เวลานั่งรถไฟมันออกจะน่าเบื่อ
คุณคิดแบบนั้นจริง ๆ หรือเปล่า
เอาจริง ๆ ผมว่าถ้าเป็นคนทั่วไปที่ไม่ได้สนใจเรื่องขึ้นรถลงเรือก็คงรู้สึกว่าการเดินทางเป็นสิ่งที่ทรมาน อยากได้ประตูไปไหนก็ได้ของโดราเอมอนวาร์ปให้มันจบ ๆ ไป นั่งอยู่บนยานพาหนะแคบ ๆ ทีก็อยากเดินทางให้ถึงปลายทางโดยเร็วที่สุด อึดอัด อดทนจนกว่าจะแลนด์ หรือมากที่สุดคือหลับตานอนไปซะ ตื่นมาจะได้ถึงปลายทางเลย
แน่นอนว่าถ้าหลายคนอ่านเรื่องที่ผมเขียนมาหลายตอนจะเห็นว่าผมโดนรถไฟญี่ปุ่นตกซะไม่เหลือซาก แม้จะเคยลั่นวาจาไปแล้วว่าเฉย ๆ กับรถไฟญี่ปุ่นมาแต่ไหนแต่ไร พอได้เหยียบแดนอาทิตย์อุทัยไปนั่งรถไฟเขาแล้วขออนุญาตกลืนเลือดตัวเองตรงนี้ ให้ทุกคนเป็นพยาน
จริง ๆ แล้วผมไม่ได้รู้สึกว่ารักรถไฟไทยน้อยลงไปกว่าเดิมเลยนะ แต่แค่กำลังสนุกกับการได้รู้จักเพื่อนใหม่ แล้วเพื่อนใหม่แก๊งนี้มันแน่มาตลอด สะกดจิตสะกดใจได้อยู่หมัดจนอยากให้รถไฟไทยเราเป็นแบบนี้บ้าง (ไม่ใช่ผมคนเดียวที่คิด)
แล้วอะไรล่ะที่ทำให้รถไฟญี่ปุ่นสะกดใจได้ขนาดต้องบินไปนั่งแทบจะทุกไตรมาสขนาดนี้ วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังว่าอาวุธที่ซัดผมซะอยู่หมัดมันคืออะไร สิ่งนั้นทำให้การนั่งรถไฟไม่ใช่แค่นั่งจากที่หนึ่งไปที่หนึ่ง แต่เหมือนเป็นที่เล่นสนุกและท่องเที่ยวไปพร้อม ๆ กับการเดินทาง
พร้อมตีตั๋วกันหรือยังล่ะครับ

นั่งให้สุดแล้ว (ไม่) หยุดที่แสตมป์
ผมได้รับสมุดเล่มหนึ่งที่มีปกสีฟ้า ด้านหน้าเป็นรูปรถไฟ ข้างในว่างเปล่ามาจากคนที่พวกคุณรู้จักกันดี พี่ก้อง ทรงกลด สมุดเล่มนั้นเป็นของขวัญชิ้นแรกที่ทำให้ผมเริ่มคิดแล้วว่าต้องไปนั่งรถไฟแล้วสินะ
พี่ก้องบอกว่าอยากให้เล่นสนุกไปตามเก็บเควสต์ตามเส้นทางรถไฟ แต่ผมยังไม่ได้ไปหรอกครับ จนกระทั่งบอสของผมชีกลับมาจากอบรมที่ญี่ปุ่นแล้วก็มีสมุดเล่มเดียวกันเป๊ะแบบเป๊ะ ๆ แค่ปกสีเขียวมาให้อีกเล่มหนึ่ง พร้อมข้อความว่า อยากให้ไปเก็บแสตมป์

ตอนนั้นในหัวคืออิหยังเดสก๊ะมากว่าสมุดเล่มนี้ทำอะไรได้ จนได้รับคำเฉลยว่า ทุกสถานีรถไฟของญี่ปุ่น รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยว เขามีตรายางให้เราฉาบหมึกแล้วประทับลงไปในสมุด เพื่อเป็นที่ระลึกว่าเราเคยได้มาเยือนสถานที่นั้นแล้ว มันเป็นอาวุธอีกอย่างหนึ่งที่บริษัทรถไฟไม่ว่าจะเป็น JR หรือรถไฟเอกชนใช้เพื่อให้นักเดินทางได้ร่วมสนุก
ตรายางนี้เรียกว่า ‘เอกิแสตมป์’ แปลเป็นภาษาญี่ปุ่นเกิดจาก 2 คำ คือ เอกิ (駅 : Eki) แปลว่าสถานีรถไฟ ซึ่งเป็นตัวคันจิตัวแรก ๆ ที่ผมจำได้ ส่วนอีกคำคือ แสตมป์ (スタンプ : Sutanpu = Stamp) รวมกัน 2 คำ หมายถึง ‘แสตมป์สถานีรถไฟ’ โดยแต่ละสถานีมีลวดลายเฉพาะที่แตกต่างกันตามแต่คาแรกเตอร์ของสถานี หรืออาจจะออกแบบไปถึงสถานที่สำคัญที่อยู่ในเมืองซึ่งสถานีนั้นตั้งอยู่
สิ่งนี้ทำให้นำเสนอความเป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่ออกมาได้อย่างชัดเจน แถมสร้างภาพจำให้คนที่ได้ประทับลงไปแล้วเกิดวันหนึ่งหยิบมานั่งดูอีกรอบก็จะระลึกได้ว่าสถานที่แห่งนั้นมีอะไร จนถึงขั้นอยากกลับไปสถานที่แห่งนั้นอีก

บริษัทรถไฟของญี่ปุ่นทุกที่จะตั้งโต๊ะประทับเอาไว้ใกล้ ๆ กับประตูสอดตั๋ว แต่เขามีลูกเล่น บางสถานีอยู่ด้านใน บางสถานีอยู่ด้านนอก บางสถานีเจ้าหน้าที่จะเก็บเอาไว้เองและเราต้องเดินไปขอมาปั๊ม ฉะนั้นการที่คุณวางแผนว่าจะนั่งรถไฟวนไปเรื่อย ๆ เก็บแสตมป์ให้ครบโดยไม่ออกจากสถานีนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย
ผมไม่ลืมที่จะสอดส่องสายตาหาแท่นประทับเวลานั่งรถไฟไปลงสถานีต่าง ๆ ทุกครั้งที่แสตมป์ ต้องลุ้นว่าจะเป็นรูปอะไร สถานีส่วนใหญ่มีลายเดียว แต่บางสถานีก็มีหลายลาย รวมถึงลายพิเศษสำหรับแคมเปญที่ส่งเสริมการเดินทางด้วยรถไฟ เช่น สายยามาโนเตะ (Yamanote Line) ของกรุงโตเกียวที่มีแสตมป์ประจำสถานี และยังมีแสตมป์แคมเปญนั่งรถไฟเที่ยวตามสายยามาโนเตะซึ่งเป็นลายพิเศษอีกด้วย

ผมไปค้นข้อมูลเจอว่าเอกิแสตมป์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือสะสมแสตมป์ที่ว่ากันว่ามีมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1931 โดยสถานที่แรกที่ติดตั้งคือเมืองฟุกุอิ ก่อนจะกระจายไปตามสถานีใหญ่ ๆ หลัก ๆ จนตอนนี้มีทุกสถานี (ที่มีเจ้าหน้าที่ประจำ) นอกจากนั้นยังได้กระจายออกไปนอกประเทศด้วย เช่น ไต้หวัน อินโดนีเซีย และตอนนี้ลามมาถึงประเทศไทยแล้วที่สถานีรถไฟ MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วงจำนวน 20 สถานี และผมก็ได้ข่าวมาไว ๆ ว่ามันกำลังเดินทางไปที่สถานีของการรถไฟอีกด้วย สงสัยว่านั่งรถไฟไทยรอบหน้าจะต้องได้มีตามล่าแสตมป์แน่ ๆ เลย

