เมืองไถตง (Taitung) เมืองชายทะเลที่ซ่อนตัวอยู่ทางฝั่งตะวันออกของไต้หวัน เป็นที่รู้จักในฐานะจุดหมายปลายทางของเทศกาลบอลลูนอันโด่งดังและวิวทะเลแปซิฟิกอันสวยงามจับใจ แต่เบื้องหลังภาพความงดงามทางธรรมชาตินั้น ยังมีเรื่องราวของผู้คนและวัฒนธรรมที่น่าค้นหา การได้ใช้ชีวิตที่นี่นาน 3 สัปดาห์เปิดมุมมองใหม่ให้ฉัน มุมมองของดินแดนที่เป็นบ้านของชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งมีเรื่องราวและสายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผืนดินนี้สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน

ผืนน้ำสีเทอร์ควอยส์สะท้อนท้องฟ้าคราม โอบล้อมด้วยโขดหินและแนวเขาสูง ทิวทัศน์ที่เห็นได้ตามแนวชายฝั่งในเขตไถตง

โอกาสในการเรียนรู้ครั้งนี้เกิดขึ้นผ่านโครงการ NGO Fellowship ซึ่งริเริ่มโดย Taiwan Alliance in International Development หรือ Taiwan AID องค์กรที่ทำงานด้านการพัฒนาระหว่างประเทศของไต้หวัน เพื่อสร้างเครือข่ายและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างนักกิจกรรมทางสังคมจากทั่วเอเชีย ฉันได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 15 คนในปีนี้ ในฐานะนักสื่อสารด้านสิทธิมนุษยชน การได้ทำงานร่วมกับองค์กรท้องถิ่นไม่เพียงเปิดโลกทัศน์ใหม่ แต่ยังทำให้เข้าใจถึงความสำเร็จของไต้หวันในการสร้างพื้นที่ให้ชนพื้นเมืองได้รักษาอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของตนเองไว้อย่างมีศักดิ์ศรี

ป่าใหญ่ ความทรงจำ และชีวิต

มรดกภูมิปัญญาของชนเผ่ารุไก

“ป่าคือทุกสิ่งทุกอย่างของเรา” ลิลลี่ คุณป้าชาวรูไกจากชุมชนทาโรมัก (Taromak) บอกกับฉันขณะที่เราเดินลัดเลาะเส้นทางในป่าทึบ ซึ่งเปรียบเสมือนห้องเรียนธรรมชาติของชุมชน

ชนเผ่ารูไก (Rukai) เป็น 1 ใน 16 ชนเผ่าที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการในไต้หวัน พวกเขาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ภูเขาทางตอนใต้มาเป็นเวลานับพันปี สั่งสมภูมิปัญญาผ่านงานหัตถกรรมที่โดดเด่น โดยเฉพาะการทอผ้าและความเข้าใจในวิถีแห่งป่าเขา

“ที่นี่ ทุกย่างก้าวคือบทเรียนชีวิตที่แฝงไว้ด้วยความหมาย” ลิลลี่อธิบายพลางชี้ให้ดูรอบตัว “ตั้งแต่อาหารที่เรากิน เรือที่เราแล่น ไปจนถึงผ้าที่เราสวมใส่ ทุกอย่างล้วนมีจิตวิญญาณของตัวเอง”

ต้นไม้เขียวขจีปกคลุมเนินเขาเบื้องหลังชุมชนทาโรมัก

เธอเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อปี 1958 ที่พายุไต้ฝุ่นไอดาทำลายล้างหมู่บ้านของเธออย่างหนัก จนชาวบ้านหลายคนรวมถึงเธอเองต้องพลัดถิ่น ลิลลี่บอกว่าการสร้างหมู่บ้านใหม่ต้องใช้เวลาถึง 25 ปี แต่สิ่งที่ยากกว่าคือการฟื้นฟูภูมิปัญญาดั้งเดิม ความรู้เกี่ยวกับป่า แผนที่ในใจที่บรรพบุรุษเคยใช้นำทางในป่าใหญ่ รวมถึงความเข้าใจในธรรมชาติที่สืบทอดกันมา ทั้งหมดนี้ต้องค่อย ๆ รื้อฟื้นและส่งต่อให้คนรุ่นใหม่

ในค่ำคืนหนึ่งระหว่างที่เราทานอาหารร่วมกัน เธอสวดภาวนาขอบคุณป่าและบรรพบุรุษ ซึ่งการสวดภาวนานี้ไม่ใช่แค่พิธีกรรมธรรมดา แต่เป็นการแสดงความกตัญญูต่อธรรมชาติที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตคนในชุมชนมาช้านาน

พิธีกรรมของชนเผ่าพื้นเมืองถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และมีความหมาย ซึ่งผูกพันกับแนวคิดที่ว่า ‘ผืนดินนี้ไม่ใช่ของมนุษย์ แต่เป็นของธรรมชาติ’ ชนเผ่าจึงเลือกสงวนบางพิธีไว้เฉพาะคนในชุมชนเพื่อรักษาความเคารพต่อประเพณีดั้งเดิมและปกป้องธรรมชาติจากผลกระทบที่อาจเกิดจากการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ผู้นำชุมชนชาวรูไกก็พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนที่ต้องการเรียนรู้วิถีชีวิตอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงเพื่อมาแค่ภาพถ่ายสวยงามติดไม้ติดมือกลับไป แต่หวังให้พวกเขาได้ซึมซับการเคารพต่อธรรมชาติและสัมผัสถึงความละเอียดอ่อนในวิถีชีวิตชนเผ่า

หนึ่งในประสบการณ์ที่ประทับใจที่สุดคือการได้ร่วมพิธีแต่งงานของชาวรูไก ฉันได้สวมใส่ชุดพื้นเมืองและประดับศีรษะด้วยดอกไม้อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความยินดีและการเฉลิมฉลอง ที่น่าสนใจคือประเพณีการมอบหมากเป็นของชำร่วย ซึ่งในอดีตถือเป็นของล้ำค่าหายากในสังคมชนพื้นเมือง แม้ปัจจุบันหมากจะไม่ได้หายากเช่นก่อน แต่การแลกเปลี่ยนหมากยังคงเป็นสัญลักษณ์อันทรงคุณค่าที่สะท้อนถึงมิตรภาพและความเคารพระหว่างผู้คนในชุมชน 

ปาลาควัน

พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งการเรียนรู้ของชนเผ่าเปยหนาน

ในขณะที่วัฒนธรรมรูไกเชื่อมโยงกับป่าเขา อีกหนึ่งมิติที่น่าสนใจของชนพื้นเมืองในไถตงคือการถ่ายทอดภูมิปัญญาผ่านสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ อาจารย์เจิ้ง ปราชญ์ชาวเปยหนาน ผู้เชี่ยวชาญงานหัตถกรรมไม้ไผ่ ได้พาฉันชม ‘ปาลาควัน (Palakuan)’ อาคารไม้ไผ่ทรงสูงที่มีความหมายมากกว่าสิ่งก่อสร้างทั่วไป อาคารนี้เปรียบเสมือน ‘โรงเรียนแห่งชีวิต’ ที่เด็กหนุ่มในชุมชนจะมารวมตัวกันเพื่อรับคำแนะนำจากผู้ใหญ่ เรียนรู้ทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการล่าสัตว์ การจับปลา การก่อสร้าง รวมถึงขนบธรรมเนียมของชุมชน

อาจารย์เจิ้งและอาคารปาลาควัน (Palakuan) ของชาวเปยหนาน

ด้วยโครงสร้างจากไม้และไผ่ ปาลาควันกลมกลืนกับธรรมชาติได้อย่างงดงาม ส่วนที่ยกสูงขึ้นไม่เพียงช่วยป้องกันสัตว์และแมลง แต่ยังสื่อถึงความศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมโยงกับจิตวิญญาณของบรรพบุรุษ อาจารย์เจิ้งอธิบายว่าการเลือกไม้ไผ่และเทคนิคการสร้างล้วนแฝงความเชื่อและภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมา

ไผ่พื้นถิ่นที่ใช้ในการก่อสร้าง ต้องผ่านการเผาไล่ความชื้นก่อนนำมาใช้งาน

สำรับชนเผ่า

การรักษามรดกวัฒนธรรมผ่านรสชาติดั้งเดิม

กลิ่นหอมของข้าวห่อใบไม้ ‘อาไบ (Abai)’ ที่ลอยมาจากร้าน Kasavakan Deer Hut คือประตูสู่การเรียนรู้วัฒนธรรมการกินของชาวเปยหนาน 

ร้านอาหารเล็ก ๆ ในชุมชนคาซาวากัน (Kasavakan) แห่งนี้ไม่เพียงนำเสนออาหารท้องถิ่น แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการสืบสานและต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งถ่ายทอดผ่านฝีมือของคนรุ่นใหม่อย่าง อาลิไก ผู้สร้างสรรค์ Tribal Grassland Lunch Box ข้าวกล่องสไตล์ชนเผ่าที่นำวัตถุดิบท้องถิ่นมาปรุงด้วยสูตรดั้งเดิมแต่จัดเสิร์ฟในรูปแบบใหม่ 

เมนูเด่นอย่างอาไบ ข้าวห่อใบไม้ เนื้อสัตว์ปรุงรสพิเศษ และผักเคียงจากชุมชนถูกจัดวางอย่างสวยงามในกล่อง เป็นการผสมผสานระหว่างสูตรโบราณกับการนำเสนอตามสมัยนิยมได้อย่างลงตัว

อาลิไกเล่าว่า ชื่อร้าน Kasavakan Deer Hut ได้แรงบันดาลใจจากประวัติของพื้นที่ที่เคยใช้เป็นสถานที่เลี้ยงกวาง ซึ่งกวางมีความหมายลึกซึ้งในวัฒนธรรมและตำนานของชาวเปยหนาน ทั้งในฐานะสัตว์สำคัญในเรื่องเล่าและสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ อาลิไกยังเล่าว่าร้านนี้สะท้อนความฝันของชุมชน ที่ไม่เพียงอยากให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสรสชาติอาหารเท่านั้น แต่ยังมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนของชุมชน นอกจากนี้ ร้านยังเปิดพื้นที่ให้ศิลปินรุ่นใหม่ในชุมชนได้แสดงผลงานคราฟต์ ถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมผ่านฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ เชื่อมโยงอดีตและปัจจุบันให้มีชีวิตชีวา

สู่ความยั่งยืนในถ้วยกาแฟ

เมื่อคนรุ่นใหม่กลับบ้าน

“ผมเคยคิดว่าการออกจากบ้านคือทางเดียวที่จะประสบความสำเร็จ แต่สุดท้ายกลับพบว่าความสำเร็จที่แท้จริงคือการกลับมาค้นพบตัวตนและวัฒนธรรมของตนเอง” โอซาน คาโร หรือ แซม เจ้าของร้าน Li.Ka Cafe ในหมู่บ้านจินหลุน เขตไท่หมาหลี่ (Taimali) เล่าพลางยิ้ม

แซมเป็นชาวไป่วัน (Paiwan) หนึ่งในชนเผ่าพื้นเมืองไต้หวันที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่และแนวคิดในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างแนบแน่นจากเด็กหนุ่มที่มุ่งหน้าไปไทเปเพื่อแสวงหาโอกาส แซมเริ่มต้นจากงานในร้านกาแฟเล็ก ๆ จนก้าวสู่การทำงานในโรงแรมห้าดาว แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเพื่อนร่วมงานถามถึงเทศกาลในชุมชนไป่วัน คำถามนั้นทำให้แซมรู้สึกว่าตัวเองห่างไกลจากรากเหง้า เขาตัดสินใจกลับบ้านและเปิด Li.Ka Cafe คาเฟ่ที่ผสานวัฒนธรรมไป่วันเข้ากับแนวคิดรักษ์โลก

ในปี 2020 Li.Ka Cafe ได้รับรางวัลดาว 1 ดวงจากเทศกาล Taitung Slow Food Festival เพื่อยกย่องความตั้งใจในการส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่นและความยั่งยืน และในปี 2022 ได้รับการยกย่องเพิ่มเป็น 2 ดาว สะท้อนถึงความทุ่มเทอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ร้านยังส่งเสริมให้ลูกค้านำแก้วมาเองเพื่อลดการใช้พลาสติก และมีบริการกระบอกน้ำยืมให้ลูกค้าหากต้องการพกไปชายหาดใกล้ ๆ หีบห่ออาหารที่ใช้ก็มาจากใบไม้และวัสดุธรรมชาติ เพื่อลดขยะและรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กัน

เรื่องราวของแซมชวนให้คิดว่า บางครั้งการออกไปค้นหาความฝันในโลกกว้างกลับเป็นเส้นทางที่พาเรากลับมาค้นพบคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่แล้วในบ้านเกิด ทุกวันนี้ Li.Ka Cafe จึงไม่ใช่แค่ร้านกาแฟ แต่เป็นจุดนัดพบที่ทั้งคนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวได้มาเรียนรู้ ซึมซับวัฒนธรรมชนเผ่าผ่านเครื่องดื่มและบรรยากาศที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติอย่างแท้จริง

โปสเตอร์งาน Taitung Slow Food Festival เพื่อโปรโมตงานเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2567
ภาพ : Taitung County

บทสรุปของการเดินทาง

วัฒนธรรมที่มีชีวิต

ตลอดระยะเวลา 3 สัปดาห์ในไถตง ทำให้ฉันเข้าใจว่าวัฒนธรรมชนพื้นเมืองไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่หยุดนิ่งในพิพิธภัณฑ์หรือหน้าหนังสือ แต่มีชีวิต หายใจ และเติบโตไปพร้อมกับคนรุ่นใหม่ที่ยังคงภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการจัดสอนภาษาพื้นเมืองแก่เด็ก ๆ หรือการที่คนรุ่นใหม่กลับมาสร้างธุรกิจในบ้านเกิด ล้วนสะท้อนพลังของวัฒนธรรมที่ยังคงเคลื่อนไหวและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

ไถตงจึงไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยว แต่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่มีชีวิต ซึ่งอดีตและปัจจุบันเดินเคียงข้างกันอย่างกลมกลืน การที่ชนเผ่าต่าง ๆ มีพื้นที่ในการรักษาวัฒนธรรมและแบ่งปันเรื่องราวของตนเอง สะท้อนให้เห็นว่าความเท่าเทียมระหว่างชนกลุ่มน้อยและชนกลุ่มใหญ่ในไต้หวันไม่ใช่เพียงอุดมคติ แต่เป็นความจริงที่จับต้องได้ และนี่คือไถตงที่ฉันได้รู้จัก – ดินแดนที่วิถีชีวิตแห่งวัฒนธรรมพื้นเมืองและธรรมชาติหลอมรวมกัน และยังคงเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่

ข้อมูลเพิ่มเติม
  • ณ สิ้นปี 2023 ไถตงมีประชากรประมาณ 210,000 คน โดยเป็นประชากรชนเผ่าพื้นเมืองกว่า 78,000 คน หรือคิดเป็น 37% ของประชากรทั้งหมดในจังหวัด ประกอบด้วยชนเผ่าหลัก ได้แก่ อามิส (Amis), ปู้หนง (Bunun), ไป่วัน (Paiwan), รูไก (Rukai) และเปยหนาน (Beinan)
    (อ้างอิง : Ministry of the Interior, Taiwan)
  • Taiwan Alliance in International Development Website : www.taiwanaid.org/en
  • Kasavakan Deer Hut Facebook : 部落草地便當
  • Li.Ka Cafe Facebook : LI.KA CAFE 力卡珈琲

Write on The Cloud

Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

วรรณวีณา ตั้งเสถียรภาพ

นักสื่อสารด้านสิทธิมนุษยชนที่ทำงานกับองค์กรไม่แสวงผลกำไร หลงใหลการเดินป่าสำรวจธรรมชาติในวันว่าง และเป็นนักเรียนรู้ตลอดชีวิตผู้หลงรักความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสังคม