30 พฤศจิกายน 2024
3 K

ปัญหาของคนที่อยากใส่เสื้อผ้าแบบ Slow Fashion คือราคาที่เอื้อมถึงได้ยากและตัวเลือกที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่ข่าวดีคือคอลเลกชันใหม่ของ MeStyle แบรนด์เครื่องแต่งกายภายใต้โลตัสในเครือซีพี แอ็กซ์ตร้า ได้จับมือกับมูลนิธิโครงการหลวงและแบรนด์ Earthology ผลิตสินค้าที่มีความยั่งยืนมากขึ้น ในราคาที่จับต้องได้ ภายใต้ ‘โครงการหลวง สินค้าคุณภาพ จากเลอตอ สู่ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ 

ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ กางเกง หมวก และกระเป๋า ที่นอกจากจะมินิมอลจนควรมีติดตู้ ยังเป็นคอลเลกชันที่รักษาสิ่งแวดล้อม เพราะทั้งโครงการช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 22,500 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 2,500 ต้นหรือคิดง่าย ๆ ว่าหากคุณซื้อเสื้อโปโลคอลเลกชันนี้ 1 ตัว จะลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 12 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 1.3 ต้น

ความพิเศษของคอลเลกชันนี้ คือการขยับมาใช้วัสดุใหม่อย่าง ‘เส้นใยกัญชง’ ที่มีข้อดีเยอะจนน่าทึ่ง ทั้งใช้ทรัพยากรน้อยลง ลดการปล่อยคาร์บอน พอผลิตเป็นเสื้อผ้าแล้ว ยังมีคุณสมบัติกันยูวี สีไม่ซีด ยิ่งซักบ่อยผ้ายิ่งนุ่ม ใช้งานได้นาน ที่สำคัญคือสร้างรายได้ให้เกษตรกรชาวเขาเพิ่มอีกทางหนึ่ง นอกเหนือไปจากการปลูกผักและผลไม้ตามฤดูกาล

แต่อะไรทำให้พวกเขาเริ่มสนับสนุนการปลูกและแปรรูปกัญชงออกมาเป็นเสื้อผ้าที่มินิมอลทั้งการออกแบบและราคา แถมยังใส่ใจมาตั้งแต่ต้นน้ำ เราเดินทางมาเยือนโลตัสภายใต้ซีพี แอ็กซ์ตร้า เพื่อหาคำตอบไปกับ 2 หัวเรือใหญ่ของโครงการอย่าง เพ็ญ-พรเพ็ญ นาถพิริยรัตน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาสินค้า (ธุรกิจค้าปลีก) และ บี-สุชาดา จารุจินดา รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารสินค้า เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย 

จากเลอตอ สู่โลตัส

หากใครเดินโลตัสบ่อย ๆ คงพอจะคุ้นตาผักผลไม้จากมูลนิธิโครงการหลวงเป็นทุนเดิม เพราะโลตัสและโครงการหลวงเป็นพาร์ตเนอร์กันมายาวนานตั้งแต่ พ.ศ. 2538 ทั้งร่วมพัฒนาและรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรหลายแห่ง จนกระทั่งเมื่อราว 10 ปีก่อน ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ ในจังหวัดตาก ได้เริ่มต้นขึ้น 

เดิมทีผืนดินแห่งนี้เคยเป็นภูเขาหัวโล้น ปลูกฝิ่นและทำไร่เลื่อนลอยมาก่อน ทางมูลนิธิโครงการหลวงจึงจับมือกับชุมชนเพื่อเปลี่ยนแปลงให้เป็นแหล่งปลูกผักผลไม้ปลอดภัย สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร ตั้งแต่การพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเพาะปลูก ไปจนถึงการวางแผนว่าควรปลูกอะไร เมื่อไร อย่างไร เพื่อลดการผลิตส่วนเกินหรือผลผลิตที่ขาดตลาด 

“เขาปลูกตามที่เราวางแผนร่วมกันกับมูลนิธิโครงการหลวง เช่น เราอยากได้คะน้าฮ่องเต้ 100 กิโลกรัม โครงการหลวงก็จะไปวางแผนให้เกษตรกรพร้อมปลูก ดังนั้น รายได้ส่วนนี้ทำให้เขาอยู่ดีมีสุขในระบบอยู่แล้ว” 

เมื่อการเพาะปลูกผักผลไม้เริ่มอยู่ตัว จึงถึงเวลาที่พวกเขาจะมองหาสิ่งใหม่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไปอีกขั้น ซึ่งคำตอบไม่ได้อยู่ไกลที่ไหน แต่อยู่ในชีวิตประจำวันของชาวเลอตอนี่เอง

ต่อยอดไปด้วยกัญ (ชง)

“เส้นใยกัญชงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทางชนเผ่าใช้เย็บเสื้อผ้าอยู่แล้ว ถ้าสังเกตจะเห็นว่าเสื้อผ้าชาวเขากันหนาวได้ดี เราจึงรับสิ่งนี้มาปรับใช้ เพราะความมหัศจรรย์ของเส้นใยกัญชงเป็นเรื่องราวที่เราอยากส่งเสริม” เพ็ญเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย ต่อด้วยการอธิบายความเจ๋งของพืชชนิดนี้ ทั้งประหยัดน้ำกว่าฝ้ายถึง 5 เท่า โตง่าย ดูแลง่าย ใน 1 ปีจึงปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หลายครั้งและนำไปต่อยอดได้หลากหลาย ทั้งผลิตเป็นแผ่นปิดแผล อาหารสัตว์ รวมทั้งนำเปลือกมาแปรรูปเป็นเส้นใยสำหรับงานหัตถกรรม 

เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วก็ไถกลบรากให้กลายเป็นปุ๋ยได้ ไม่จำเป็นต้องเผาก่อนปลูกในรอบถัดไป และ 1 ไร่ดูดซับคาร์บอนได้ถึง 7 ตัน จึงช่วยลด PM 2.5 ลงไปได้อีกทาง

ขณะที่เพ็ญกำลังมองหาหนทางต่อยอดพืชชนิดนี้ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าแบรนด์ MeStyle ที่บีกำลังดูแลอยู่ก็สนใจเรื่องความยั่งยืนและมีโครงการเหล่านี้เรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนคู่ค้าที่เป็นผู้ประกอบการเล็ก ๆ ในชุมชน การจัดประกวดลายเสื้อที่ทำจากขวดพลาสติกรีไซเคิล แถมปีนี้ทีม MeStyle กำลังมองหาไอเดียใหม่ ๆ อยู่พอดี ทั้งคู่จึงตัดสินใจร่วมงานกัน แล้วไปชวนแบรนด์ Earthology มาเป็นผู้ผลิต โดยมีโจทย์ว่าอยากจะนำเส้นใยกัญชงมาต่อยอดเป็นสิ่งทอคุณภาพดีในราคาจับต้องได้

ส่วนผสมที่ลงตัว

บีเล่าว่าแม้คุณสมบัติของเส้นใยกัญชงจะดีต่อผู้สวมใส่และสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อนำมาผลิตเป็นเครื่องแต่งกายทั้งหมด ผ้าอาจจะแข็งจนเกินไปและไม่ตอบโจทย์เรื่องราคาที่จับต้องได้ พวกเขาจึงแก้ปัญหานี้ด้วยการนำมาผสมกับเส้นใยจากขวดพลาสติก PET รีไซเคิล หรือ rPET ซึ่งนำขวดขนาด 600 มล. มารีไซเคิลทั้งหมด 21,500 ใบ และเส้นใยฝ้ายออร์แกนิกที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน จนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์หลายแบบ ทั้งเสื้อยืด เสื้อโปโล กางเกง หมวก กระเป๋าผ้า กระเป๋าใบจิ๋วบรรจุเทียนหอมและรูมสเปรย์จาก Earthology เหมาะจะซื้อเป็นของขวัญให้กับคนที่รัก

ส่วนโลโก้เส้นสี่เหลียมสีน้ำตาลอ่อนที่เห็น มาจากลายทอผ้าของชาวบ้านในชุมชนเลอตอ เพื่อสื่อถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นและการปลูกด้วยฝีมือของคนในพื้นที่ 

บีย้ำกับเราว่า หากจับผ้าครั้งแรกแล้วไม่ลื่นมือนักก็อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะธรรมชาติของผ้าชนิดนี้คือยิ่งซักเท่าไหร่ ยิ่งนุ่มมากขึ้นเท่านั้น บีจึงแนะนำให้ซักก่อนสวมใส่ เพื่อความนุ่มสบาย นอกจากนี้ คุณสมบัติของเส้นใยกัญชงยังเหมาะกับการใช้งานในประเทศเราที่ต้องสู้แดด สู้ฝน เพราะสีไม่ซีด ไม่อมฝุ่น ระบายความชื้นและป้องกันยูวีได้ดี พอบวกกับการออกแบบที่เรียบง่าย จึงเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย น่าซื้อติดตู้ไว้หรือเป็นของขวัญในช่วงปีใหม่ที่ใกล้จะถึงนี้

เส้นใยดี

นอกจากมุมมองด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว เมื่อย้อนกลับมาที่ต้นทางการผลิต ผู้คนในชุมชนที่ปลูกผักผลไม้อยู่แล้วปลูกกัญชงเพิ่มเป็นรายได้เสริมหรือรายได้ทดแทนในช่วงที่หมดฤดูกาลปลูกพืชผักได้ เพราะกระบวนการปลูกกัญชงไม่ได้ซับซ้อน แถมยังมั่นใจได้ว่าจะมีผู้รับซื้อไปแปรรูปต่อ โครงการเหล่านี้จึงช่วยเพิ่มโอกาสการทำงานให้กับผู้คน โดยเฉพาะวัยหนุ่มสาวที่ก่อนหน้านี้มักเลือกจากบ้านเพื่อเดินทางไปหางานในกรุงเทพฯ แต่เมื่อมีช่องทางหารายได้เพิ่มเติม คนรุ่นใหม่ ๆ จึงกลับมาทำงานที่บ้านเกิดกันมากขึ้น

“สิ่งที่เราทำเป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ ทุกปีเราจึงพยายามทําเรื่องความยั่งยืนออกมาทีละนิด แม้จะยังไม่ได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เราควรมีอะไรที่รับผิดชอบต่อสังคม เพื่อต่อยอดในอนาคต” บีกล่าวทิ้งท้าย

แม้เสื้อผ้าคอลเลกชันนี้จะเป็นก้าวเล็ก ๆ ก้าวแรก แต่นับเป็นสัญญาณที่ดีและเป็นตัวอย่างของการต่อยอดจุดแข็งในท้องถิ่นไปสู่สิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้ชุมชน สิ่งแวดล้อม ตลอดจนผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ให้มีทางเลือกหลากหลายยิ่งขึ้น ซึ่งน่าจับตากันต่อไปว่าพวกเขาจะมีคอลเลกชันเก๋ ๆ แบบไหนมาให้เราได้ติดตามกันในอนาคต

Writer

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

มนุษย์อยู่ไม่ติดบ้าน มีงานอดิเรกคือการเดิน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน