“มะละกา ได้ยินชื่อนี้ก็ตอนที่เตรียมสอบโอเน็ตวิชาสังคม” เพื่อนคนหนึ่งบอกแบบนั้น หลังจากรู้ว่าเรากำลังจะได้ไปเมืองชื่อคุ้นแต่ไม่เคยคิดจะไปมาก่อน
มะละกา (Melaka) เป็นเมืองมรดกโลกและอดีตเมืองท่าสำคัญของอาเซียน ตั้งอยู่ทางใต้ของประเทศมาเลเซีย แม้ว่าจะมีขนาดเพียง 303 ตร.กม. กับจำนวนประชากรหลักล้านต้น ๆ แต่มะละกาเป็นเมืองที่ผสมผสานทั้งวัฒนธรรมจีน โปรตุเกส เนเธอร์แลนด์ (ดัตช์) และอังกฤษเอาไว้ จึงเป็นเหตุให้เมืองเล็กแห่งนี้มีเสน่ห์เหลือล้น จนเราที่ได้ไปเยือนมาแล้วอยากอยู่เที่ยวมะละกาต่ออีกสักอาทิตย์ และแน่นอนว่าทริปนี้ทำให้เราได้เห็น ‘ช่องแคบมะละกา’ กับตาจริง ๆ!
เราว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไทยไม่ค่อยเก็บมะละกาไว้ลิสต์เมืองใกล้บ้านที่น่าเที่ยวเพราะยังไม่มีเที่ยวบินตรงจากไทยไปลง แต่ปัญหานี้จะหมดไปถ้าคุณใช้วิธีเดียวกับเรา นั่นคือเลือกเดินทางด้วยสายการบิน Scoot ซึ่งเพิ่งมีเที่ยวบินจากสิงคโปร์ไปถึงมะละกาเมื่อเดือนก่อน ที่สำคัญ Scoot เลือกใช้เครื่องบินรุ่น E190-E2 ลำใหม่เอี่ยม บินจากสนามบินชางงีแค่ชั่วโมงเดียวก็ถึงจุดหมายปลายทางแล้ว
บทความนี้เป็นบันทึกการท่องไปดินแดนแห่งการค้าเครื่องเทศของมาเลเซีย ซึ่งในครั้งนี้ Tourism Melaka อาสาเป็นไกด์พาชมเมืองเอง เราได้เลยเก็บทุกแลนด์มาร์กของเมืองมาครบ และแน่นอนว่าเราจะแบ่งปันวิธีเดินทางให้ฟังด้วย
ช่องแคบมะละกาแคบแค่ไหน ที่นั่นคล้ายกับภูเก็ตบ้านเราจริงหรือเปล่า แล้วแตกต่างจากหลายเมืองดังในมาเลเซียอย่างไรบ้าง เราจะบอกคุณหลังจากนี้
เราออกเดินทางจากประเทศไทยด้วยสายการบิน Scoot ซึ่งเป็นสายการบินราคาประหยัดในเครือสิงคโปร์แอร์ไลน์ มาถึงบ้านเจ้าเมอร์ไลออนในช่วงบ่ายของวันอาทิตย์ แวะไว้พระ หาของกิน ขึ้น MRT ลงสถานีนั้นออกสถานีนี้จนพลบค่ำ แล้วพักผ่อนเอาแรง 1 คืน ก่อนจะกลับมาที่สนามบินอีกครั้งในช่วงสายของอีกวัน เพื่อออกเดินทางต่อไปยังเมืองมะละกา ประเทศมาเลเซีย ด้วยเครื่องบินรุ่น E190-E2 จากสายการบิน Scoot เช่นกัน

แม้ว่าเส้นทางการบินนี้จะเพิ่งเปิดให้บริการเพียงเดือนเศษ แต่ก็มีผู้โดยสารเต็มทุกที่นั่ง หันซ้ายแลขวา บางคนเป็นนักท่องเที่ยว บางคนเป็นนักธุรกิจ และอีกหลายคนเป็นคนท้องถิ่น บินลัดฟ้ามาเพียงชั่วโมงกว่า คุณกัปตันก็ประกาศว่าทุกคนถึง Malacca International Airport (MKZ) แล้วครับผม
นานมากแล้วที่ไม่ได้เกิดอาการประหม่าต่อหน้าพี่ ตม. แม้ว่าจะไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ด้วยบรรยากาศท่าอากาศยานนานาชาติมะละกาที่เงียบเชียบ แก๊งนักท่องเที่ยวอย่างพวกเราจึงหวั่นใจอยู่ไม่น้อย ก่อนมาเยือนมาเลเซีย แนะนำให้ทุกคนกรอก MALAYSIA DIGITAL ARRIVAL CARD (MDAC) มาก่อน เสร็จแล้วก็ยื่นพร้อมพาสปอร์ตให้พี่ ๆ ตม. สแกนนิ้ว ประทับตราปึ้ง ๆ เสร็จแล้วก็ออกไปเที่ยวต่อได้เลย
พอออกมาด้านนอก ที่หลงเข้าใจไปว่ามะละกาเป็นเมืองเงียบสงบก็ผิดถนัด เริ่มจากการต้อนรับแบบยิ่งใหญ่ประหนึ่งเป็นทริปเก็บตัวมิสแกรนด์ก็เริ่มต้นขึ้น คนมะละกาและมาเลเซียเป็นมิตร พูดภาษาอังกฤษคล่องแคล่ว บางคนพูดภาษาไทยได้ด้วย ส่วนเรานั้นซ้อม Salamat Datang มาอย่างดี อ้อ ลืมบอกไปว่าเรามาถึงในช่วงบ่าย แดดจ้าฉ่ำใจไม่ต่างจากเมืองไทยเลยล่ะ

จุดหมายแรกที่เราไปเยือนคือ Baba House Melaka ที่พักขนาดกะทัดรัดสีฟ้าสดสไตล์เปอรานากันซึ่งตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่า ย่านที่ทำให้เราเข้าใจแล้วว่าทำไมมะละกาถึงได้รับการจารึกให้เป็นเมืองมรดกโลกโดย UNESCO พร้อมกันกับจอร์จทาวน์หรือปีนัง นั่นก็เพราะสถาปัตยกรรมในย่าน ทั้งโบสถ์ ศาลเจ้า จัตุรัส ป้อมปราการ ไปจนถึงบ้านเรือน เต็มไปด้วยการผสมผสานหลากวัฒนธรรมทั้งจีน โปรตุเกส เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ

ตามตำนาน มะละกาถูกค้นพบโดย เจ้าชายปรเมศวร (Paramesawara) จากราชวงศ์ปาเล็มบังบนเกาะสุมาตรา เล่ากันว่าเจ้าชายปรเมศวรเสด็จมาล่าสัตว์บนเกาะนี้ เมื่อเหนื่อยจึงแวะพักใต้ต้นมะละกาซึ่งอยู่ใกล้กับแม่น้ำมะละกาในปัจจุบัน ปรากฏว่ามีกวางวิ่งออกมา หมาล่าเนื้อตกใจจึงตกลงไปในแม่น้ำ เจ้าชายเห็นว่านี่เป็นสัญญาณดีที่ความอ่อนแอมีชัยเหนือความเข้มแข็ง จึงมีดำริให้ตั้งเมืองใหม่ขึ้นในบริเวณนี้
หากไล่เลียงตามประวัติศาสตร์เมือง Melaka มาจากคำว่า Malakat ที่แปลว่า ตลาด ในภาษาอาหรับ ย้อนไปในคราวที่ เจิ้งเหอ ผู้บัญชาการกองเรือมหาสมบัติของจักรพรรดิราชวงศ์หมิง เดินเรือสำรวจตั้งแต่น่านน้ำจีนไปไกลถึงทวีฟแอฟริกา เขาได้แวะมาเยือนเกาะมะละกาและยกเมืองท่าที่ตั้งอยู่ระหว่างช่องแคบของคาบสมุทรมาลายากับเกาะสุมาตราในทะเลอันดามันแห่งนี้ให้เป็นรัฐในอารักขาของราชวงศ์หมิง และต่อมาโปรตุเกส เนเธอร์แลนด์ (ดัตช์) อังกฤษ ต่างแย่งชิงและครอบครองเมืองท่าแห่งนี้ในยุคการค้ากันตามลำดับ ด้วยเหตุนี้มะละกาในปี 2024 จึงเต็มไปด้วยร่องรอยทางวัฒนธรรมอันหลากหลาย
เดินชมตึกรามบ้านช่องที่ให้บรรยากาศเหมือนอยู่ย่านเมืองเก่าภูเก็ตในวันที่นักท่องเที่ยวไม่พลุกพล่านจนพอใจ ก็ได้เวลาไปพบความยิ่งใหญ่ลำดับถัดไปของมะละกา เราเดินทางต่อไปยัง Encore Melaka โรงละครที่เป็นแลนด์มาร์กของเมือง และเราจะได้เห็น ‘ช่องแคบมะละกา’ ของจริงจากที่นี่ด้วย!

Encore Melaka เป็นโรงละครที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมทรงกล่องสีขาวและฟ้า พื้นผิวอาคารปูด้วยกระเบื้องเซรามิกหลายพันชิ้นเรียงซ้อนกันเหมือนเกล็ดปลา และยังใช้แผง LED ที่มีลักษณะคล้ายเกล็ดปลาอีกเช่นกันสำหรับเปิดไฟเพิ่มสีสันให้อาคาร ซึ่งในวันที่เราไปเขาเปิดไฟสีฟ้า ให้ความรู้สึกเหมือนคลื่นลูกใหญ่กำลังซัดเข้าหาฝั่ง

ด้านในโรงละคร Encore Melaka ก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ที่นี่จัดแสดง Immersive Performance บนเวทีที่ยาวถึง 240 เมตร หมุนได้ 360 องศา พร้อมแพลตฟอร์มยกสูงหลายตัว ระบบเสียงและแสงล้ำสมัย และยังเพิ่มอรรถรสให้ผู้ชมด้วยการฉาย 3D Mapping ประกอบเป็นระยะ เรื่องที่เราได้ชมคือ Reignite the Return of Encore Melaka เล่าประวัติศาสตร์มะละกาที่ผสานทุกความหลากหลายมาหลายร้อยปี

ถัดไปไม่ไกลจากอาคารเป็นจุดชมวิวช่องแคบมะละกา ตามความเข้าใจของเรา สำหรับคนพื้นที่ ที่นี่เป็นเหมือนพื้นที่สาธารณะที่ผู้คนออกมาใช้เวลายามเย็นกันอย่างสบายใจ บ้างวิ่งออกกำลังกาย บ้างหาขาตั้งกล้องมารอถ่ายพระอาทิตย์ตก และอีกมากเป็นกองทัพนักท่องเที่ยว (เช่นพวกเรา) ที่ขอซึมซับสถานที่ในตำราเรียนให้หนำใจก่อนออกเดินทางไปยังจุดหมายถัดไป

แดดร่มลมตกแล้ว พี่ไกด์บอกว่าถ้ามามะละกาแล้วไม่ได้ล่องเรือกับ Melaka River Cruise ก็เหมือนมาไม่ถึง พวกเราจึงเดินทางกลับเข้าเมืองมาขึ้นเรือที่ท่าเรือ Spice Garden Jetty จากนั้นใช้เวลาราว 45 นาทีล่องไปในลำคลองที่ตัดผ่านหลายแลนด์มาร์กของเมือง
ทั้ง Middelburg Bastion หรือป้อมมิดเดิลเบิร์ก เป็น 1 ใน 9 ป้อมปราการเก่าแก่ที่ชาวดัตช์เคยใช้งานช่วงปี 1641 Tan Kim Seng Bridge เป็นสะพานที่สร้างขึ้นโดยพ่อค้าและเศรษฐีชาวมะละกา แม้ว่าจะเคยถูกกองทัพอังกฤษทำลายในปี 1942 แต่ก็มีการสร้างสะพานขึ้นใหม่โดยใช้ชื่อเดิม และตั้งตระหง่านอยู่กลางเมืองจนถึงทุกวันนี้


ภาพสองฝั่งคลองที่เราเห็นตัดสลับไปมาระหว่างสิ่งปลูกสร้างใหม่ ๆ ซึ่งแสดงถึงความเจริญของเมือง และในขณะเดียวกันก็ยังมีบ้านเรือนหรือโบราณสถานอย่างโบสถ์ ศาลเจ้า เรือสำเภา ไปจนถึงป้อมปราการ ตั้งอยู่เคียงข้างริมฝั่งคลองอย่างกลมกลืน
พี่คนขับเรือเล่าให้ฟังว่า รัฐบาลมาเลเซียมีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนให้มะละกาเป็นเมืองท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ จึงให้การสนับสนุนอย่างรอบด้าน อย่าง Kampung Morten หรือหมู่บ้านมอร์เทน เป็นหมู่บ้านชาวมาเลย์ดั้งเดิมนับร้อยหลังที่ตั้งเรียงรายอยู่สองฝั่งคลอง ทางรัฐก็ขอความร่วมมือให้ชาวบ้านยังคงอยู่อาศัยในบ้านหลังเดิม โดยไม่ปรับเปลี่ยนบ้านให้ผิดไปจากรูปแบบดั้งเดิมมากนัก แถมยังขอให้ทุกหลังเปิดไฟหลากสีสันเพิ่มความตื่นตาตื่นใจให้นักท่องเที่ยว และช่วยจ่ายค่าไฟให้ชาวบ้านที่อยู่ในเขตใกล้คลองอีกด้วย
ไฮไลต์ที่ทำให้เพื่อนร่วมทริปชาวอาเซียนร่วมใจกรี๊ดกร๊าด คือพี่คนขับเรือพาเข้าไปดูตัวเหี้ยไซซ์บิ๊กเบิ้ม 2 ตัวกำลังนอนหลับปุ๋ยกอดกิ่งไม้เหมือนเป็นหมอนข้าง เหี้ยเป็นสัตว์ที่คนมะละกาบอกว่าน่ารักและอยู่คู่คลองนี้จนแทบได้ตำแหน่งมาสคอตของเมือง เท่านั้นยังไม่พอ ก่อนกลับเจ้าถิ่นยังมอบตุ๊กตาน้องเหี้ยให้พวกเราเอามาอวดพี่ ๆ ตัวเหี้ยที่สวนลุมอีกด้วย น่ารัก!

เช้าวันใหม่ วันนี้เราจะไปเดิน เดิน และเดิน ชมมะละกากัน พวกเราเริ่มวันกันที่ Christ Church Melaka โบสถ์คริสต์เก่าแก่ที่มีชื่อเล่นว่า โบสถ์แดง เราสะดุดตากับอาคารสีแดงสดหลังนี้มาตั้งแต่ตอนล่องเรือเมื่อคืน ที่นี่เป็นโบสถ์โปรเตสแตนต์ซึ่งเก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างขึ้นโดยชาวดัตช์เมื่อปี 1753 และใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 12 ปี ส่วนสีแดงที่ทำให้โบสถ์นี้โดดเด่นกว่าอาคารหลังไหน เป็นผลมาจากการก่อสร้างตามแบบศิลปะดัตช์กับศิลปะโคโลเนียล โครงสร้างหลักใช้อิฐสีแดง ภายในตกแต่งด้วยกระจกสีกับหินอ่อน ด้านในมีหอระฆังสูงตามแบบศิลปะยุโรป และโบสถ์แดงแห่งนี้ยังมีคริสต์ศาสนิกชนเข้ามาใช้งานอยู่จนถึงปัจจุบัน

ข้ามถนนมาไม่ไกลก็เหมือนได้ข้ามชายแดนจากเนเธอร์แลนด์มายังจีนแผ่นดินใหญ่ เราเดินหน้าต่อสู่ Jonker Walk หรือย่านไชน่าทาวน์ที่ในยาวค่ำคืนจะเป็นแหล่งแฮงก์เอาต์สุดฮิปของมะละกา แม้ว่าจะมาย่านนี้ในตอนกลางวัน แต่ก็ยังมีร้านค้า คาเฟ่ และบ้านเรือนจำนวนมากให้เดินเล่นได้เพลิน ๆ และถ้าขยันลัดเลาะเข้าซอย คุณจะได้เจอศาสนสถานหลากศาสนา ทั้งศาลเจ้า มัสยิด โบสถ์คริสต์ ตั้งเรียงรายรอให้เข้าไปเยี่ยมชม แต่ละแห่งอยู่ใกล้กันขนาดที่ใช้รั้วร่วมกันเลยก็มี หลายแห่งไม่ได้มีกฎระเบียบเคร่งครัด ถ้าศรัทธาศาสนาไหนก็เข้าไปเยี่ยมชมได้ตามชอบ


ตลอดการเดินไปทั่วย่าน Jonker Walk ทำให้เราตอบคำถามที่คาใจมานานว่าเมืองเก่าภูเก็ตกับมะละกาเหมือนกันไหมได้ทันที
2 ย่านนี้มีความใกล้เคียงกันมาก ๆ ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์เมืองที่เคยเป็นเมืองท่าสำคัญ จึงได้รับอิทธิพลจากชนชาติใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะในย่าน Jonker Walk ที่บ้านเรือนเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์เปอรานากัน ยิ่งทำให้มะละกากับภูเก็ตคล้ายยิ่งขึ้นไปอีก แต่ว่าแต่ละเมืองก็มีเสน่ห์ที่ทำให้แตกต่าง และคุณจำเป็นต้องไปเยือนเองถึงจะสัมผัสได้เหมือนเรา
และเนื่องด้วยมะละกาไม่ได้โดดเด่นแค่เรื่องเมืองเก่า วันต่อมาเราเลยขอเปลี่ยนบรรยากาศไป Port Dickson เมืองท่องเที่ยวชายทะเลชื่อดังของมาเลเซีย เมืองนี้อยู่ห่างจากเมืองหลวงอย่างกัวลาลัมเปอร์ ประมาณ 90 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถเพียง 1.5 – 2 ชั่วโมง เป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการหนีความวุ่นวายจากเมืองใหญ่มาใช้เวลาอยู่กับเกาะแก่งกลางทะเลและชายหาดสวย ๆ หากใครนิยมกิจกรรมทางน้ำ แนะนำให้มาพักที่ Lexis Hibiscus Port Dickson เพราะมีกิจกรรมให้เลือกเล่นครบ ทั้งว่ายน้ำ ดำน้ำ พายเรือคายัค เจ็ตสกี

Lexis Hibiscus Port Dickson เป็นรีสอร์ตขนาดใหญ่และหรูหราที่สุดใน Port Dickson ที่นี่โดดเด่นเรื่องการออกแบบให้วิลล่านับร้อยหลังตั้งอยู่กลางทะเล ที่สำคัญ วิลล่าเหล่านั้นเรียงรายเป็นรูปดอก ดอกฮิบิสคัส (Hibiscus) ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติมาเลเซีย!
คนมาเลเซียเชื่อกันว่า ดอกฮิบิสคัส หรือ ดอกชบา มีทั้งความสวยงาม สดใส และแข็งแกร่ง เนื่องจากมันเติบโตได้ในหลายสภาพอากาศ แบ่งบานได้แม้อยู่ในสภาพแวดล้อมเขตร้อนของมาเลเซีย ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงยกย่องให้ฮิบิสคัสเป็นดอกไม้ประจำชาติ ใช้ประดับตกแต่งในงานสำคัญ และถึงขนาดนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่เช่นที่ Lexis Hibiscus Port Dickson แห่งนี้
ค่ำคืนสุดท้ายในมะละกาของเราผ่านไปพร้อมพายุฝน เราที่พักผ่อนอยู่ในวิลล่ารูปดอกฮิบิสคัสกลางทะเลรับรู้ได้ถึงฝนเม็ดใหญ่และพายุลูกโตที่พัดผ่านเข้ามา แม้จะหนักหนาในตอนค่ำ แต่พอรุ่งสาง ฟ้าก็ค่อย ๆ สว่างเจิดจ้าเช่นเคย

ความทรงจำของเราที่มีต่อเมืองชื่อคุ้นแห่งนี้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เรารู้แล้วว่ามะละกามีทั้งประวัติศาสตร์ที่ถูกปกครองโดยหลายชนชาติ บ้านเมืองและผู้คนจึงหลากหลายน่าค้นหา ไหนจะธรรมชาติที่ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี จึงสมบูรณ์พร้อมรอต้อนรับทุกคนมานานแล้ว หากมีโอกาสไปเยือนมะละกาเพียงสักครั้ง คุณจะคิดเหมือนกันกับเราว่าเกาะเครื่องเทศแห่งนี้มีเสน่ห์เหลือล้นจนอยากอยู่เที่ยวต่ออีกสักอาทิตย์
Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ



