20 พฤศจิกายน 2024
2 K

เมื่อได้กลิ่นลมหนาวโชยมา แฟชั่นนิสต้าอย่างเราก็คิดถึงการมีเสื้อไหมพรมสีสวย ๆ ใส่ จึงใช้เวลาช่วงเช้าตลอดเดือนที่ผ่านมา เดินเข้า-ออกร้าน Bigknit Cafe สาขาสุขุมวิท 49 เพื่อเรียนรู้การถักหลักสูตรเร่งด่วน

Bigknit ไม่ใช่ร้านเปิดใหม่ หากแต่เป็นธุรกิจที่ ไน้ส์ ตันศรีสกุล ทำมา 18 ปีแล้ว

Bigknit ไม่ต่างจากธุรกิจทั่วไปที่เจอการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด 

มีช่วงที่ขายดีมาก ๆ เพราะเป็นเจ้าแรกในตลาดที่มีไหมให้เลือกซื้อมากที่สุด แถมยังสร้างบรรยากาศร้านน่านั่งก่อนกาล ให้ลูกค้ามาเจอเพื่อนและนั่งถักไหมพรมได้นาน ๆ จนถึงขั้นเคยมีลูกค้ากลับบ้านตอนตี 4 

มีช่วงที่ร้านขายไหมพรมหน้าตาคล้าย ๆ เกิดขึ้นเต็มบ้านเต็มเมือง แต่คนก็ยังเชื่อมั่นใน Bigknit

แน่นอน มีช่วงทั้งที่ดีและไม่ดีเพราะโควิด 

ล่าสุด Bigknit กลายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เมื่อมากรุงเทพฯ ต้องแวะมาถักกระเป๋าไหมพรมนุ่มของตัวเองสักครั้ง ซึ่งกิจกรรมนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ฮอตฮิตในหมู่วัยรุ่นบ้านเรามาตั้งแต่ 2 ปีก่อน 

ขณะที่บรรจงถักเสื้อของตัวเองอยู่ในมุมเงียบ ๆ เราสังเกตเห็นคนเข้าออกมาใช้บริการ Bigknit ไม่ขาดสาย โต๊ะข้างซ้ายเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังเลือกสีไหมพรมมาทำกระเป๋า ข้างขวาเป็นแม่บ้านญี่ปุ่นจับกลุ่มรับประทานมื้อกลางวัน ส่วนที่นั่งโซฟาหน้าชั้นไหมพรมซึ่งเด่นที่สุดกลางร้านเป็นของคู่รักชาวต่างชาติ ซึ่งแม้ชายหนุ่มจะไม่ได้ลงมือทำกระเป๋าอย่างใครเขา แต่ในมือถือกล้องถ่ายภาพแฟนสาวกับกระเป๋าทำเองอย่างภูมิใจ 

หาก Bigknit เป็นเพียงร้านคาเฟ่เปิดใหม่เราคงไม่รู้สึกอะไร แต่ที่นี่คือร้านขายไหมพรมที่มีไหมพรมสารพัดแบบ สารพัดสี เรียงรายอยู่เต็มตู้รอบร้าน ไม่เคยทำการตลาด แต่มีลูกค้าหลายกลุ่ม หลายวัย หลายเชื้อชาติ เข้าออกร้านอยู่ตลอดเวลา

ในฐานะผู้ประกอบการที่อยากเจริญรอยตามรุ่นพี่ ขอวางเข็มถักลงบนตักสักครู่ แล้วชวนไน้ส์คุยถึงเส้นทางขายไหม

เห็นไหม

เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว ไหมพรมที่ขายในประเทศมีภาพจำว่าสีน้อย คุณภาพพอทำงานฝีมือประดิดประดอยได้ แต่ไม่พร้อมสำหรับสวมใส่ 

ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยปีท้าย ๆ ไน้ส์มีโอกาสเดินทางไปเห็นไหมพรมสีสวย ๆ เท็กซ์เจอร์แปลก ๆ ที่ขายในต่างประเทศ จึงซื้อกลับมาลองใช้จำนวนหนึ่ง แล้วค่อย ๆ สั่งซื้อเยอะขึ้น เยอะขึ้น

“สมัยนั้นยังไม่มีการซื้อขายผ่านออนไลน์ จึงต้องส่งอีเมลไปขอซื้อไหมพรม ซึ่งมีจำนวนขั้นต่ำในการสั่งจำนวนมาก ทำให้ต้องเก็บไหมพรมไว้เยอะ พอคนรู้จักของแม่ซึ่งเป็นคนชอบถักไหมพรมเหมือนกันรู้ เขาก็มาขอซื้อไหมพรม คนเริ่มบอกต่อปากต่อปาก ได้ลงสัมภาษณ์ในนิตยสาร มีคนมาซื้อไหมพรมทั้งที่ยังไม่มีแม้แต่ป้ายชื่อร้าน” 

ไน้ส์เล่าจุดเริ่มต้นของร้านลับก่อนกาลที่ซ่อนตัวอยู่บนชั้น 3 ของออฟฟิศแม่ ซึ่งตอนนั้นทำธุรกิจสื่อโฆษณาติดรถประจำทาง โดยมีไน้ส์ช่วยงานในช่วงสั้น ๆ หลังเรียนจบ

นอกจากเสื้อไหมพรมที่แม่ถักจากไหมเหล่านั้นจะสีสวยมาก ๆ แล้ว บรรดาหมวกและเครื่องกันหนาวที่แม่ถักให้ใช้ในทริปต่างประเทศก็เป็นที่ชอบใจของเพื่อน ๆ ไนส์จึงเริ่มรู้สึกว่าน่าจะขายได้ แม้ประเทศไทยจะเป็นเมืองร้อน ก็น่าจะมีคนอยากได้ไหมพรมแบบนี้เหมือนกัน

“จากที่คิดแค่ซื้อมาใช้เองก็เริ่มคิดจะขาย แม้จะเรียบจบด้านนิเทศศาสตร์ เราใช้ความรู้ที่เรียนมาวิเคราะห์ตลาดจริงจัง อะไรคือจุดแข็ง ใครคือคู่แข่ง ตอนนั้นมั่นใจว่ายังไงก็ขายได้” 

หลังจากขายไหมพรมรับแขกที่ออฟฟิศของแม่ได้ประมาณ 1 ปี ก็ได้เวลามีหน้าร้าน

โบก Knit สะบัดหน่อย

โจทย์ของ Bigknit คือการทำร้านไหมพรมที่ไม่เหมือนที่ไหน ซึ่งในยุคนั้นมีร้านขายไหมพรมตามห้างสรรพสินค้าอยู่แล้ว แต่ไหมพรมในห้างมีราคาสูง แถมที่นั่งยังอยู่กลางห้าง 

Bigknit จึงแตกต่าง ด้วยบรรยากาศ ความหลากหลายของไหมพรม และประสบการณ์

เพราะตั้งใจจะทำให้ร้านเป็นบ้านหลังที่ 2 ของลูกค้า มาแล้วรู้สึกผ่อนคลาย ร้านแรกของ Bigknit จึงเป็นโซฟาทุกที่นั่ง เป็นการแชร์พื้นที่กัน เพื่อให้ทุกคนที่มาได้พูดคุยและรู้จักกัน 

“แต่เพราะเราเสิร์ฟอาหารด้วยที่นั่งแบบโซฟา ทำให้นั่งทานข้าวไม่ค่อยสะดวก พอต้องออกแบบร้านใหม่ (หน้าร้านปัจจุบัน) เลยตั้งใจแบ่งโซนชัดเจน มีโซฟาใหญ่ นอกจากนี้ ร้านเดิมมีปัญหาว่าผู้ชายไม่กล้าเข้าเพราะดูผู้หญิงเกินไป จะมากินข้าวก็ไม่กล้ากิน เลยปรับโทนการตกแต่งร้านไม่ให้ดูผู้หญิงมากนัก”

เส้นทางขายไหม

และเมื่อตั้งใจจะเป็นร้านไหมพรม ก็ต้องเป็นร้านที่มีไหมพรมให้เลือกเยอะและหลากหลายที่สุด

“อินไซต์คนถักไหมพรม คือชอบไหมเยอะ ๆ แบบที่ละลานตาไปหมด หากมีน้อยก็ไม่รู้จะเลือกสีอะไรมาใช้ เพราะบางทีส้มเฉดนี้ไม่ได้เหมาะกับเขียวเฉดนั้น”

การระดมไหมพรมให้มากที่สุดนั้น ไน้ส์เล่าว่าส่วนใหญ่มีแหล่งที่มาจากประเทศในยุโรป เพราะคุณภาพดี เนื่องจากไหมพรมเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมแฟชั่น ดินแดนแห่งนั้นจึงมักผลิตไหมพรมแปลกใหม่ว่าประเทศในเอเชีย อาจจะด้วยเอเชียเป็นเมืองร้อน ไม่ได้ใช้ไหมพรมในการผลิตเสื้อผ้ามากนัก

ซึ่งแต่ละประเทศก็มีคาแรกเตอร์ของไหมพรมที่แตกต่างกัน

ไหมพรมจากฝรั่งเศส มีราคาสูงที่สุด เนื่องจากมีลูกเล่น ดิ้นทอง มีพู่บ้าง สลับสีบ้าง เป็นการใส่รายละเอียดลงไปในเส้นไหม เมื่อนำไปใช้เพียงนิดเดียวก็เกิดความหรูหรา

ไหมพรมจากสเปน เน้นสีสันสดใส เป็นไหมพรมที่คนไทยชอบที่สุด เพราะสีใกล้เคียงกับคนไทย เหลืองก็คือเหลืองจริงใจสุด ๆ ไม่เหลืองพาสเทลอย่างของญี่ปุ่น จริง ๆ สเปนก็มีสีให้เลือกไม่เยอะ แต่สีสันสดใสทั้งหมด

ไหมพรมจากอิตาลี โดดเด่นเรื่องคุณภาพ เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญมาก ขณะที่สีไม่สดใส แม้จะมีไหมพรมมีให้เลือกถึง 60 สี แต่สีค่อย ๆ ไล่เฉดไปทางทึม ๆ เบจ น้ำตาล เทา ดำ แดง

ไหมพรมจากญี่ปุ่น นิยมทำสีโทนพาสเทล เทา น้ำตาล มีสีประมาณ 20 – 36 สี คุณภาพดีใกล้เคียงกับอิตาลีขึ้นอยู่ว่าชอบใช้แบบไหน

ไหมพรมเยอรมนี โดดเด่นเรื่องความแปลกและคุณภาพดี เป็นไหมพรมที่มีนวัตกรรม มีหลาย ๆ เท็กซ์เจอร์ในม้วนเดียว ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนไหมเอง ไหมพรมทั่ว ๆ ไปอาจแค่จับคู่สีผสมมาแล้วในเส้นไหม 1 ม้วน แต่ของเยอรมนีเปลี่ยนเท็กซ์เจอร์ เดี๋ยวใหญ่ เดี๋ยวเล็ก ผสมมาให้แล้ว ทำให้ใช้ยังไงก็ออกมาสวย

เพราะเงื่อนไขการสั่งซื้อขั้นต่ำ ไน้ส์จึงต้องสั่งไหมพรมเข้ามาครั้งละจำนวนมาก ๆ แม้จะผ่านการลองผิดลองถูกมากมาย แต่ข้อดีของไหมพรม คือถ้าเก็บอย่างถูกต้องก็จะไม่เสียหาย

เพราะไม่เคยมีร้านแบบนี้เกิดขึ้นมาก่อน Bigknit จึงขายดีมากตั้งแต่วันแรกที่เปิดทำการ

สิ่งที่น่าสนใจ คือไหมพรมเป็นของที่ลูกค้ามักจะซื้อตุนทีละเยอะ ๆ ไน้ส์บอกว่ายุคนั้นมีลูกค้าที่ซื้อต่อบิล 50,000 บาทหลายคน ซึ่งในความเป็นจริงลูกค้าจะใช้เวลาสักระยะหนึ่งกว่าจะใช้ไหนพรมที่ซื้อมาหมดแล้วกลับมาซื้อซ้ำ แต่นั่นก็ไม่ทำให้รายได้ระยะยาวมีปัญหา เพราะมีลูกค้าแวะเวียนมาที่ร้านตลอดเวลา

“ตื่นเต้นมาก ขายดีมาก แต่รายจ่ายก็เยอะมากเช่นกัน ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายด้านการบริหาร มีพนักงาน มีการจ้างครูผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่น ทำให้มีค่าใช้จ่ายเรื่องที่พักและใบอนุญาตทำงานต่าง ๆ”

Knit หนึ่งพอ

เมื่อพร้อมด้วยบรรยากาศและไหมจำนวนมาก ขั้นตอนต่อมาคือการหาครูผู้สอนมาถ่ายทอดเทคนิคใหม่ ๆ และแบ่งปันประสบการณ์

“เริ่มจากหาครูที่ไทยก่อน ความรู้ใหม่คือไม่มีหลักสูตรการสอนนิตติ้งโครเชต์บรรจุในโรงเรียน ซึ่งช่วงที่เปิดร้านเป็นช่วงที่นักศึกษาวิชาชีพเขาฮิตเรียนการโรงแรมกันหมด ทำให้หาครูที่มีความรู้สอนงานฝีมือได้ยาก จึงแก้ปัญหาด้วยการเชิญครูมาจากญี่ปุ่น โดยไปหาที่สมาคมนิตติ้งแห่งญี่ปุ่น ซึ่งคนที่เป็นครูได้ต้องผ่านการเรียนระดับเข้มข้น

“ปรากฏว่าคนไทยไม่ชอบการถักสไตล์ญี่ปุ่นเพราะจริงจังเกินไป ต้องมีอุปกรณ์ครบทุกชนิด การเริ่มเรียนจะทำเสื้อตัวหนึ่งต้องมีไม้บรรทัดเฉพาะ เมื่อเนื้อหาจริงจัง คนไทยจะรู้สึกถูกบังคับเกินไป ถ้าทำผิดนิดเดียวก็ให้แก้ใหม่ ถ้าไม่แก้เขาจะไม่สอนต่อ คนไทยก็ไม่ชอบ นอกจากนี้ ค่าเรียนกับครูญี่ปุ่นราคาค่อนข้างสูง คนไทยเองก็คงไม่ชินกับการเสียเงินเพื่อเรียนงานฝีมือ ถ้าเป็นยุคนี้คนน่าจะชอบ เพราะคนชอบอะไรที่ลึกซึ้งขึ้น ตอนนั้นอาจจะแค่อยากถักเป็นงานอดิเรก” ซึ่งนอกจากครูญี่ปุ่นแล้ว ยังมีครูไทยค่อยให้คำแนะนำลูกค้าทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ที่ผ่านเข้ามา

ไมล์ ใหม่ ไม่ มั้ย ไหม

เป็นธรรมดาที่เมื่อกิจการไปได้ดี ก็เริ่มจะมีร้านไหมพรมใหม่ ๆ เกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นร้านที่ใหญ่หรือมีไหมพรมให้เลือกเยอะเท่า Bigknit เมื่อเวลาผ่านไป 2 – 3 ปี ร้านอื่น ๆ พากันปิดตัวลงไปเกือบหมด เหลือ Bigknit ร้านเดียวเหมือนเดิม เริ่มทำให้ไน้ส์คิดทบทวนว่า ถ้าอยากจะทำธุรกิจนี้ให้อยู่ไปนาน ๆ เธอต้องทำอะไรบ้าง

ไน้ส์จึงตัดสินใจไปเรียนต่อด้าน Business Innovation ที่ประเทศอังกฤษ

“จริง ๆ สิ่งที่ได้เรียนมาจากตอนนั้นยิ่งใหญ่กว่าสิ่งที่เราตั้งใจจะนำไปใช้มาก ๆ เขาสอนเชิงนโยบาย ระดับการพัฒนาประเทศ การสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย เอกชน และรัฐบาล แม้จะสเกลใหญ่กว่าที่เราเป็น แต่แก่นที่ได้ตกตะกอนจริง ๆ คือการไม่ยึดติดกับปัจจุบัน เขาจะสอนว่า Innovation ไม่ได้เกิดจากการทำอะไรซ้ำ ๆ แต่เกิดจากการทำสิ่งใหม่ ๆ ถ้าที่ผ่านมาทำทุกอย่างมาหมดแล้ว อะไรคือสิ่งใหม่ที่ควรจะเกิด เขาก็สอนว่าต้องผ่อนคลายหรือสร้างบรรยากาศที่เหมาะแก่การคิดสิ่งใหม่ 

“ก่อนหน้านี้เราทำงานตลอดเวลา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่านิยมที่ปลูกฝังโดยคนรุ่นก่อน ซึ่งมักจะบอกว่าเราต้องเข้าร้านทุกวันนะ มีร้านทำไมไม่ไปเฝ้า ถ้าลูกค้ามาจะเจอได้ยังไง ช่วงที่กลับมาก็เปลี่ยนพฤติกรรม หาเวลาไปเปิดหูเปิดตา ดูงานนิทรรการ เปลี่ยนไลฟ์สไตล์”

สิ่งใหม่สิ่งแรกที่ลองทำหลังเรียบจบกลับมา คือการขยายสาขาเพื่อกระจายช่องทางการขาย ซึ่งได้ทั้งผลลัพธ์ที่ดีและไม่ดี

“บางที่ถ้าไม่ได้ไปขาย เราจะไม่มีทางรู้ว่าจุดนั้นขายดีหรือไม่ดี เช่น เซ็นทรัล พระรามเก้า พอไปสำรวจดู คนเยอะมาก แต่ของเราไปวางกลับขายได้น้อยมาก ส่วนหนึ่งอาจเพราะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย และคนที่ผ่านไปผ่านมาค่อนข้างเร่งรีบ 

“เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน ก็คนเยอะมาก แต่คนย่านนั้นไม่เร่งรีบเลย ส่วนใหญ่เป็นคนวัยเกษียณที่มานั่งชิลล์ ๆ ตอนแรกคิดว่าน่าจะเป็นกลุ่มลูกค้า เพราะมีคนนั่งรอตามร้านไหมพรมและส่วนกลางของห้างเต็มไปหมด ปรากฏว่าคนที่นั่นกลับไม่ได้ชอบไหมพรมแบบเรา”

ขณะที่สาขาที่ขายดีเกินคาดกลับเป็นร้านที่สยามพารากอน เพราะนอกจากเดินทางสะดวกแล้ว กลุ่มลูกค้าประจำที่มาเลือกซื้อไหมพรมคือวัยรุ่นที่เรียนด้านออกแบบแฟชั่น

ซักกะ Knit ซักกะ Knit

ว่าด้วยเรื่องลูกค้าและการประคับประคองธุรกิจ 

แน่นอนว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของ Bigknit คือผู้หญิง

“ก่อนเปิดร้านคิดว่าด้วยทำเลสุขุมวิท-พร้อมพงษ์ ยังไงลูกค้าญี่ปุ่นก็ต้องมา ปรากฏคนญี่ปุ่นไม่มา เพราะญี่ปุ่นที่อยู่ไทยเขาเป็นแม่บ้าน ไม่ได้มีรายได้มาใช้จ่ายทำงานอดิเรก เวลามีเงินหรือมีเวลาเขาก็อยากไปนวดผ่อนคลาย แต่ย่านนี้มีต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทยเยอะ ก็จะได้กลุ่มลูกค้าที่เป็นแม่บ้านชาวฝรั่งเศสและเยอรมัน”

ระยะเวลา 18 ปี ถ้าเป็นคนก็กำลังเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในร้าน Bigknit

“ครั้งหนึ่งเคยมีลูกค้าหลอดเลือดในสมองแตกที่ร้าน แต่ไม่เป็นไรนะ เพราะร้านอยู่ใกล้โรงพยาบาล นั่งถักอยู่เขาก็แปลก ๆ ไป ซึ่งสุดท้ายแล้วเขาก็กลับมาเดินได้ บางคนเห็นตั้งแต่เด็ก ๆ เรียนมัธยม ตอนนี้แต่งงานแล้ว

“สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด คือสมัยก่อนคนถักอยู่ที่บ้านอาจจะเบื่อ เขามาที่ร้านเพื่อนั่งคุยกันไปเรื่อย ๆ แต่เวลาผ่านไป ยุคสมัยเปลี่ยน คนเปลี่ยน ลูกค้าก็เปลี่ยน สมัยนี้ลูกค้ามาถึงก็ไม่ได้อยากมานั่งคุยกัน ต่างคนต่างถักของตัวเองไป คนมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ยอดซื้อไม่ได้น้อยลง แต่ชอบซื้อกลับไปทำที่บ้านกัน มีปัญหาค่อยกลับมาที่ร้าน ไม่ได้ใช้เวลาที่ร้านมากนัก”

เพื่อประคับประคองธุรกิจ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม Bigknit ต้องทำอะไรใหม่ ๆ ตลอดเวลา

“มีอะไรใหม่ ๆ ไหมใหม่ กิจกรรมใหม่ ๆ เช่น เวิร์กช็อป นอกจากไหมพรมอย่างเดียว ลูกค้าคนเดิม ถักมา 10 ปีก็คงเบื่อแล้ว เราก็มีเวิร์กช็อปลูกปัดบ้าง มีออกนอกแนวบ้าง ก็ให้มาจัดที่ร้าน ทอผ้าบ้าง โดยที่เราไปหาคนเชี่ยวชาญด้านนั้นมาสอน”

เปลี่ยนกันไหม

คุยกับ Bigknit แล้วไม่ถามถึงปรากฏการณ์กระเป๋าไหมพรมเส้นใหญ่ก็คงไม่ได้

“ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะเอาไหมพรมเส้นใหญ่มาทำกระเป๋า แต่จะเอามาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่นอนหมาแมว แต่สุดท้ายเทรนด์กระเป๋านุ่มนิ่มกำลังมา พอลองทำก็บูมขึ้นมา เป็นการให้ทางเลือกกับคนว่าไม่ใช่แค่ซื้อได้ แต่ยังทำได้ด้วยตัวเอง มันง่ายและเสร็จเร็วกว่างานฝีมือใด ๆ ที่เคยมีมา เลยเป็นที่นิยมของคนยุคนี้ ซึ่งจะเป็นลูกค้าคนละกลุ่ม ลูกค้าเก่าชอบถักอะไรเดิม ๆ ถือเป็นจุดเริ่มต้นให้หลายคนหันมาสนใจงานฝีมือ” ไน้ส์เล่าว่าปรากฏการณ์นี้ทำให้กราฟผลประกอบการกลับมาพุ่งสูงเหมือนวันแรก ๆ ที่เปิดร้าน

และถ้าคุณคิดว่าคนไทยไม่ถักไหมพรมเพราะเราเป็นเมืองร้อน ไม่ใส่เสื้อไหมพรม เราต้องขอให้คุณคิดใหม่ เพราะเด็กสมัยนี้แต่ตัวกันสนุกมาก ไน้ส์เล่าว่าบางชิ้นเล็กจิ๋ว เขาก็ยังครีเอตวิธีใส่กันได้ ไม่ได้ถักเสื้อไหมพรมกันหนาว แถมไม่ต้องการความเนี้ยบ มีปลดให้ไหมพรมมันรัน ๆ ดูเซอร์ ๆ เท่ ๆ

วันละ Knit จิตแจ่มใส

ในยุคที่เทคโนโลยีทำให้โลกเล็กลง คนติดต่อสื่อสารกันง่ายขึ้น ทุกอย่างเป็นดิจิทัล เป็น AI เรากลับเห็นเทรนด์ที่คนกลับมาทำงานอดิเรก โหยหางานที่ใช้ฝีมือและเวลา ตามหาสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจ ซึ่งทำให้ธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังงานอดิเรกทั้งหลายกลับมาเป็นที่นิยม

ในฐานะที่อยู่ในธุรกิจนี้มายาวนาน มูลค่าของเวลาและความภูมิใจเมื่อลงมือทำบางสิ่งด้วยตัวเองเปลี่ยนไปอย่างไร

“เริ่มแรกคนที่มาทำงานไหมพรมมักเป็นคนที่มีอายุหน่อย มักจะทำงานชิ้นใหญ่ ใช้เวลานาน ๆ ลูกค้าบางคนกลับตี 4 ก็มี ซึ่งเราจะไม่มีการไล่ลูกค้า เพราะสมัยก่อนเชื่อว่าลูกค้าคือพระเจ้า อยู่ไปเรื่อย ๆ ได้ แม้ว่าจะมีเวลาเปิด-ปิด ดูทีวีไป ถักไหมพรมไป ภายหลังเรานำทีวีออกไป เพราะมีส่วนทำให้พนักงานของเราเหนื่อยล้า เนื่องจากลูกค้ากลับบ้านนอนได้ตอนตี 4 ได้ แต่พนักงานยังต้องตื่นมาเปิดร้านอีกวัน 

“ปัจจุบันคนสมาธิสั้นลงเมื่อเทียบกับสมัยก่อน คนที่มาไม่ได้ทำงานชิ้นใหญ่เท่าสมัยก่อน อาจเพราะไม่มีเวลาหรือเทรนด์แฟชั่นเปลี่ยน สมัยก่อนต้องมีคนมานั่งถักตุ๊กตาให้แฟน แต่พอมายุคนี้ถักชุดให้ตุ๊กตาลาบูบู้แทน หลายคนหันมาถักด้วยไหมพรมเส้นใหญ่ขึ้น เพราะอยากเห็นชิ้นงานเสร็จเร็ว ๆ หรือคนที่มาร้านเพื่อทำคอนเทนต์ แม้เขาจะใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมง เขาก็ภูมิใจที่ทำเอง จะยุคไหนการได้ลงมือทำเองมันก็สร้างความภูมิใจเหมือนกัน”

เรื่องรัก น้อย Knit มหาศาล

ขณะที่ผู้ประกอบการหลายคนลงมือและทุ่มสุดแรงเพื่อเปลี่ยนสิ่งที่รักให้เป็นธุรกิจ แล้วค่อย ๆ สร้างระบบที่ทำให้ธุรกิจไปต่อได้ ไน้ส์กลับสร้าง Bigknit ให้มีระบบตั้งแต่วันแรก แล้วค่อย ๆ ปรับเพิ่มลดสิ่งที่จำเป็นและเหมาะสมกับธุรกิจ

“คิดเป็นระบบตั้งแต่วันแรก ลองผิดลองถูกจนตอนนี้รู้แล้วว่าอะไรต้องมี ไม่ต้องมี ค่าใช้จ่ายตรงไหนตัดได้ เช่น ค่าครูที่ชวนมาเปิดคลาสพิเศษ หรือรู้ความต้องการลูกค้ามากขึ้นด้วย

“ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคิดเยอะก่อนทำ หรือระหว่างทำก็ตั้งใจทำมาก หรือไม่ยอมท้อง่าย ๆ แต่ก็น่าจะเป็นเพราะ 3 สิ่งนี้ที่ทำให้เราและธุรกิจเรายังอยู่ได้” ไน้ส์บอกเคล็ดลับของเธอ ก่อนจะทิ้งท้ายคำแนะนำจากผู้ประกอบการรุ่นพี่ถึงคนที่ทำธุรกิจจากสิ่งที่ชอบ

“เราไม่ได้เริ่มธุรกิจนี้จากแพสชัน เราเริ่มเพราะเราเห็นช่องทาง แล้วค่อย ๆ ชอบมากขึ้น มากขึ้น เพื่อนยังงงว่าเรามาเปิดร้านได้ยังไง เพราะคาแรกเตอร์เราไม่ใช่คนนั่งถักไหมพรมตลอดเวลา ตอนเด็ก ๆ ออกไปทางไม่ชอบเลยด้วยซ้ำ โดนครูบังคับแต่ก็ยังส่งการบ้านเป็นที่รองแก้วอันเล็กสุด สำหรับเราแม้จะไม่ได้ชอบตั้งแต่เด็กหรือชอบแค่นิดหนึ่ง แต่ถ้าตัดสินใจว่าจะทำมันแล้ว เราต้องชอบมันให้มากขึ้น ๆ อย่างไหมพรม เราไม่ได้เป็นคนถักไหมพรมเยอะ แค่รู้สึกว่าชอบ ชอบเห็น เห็นลูกค้าถักเราก็ชอบแล้ว เห็นบรรยากาศ เห็นคนดีใจ เราก็ดีใจแล้ว” 

Facebook : Bigknit

Lessons Learned

  • การปรับตัวสำคัญที่สุด ปรับที่ร้าน ปรับที่สินค้าและบริการ ปรับที่แผนการตลาดและโซเชียลมีเดีย ทุกอย่างอยู่อย่างเดิมไม่ได้
  • ไม่ยึดติดกับความสำเร็จและความล้มเหลว อันดับแรกให้ดื้อกับอะไรที่คิดว่าไม่รอด แล้วคิดว่ายังไงก็จะลอง จากนั้นอดทนรอ แล้วตัวเลขมันจะบอกเราว่าควรจะไปต่อหรือควรหยุด

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

แม่บ้านและฝ่ายจัดซื้อจัดหานิตยสารประจำร้านก้อนหินกระดาษกรรไกร ผู้ใช้เวลาก่อนร้านเปิดไปลงเรียนตัดเสื้อ สานฝันแฟชั่นดีไซเนอร์ในวัย 33 ปัจจุบันเป็นแม่ค้าที่ทำเพจน้องนอนในห้องลองเสื้อบังหน้า ซึ่งอนาคตอยากเป็นแม่ค่ะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล