“หนูดีใจเวลาเห็นลูกค้าคอมเมนต์ว่า คุณแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็ง ดื่มน้ำนมข้าวของเราได้ หนูดีใจเวลาเรายังไม่ทันตอบคอมเมนต์ แต่มีลูกค้าท่านอื่นมาช่วยตอบให้ แล้วตอบยาวมาก ตั้งใจมาก หนูดีใจที่สินค้าเราเป็นที่รักของลูกค้าขนาดนี้”
นี่คือคำตอบหนึ่งของพนักงานบริษัท ‘4Care’ ที่เพิ่งเข้าทำงานมาได้ 2 ปีกว่า
ดิฉันรู้จัก 4Care และ คุณหลิง-ภิรมณ ชูประภาวรรณ ตอนไปบรรยายงานสัมมนาแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นก็ได้มีโอกาสไปสอนเรื่องการเห็นคุณค่าของงานและเสริมความสุขในการทำงาน
ในคลาส เมื่อถามชาว 4Care ว่า “อะไรคือสิ่งที่เรามีความสุขหรือรู้สึกภูมิใจ” พนักงานทุกท่านเล่าได้ทันที มีเรื่องราวดี ๆ เกิดขึ้นเต็มไปหมด จนดิฉันแอบรู้สึกว่า ตนเองไม่จำเป็นต้องมาสอนให้ทุกคนรักและภูมิใจในงานแล้วหรือเปล่านะ
ดิฉันมาทราบทีหลังว่า 4Care เป็นบริษัทที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ตลอด 21 ปี นับตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ ได้รับรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ รางวัลธรรมาภิบาลดีเด่น จากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
อะไรคือเคล็ดลับของการเติบโตอย่างต่อเนื่อง การได้รับรางวัลด้านต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก และการทำให้พนักงานรักและภูมิใจในงานที่ตนเองทำ
เริ่มจากสิ่งที่รัก
คุณหลิง-ภิรมณ ชูประภาวรรณ ชื่นชอบวิชาวิทยาศาสตร์ตั้งแต่สมัยเด็ก เธอเลือกเรียนด้านวิทยาศาสตร์อาหาร เนื่องจากเป็นศาสตร์ที่ประยุกต์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เข้ากับวิถีชีวิตผู้คนได้เป็นอย่างดี
“สนุกตั้งแต่เรียนแล้ว มันใกล้ตัว เราได้เรียนว่าไส้กรอกขึ้นรูปยังไง Emulsion คืออะไร สนุกมาก”
หลังเรียนจบ คุณหลิงเลือกทำงานที่ฝ่ายวิจัยและพัฒนาสินค้าบริษัทเนสท์เล่ ที่นั่น เธอได้ทดลองทำสินค้าหลายอย่าง ทั้งไอศกรีมสลิ่ม ที่ต้องพัฒนาไม่ให้เส้นสลิ่มแข็งเมื่ออยู่ในไอศกรีม หรือไอศกรีมเยลลี่ ที่เธอมีโอกาสเสนอไอเดียตั้งแต่ตอนประชุมระดมสมอง จนในที่สุด เธอก็ได้มีส่วนในการปั้นสูตรและผลักดันจนไอศกรีมวางจำหน่ายในตลาด

คุณหลิงทำงานที่เนสท์เล่อยู่ 6 ปี จนคุณพ่อตามกลับมาช่วยธุรกิจที่บ้าน คุณพ่อไม่ต้องการให้ลูกสาวคนเดียวไปทำงานต่างจังหวัดไกล ๆ ตัวคนเดียว วันสุดท้ายของการทำงาน คุณหลิงก็ยังอยู่ที่โรงงานถึง 4 ทุ่มกว่า เธอไม่อยากลาจากงานที่รักเลย แต่ด้วยความรักและเป็นห่วงครอบครัว คุณหลิงจึงตัดสินใจกระโดดมาทำงานที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง
ธุรกิจที่บ้าน คือ ค้าขายวัสดุก่อสร้าง คุณหลิงเข้ามาทำหน้าที่พนักงานขายของบริษัท ห้องทำงานเปลี่ยนจากห้องแล็บสะอาด ๆ มาเป็นไซต์งานก่อสร้างร้อน ๆ เธอต้องวิ่งขายเหล็ก ขายปูน
หากเนสท์เล่เป็นโรงเรียนสอนเรื่องการผลิตอย่างมีคุณภาพ ธุรกิจที่บ้านก็เป็นโรงเรียนชั้นดีด้านเทคนิคการขายและวิธีเจรจาต่อรองการค้า
เมื่อทำงานที่บ้านไปได้ประมาณ 1 ปี คุณหลิงเริ่มรู้สึกว่างานด้านวัสดุก่อสร้างยังไม่ค่อยตรงกับความชอบของเธอสักเท่าไร
ในจังหวะนั้น คุณอ๊อด-รวมวดี เลขะกุล รุ่นพี่ที่เคยทำงานที่เนสท์เล่ด้วยกัน มาชวนคุณหลิงให้ช่วยพัฒนาสินค้าใหม่ร่วมกัน
จากน้ำบูดู สู่กะทิธัญพืช
ตอนแรกคุณอ๊อดชวนคุณหลิงมาทำน้ำบูดูขาย เพราะเป็นสินค้าที่ที่บ้านชอบทานกันอยู่แล้ว ทุกวันอาทิตย์ สองสาวจะมาระดมสมอง เข้าครัว พัฒนาสูตร แต่ท้ายสุด น้ำบูดูนี้ก็ไม่ได้ออกสู่ตลาด สินค้าตัวแรกของบริษัทกลับกลายเป็น ‘กะทิธัญพืช’
เผอิญคุณหลิงทราบข่าวว่าสามีของรุ่นพี่ป่วยเป็นโรคหัวใจ ต้องเข้ารับการผ่าตัดบายพาส คุณหมอที่รักษาบอกว่าห้ามทานอาหารจากกะทิอีก เนื่องจากกะทิมีทั้งไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูง เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคหัวใจ
คุณหลิงและคุณอ๊อดจึงพยายามช่วยกันพัฒนากะทิสูตรใหม่ที่คอเลสเตอรอลต่ำ โดยเปลี่ยนวัตถุดิบจากมะพร้าวมาเป็นน้ำมันรำข้าว ไขมันจากน้ำมันรำข้าวเป็นไขมันดี และมีปริมาณไขมันอิ่มตัวต่ำกว่ากะทิทั่วไปถึง 3 เท่า
ทั้งคู่ลองแล้วลองอีก และนำไปให้นักโภชนาการตามโรงพยาบาลช่วยตรวจสอบ จนมั่นใจว่ากะทิใหม่ชนิดนี้ปลอดภัยต่อผู้ป่วยโรคหัวใจจริง ๆ
‘กะทิธัญพืช’ กะทิแบบใหม่ที่หอม มัน เหมือนกะทิ แต่ดีต่อสุขภาพ จึงถือกำเนิดขึ้นในปี 2004
ลูกค้ากลุ่มแรกของคุณหลิง คือ กลุ่มโรงพยาบาล
“เราเห็นว่าคนไข้คงอยากทานอาหารจากกะทิ เราเลยคิดจะทำส่งโรงพยาบาล ยังไม่คิดทำขายเองหรือเข้าห้าง เราอยากทำให้กลุ่มคนที่มีความต้องการจริง ๆ ก่อน”
โรงพยาบาลแรกที่สั่งซื้อกะทิธัญพืชนี้ คือ โรงพยาบาลกรุงเทพ ช่วงแรกนักโภชนาการต้องวิ่งเข้าออกห้องพักผู้ป่วยเป็นว่าเล่น เนื่องจากคนไข้เกรงว่าจะทานแกงต่าง ๆ ที่โรงพยาบาลจัดมาไม่ได้ เพราะคุณหมอสั่งห้ามไว้ นักโภชนาการต้องคอยอธิบายว่า ใช้กะทิธัญพืชทำ ปลอดภัยต่อสุขภาพแน่นอน
ยอดสั่งซื้อจากโรงพยาบาลเริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ อาทิตย์ถัด ๆ มา โรงพยาบาลสั่งซื้อเพิ่ม 2 เท่า เดือนถัดมาสั่งรอบถี่ขึ้นไปอีก เมื่อคุณหลิงลองสอบถามดูว่าเกิดอะไรขึ้น ปรากฏว่ามีคนไข้บุกไปถึงห้องครัวของโรงพยาบาลเพื่อขอซื้อกะทิจากแม่ครัว คนไข้เกรงว่าหากออกจากโรงพยาบาลไปแล้วจะไม่ได้ทานแกงกะทิเช่นนี้อีก
ตอนนั้นบรรจุภัณฑ์กะทิยังเป็นถุงขนาดใหญ่ แต่คนไข้ก็ยังยืนยันจะขอซื้อแม้จะไม่สะดวกก็ตาม แต่คุณหลิงเห็นความลำบากในการแบ่งเทใส่ขวด เธอจึงพัฒนากะทิธัญพืชบรรจุขวด แล้วเริ่มนำกะทิธัญพืชบรรจุขวดไปวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ อีกช่องทาง
คุณหลิงและทีมตั้งชื่อแบรนด์กะทิธัญพืชนี้ว่า ‘Tastifit’ (เทสตี้ฟิต)

โชคดีที่กะทิธัญพืชเพิ่งได้รับรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และสินค้ามีเอกลักษณ์ ยังไม่มีแบรนด์ไหนทำมาก่อน ทำให้ฝ่ายจัดซื้อของซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ ๆ ต่างยินดีรับกะทิธัญพืชมาจำหน่ายที่หน้าร้าน ทั้ง ๆ ที่บริษัทคุณหลิงเพิ่งตั้งมาเพียงปีกว่า ๆ เท่านั้น
การเข้าสู่ช่องทางโมเดิร์นเทรดของบริษัทน้องใหม่ที่มีผลิตภัณฑ์เพียงแค่ชนิดเดียวนี้ จึงเป็นไปอย่างค่อนข้างจะราบรื่น

เราจะไปต่อหรือพอแค่นี้
ลูกค้ากลุ่มโรงพยาบาลกับลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคมีความแตกต่างกันมาก กรณีโรงพยาบาล ผู้ร่วมตัดสินใจมีหลายคน ทั้งนักโภชนาการ แม่ครัว หรืออาจมีแพทย์มาเกี่ยวข้องด้วย แต่หากตัดสินใจซื้อแล้วก็จะสั่งครั้งละปริมาณมาก
ส่วนกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคนั้น แม้จะมีจำนวนประชากรมากก็จริง แต่เข้าถึงได้ยาก ต้องใช้การสื่อสาร เช่น การโฆษณา การทำแบรนด์ เพื่อให้เข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้มากที่สุด ความท้าทายอีกประการ คือ กะทิเป็นวัตถุดิบที่ผู้บริโภคคุ้นเคย มีแบรนด์ประจำใจ จะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคยอมเปิดรับกะทิธัญพืชนี้
ในช่วงแรก ทางคุณหลิงยังไม่มีงบการตลาดมากนัก เธอเลือกใช้วิธีไปตั้งบูทจำหน่ายสินค้าหน้าสวนสาธารณะ เช่น สวนหลวง ร.9 เพราะคนที่มาออกกำลังกาย น่าจะเป็นคนใส่ใจสุขภาพในระดับหนึ่ง ตอนนั้นคุณหลิงไม่ได้แค่นำกล่องกะทิธัญพืชมาวางจำหน่ายเพียงอย่างเดียว เธอใช้การชงชิมเข้าสู้ คุณหลิงลองทำแกงเขียวหวานบ้าง พะแนงบ้าง ตักใส่ถ้วยเล็ก ๆ แล้วให้ลูกค้าลองชิม หลายคนแปลกใจว่า รสชาติเหมือนกะทิโดยทั่วไปเลย สินค้าเริ่มขายดีขึ้น ไปทีไรก็มีลูกค้าซื้อหมดตลอด
แม้ยอดขายจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายในการขายและการสื่อสารการตลาดค่อนข้างสูง เพราะลูกค้ายังไม่คุ้นเคยกับกะทิธัญพืช ทำให้ช่วง 2 ปีแรกบริษัทยังขาดทุนอยู่ มีบางจังหวะที่คุณคุณหลิงและคุณอ๊อดปรึกษากันว่า เราควรไปต่อหรือพอแค่นี้
วันหนึ่ง มีโทรศัพท์สายหนึ่งโทรเข้ามาที่บริษัท ปลายสายขอติดต่อผู้จัดการ จังหวะดีที่คุณหลิงเป็นผู้รับสาย ผู้ที่โทรมาเป็นผู้หญิงท่านหนึ่งอยู่จังหวัดพิจิตร ประโยคแรกที่เธอพูดคือ …
“ขอบคุณบริษัทที่ผลิตสินค้าดีๆ แบบนี้ออกมานะคะ”
ลูกค้าหญิงท่านนั้นเล่าว่า เธอและคนในครอบครัวมีปัญหาคอเลสเตอรอลสูงกันทั้งบ้าน แต่พอได้เจอกะทิธัญพืชนี้ ที่บ้านก็ได้นำมาปรุงอาหารทานเป็นประจำ เมื่อไปพบหมอ หมอถามเธอว่าไปทำอะไรมา ทำไมครั้งนี้คอเลสเตอรอลลดลง หญิงผู้นั้นได้แต่อึ้งและตอบหมอว่า เธอไม่ได้ทำอะไรที่เปลี่ยนไปเลย แค่เปลี่ยนมาใช้กะทิธัญพืชค่ะ น้ำเสียงของเธอตอนที่โทรมาเล่าช่างสดใส
“สินค้าที่เราทำ สำคัญกับชีวิตของเขา และของผู้คนขนาดนี้…”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณหลิงก็มีกำลังใจผลักดัน Tastifit กะทิธัญพืชสู่ตลาดผู้บริโภคต่อไป โดยอาศัยรายได้จากการจำหน่ายกะทิให้โรงพยาบาลและร้านอาหารจุนเจือ ในที่สุด Tastifit ก็ได้รับการรับรองจากมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และเป็นที่รู้จักในตลาดกว้างขวางยิ่งขึ้นโดยใช้เวลาประมาณ 6 ปี

สังเกต ใส่ใจ ใช้ของดี
เมื่อกะทิธัญพืชเริ่มเป็นที่รู้จัก คุณหลิงก็ไม่ได้แค่ผลิตสินค้าเดิมจำหน่ายเพียงอย่างเดียว เธอยังหมั่นปรับปรุงสินค้าและออกผลิตภัณฑ์ใหม่อยู่เสมอ
ตอนแรกกะทิธัญพืชต้องถูกบรรจุในขวดและใส่ตู้แช่เย็นไว้ มิเช่นนั้นกะทิจะเสีย แต่ลูกค้าบอกว่าไม่สะดวก คุณหลิงจึงพยายามปรับมาใส่กล่อง UHT และวางจำหน่ายในอุณหภูมิปกติได้
ส่วนวิธีการฟังเสียงผู้บริโภคฉบับคุณหลิงนั้น เธอลุยเอง คุณหลิงมักจะไปยืนแจกจ่ายตัวอย่างสินค้าให้ลูกค้าที่บูทในซูเปอร์มาร์เก็ตบ้าง ไปเดินสำรวจตลาดบ้าง คอยแอบมองลูกค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต
วันหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังเดินสำรวจสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตเจ้าใหญ่ คุณหลิงได้คุยกับเชฟที่ทำอาหารจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต เผอิญช่วงนั้นเป็นช่วงเทศกาลเจพอดี เชฟต้องทำซุปแบบฝรั่ง แต่จะใช้ครีมจากนมสดก็ไม่ได้ แกเลยหยิบกะทิธัญพืชที่อยู่ตรงชั้นวางสินค้ามาลองทำซุปพอดี
เชฟเล่าด้วยสีหน้าท่าทางดีใจกับความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง แต่คุณหลิงไม่ได้ฟังแล้วปล่อยไปเฉย ๆ เธอยิ้มดีใจกับเชฟแต่กลับบ้านมามุ่งมั่นหาทางพัฒนาครีมตัวใหม่
“กะทิไม่เข้ากับเมนูอาหารฝรั่ง เพราะจะมีกลิ่นกะทิหลงเหลืออยู่ ต้องทำยังไงดีนะ”
สุดท้าย คุณหลิงก็พัฒนาครีมปรุงอาหารจากน้ำมันรำข้าว เพื่อมาทดแทนครีมจากนม เหมาะกับอาหารฝรั่ง แน่นอนว่าเธอไม่ลืมนำกลับไปนำเสนอเชฟที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนั้น และเชฟก็สั่งครีมปรุงอาหารนั้นใช้จนถึงทุกวันนี้
เมื่อพัฒนาครีมปรุงอาหารจากน้ำมันรำข้าวสำเร็จ คุณหลิงค้นหาข้อมูลและพบว่า วิปครีมมีคอเลสเตอรอลสูง และมีไขมันสูงถึงร้อยละ 35 เธอจึงเขยิบไปลองพัฒนาวิปครีมไขมันต่ำดู
เมื่อลองนำวิปครีมตัวใหม่ไปเสนอร้านคาเฟ่ต่าง ๆ คุณหลิงพูดคุยกับเจ้าของร้านหลายท่าน และได้เห็นว่า ทุกเช้า ร้านกาแฟต้องเสียเวลาผสมนมข้นหวานกับนมจืดเตรียมใส่เหยือกไว้ ซึ่งเสียเวลามาก คุณหลิงจึงได้ไอเดียกลับมาพัฒนาครีมนมสูตรสำเร็จ ที่เข้มข้น หอมมัน แต่ไม่มีไขมันทรานส์ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
จากความช่างสังเกตและใส่ใจผู้ใช้ บวกกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทำให้คุณหลิงพัฒนาสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง การออกสินค้าใหม่อย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่กะทิ ครีมปรุงอาหาร จนถึงครีมนมผสมเครื่องดื่มนี้ ช่วยกระจายความเสี่ยงให้บริษัท แม้สินค้าบางชนิดจะมีคู่แข่งเริ่มทำตาม คุณหลิงก็จะพัฒนาสินค้าเพื่อสุขภาพตัวใหม่ตัวอื่นออกมา

เมื่อความห่วงใยมาบรรจบกับวิทยาศาสตร์
คุณหลิงตั้งชื่อบริษัทว่า 4Care อ่านว่า ‘ฟอร์แคร์’ มาจากคำว่า For Your Care แฝงความหมายของความดูแลห่วงใย ตั้งแต่วันแรกที่สร้างบริษัท คุณหลิงตั้งใจใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในการ ‘ดูแล’ ผู้บริโภค
“ชื่อ ‘ฟอร์แคร์’ ตั้งไว้เป็นการเตือนตนเองว่า เราจะทำผลิตภัณฑ์ที่มาดูแลสุขภาพของผู้บริโภค”
ในช่วงปี 2008 – 2009 คุณหลิงเห็นว่าผู้บริโภคจำนวนมากไม่มีเวลาทำอาหาร ทำงานยุ่ง วิถีชีวิตเร่งรีบ แต่ก็อยากดูแลสุขภาพ คุณหลิงจึงพัฒนาเครื่องดื่มซีเรียลดริงก์ภายใต้แบรนด์ Balance เครื่องดื่มชนิดนี้มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ดื่มแล้วอยู่ท้อง และผสมใยอาหารที่เป็นพรีไบโอติกชั้นดีที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน คุณหลิงตั้งใจใส่สิ่งดี ๆ ทั้ง ๆ ที่ในยุคนั้น ผู้บริโภคไทยยังไม่คุ้นเคยกับคำว่า พรีไบโอติกหรือโพรไบโอติก หรือยังไม่เข้าใจคำว่าภูมิคุ้มกันเลย
ช่วงแรก ตอนไปออกบูทให้ลูกค้าทดลองชิม คุณหลิงก็ไปยืนแจกนมให้ลูกค้าชิมเอง และยังพาทีม R&D ไปด้วยทุกครั้ง เพื่อฟังเสียงลูกค้า
“บางทีลูกค้าไม่ได้พูดอะไร แต่ดื่มแล้วกลืนน้ำลาย กระแอมคอเล็กน้อย เราสังเกตได้ว่า สงสัยธัญพืชจะฝืดคอไป ต้องบดให้ละเอียดกว่านี้อีก เราก็จะรีบกลับไปบริษัทและหาทางปรับสูตรทันทีเลย”
ทีม R&D หมั่นปรับสูตรแล้วปรับสูตรอีกจนมั่นใจ ถึงค่อยจำหน่ายสินค้าสู่ตลาดที่กว้าง

ประมาณปี 2012 คุณหลิงก็เริ่มพัฒนาน้ำนมข้าวออร์แกนิกภายใต้แบรนด์ Balance เช่นกันออกสู่ตลาด เมื่อเริ่มวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต ยอดขายก็เริ่มขึ้นทีละนิด ข้อมูลยอดขายที่ทางค้าปลีกส่งมาแจ้งบริษัทมีเพียงยอดขายรายเดือนของสินค้าแต่ละชนิดเท่านั้น ไม่มีข้อมูลประวัติลูกค้า ในช่วงแรก คุณหลิงจึงยังไม่ทราบว่า ลูกค้าเป็นชายหรือหญิง เด็กหรือผู้ใหญ่ คุณหลิงคิดว่ากลุ่มลูกค้าของ Balance น่าจะเป็นกลุ่มคนรักสุขภาพหรือผู้ป่วยมะเร็งที่ร่างกายอ่อนไหวกับสารพิษ

แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป คุณหลิงเริ่มเห็นว่ากลุ่มลูกค้ากลุ่มหลักกลับเป็นกลุ่มแม่ที่ซื้อให้ลูกและกลุ่มลูกที่ซื้อให้พ่อแม่
คุณแม่ท่านหนึ่งโทรมาสั่งน้ำนมข้าวทุกเดือน เดือนละ 10 ลัง คุณแม่เล่าว่าลูกเธอแพ้นมวัว นมถั่วเหลือง และแป้งสาลี เดิมที ลูกไม่มีนมกล่องไปโรงเรียนเหมือนเพื่อน ๆ แต่พอได้เจอน้ำนมข้าว Balance ลูกได้มีนมดื่มที่โรงเรียนเหมือนเพื่อน ๆ ตัวคุณแม่เองก็ไม่ต้องกังวลว่าลูกจะเป็นผื่นหรือแพ้อาหารอะไรหรือเปล่า
ลูกค้าอีกท่านที่โทรมาสั่งของโดยตรงกับ 4Care เป็นลูกสาวที่ซื้อให้แม่ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียงดื่มบ่อย ๆ ลูกค้ากำชับว่า ห้ามกดออดหน้าบ้าน เดี๋ยวคุณพ่อคุณแม่ตื่น ให้โทรศัพท์แจ้งเมื่อถึงแล้ว ทีมงานก็บันทึกรายละเอียดลงฐานข้อมูลและกำชับทีมจัดส่งเป็นอย่างดี
เครื่องดื่ม Balance กลายเป็นตัวแทนของความรักและความสบายใจของแม่แด่ลูกน้อย หรือลูกสู่พ่อแม่สูงวัย
เมื่อเห็นดังนี้ คุณหลิงจึงตัดสินใจอบรมทีมจัดส่งของบริษัทให้รู้วิธีวางสินค้า เช่น ห้ามวางในบริเวณที่โดนแดดหรือร้อนอบอ้าว และอบรมเรื่องการช่วยเหลือลูกค้า บางครั้ง ลูกค้าอาจขอให้ช่วยยกเตียงบ้าง ก็ให้ดูแลถึงที่สุด แม้ในภายหลัง ปริมาณจำหน่ายสูงขึ้น บริษัทต้องจ้างบริษัทอื่นให้ช่วยขนส่งแทน แต่ก็ยังมีการอบรมนโยบายขนส่งและวิธีดูแลลูกค้าอย่างพิถีพิถัน

ความห่วงใยและการดูแลนี้ เริ่มตั้งแต่การพัฒนาสินค้า การสื่อสารกับลูกค้า จนถึงการจัดส่งสินค้าถึงมือลูกค้าเลยทีเดียว
สิ่งที่ตั้งใจทำ & สิ่งที่ตั้งใจไม่ทำ
4Care มีหลักหลายประการในการช่วยตัดสินใจว่า อะไรคือสิ่งที่ตั้งใจทำ อะไรคือสิ่งที่ตั้งใจหลีกเลี่ยงหรือไม่ทำ ยกตัวอย่างเช่น
ในการพัฒนาสินค้า บริษัทยึดหลัก 3 ประการต่อไปนี้
หนึ่ง สินค้าต้องมีงานวิจัยที่เชื่อถือได้รองรับ
สอง วัตถุดิบต้องมาจากธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้สารปรุงแต่ง
สาม สินค้าต้องดีต่อสุขภาพจริง ๆ


บริษัทจะไม่ใส่สารหรือส่วนผสมอะไรที่เป็นแค่กิมมิกการตลาด เช่น อ้างว่าใส่สมุนไพรตัวนั้นแล้วสื่อสารสรรพคุณ ทั้ง ๆ ที่ใส่เพียงนิดเดียวจนแทบไม่เห็นผล สินค้า 4Care ต้องมาจากส่วนผสมที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคจริง ๆ อย่างเครื่องดื่มดาร์กช็อกโกแลตแบบชงพร้อมดื่ม บริษัทก็เลือกใช้ผงคาเคาออร์แกนิก ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มาก มีส่วนช่วยบำรุงสมองให้มีความจำที่ดี ช่วยให้ผ่อนคลายและหลับดียิ่งขึ้น ข้าวที่ใช้ในน้ำนมข้าว Balance ก็เป็นข้าวออร์แกนิกจากยโสธร
ส่วนสิ่งที่ฟอร์แคร์ตั้งใจ ‘ไม่ทำ’ คือ การสร้างโรงงานผลิตสินค้าสำเร็จรูป
บริเวณด้านหลังของอาคารสำนักงานใหญ่มีโรงงานก็จริง แต่เป็นโรงงานขนาดเล็กที่ผลิตเฉพาะวัตถุดิบส่วนที่สำคัญมากเท่านั้น ส่วนส่วนผสมอื่น ๆ ตลอดจนการบรรจุลงหีบห่อ ทางบริษัทส่งให้โรงงานพาร์ตเนอร์ช่วยผลิตหมด
สาเหตุหลักคือการรักษาความยืดหยุ่นในการพัฒนาและผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้ามากที่สุด สมมติ หากบริษัทสร้างโรงงานบรรจุกะทิกระป๋องขึ้นมา แล้ววันหนึ่งพบว่าลูกค้าชอบกล่อง UHT มากกว่ากระป๋อง กำลังการผลิตเครื่องบรรจุกระป๋องจะเหลือเยอะ ทำให้บริษัทต้องพยายามพัฒนาสินค้าอะไรก็ได้ที่ใส่กระป๋องมาจำหน่าย ในที่สุด สินค้าชิ้นนั้นจะกลายเป็นสินค้าที่แค่ตอบโจทย์โรงงาน แต่ไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคก็ได้ คุณหลิงจึงตัดสินใจไม่สร้างโรงงานผลิตของฟอร์แคร์
“เราอยากเป็นคนที่ลูกค้าไว้วางใจ สบายใจ ว่านักวิทยาศาสตร์เลือกมาให้แล้ว อยากให้ลูกค้ามีสุขภาพดี อยากให้เกษตรกรที่ตั้งใจปลูกข้าวดี ๆ มีชีวิตที่ดีขึ้น”

เติบโตอย่างงดงาม
หากดูเพียงแค่ตัวเลขการเติบโตของ 4Care เราจะเห็นกราฟยอดขายที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ตลอด 21 ปี อัตราการเติบโตเฉลี่ย สูงถึงร้อยละ 37 ต่อปี เป็นตัวเลขที่โดดเด่นและสวยงาม
แต่เส้นทางการเติบโตของ 4Care นั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่าย 4Care เป็นบริษัทที่พยายามผลิตสินค้าที่ดีต่อสุขภาพ ต้องต่อสู้กับการทำให้ผู้บริโภครับรู้และเข้าใจสินค้า กำแพงของผู้บริโภคในเรื่องความกังวลต่อรสชาติและการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ในบ้านมาใช้แบรนด์ใหม่นั้นสูงลิบลิ่ว
ในยุคที่ไม่มีใครรู้จักว่า กะทิธัญพืชคืออะไร 4Care ใช้เวลากว่า 6 ปีในการทำให้ผู้บริโภคเข้าใจและกล้าเปลี่ยนกะทิที่คุ้นเคยมาเป็น Tastifit
ในยุคที่แทบไม่มีบริษัทไหนผลิตนมจากพืช 4Care ตั้งใจทำเครื่องดื่มซีเรียลดริงก์ที่เติมใยอาหาร มีพรีไบโอติกสูง และน้ำนมข้าวออร์แกนิก เพื่อให้ผู้คนดูแลสุขภาพตนเองได้สะดวกขึ้น
แม้จะใช้เวลานาน แต่ด้วยคุณภาพของสินค้าและความใส่ใจด้านการพัฒนาสินค้าจนถึงการขนส่ง ทำให้สินค้าของ 4Care ค่อย ๆ เป็นที่รู้จักและขายดียิ่งขึ้นเรื่อย ๆ

ระหว่างการทำธุรกิจ มีวันที่คุณหลิงและทีมอยากจะเลิกทำธุรกิจนี้ แต่ก็มีผู้บริโภคหลายท่านที่อุตส่าห์โทรมาเล่าเรื่องราวดี ๆ ว่า 4Care เปลี่ยนชีวิตพวกเขาขนาดไหน
เหตุผลในการทำธุรกิจทุกวันนี้ของคุณหลิงจึงมิได้เป็นไปเพื่อตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการได้เห็นคุณแม่ที่ให้ลูกดื่มเครื่องดื่มสักกล่องได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะแพ้อาหาร หรือการเห็นผู้ป่วยโรคหัวใจเอร็ดอร่อยกับแกงเผ็ดเป็ดย่างได้
คุณหลิงฝากบทเรียนทิ้งท้ายไว้ว่า
“น้อง ๆ บางคนอาจจะอยากประสบความสำเร็จเร็ว ๆ อยากรวยแล้วหยุดทำงาน แต่พี่คิดว่าเราควรถามตัวเองว่า เราจะทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับคนอื่น แล้วเป็นสิ่งที่เราชอบด้วย เราควรคิดถึงสิ่งเหล่านี้มากกว่าการหาวิธีสร้างความร่ำรวยให้ตนเอง”
ทุกวันนี้ คุณหลิงยังคงสนุกกับการตื่นมาทำงาน และหาวิธีพัฒนาสินค้าใหม่ เพื่อทำให้สุขภาพผู้คนดีขึ้นต่อไป
Website : 4care.co.th/th/
