเลือก Front Man เป็นคนรุ่นอื่น แต่นำเสนอเพลงที่เด็กลง คนจะไม่เชื่อ แบบน้า ๆๆๆ กลับไปเล่นเพลงน้าเหอะ อะไรแบบนี้

กลายเป็นว่าคนที่มาร่วมด้วยท้ายสุดไม่ใช่คีตะ แต่เป็นพี่ต่อเหรอ

ต่อ : ใช่ ไม่ได้มาร่วมกับบูมกับโบ๊ทตั้งแต่แรก จริง ๆ ตัดสินใจเพราะคีตะเลย แต่พอบอกว่า เฮ้ย คีตะจะมาร้อง มันเริ่มน่าสนใจ แล้วเราก็อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าเขามาโผล่ในตำแหน่งนี้จะเป็นยังไง 

ถามจริง พี่ต่อเปิดไพ่เช็กดวงวงก่อนตัดสินใจไหม

ต่อ : เราต้องเช็กอยู่แล้ว ว่า…

โบ๊ท : จะรอดมั้ย (ระเบิดหัวเราะ)

ต่อ : เป็นนักพยากรณ์​ก็ต้องพยากรณ์อยู่แล้วว่าทำสิ่งนี้กับเพื่อนกลุ่มนี้จะดีไหม มันต้องมีเป้าหมายล่วงหน้า เราเปิดไพ่ ดูวันเดือนปีเกิดสมาชิก

บูม : วันปล่อยเพลงก็ดู วงอื่นอาจจะคิดว่าวันนี้วันอาทิตย์คนน้อยนะ วันนี้เยอะ แต่วงนี้กาปฏิทินดูฤกษ์เลย

ต่อ : เทมโป้ (ความเร็ว) เพลงก็ด้วย เราเป็นคนที่ขึ้นเดโม่เพลง รู้สึกว่าถ้าเลือกเลขที่ดีก็จะได้สิ่งที่ดี ก็เลยเลือก 155 เพราะบวกมาได้เลข 11 แล้ว 11 เป็นเลขราชาโชค เกี่ยวกับโชคลาภ

เห็นว่าคีตะเป็นคนแต่งเนื้อเพลงเองด้วย

คีตะ : ใช่ครับ ผมเป็นคนแต่ง ผมไม่เคยเขียนเพลงมาก่อนเลย เคยเขียนเล่น ๆ นี่คือการเขียนจริงจังครั้งแรก เรียนคณะดนตรีมา แต่เราเรียน Sound Engineer เลยได้รับการช่วยเหลือจากพี่ ๆ หลายคน คนหนึ่งก็คือ พี่กอล์ฟ Superbaker เราได้วิธีการจับ Material ต่าง ๆ มาสื่อสารเป็นเนื้อเพลงจากเขา แล้วก็มี พี่แจ๊ป The Richman Toy เราได้วิธีการเรียบเรียงความคิดที่ค่อนข้างแปลกใหม่จากเขา แล้วก็มี พี่วิน The Ginkz ช่วยแนะนำเรื่องเทคนิคการร้อง

โบ๊ท : ฝั่งผมก็มีไปขอคำปรึกษา พี่โอม COCKTAIL ตอนนั้นก็กล้า ๆ กลัว ๆ ว่าสุดทางขนาดนี้แล้วดีไหม แต่พี่โอมบอกคำหนึ่งว่า ยุคนี้ต้องชัดเจน เป็นตัวตน และทำจากใจที่สุด ไม่ต้องบันยะบันยัง ประดิดประดอย คนฟังเขาดูออก งั้นโอเค เราเดินหน้าเต็มกำลังเลย

เรื่องราวในเนื้อเพลงมีที่มายังไง

คีตะ : ก่อนหน้านี้ผมเคยเข้ารับการบำบัดทางจิตครั้งหนึ่ง ช่วงนั้นจะเรียกว่ามีปัญหาชีวิตก็ได้นะ เครียด ๆ เรื่องที่บ้านและอีกหลายเรื่องจนเริ่มเอาไม่อยู่ เคยปฏิเสธอะไรแบบนี้มาตลอดเพราะเชื่อว่าเราแข็งแกร่ง แต่จริง ๆ แล้วเราทำเป็นเข้มแข็ง ปฏิเสธความรู้สึกในแง่ลบว่าไม่ใช่เรา ทั้ง ๆ ที่มันคือธรรมชาติของคน พอยอมรับความรู้สึกก็เหมือนการยอมรับตัวเองได้ 

ท่อนฮุกในเพลง ผมหมายถึงการยืนเคียงข้างความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง อย่าลืมรักตัวเองก่อน แต่จะตีความเป็นการยืนอยู่เคียงข้างเพื่อนก็ได้ หลับตาลงก่อน หายใจเข้าออก เป็นคำที่นักบำบัดพูดกับผมในวันนั้น รู้สึกอย่างไร เขียนมันออกไป ก็ด้วย มันคือการเล่าประสบการณ์ตรง ๆ เลย

มันเป็นเรื่องที่คนสมัยนี้อินมากเลยนะ

คีตะ : ใช่ โดยเฉพาะ Pre-hook ที่สะท้อนคนในยุคนี้ พยายามกำหนดชีวิตตัวเองทุกอย่าง บาลานซ์ทุกอย่างให้ได้

โบ๊ท : ซึ่งวัยพวกผมอะ นายโอเคมั้ย หมายถึงการกอดคอ นั่งอยู่เคียงข้างเพื่อน แต่ถ้าเป็นวัยของคีตะ เขาบอกว่าเขาโอเคกับการที่คนบอกว่า สิ่งที่ทำมาดีแล้วนะ นายโอเคแล้วที่เป็นตัวเองแบบนี้ เนื้อเพลงครอบคลุมคนทั้ง 2 รุ่นได้

คิดว่าแฟนเพลงได้รับสารที่ทุกคนตั้งใจกันไหม

ต่อ : มีแฟนคลับคนหนึ่ง เราได้ยินข่าวว่าเขาทำร้ายตัวเองเพราะไม่อยากอยู่บนโลกนี้แล้ว แต่เขาฟื้นขึ้นมาในจังหวะที่เพลงออกวันนั้นพอดี พอฟังเพลงเรา เขาก็พิมพ์มาบอกว่า เขาได้รับพลังงานที่ช่วยเยียวยาเขาได้ เขาไม่อยากไปแล้ว 

เหตุการณ์นี้ทำให้เรารู้สึกว่า โห เพลงทำหน้าที่ของมันได้จริง ๆ

ถึงเวลาออกทะเลกันอีกครั้ง

แต่ละคนอายุขนาดนี้แล้ว อยู่ในวงการมาก็นานแล้ว ยากไหมในการเริ่มต้นทำวงใหม่อีกครั้งหนึ่ง

โบ๊ท : มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียคือกังวลว่าเหลือเวลาน้อยแล้วรึเปล่า เราเอาต์แล้วรึเปล่าวะ แต่ข้อดีคือแลกกับการที่ไม่เหลือความกลัวแล้ว 

ที่ผู้ใหญ่ใช้คำว่า ‘เก๋าเกม’ อาจไม่ใช่ว่าทำตัวเก๋า แต่รู้สึกจากข้างในว่าเราเคยผ่านมาแล้ว พอเกิดความรู้สึกสบาย ๆ ผลงานก็ดีตาม ก่อนหน้านี้ยังมาไม่ถึงจุดนี้นะ แต่ NINEOKMAI ทำให้ผมก้าวข้าม Coming of Age ที่เขากังวลกัน

ต่อ : วัยนี้ไม่มีเวลามาเลือกแล้ว ถ้าไม่ทำก็ไม่ทำไปเลย ยึกยัก ๆ เสียเวลา สมมติเสียเวลา 3 ปีก็ 40 แล้วนะ แต่คีตะเสียเวลา 3 ปียังไม่ 30 เลย เวลาของเราต่างกัน

อีกอย่างที่เรารู้สึกชัดมาก ๆ คือการส่งคนนี้ไปอีกที่หนึ่ง (มองไปที่คีตะ) โดยใช้สิ่งที่เรามีอยู่แล้ว คือชื่อเสียงเดิมและความสามารถเรื่องดนตรี ถ้าเราส่งน้องได้มันจะโคตรดีเลย

บูม : พี่กอล์ฟ Superbaker พูดว่า เราแต่งตัวหลอกได้ว่าเป็นวัยรุ่น แต่สังขารมันไม่หลอก แต่ก่อนเล่นติดกัน 10 วันยังไม่เหนื่อยขนาดนั้น เดี๋ยวนี้ 3 วันเริ่มไม่ไหวแล้ว ทั้ง ๆ ที่ไม่กินเหล้า นอนเต็มที่ เราอาจจะมีอายุอยู่ในวงการอีกสัก 10 ปี มันอาจจะเป็นเรื่องของคนรุ่นต่อไปที่คีตะอาจจะไปสานต่อ

ต่อ : พออายุเท่านี้ เพื่อนร่วมวงการหลายคนก็หมดไฟไปแล้วนะ ถึงช่วงเปลี่ยนผ่านแล้ว 

โบ๊ท : แต่ตราบใดที่พี่ ๆ Lomosonic ยังเร่าร้อนอยู่บนเวที เราก็เชื่อว่าเราทำได้!

วงการเพลงตอนนี้ต่างจากตอนที่เริ่มทำวง The Yers ยังไงบ้าง

โบ๊ท : (ซู้ดปาก)

บูม : หูย ทุกวันนี้สนุก ถ้าเห็นวงเด็กให้ตีไปเลยว่าเก่ง ล่าสุดไปดูวงเด็กมัธยมที่สยาม พวกเขาเก่งมาก กล้าทำ กล้าพูด กล้าคิด ตื่นเวทีน้อยมาก ตอนนั้นเรายังอะไรไม่รู้ แต่เขาคือระดับมืออาชีพไปแล้ว พวกเขาทำให้วงการเพลงคึกคัก 

การที่มีวงเยอะก็เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะจะได้เห็นเด็ก ๆ ทำอะไรที่แตกต่าง ตลาดก็กว้าง แฟนเพลงเลือกสนับสนุนวงที่ตัวเองชอบได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นกลุ่มใหญ่ 

การทำวงนี้ก็เป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ รู้สึกว่า ทำเลย ไม่ต้องรอ สุดท้ายถ้าเราจริงจังกับมันและผลงานดี จะมีพื้นที่ให้เราเสมอ

มีความคิดว่าจะต้องสู้เด็กรุ่นใหม่ให้ได้ไหม

บูม : ไม่เลย เราไม่ได้อยากทำวงไปแข่งกับใครอยู่แล้ว เกลียดกันไปเดี๋ยวก็ต้องเจอกันอยู่ดี ช่วยสนับสนุนกันไปดีกว่า

แต่ก่อนเวลาไปยืนดู The Yers เล่นสด จะเห็นแฟนคลับผู้ชายใส่ชุดดำเต็มไปหมด ตอนนี้แฟนคลับวงเป็นคนกลุ่มไหน

บูม : เราลงมือทำกันเอง ศึกษาสถิติหลังบ้านกันเอง ผลที่ได้คือแรก ๆ ผู้หญิงน้อย เพราะฐานแฟนคลับเก่าส่วนมากเป็นผู้ชาย แต่หลังจากนั้นเปอร์เซ็นต์ผู้หญิงเริ่มเพิ่มขึ้น เรื่องอายุเริ่มเด็กลง อันดับแรกเป็นคนอายุประมาณ 20 จนถึง 20 ปลาย ๆ ส่วนวัยเราไปอยู่ประมาณอันดับ 3 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี 

มันคือเรื่องการยืนระยะของวง วงดนตรีต้องการแฟนเพลงมาดูคอนเสิร์ต คนที่โตแล้วอาจต้องแต่งงานมีลูก อาจจะสนับสนุนห่าง ๆ แต่คนที่พร้อมมาดูได้คือเด็ก ๆ ตอนนี้เราอยากได้กลุ่มเป้าหมายที่เด็กกว่านี้ ก็ถือเป็นความท้าทายของวง

การมีวงดนตรีมักเป็นความฝันของวัยรุ่น พอถึงช่วงวัยหนึ่งหลายคนเริ่มแยกย้ายกันไปทำอย่างอื่นแล้ว แต่ทำไมทุกคนยังอยากอยู่ตรงนี้

บูม : มันเลิกไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าไม่มีวงก็คงเล่นอยู่บ้านอยู่ดี แต่ถ้ามีที่เล่นกับเพื่อน ทำไมจะไม่ออกไปเล่นให้สนุก มันเป็นเหมือนพรและคำสาปในเวลาเดียวกัน ถึงเวลาเราก็โหยหามันอยู่ดี นี่ยังคิดอยู่เลยว่าเหลือเวลาอีกไม่กี่ปีเองเหรอ ทำยังไงให้ได้เล่นต่อ

โบ๊ท : เอาจริง ๆ ยังไม่เคยถึงจุดที่ประสบความสำเร็จลอยตัวชนิดที่ว่าไม่ต้องทำอย่างอื่น เคยสัมผัสเพื่อน ๆ ในวงการที่เขาประสบความสำเร็จมาก ๆ มันดูเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยนะ เขาอาจจะต้องรับมือกับความดัง อาจจะทำอะไรเหมือนเดิมแล้วเริ่มเบื่อ แต่เรายังไม่เจอตรงนั้น เราอยากให้ดนตรีดูแลทั้งเราและคนรอบข้างได้

แล้วคีตะล่ะ มองอนาคตในการอยู่ในวงการยังไงบ้าง

โบ๊ท : เฮ้ย น่าสนใจ

คีตะ : ผมไม่ใช่คนที่วางแผนจริงจังขนาดนั้น เพราะไม่ค่อยเป็นไปตามนั้น แต่ถ้ามองไกล ๆ ก็อยากจะไปถึงขั้น Fujii Kaze นะ (ทุกคนว้าว)

ผมรักในการเล่นดนตรี แต่ก็สนใจหลายทาง ละครเวที ตัวประกอบนิดหน่อย พากย์เสียงเล่น ๆ ก็เคยแตะ และมีอีกฝันคืออยากเป็น Stand-up Comedy แต่ไม่คิดว่าตัวเองจะไปถึงจุดนั้นหรอก ด้วยนิสัยแล้วไม่ค่อยอยากเจอคน (ยิ้ม)

ถ้าเป็นโจรสลัด สิ่งที่ทุกคนตามหาก็คือวันพีซ แล้วในฐานะนักดนตรี สิ่งที่ทุกคนกำลังตามหาคืออะไร

บูม : คือการเดินทาง การเป็นนักดนตรีกับโจรสลัดคล้ายกัน มันพาเราไปในที่ที่ไม่เคยไปหรือไม่เคยคิดจะไปมาก่อน ไปใกล้ ไปไกล ไปเจอคนใหม่ ๆ ไปเจอเพื่อนฝูง มันเหมือนกับได้ผจญภัย

คีตะ : ผมหลงใหลในศิลปะของดนตรี ผมไม่คาดหวังปลายทาง ไม่รู้ว่าจะพาไปถึงจุดไหน แต่จะค้นหาอิสระ ความตื่นเต้นต่าง ๆ ในเส้นทางการทำงานศิลปะ ความสนุกของการใช้ชีวิต แต่แน่นอน เงินก็สำคัญ

โบ๊ท : ผมมองหาจุดจอดเรือของผม (เสียงหล่อ) ผมมีสโลแกน คือ ‘Where the Boat go’ เรือลำนี้จะไปจอดที่ไหน เมื่อก่อนเคยมีคำตอบอยู่ แต่ตอนนี้หายไปแล้ว ผมอยากได้คำตอบให้รู้ว่าเกาะนั้นจะเป็นที่พักพิงของหัวใจ ระหว่างทางเราจะไม่กลัวอะไร เพราะสุดท้ายจะกลับไปที่นั่น

ต่อ : สำหรับเรานะ คล้าย ๆ กับสิ่งที่เราทำ ก็คือการดูดวง เราดึงพลังงานจากคนที่อยู่ต่อหน้ามาได้เยอะมาก ซึ่งดนตรีก็ทำสิ่งนีได้เหมือนกัน แม้ว่าแต่ก่อนไม่เคยคิดว่าจะทำได้เลยนะ

ไหน ๆ ในวงก็มีนักพยากรณ์แล้ว พี่ต่อทำนายไว้หรือเปล่าว่าวงจะเป็นยังไงต่อไป

ต่อ : ตามที่ดูมา วงจะโตขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้แป๊บเดียวเปรี้ยงปร้าง แต่เป็นแบบนี้ไปตามทางของเขา มันออกไพ่เด็ก 2 ใบเลย วงนี้มีความเป็นเด็กสูงมาก และจะสนุกแบบนี้ไปเรื่อย ๆ

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์