27 พฤศจิกายน 2024
3 K

เคยมั้ยที่นั่งทำงานหน้าคอมจนตาแห้ง กะพริบตาทีก็ทั้งแสบทั้งเคือง มองจอต่อไปภาพก็เริ่มเบลอ 

อาการเช่นนี้ หยอดน้ำตาเทียมสักหน่อยก็ช่วยได้เยอะ ง่าย ๆ ไม่ได้สร้างความลำบากอะไรให้ชีวิต

แต่ถ้าต้องหยอดถี่ ๆ ทุกครึ่งถึง 1 ชั่วโมงตลอดระยะเวลาที่ลืมตาตื่น ชีวิตคงลำบากแน่

และนี่คือสิ่งที่ผู้ป่วยด้วยภาวะตาแห้งต้องเผชิญ เพื่อประคับประคองให้ดวงตาที่แห้งผากนี้ไม่อักเสบ ติดเชื้อ จนลุกลามไปถึงอาการตาบอด

ความยากลำบากในการใช้ชีวิต รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของผู้ป่วย คือสิ่งที่ หมอเปา-พญ.สุจินตนา ตันฑเทอดธรรม จักษุแพทย์ผู้ชำนาญเรื่องโรคกระจกตาและการทำเลสิกเห็นมาตลอดนับสิบปีของชีวิตการทำงาน และอยากช่วยผ่อนหนักเป็นเบาให้กับคนไข้ที่มีอาการหนัก ต้องรับมือกับอาการเรื้อรังซึ่งไม่มีวันหายขาดนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เธอจึงใช้เวลาถึง 6 ปีในการวิจัยและพัฒนา ‘Vismax น้ำตาเทียมฝีมือคนไทยที่ทำให้ตาชุ่มชื้นได้นานกว่า ในราคาที่ถูกกว่า เมื่อเทียบกับทางเลือกอื่น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของผู้ป่วย

หากไม่มีน้ำตา

หมอเปาเรียนจบเป็นแพทย์ทั่วไป จักษุแพทย์ และอนุสาขาโรคกระจกตาและการทำเลสิก จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในช่วงที่มาเรียนต่อด้านกระจกตา คุณหมอได้คลุกคลีกับคนไข้ที่มีปัญหากระจกตามาก และเห็นว่าปัญหาหลัก ๆ ในคนไข้โรคกระจกตาคืออาการตาแห้ง

อาการตาแห้งนี้เกิดได้หลายสาเหตุ ทั้งที่มาจากน้ำตาระเหยเยอะจากการใช้สายตาต่อเนื่องมากไป จ้องจอนานไป ต่อมไขมันที่เปลือกตาอุดตัน การใส่คอนแทกต์เลนส์ กะพริบตาน้อยเกินไป อยู่ในที่แห้งและเย็นนานเกิน โรคภูมิแพ้ และจากร่างกายสร้างน้ำตาได้น้อยลง ซึ่งเป็นอาการข้างเคียงจากโรคบางอย่าง ผลข้างเคียงจากยาบางตัว หรืออายุที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งหากมีภาวะตาแห้งแล้ว ผู้ป่วยจะมีอาการไม่สบายตา รู้สึกฝืดเคืองเหมือนมีฝุ่นอยู่ในตา เห็นภาพเบลอเป็นพัก ๆ ผู้ป่วยอาการนี้พบได้ทุกช่วงอายุ แต่จะพบได้มากขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุ ในคนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปจะพบผู้ป่วยตาแห้งราว 14 – 30% คิดเป็นจำนวน 1.26 – 2.66 ล้านคน

ความรุนแรงของอาการตาแห้งนี้มีตั้งแต่เบา ๆ คนไข้จะอาการดีขึ้นได้ด้วยการหยอดน้ำตาเทียม ประคบอุ่นเปลือกตา กะพริบตาให้ถี่ขึ้น หรือปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงอาการหนักที่เป็นเรื้อรัง หากไม่หยอดน้ำตาเทียมให้ความชุ่มชื้นให้ดวงตาตลอดระยะเวลาที่ลืมตา ก็ต้องเย็บปิดเปลือกตาหรือใส่คอนแทกต์เลนส์ระยะยาวปิดกระจกตา โดยมีจักษุแพทย์เป็นผู้ใส่และถอดเปลี่ยนให้เท่านั้น ซึ่ง 2 อย่างหลังมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อจนอาจทำให้ตาบอด

ในกรณีของคนไข้ที่มีอาการหนัก ต้องให้น้ำตาเทียมอยู่ตลอด มี 2 ทางเลือก

หนึ่ง คือการหยอดเซรั่ม ซึ่งได้จากการเจาะเลือดของตัวเองมาปั่นสกัดผ่านกรรมวิธีปลอดเชื้อ แล้วนำมาหยอดตาให้ความชุ่มชื้น คนไข้ต้องมาเจาะเลือดสกัดเซรั่มที่โรงพยาบาลทุก 2 – 4 เดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้เซรั่ม และคนไข้ยังต้องพกกระติกเก็บความเย็นบรรจุเซรั่มติดตัวเพื่อหยอดตาทุก ๆ 30 นาที – 1 ชั่วโมง ต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ลืมตาตื่น ซึ่งนับเป็นทางเลือกที่สร้างความลำบากให้คนไข้มากที่สุด แต่คนไทยก็มีโอกาสเข้าถึงได้มากที่สุด เพราะอยู่ในสิทธิเบิกจ่ายยาของประกันสังคม บัตรทอง และสวัสดิการข้าราชการ อย่างไรก็ตาม บริการนี้มีเฉพาะในโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลขนาดใหญ่ไม่กี่แห่งเท่านั้น 

“คนไข้ต้องหยอดตาตลอดชีวิต เขาต้องมาทำแบบนี้อยู่ตลอด ต้องเจ็บตัว เจาะทีหนึ่งเสียเวลาเป็นวัน บางคนเดินทางมาจากต่างจังหวัดอีก” 

ทางเลือกที่คนไข้เจ็บตัวน้อยกว่าคือทางเลือกที่ 2 คือการใช้น้ำตาเทียม ซึ่งมีหลากหลายยี่ห้อ แต่ที่นิยมที่สุดคือแบรนด์ที่ต้องนำเข้าจากประเทศแถบยุโรป มีข้อดีกว่าตรงที่คนไข้สะดวกกว่า ไม่ต้องมาเจาะเลือด ไม่ต้องพกกระติก แต่ยังคงต้องหยอดตาทุก 1 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม น้ำตาเทียมนี้เป็นสิทธิการรักษาพยาบาลในกลุ่มข้าราชการเท่านั้น ผู้ประกันตนด้วยสิทธิประกันสังคมหรือบัตรทองยังเข้าถึงยานี้ไม่ได้ หรือหากคนไข้ชำระเองก็มีค่าใช้จ่ายสูง อย่างต่ำสัปดาห์ละประมาณ 400 บาทไปจนถึงหลายพันบาท ขึ้นอยู่กับความจำเป็นในการใช้ยา

“แต่ละปีรัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายไปกับน้ำตาเทียมกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนมากเป็นการนำเข้าสูงถึง 2,700 ล้านบาท เฉพาะน้ำตาเทียมสำหรับภาวะตาแห้งมาใช้ในสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการประมาณปีละ 800 ล้านบาท ส่วนคนไข้ที่ต้องจ่ายเงินเอง พอมันแพง เขาก็จะยอมแพ้ไปเอง พอไม่ได้รักษา การมองเห็นก็จะแย่ลงจนเข้าสู่ภาวะตาบอด” หมอเปาเล่าเสริม

น้ำตาเทียมไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก

 “เราเห็นคนไข้ที่มีความลําบากมาก เลยตั้งคําถามว่าในฐานะที่เป็นหมอ เราจะทําอะไรให้ตอบโจทย์คนไข้กลุ่มตาแห้งได้ดีกว่านี้มั้ย”

ทั้งความลำบากในชีวิตของคนไข้ที่ต้องคอยหยอดตาต่อเนื่องทั้งวัน มาเจาะเลือดบ่อย ๆ หรือจ่ายค่ายาราคาแพง ล้วนมีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอาการตาแห้งขั้นรุนแรงที่ต้องประคับประคองอาการไปทั้งชีวิต หมอเปาจึงลองศึกษาหาข้อมูลและเริ่มวิจัยเพื่อหาทางเลือกใหม่ที่ช่วยบรรเทาปัญหาของคนไข้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2561 ด้วยทุนวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) โดยมีเธอเป็นหัวแรงหลักลุยเดี่ยวพัฒนาสูตรที่ศูนย์นวัตกรรมทางยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะเภสัชศาสตร์

ในช่วงของการพัฒนา หมอเปาได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) และผลิตนำตาเทียมออกมารวมทั้งหมด 31 สูตร แต่คัดเลือกสูตรที่ทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างแล้วให้ประสิทธิผลดีที่สุดออกมาเพียง 1 สูตร ซึ่งเป็นสูตรที่มีความเข้มข้นของตัวยา 0.28% สูงกว่าน้ำตาเทียมแบรนด์ต่างประเทศ เมื่อทดลองใช้งานแล้วให้ความชุ่มชื้นกับดวงตานาน 2 ชั่วโมง

“เท่ากับว่างบที่รัฐต้องจ่ายค่านำเข้าน้ำตาเทียมสำหรับภาวะตาแห้งที่ต้องใช้ทุก 1 ชั่วโมง จะลงมาเหลือ 400 ล้านบาททันที และราคาต่อหน่วยก็ยังถูกกว่าราว 10 – 20% ทั้งที่มีต้นทุนสูงกว่าเพราะเนื้อยาเยอะกว่า แต่เรายอม เพราะประเทศได้ประโยชน์”

ค่าใช้จ่ายของประเทศที่ลดลงนี้ยังไม่นับรวมต้นทุนทางอ้อมที่ประเทศต้องเสียไปกับเวลาที่ผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยต้องเดินทางมาเจาะเลือดที่โรงพยาบาลบ่อย ๆ โดยรวมแล้วน้ำตาเทียมจากการวิจัยฝีมือคนไทยจึงส่งผลบวกต่อทั้งตัวเลขทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของคนไข้ที่ลดความถี่ในการใช้น้ำตาเทียมลงได้

“พอมาถึงวันนี้ เรากล้าพูดได้อย่างมั่นใจว่า Vismax ทดแทนเซรั่มได้ คนไข้ที่เคยมีความจําเป็นต้องเจาะเลือดมาปั่นเซรั่มยกเลิกเซรั่มได้เลย ตอนนี้เราจึงมีคนไข้กลุ่มนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ”

จนถึงตอนนี้ น้ำตาเทียม Vismax ผลิตมานับหมื่นชุดแล้ว และจากการทำ Market Survey ในกลุ่มคนไข้ 400 ราย ผลความพึงพอใจอยู่ที่ 4.7 / 5 จากการสอบถามในกลุ่มจักษุแพทย์ 22 ท่าน มี 70% ที่ตัดสินใจเปลี่ยนจากน้ำตาเทียมยี่ห้อต่างประเทศมาเป็นน้ำตาเทียมจากงานวิจัยของคนไทย

ความรู้คู่ตาแห้ง

“ยาจะดีแค่ไหน ถ้าหยอดผิดก็เหมือนไม่ได้ยา”

หลายคนน่าจะเคยมีประสบการณ์กับการหยอดตามาบ้างแล้ว มาลองระลึกถึงวิธีหยอดตาที่คุ้นเคยกัน หนึ่ง เงยหน้าขึ้น สอง บีบยาลงไปหลาย ๆ หยด สาม กะพริบตาถี่ ๆ ให้ยาซึมเข้าไป

“หมอเชื่อว่าประมาณ 75 – 80% ของผู้ใช้หยอดยาอย่างนี้ ซึ่งผิดไปจากเวชปฏิบัติของทั่วโลก สิ่งที่ถูกต้อง คือหยดยาเพียง 1 หยด แล้วหลับตาสัก 2 – 3 นาที ให้ยามาเคลือบกระจกตา ถ้าทำแบบนี้ยาจะอยู่ได้นาน แล้วไม่ต้องหยอดไปอีกจนกว่าจะมีอาการ”

คุณหมออธิบายเพิ่มว่าการกะพริบตาถี่ ๆ หลังหยอดตา ไม่ต่างกับการทายาแต้มสิวแล้วเอามือปาดออก จะทำให้ล้างตัวยาออกไปเกินครึ่ง ซึ่งเวลาในการพบจักษุแพทย์ที่จำกัดอาจทำให้หมอไม่มีโอกาสเน้นย้ำวิธีหยอดยาที่ถูกต้อง ทั้งหมอเองก็มักเข้าใจว่าคนไข้หยอดยาเป็น ทางบริษัทยาก็ไม่มาสอนเพราะมีผลต่อยอดขาย

“มันจึงเป็นการเรียนรู้แบบผิด ๆ มาโดยตลอด แล้วการหยอดยาที่ผิด ทำให้ประสิทธิภาพไม่ได้ผล พอเคืองตารอบใหม่ คนไข้ก็ไปหยอดยาซ้ำ บริษัทยาก็ยิ่งโตขึ้น ค่าใช้จ่ายภาครัฐก็ยิ่งสูงขึ้น เงินก็รั่วไหลไปกับยาต่างประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ”

ไม่ใช่เพียงความรู้เรื่องการหยอดตาที่ผิดไป แต่คนไข้ก็มักไม่รู้ว่าอาการของตัวเองถือว่าอยู่ในระดับไหน และต้องดูแลตัวเองอย่างไร หมอเปาเห็นถึงปัญหานี้ จึงจัดทำ QR Code ไว้ข้างกล่องสินค้า Vismax ให้คนไข้รู้จักการดูแลตัวเอง 3 ขั้นตอน ตั้งแต่ประเมินภาวะตาแห้งของตัวเอง วินิจฉัยหาสาเหตุของอาการได้ และรู้จักวิธีการหยอดตาที่ถูกต้อง

“เพราะความคาดหวังของ Vismax คืออยากให้คนไข้ดูแลตัวเองที่บ้านได้มากที่สุด”

สิทธิที่จะคืนความชื้นให้ดวงตา สิทธิที่คนไทยต้องเข้าถึง

“ตั้งแต่วันแรกที่คิดโปรเจกต์ ก็คิดว่าทํายังไงให้คนไข้ภาวะตาแห้งในฝั่งบัตรทองกับสิทธิประกันสังคม ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ มีโอกาสเข้าถึงน้ำตาเทียมเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องมาเจ็บตัวปั่นเลือดมาหยอดตา”

ในวันนี้ Vismax น้ำตาเทียมฝีมือคนไทย กำลังรอประกาศเป็นรายชื่อยาของบัญชีนวัตกรรมไทย และรอพิจารณาการคัดเลือกเข้าทะเบียนยาของกรมบัญชีกลาง หมายความว่าหากผ่านการพิจารณา ข้าราชการและลูกจ้างรัฐเข้าถึงสวัสดิการเบิกจ่ายยาตัวนี้ได้ แต่เป้าหมายที่ใหญ่กว่าของหมอเปา คือการนำยานี้เข้าไปอยู่ในรายชื่อยาของสิทธิบัตรทอง และสิทธิประกันสังคมก็จะตามมาโดยอัตโนมัติ

เพื่อให้จักษุแพทย์เห็นทางเลือกใหม่ในการรักษาคนไข้ คุณหมอเปาได้จัด Conference แนะนำสินค้าให้กับจักษุแพทย์ ซึ่งสินค้า Vismax ก็ได้รับการยอมรับและเลือกใช้งานแล้วในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำหลายแห่ง โดยมี บริษัท โอสถ อินเตอร์ แลบบอราทอรีส์ จำกัด ในเครือ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนจำหน่าย และจำหน่ายปลีกที่ร้านขายยาในเครือ Fascino ทั่วประเทศ

“กลยุทธ์ของเรา คือขายให้ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ และร้านขายยาที่มั่นใจว่ามีเภสัชกรประจำที่เขามีความรู้แล้วสอนคนไข้ต่อได้ ยังไม่ได้กระโดดข้ามไปที่ผู้ใช้โดยตรง”

ในตอนนี้คุณหมอก็กำลังทยอยนำสินค้าเข้าในโรงพยาบาลรัฐ และมีแนวโน้มว่าคนไข้โรงพยาบาลรัฐบางแห่งจะเข้าถึงยาตัวนี้ได้ในปีหน้า แต่อย่างไรก็ตาม หากผลักดัน Vismax เข้าในทะเบียนยาสำหรับสิทธิบัตรทองสำเร็จ การดำเนินการให้น้ำตาเทียมของคนไทยเข้าไปอยู่ในรายชื่อยาของโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศก็ทำได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น ผู้มีภาวะตาแห้งไม่ว่าอาการหนักหรือเบาจะได้เข้าถึงสิทธิในการคืนความชุ่มชื้นให้ดวงตาที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยที่รัฐมีภาระค่าใช้จ่ายน้อยลง

ถึงแม้ว่าในเชิงธุรกิจ ใครก็ต้องการทำกำไรสูงสุด โดยเฉพาะหากมีกลไกรัฐที่เอื้อให้ทำได้ เช่นพระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งมุ่งสนับสนุนให้ไทยหลุดจากกับดักรายได้ปานกลางด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ Vismax ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่วิจัยพัฒนาโดยคนไทยจึงกำหนดราคาให้สูงกว่าสินค้าคู่แข่งที่ต้องนำเข้าได้ถึง 10 – 15% เมื่อนำเสนอให้หน่วยงานรัฐ

“แต่หมอไม่ต้องการทำอย่างนั้น แม้ว่าต้นทุนเราจะสูงกว่าเพราะเนื้อยามากกว่า แต่เราอยากประหยัดเงินให้ภาครัฐมากกว่า และเราตั้งราคาไม่สูง คณะกรรมการพิจารณาจึงตัดสินใจได้ไม่ยาก”

ก้าวต่อไปเคียงคู่กับการผลักดันให้น้ำตาเทียม Vismax เป็นยาที่คนไทยทุกฐานะเข้าถึงได้ง่าย คือการลุยด้านการส่งออก โดยหมอเปาวางแผนตั้งต้นในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งใช้ระเบียบการเดียวกับไทย การส่งออกสินค้าจึงทำได้ง่าย โดยเริ่มที่ลาว ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์

“ในประเทศ เราทําเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน แต่ในแง่ธุรกิจ ถ้าต้องการกำไร เราต้องไปทําเรื่องส่งออกให้ดี พอมีความต้องการซื้อสูง ยอดผลิตปริมาณมากขึ้น ต้นทุนผลิตยิ่งต่ำ คนไทยยังได้ใช้สินค้าราคาถูกลงอีก”

หากคุณอ่านบทความนี้จนจบแล้วเริ่มรู้สึกตาแห้ง โปรดเปิดใจลองใช้น้ำตาเทียมจากนักวิจัยไทยที่ดีไม่แพ้ผลิตภัณฑ์จากชาติใดในโลกได้ที่ร้านขายยา Fascino ใกล้บ้านคุณ

หน่วยงานสาธารณสุขและร้านขายยาที่สนใจ สนับสนุน Vismax ได้ทาง

Writer

นิธิตา เฉิน

นักเล่าเรื่องและครีเอทีฟอิสระผู้อยากสื่อสารประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้สนุกและสร้างสรรค์

Photographer

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพ และ baker ฝึกหัด