ในปัจจุบัน หากเราค้นหาข้อมูลของโรงเรียนดี ๆ ในประเทศไทยสักแห่งหนึ่งใน Google เราจะเจอชื่อของ ‘โรงเรียนกำเนิดวิทย์’ และ ‘สถาบันวิทยสิริเมธี’ พร้อมกับคอมเมนต์แบบนี้
โรงเรียนที่ดีที่สุดในประเทศไทย
หอพักยังกับรีสอร์ต
เรียนภาคภาษาอังกฤษ พร้อมทุนการศึกษาฟรี
บางคนไม่ได้พูดถึงการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์ที่เป็นจุดเด่นของ 2 สถาบันนี้ด้วยซ้ำ
อาจเพราะว่าการสร้างสถาบันให้เป็นแหล่งปั้นนักวิทยาศาสตร์ เพื่อเติบโตไปมีส่วนในการพัฒนาประเทศ
จะทำให้ดี ใช้แค่วิทยาศาสตร์ ไม่พอ
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ และ สถาบันวิทยสิริเมธี คือโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่กลุ่ม ปตท. สร้างขึ้นมายาวนาน จนถึงวันนี้ก็ครบ 10 ปีพอดี

หนึ่งในบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในการสร้าง 2 สถาบันนี้ คือ ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร นายกสภาสถาบันวิทยสิริเมธีและประธานกรรมการบริหารโรงเรียนกำเนิดวิทย์ เป็นผู้ริเริ่มและผลักดันให้ทุกคนเห็นว่าทำไมประเทศไทยถึงจำเป็นต้องมีสถาบันการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ให้เป็นบุคลากรที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาประเทศในอนาคต ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ เล็งเห็นถึงความสำคัญนี้ จึงได้ก่อตั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยขึ้นมาในพื้นที่อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่สวนผลไม้ห่างไกลความเจริญของจังหวัดระยอง
10 ปีผ่านไป เราชวน ดร.ไพรินทร์ มาเล่าจุดกำเนิดของสถาบันดังกล่าวที่ปัจจุบันมีคนรีวิวว่า เป็นโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในประเทศ
“แต่ยุคนั้นคนมองว่าเราเป็น Black Swan ในวงการการศึกษา” ดร.ไพรินทร์ เริ่มเล่าย้อนความหลัง

ระยองเป็นจังหวัดที่ถูกแซนด์วิชระหว่าง 2 จังหวัดใหญ่ คือชลบุรีและจันทบุรี
ชลบุรีมีอุตสาหกรรมหนัก เป็นที่ตั้งโรงงานใหญ่ ส่วนจันทบุรีก็เป็นเมืองประวัติศาสตร์ สมัยกรุงศรีอยุธยา ถ้าเรือจากต่างชาติจะเข้ามาค้าขาย ต้องมาจอดที่จันทบุรีก่อน เพราะเป็นเมืองแรกที่มาถึง นั่นเป็นเหตุผลที่ศาสนาคริสต์เริ่มตั้งรากที่นั่น มีโบสถ์และสถาบันด้านศาสนจักรอยู่ที่จันทบุรี
ระยองมีคนไม่ถึงล้านคน ไม่มีอะไรเลย จุดเปลี่ยนสำคัญคือช่วง พ.ศ. 2525 – 2528 ประเทศไทยขุดพบก๊าซธรรมชาติและต้องนำก๊าซนั้นขึ้นบกผ่านท่อยาว 700 กิโลเมตรจากแหล่งเอราวัณ การจะเอาท่อก๊าซขึ้นต้องใช้พื้นที่ที่ค่อนข้างลาดเป็นระดับ และที่นั่นคือตำบลมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง
ท่อก๊าซเปลี่ยนระยองให้เป็นจังหวัดที่มี GDP ต่อคนสูงที่สุดในประเทศ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าคนระยองจะรวยขึ้นหรือมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นตามไปด้วย
ดร.ไพรินทร์ ถือเป็นหนึ่งในทีม ปตท. คนสำคัญ ซึ่งในช่วงนั้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท IRPC
ก่อนมาทำงานที่ ปตท. ดร.ไพรินทร์ เคยใฝ่ฝันอยากเป็นอาจารย์สอนหนังสือ เมื่อชีวิตการทำงานก้าวมาสู่การเป็นผู้บริหารสูงสุดของ กลุ่ม ปตท. เขาจึงนำความฝันนั้นมาปัดฝุ่นอีกครั้ง
แต่การสร้างสถาบันการศึกษาสำหรับ ปตท. ไม่ง่ายเหมือนการสร้างโรงกลั่นหรือปั๊มน้ำมัน

ปตท. อนุมัติงบประมาณราว 5 พันล้านบาทในการสร้างสถาบันการศึกษาที่ดีที่สุดแห่งแรกของ ปตท.
เมื่อมาวิเคราะห์ดู ระยองเป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมชั้นนำระดับโลก มีวิศวกรเก่ง ๆ มากมาย แต่ถ้าพวกเขามีครอบครัว มีลูก ก็ต้องส่งไปเรียนที่กรุงเทพฯ เพราะระยองไม่มีสถาบันระดับอุดมศึกษาชั้นนำ
ดร.ไพรินทร์ จึงเลือกทำมหาวิทยาลัยที่ระยอง โดยเลือกบริเวณอำเภอวังจันทร์ พื้นที่กว้างใหญ่ระหว่างอำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี และอำเภอแกลง จังหวัดระยอง ปัจจุบันถูกสร้างเป็นเมืองแห่งนวัตกรรม Smart City วังจันทร์วัลเลย์ (Wangchan Valley) พื้นที่ 3,454 ไร่
“ถ้าจะสร้างมหาวิทยาลัยที่เก่งด้านวิจัยชั้นนำ วัตถุดิบสำคัญคือต้องมีนิสิตที่เก่ง แล้วเราจะเอามาจากไหน เมื่อก่อนโรงเรียนที่ผลิตเด็กเด่น ๆ คือโรงเรียนเตรียมอุดมฯ โรงเรียนสวนกุหลาบฯ ถ้า ปตท. ไปแย่งเด็กจากที่อื่น ก็เหมือนเราเอาเปรียบ” ดร.ไพรินทร์ เล่าย้อนว่าบอร์ดบริหารคิดยังไงกับการสร้างมหาวิทยาลัย นั่นเป็นที่มาของการสร้างโรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) และสถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) ใน พ.ศ. 2558

ก่อนสร้าง ดร.ไพรินทร์ หาข้อมูลด้วยการไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลี เขาได้คำตอบข้อหนึ่งว่ามหาวิทยาลัยและโรงเรียนจะสร้างภายใต้นโยบายการศึกษาแบบเดิมไม่ได้
ยุคนั้นประเทศไทยเริ่มมีการพูดถึงแนวคิด ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็นการมองประเทศผ่านการพัฒนาของเทคโนโลยี ดร.ไพรินทร์ ออกแบบให้สถาบันวิทยสิริเมธีบูรณาการความรู้ทางด้านวิทยาศาตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ตั้งใจจะเปิดสอนใน 5 สำนักวิชา คือสำนักวิชาวิทยาการโมเลกุล (School of Molecular Science and Engineering : MSE) สำนักวิชาวิทยาการพลังงาน (School of Energy Science and Engineering : ESE) สำนักวิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม ชีวโมเลกุล (School of Biomolecular Science and Engineering : BSE) และสำนักวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ (School of Information Science and Technology : IST) และสำนักวิชาศิลปศาสตร์และการจัดการ (School of Liberal Arts and Management Science : LMS) โดยแรกเริ่มก่อตั้งได้เปิดสอนใน 2 สำนักวิชา คือ MSE และ ESE ต่อมาได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศ คือธนาคารกสิกรไทย ได้สนับสนุนการจัดตั้งสำนักวิชา BSE และธนาคารไทยพาณิชย์ ได้สนับสนุนการจัดตั้งสำนักวิชา IST ยังคงเหลืออีก 1 สำนักวิชาที่ต้องการผู้สนับสนุนการจัดตั้งเพื่อให้ครบ 5 สำนักวิชาตามที่ออกแบบไว้ เพื่อให้มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งศาสตร์และศิลป์
ดร.ไพรินทร์ นำแนวคิดนี้มาจากรายงานขององค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ปี 2016 ที่บอกว่าเทคโนโลยีที่จะมีผลใหญ่ต่อโลกมี 4 แขนง แต่เมื่อนำเรื่องนี้ไปยื่นขออนุญาต ก็ต้องปรับจากคณะ (Faculty) เป็นสำนักวิชา (School) ผิดแผกจากระบบของการศึกษาที่แยกคณะออกเป็น 14 คณะ และแยกภาควิชาย่อยออกเป็นสิบ
เขาเชื่อว่าการศึกษาในอนาคตจะผสานศาสตร์ที่หลากหลาย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะเป็นแขนงสำคัญที่ทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า
ส่วนโรงเรียนกำเนิดวิทย์ ดร.ไพรินทร์ ออกแบบให้เป็นโรงเรียนแบบอยู่ประจำ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งในช่วงแรกจะรับเด็กตั้งแต่ ม.2 จากนั้นก็นำเขามาเตรียมความพร้อมด้านภาษาอังกฤษก่อนเข้าเรียนจริง ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนเป็นการรับนักเรียน ม.3 โดยให้นักเรียนมาพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเมื่อเข้ามาเรียนในโรงเรียนกำเนิดวิทย์แล้ว

2 บุคคลสำคัญผู้ที่มีส่วนร่วมสร้างฝันของ ดร.ไพรินทร์ ให้เกิดเป็นความจริง คือ ดร.ธงชัย ชิวปรีชา นักการศึกษาชั้นนำของไทยมาเป็นผู้อำนวยการคนแรกของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ และ ศ.ดร.จำรัส ลิ้มตระกูล มาเป็นอธิการบดีให้สถาบันวิทยสิริเมธี โดยให้อิสระในการบริหาร เพื่อสร้างโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด
ประเด็นสำคัญของการบริหาร คือทั้ง 2 แห่งได้รับการสนับสนุนจาก ปตท. และองค์กรเอกชนอื่น ๆ ทำให้ทั้ง 2 สถาบันดำเนินงานได้ตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ได้อย่างเต็มที่
ดร.ไพรินทร์ เล่าว่าตอนนี้โรงเรียนกำเนิดวิทย์รับนักเรียนปีการศึกษาละ 72 คน สถาบันวิทยสิริเมธีเปิดสอนเฉพาะระดับปริญญาโทและปริญญาเอก รับนิสิตได้ปีละประมาณ 50 – 60 คน มีผู้ปกครองหลายคนถามว่าทำไมถึงไม่รับเด็กเพิ่ม หรือสอนระดับปริญญาตรีด้วย คำตอบคือยังไม่มีเงินสนับสนุนมากพอ ถ้ามีก็ทำได้ แต่ถึงอย่างนั้นการได้ดูแลนักเรียนนักศึกษาในจำนวนจำกัดก็ดูแลได้อย่างทั่วถึงและควบคุมคุณภาพการสอนได้ดีอย่างที่ตั้งใจ
อีกความท้าทายของโครงการนี้ คือการพัฒนาพื้นที่วังจันทร์ ยุคแรกพื้นที่แห้งแล้งมาก ถนนระหว่างบ้านบึงและแกลงก็เปลี่ยวมาก ดร.ไพรินทร์ แก้ปัญหาด้วยการสร้างศูนย์การเรียนรู้ป่าวังจันทร์ โดยสถาบันปลูกป่า ปตท. เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ด้านการปลูกป่าของ ปตท. และระบบนิเวศของป่าไม้ เป็นแหล่งเรียนรู้ให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ ส่วนด้านหน้าก็ให้ ปตท. มาตั้งปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่มาก รถที่จากเดิมวิ่งถนนเส้นนี้แทบไม่มีอะไร พอมีปั๊มน้ำมันใหญ่โตก็ต้องแวะ ทำให้โรงเรียนถูกเห็นมากขึ้นด้วย ทีมงานของโรงเรียนและเด็กก็มาใช้บริการ ความเจริญจึงค่อย ๆ ตามกันมา

“การรับนักเรียนกำเนิดวิทย์ช่วงหลังจะขอให้เด็กส่ง Portfolio มาด้วย เราจะยินดีมากถ้าคุณเคยเป็นหัวหน้าชั้น เคยทำงานจิตอาสา เคยเตะฟุตบอล เราไม่โอเคถ้าเด็กเรียนเก่งมาก แต่วัน ๆ นั่งเรียนอยู่แต่ในห้องหรือโรงเรียนกวดวิชา”
ดร.ไพรินทร์ อยากให้เด็กที่เรียนวิทยาศาสตร์ได้ใช้ชีวิตด้วย เพราะมันเป็นสิ่งสำคัญต่อการใช้ชีวิตในโลกยุคต่อไป
“ผมเองพูดกับผู้ปกครองว่า แม้เราจะชื่อโรงเรียนกำเนิดวิทย์ แต่เราอยากให้เด็กได้ค้นพบตัวเอง ผมจะมีความสุขมากถ้าเด็กบอกว่าเขาอยากเรียนเศรษฐศาสตร์ อยากเป็นพ่อครัว เป็นนักดนตรี ไปเลย ถ้าคุณทำสิ่งที่คุณชอบแล้วประสบความสำเร็จได้มาก มีแพสชันกับมัน เทียบกับเด็กที่พ่อแม่บอกว่าให้เรียนหมอเพราะรวย มันไม่ใช่ ลูกเรียนเพื่อตัวเอง ไม่ใช่เรียนเพื่อเรา”


การศึกษายุคต่อไปจะเน้นเรื่องการเรียนรู้แบบ Lifelong Learning มากขึ้น เราไม่จำเป็นต้องเรียน อนุบาล ประถม มัธยม มหาลัย แล้วค่อยเปลี่ยนสาขา ธุรกิจจะจ้างคนที่วุฒิการศึกษาต่ำลง ต่อไปเราถามทุกอย่างได้ทาง ChatGPT ครูในอนาคตจะเปลี่ยนจากผู้สอนมาเป็นโค้ช คอยแนะหนทางว่าเด็กควรไปทางไหน จึงจะเหมาะกับชีวิตที่สุด
“ผมภูมิใจว่าประเทศไทยเราพูดได้ว่ามีการทำการทดลองแนวคิดเรื่องการศึกษาแบบใหม่ ถ้าคุณไปเกาหลี สิงคโปร์ จะเห็นว่ามหาลัยแบบ 4.0 จะจัดการโดยภาครัฐ ที่ญี่ปุ่นมีสถาบันเรียกว่า OIST หรือ Okinawa Institute of Science and Technology ดีมาก เราอย่ายึดติดการศึกษาแบบเก่า ๆ ที่มี 14 คณะ แบ่งย่อยออกเป็น 10 ภาควิชา แยกอิสระกัน เรียนข้ามไม่ได้ อย่างคุณเรียนวิศวกรรมโยธาแล้วชอบเคมีไม่ได้ จะเรียนอย่างอื่นก็ต้องจบปริญญาตรีก่อน หรือเรียนวิศวะเสร็จ เราให้ทำธุรกิจ เขาทำไม่เป็น บอกว่าตอนเรียนไม่ได้เรียน MBA ผมก็ไม่ได้เรียน MBA แต่เกิดสำเพ็ง เรายังรู้ว่าเขาค้าขายกันยังไง” ดร.ไพรินทร์ เล่า

สถาบันการศึกษาทั้ง 2 แห่งคือเครื่องพิสูจน์ความ ‘ตั้งใจจริง’ ของ ปตท. ด้านการพัฒนาการศึกษา
แต่จะเห็นผลอย่างไร ดร.ไพรินทร์ บอกว่ายากที่จะตอบในชั่วอายุคนเดียว
อย่างน้อยเมล็ดพันธุ์แห่งการเติบโตของประเทศก็ได้เริ่มต้นถูกหย่อนและปลูกไว้แล้วที่นี่