นอกจากเอกิแสตมป์แล้ว รถไฟท่องเที่ยวในบางขบวนยังมีแสตมป์ประจำขบวนนั้นด้วยเช่นกัน อย่างรถไฟ D&S ของ JR Kyushu อยู่บนรถไฟท่องเที่ยวทุกขบวน แถมบนรถก็มีการ์ดลายเฉพาะของรถไฟขบวนนั้นให้เราประทับกลับมาสะสม กลับมาเป็นของฝาก หรือแม้แต่เป็นของประดับห้องอีก เรียกได้ว่าหาเควสต์ให้เล่นสนุกกันไปตลอดทั้งสถานีและบนรถเลยทีเดียว เผลอแป๊บเดียวในระยะเวลา 2 ปีของการตะลุยนั่งรถไฟญี่ปุ่นผมมีตราประทับไปเต็ม ๆ แล้ว 3 เล่ม
ผมสะสมการ์ดแสตมป์บนรถไฟท่องเที่ยวของคิวชูและเอาทั้งหมดมาใส่กรอบเป็นรูปตกแต่งห้องซะเลย (เข้าเส้นแล้ว)
เสียงสวรรค์บนชานชาลา
ถ้ารถไฟออกจากสถานีที่ประเทศไทย เราจะคุ้นเคยกับเสียงระฆัง
แต่ไม่ใช่กับที่ญี่ปุ่น ที่นี่มีเสียงเมโลดีความยาว 7 – 15 วินาที ใช้แทนเสียงระฆังเพื่อบ่งบอกว่ารถไฟกำลังจะเข้าและกำลังจะออก
ในอดีตนั้นญี่ปุ่นเองก็ใช้ระฆังสำหรับการให้สัญญาณกับขบวนรถไฟ แต่พอปริมาณมีเยอะมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงมีการวิวัฒนาการระบบขึ้นมาโดยใช้เสียงเตือนยาว ๆ ก่อน แต่กลายเป็นว่าเสียงนั้นเตือนได้จริง แต่ก็น่ารำคาญพอสมควรอยู่ คิดสะระตะไปมาเลยกลายเป็นเสียงเมโลดีกุ๊งกิ๊งงุ้งงิ้งแทนซะเลย ซึ่งสิ่งนี้เรียกว่า Chime ที่แปลว่าเสียงตีระฆังเหมือนกัน

เสียงเมโลดีจะดัง 2 ครั้ง ครั้งแรกก่อนขบวนรถไฟเข้าบวกกับเสียงประกาศเพื่อเตือนว่าขบวนนี้จะเข้ามาสถานีชานชาลาที่เท่าไหร่ เราจะได้ไปรอถูกชานชาลา เมื่อรถไฟมาถึงแล้วพร้อมจะออก พนักงานประจำขบวนรถ (Conductor) ก็จะกดปุ่มพิเศษที่อยู่ตรงชานชาลาเพื่อให้เสียงเมโลดีขาออก (Departure Melody Chime) ดังขึ้น เพื่อเป็นสัญญาณเตือนว่ารถไฟขบวนนั้นจะออกแล้วนะ และแต่ละเสียงจะดังจากชานชาลาของใครของมันไม่ได้ดังไปทั้งสถานี เพื่อให้แยกออกได้ว่าเสียงนั้นมาจากชานชาลาไหน รถไฟสายไหน และที่สำคัญสถานีใหญ่ ๆ ที่มีจำนวนสายเยอะ ๆ อย่างเช่นโตเกียว ชินจูกุ อิเคบุคุโระ ล้วนใช้เสียงที่แตกต่างกัน จนแฟนรถไฟต้องตามไปเก็บเสียงให้ครบแล้วปล่อยลงยูทูบให้ฟังกันเลยว่าชานชาลาไหนมีเสียงอะไรบ้าง
นอกจากนั้น ในแต่ละสถานีนั้นยังมีเสียงเมโลดีที่แตกต่างกันไปไม่ได้เหมือนกันหมด บ้างก็ใช้เสียงเดียวกันยกแผงทั้งสาย บ้างก็มีเพลงเฉพาะที่แต่งมาเพื่อสถานีนั้น ๆ เพื่อให้เป็นอัตลักษณ์ของสถานีแบบได้ยินปั๊บรู้ปุ๊บว่าอยู่ที่ไหน
สถานี Ebisu ของสาย Yamanote ใช้เพลงโฆษณาเบียร์ Ebisu
สถานี Takadanobaba ใช้เสียงเพลงของการ์ตูน Astro Boy
สถานี Noborito ใช้เสียงเพลง Doraemon ด้วยเป็นสถานีที่อยู่ใกล้กับพิพิธภัณฑ์ฟุจิโกะ เอฟ ฟุจิโอะ ผู้ให้กำเนิดโดราเอมอน
สถานี Akihabara ของ Tokyo Metro ใช้เพลงที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง Koisuru Fortune Cookie ของ AKB48 เจ้าของย่าน
สถานี Kasukabe (คาสุคาเบะ) ของบริษัท Tobu ใช้เพลงธีมการ์ตูน ชินจัง เพราะสถานีนี้เป็นบ้านเกิดของชินจัง
สถานี Kumamoto เป็นเพลงพื้นบ้านของคุมะโมะโตะ
เสียง Departure Melody สถานีคาสุคาเบะ เป็นเพลงการ์ตูนชินจัง
เสียง Departure Melody สถานีโตเกียว เสียงใหม่ ครบทุกชานชาลา
ส่วนเสียงที่ผมชอบที่สุดนั้นเป็นเพลง Hikari ซึ่งเป็นเมโลดีของชินคันเซ็นในยุคเริ่มแรก เพลงนี้ใช้เป็นเสียงเตือนก่อนรถไฟเข้าสถานีในเขต JR West และอีกเพลงคือธีมของการ์ตูน Galaxy Express 999 อนิเมะรถไฟชื่อดังของญี่ปุ่นที่ใช้ในสถานีชินคันเซ็นในความรับผิดชอบของ JR West บางสถานี (แต่ก็ส่วนใหญ่) ซึ่งเมโลดีของเพลง Galaxy Express 999 ถูกซอยออกมาเป็น 3 เสียง ใช้สำหรับการปล่อยขบวนรถไฟออกจากชานชาลา เหมือนกับการปล่อยรถไฟแห่งกาแล็กซีที่โด่งดังให้เราออกไปผจญภัย
และถ้าคุณอยากฟังให้ครบทั้ง 3 เสียง 3 ท่อน คุณต้องไปยืนอยู่ที่ชานชาลาชินคันเซ็นของสถานีฮากาตะ (Hakata) ที่เมืองฟุกุโอะกะเท่านั้น ถ้าใครเป็นที่เป็นแฟนการ์ตูนเรื่องนี้คงได้มีน้ำตาไหลเมื่อได้ยินแน่นอน
และนี่คือตัวอย่างของเสียงเมโลดีสถานี Hakata และ Kokura เสียงที่ 1 คือ Hikari Chime สำหรับแจ้งเตือนเวลารถไฟจะเข้าชานชาลา เสียงที่ 2 – 4 คือเมโลดีเพลงการ์ตูน Galaxy Express 999 ซึ่งสถานี Hakata สถานีเดียวที่มีเพลงนี้ครบทุกท่อน เสียงที่ 2 ใช้กับชานชาลา 15 และ 16 เสียงที่ 3 ใช้กับชานชาลา 13 และ 14 ส่วนเสียงสุดท้ายใช้กับชานชาลาที่ 11 และ 12 รวมถึงสถานี Kokura เรียกได้ว่าถ้าอยู่ Hakata ที่เดียวก็เต็มอิ่มกันทีเดียวสำหรับแฟนการ์ตูนเรื่องนี้

กล่องดนตรีบนรถไฟ
ไม่ใช่แค่บนสถานี แต่เสียงเมโลดีมียันในรถไฟ
ถ้าเป็นบ้านเราก่อนถึงสถานีถัดไปจะเป็นเสียง ‘ตึ้ง’ ดังสั้น ๆ แต่กับรถไฟที่นี่ไม่ใช่
เสียงเมโลดีความยาวไม่เกิน 7 วินาทีถูกใช้สำหรับเป็นเสียงเตือนก่อนการประกาศต้อนรับ ประกาศขอบคุณ และประกาศบอกสถานีถัดไป
รถไฟแต่ละขบวนใช้เสียงไม่เหมือนกัน แม้แต่ชินคันเซ็นแต่ละสายก็ใช้เสียงไม่เหมือนกัน

โทไคโด-ซันโย ชินคันเซ็น (Tokaido-Sanyo Shinkansen) เป็นชินคันเซ็นที่ให้บริการร่วมกันระหว่าง JR Central กับ JR West ซึ่งโซนในความรับผิดชอบของ JR Central คือ Tokaido Shinkansen อยู่ระหว่างสถานีโตเกียวถึงชินโอซาก้า ส่วน JR West รับผิดชอบ Sanyo Shinkansen จากสถานีชินโอซาก้าถึงสถานีฮากาตะ ทั้ง 2 สายนี้มีขบวนรถที่วิ่งลากยาวจากโตเกียวถึงฮากาตะร่วมกัน คือขบวน Nozomi และขบวน Hikari โดยใช้รถชินคันเซ็นรุ่น N700A และ N700S ความยาว 16 ตู้ และทั้ง 2 บริษัทก็มีรถรุ่นนี้ที่หน้าตาเหมือนกันอย่างกับแกะ
แต่เราแยกได้ว่า ณ ตอนนี้เรากำลังนั่งรถไฟของบริษัทไหนอยู่จากเสียงเมโลดี
Tokaido Shinkansen ของ JR Central ใช้เสียงเพลงที่มีชื่อว่า AINIIKOU (会いにいこう) ซึ่งเป็นเพลงใหม่ล่าสุดที่เดบิวต์เมื่อปี 2023 แทนเพลง AMBITIOUS JAPAN! ที่ใช้ลากยาวมา 20 ปี ซึ่งเพลง AINIIKOU นี้ใช้เป็นเพลงสำหรับยุคปีที่ 60 ของ Tokaido Shinkansen เพื่อสื่อถึง ‘การได้พบเจอของทุกคนจากการเดินทางด้วยชินคันเซ็น’ อีกด้วย
Sanyo Shinkansen ของ JR West ใช้เสียงเพลงที่มีชื่อว่า Īhitabidachi (いい日旅立ち) เป็นเพลงอมตะของนักร้องหญิงชื่อ Momoe Yamaguchi และมี 2 เสียงที่ต่างกัน เสียงแรกคือเสียงตอนออกจากสถานีต้นทางและถึงสถานีปลายทาง ส่วนอีกเสียงเป็นของสถานีระหว่างทาง
เสียงที่ 1 เพลง 会いに行こうของ JR Central
เสียงที่ 2 เพลง いい日旅立ち ของ JR West
ถ้าเราไล่ประวัติศาสตร์ของเสียงเมโลดีของรถไฟชินคันเซ็นทุกสาย จะพบว่า JR Central ใช้เสียงของกล่องดนตรี (Music Box) เป็นเพลงที่แต่งขึ้นมาใหม่สำหรับบริษัทโดยเฉพาะ ทางฟาก JR West จะเน้นไปที่เพลงดังหรือเพลงที่เป็นที่รู้จัก JR East เป็นเพลงเสียงสังเคราะห์ที่แต่งขึ้นมาใหม่ ส่วน JR Kyushu อลังการสุด เหมือนยกออร์เคสตรามาทั้งวง แถมเป็นเพลงประจำพื้นที่ที่ไม่ซ้ำกันแม้แต่สถานีเดียว เรียกได้ว่านั่งทั้งสายได้ฟังเพลงทั้งอัลบัม ทั้งหมดนี้เป็นคาแรกเตอร์เฉพาะของแต่ละบริษัทที่สร้างความเป็นเอกลักษณ์ให้รถไฟของตัวเอง
เสียง Melody Shinkansen ในแต่ละสาย แต่ละรุ่น
เพลิดเพลินเจริญปากกับเอกิเบ็ง
ธรรมชาติคนไทยสรรหากินได้ตลอดเวลา
ตอนนั่งรถไฟก็เช่นกัน
สถานีรถไฟขนาดใหญ่ทุกแห่งมีร้านขายข้าวกล่องรถไฟ หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า ‘เอกิเบ็ง (Ekiben : 駅弁)’ ซึ่งเป็นส่วนผสมจากคำว่า 駅 (Eki) แปลว่าสถานีรถไฟ ส่วน 弁 (Ben) มาจาก Bento (べんと) ที่หมายถึงอาหารกล่อง


เอกิเบ็งมีขายตามสถานีรถไฟตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 19 ว่ากันว่าเริ่มต้นจากสถานีอุตสึโนมิยะ (Utsunomiya) ยุคนั้นมีเพียงแค่โอนิกิริหรือข้าวห่อใบไผ่ ก่อนเริ่มเปลี่ยนรูปแบบให้กลายเป็นอาหารกล่องที่มีเครื่องเคียงเพียงไม่กี่อย่าง จนช่วงก่อนที่มีการใช้งานชินคันเซ็นนั้น การเดินทางด้วยเครื่องบินเริ่มมีบทบาทมากขึ้น เอกิเบ็งเลยเริ่มสร้างอัตลักษณ์เป็นของตัวเองโดยใช้อาหารท้องถิ่น สร้างเมนูพิเศษที่หาได้จากที่นี่เท่านั้น จนไปถึงการออกแบบกล่องให้ชวนเชิญให้เราเสียเงินซื้อ บ้างก็เป็นกล่องลายพิเศษ บ้างก็ออกแบบกล่องให้เป็นรูปรถไฟ บ้างก็เป็นแค่เมนูพิเศษที่ซื้อได้จากสถานีนี้เท่านั้น

ความนิยมของเอกิเบ็งทำให้เกิดวัฒนธรรมการตระเวนนั่งรถไฟไปเพื่อชิมอาหารกล่อง มีมังงะเรื่อง ตระเวนชิมข้าวกล่องรถไฟ ที่เล่าถึงชายวัยกลางคนที่เดินทางด้วยรถไฟทั่วประเทศญี่ปุ่นเพื่อเสาะแสวงหาเอกิเบ็งรสชาติอร่อย มังงะเรื่องนี้สอดแทรกการท่องเที่ยวด้วยรถไฟสายต่าง ๆ รถไฟขบวนน่านั่ง จุดเด่นของรถไฟต่าง ๆ ซึ่งหลายต่อหลายคนได้ใช้มังงะเรื่องนี้เป็นคัมภีร์การนั่งรถไฟเที่ยวเลยทีเดียว

เกาะหน้าต่างหลังห้องขับ
รถไฟไทยและหลาย ๆ ประเทศในโลกนี้ไม่มีหน้าต่างหลังห้องขับ
แต่ที่ญี่ปุ่นมี
ผมก็สงสัยเหมือนกันว่าเพราะอะไร ทำไมถึงต้องมี ทำไมเราต้องมองดูคนขับรถไฟทำงาน หรือในมุมกลับกัน คนขับรถไฟจะรู้สึกยังไงที่ต้องขับรถไปด้วยแล้วมีคนมายืนจ้องอยู่ข้างหลัง เขาจะรู้สึกขนคอลุกหรือกดดันในการทำงานหรือเปล่านะ
พื้นที่หลังห้องขับรถไฟนั้นมีเฉพาะรถไฟชานเมือง รถเร็ว รถท้องถิ่น รถด่วนบางขบวน และรถท่องเที่ยวเท่านั้น ส่วนชินคันเซ็นไม่มีพื้นที่ส่วนนี้แต่อย่างใด
จากการวิเคราะห์ (ด้วยตัวเองและการคุยกับเพื่อน) น่าจะเป็นเรื่องความโปร่งใสในการทำงาน และไม่ใช่โปร่งใสธรรมดานะ พี่เล่นเห็นทะลุไปยันหน้ารถไฟ ยันทางวิ่ง และยันสัญญาณไฟ ให้เห็นการทำงานกันแบบชัดเจน และทำให้มั่นใจได้ว่าคุณจะได้รับความปลอดภัยจากบริษัทรถไฟของเราอย่างแน่นอน

ระหว่างที่เราเกาะดูนั้น อยากชวนสังเกตวิธีการขับของพนักงานขับรถไฟไปด้วย จะสังเกตถึงการชี้นิ้วและขานตอบรับไปตลอดทาง นั่นเรียกว่า Finger Rules ที่เอาไว้ทบทวนว่าสิ่งที่ตาเขาเห็นกับสมองนั้นสัมพันธ์กันอยู่หรือเปล่า เป็นการครอสเช็กให้เกิดความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา มิหนำซ้ำยังให้เกิดความปลอดภัยอีกด้วย
แต่ถ้าระหว่างเราเกาะหลังห้องขับแล้วอยู่ ๆ พนักงานปิดม่านใส่ ไม่ต้องตกใจนะ นั่นเป็นการบอกนัย ๆ ให้เรารู้ว่าทางด้านหน้าจะมีอุโมงค์ เขาจึงต้องปิดม่านบังตาเพื่อไม่ให้แสงสว่างจากห้องโดยสารไปสะท้อนกับกระจกหน้ารถจนบดบังการมองทางได้


พื้นที่หลังห้องขับมักถูกจับจองจากบรรดาเด็กน้อย คนชอบรถไฟ รวมไปถึงเหล่านักท่องเที่ยวที่จะได้เห็นวิธีการขับรถไฟและมุมมองด้านหน้ารถได้อย่างชัดเจน ว่าไปแล้วมันคงถูกสอดแทรกให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ให้คนที่สนใจได้เห็นวิธีการขับรถไฟ วิธีการดูระบบสัญญาณ ดูเส้นทาง เพื่อหวังว่าการสร้างการจดจำพวกนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้สร้างคนในสายอาชีพรถไฟขึ้นมาอีกก็ได้
ไม่แน่นะว่าเด็กที่ยืนเกาะหน้าต่างดูกับเรา เขาอาจจะเป็นคนขับรถไฟเมื่อเขาโตขึ้นก็ได้ ใครจะรู้

เกร็ดท้ายขบวน
- สมุดสะสมแสตมป์ไม่ได้เจาะจงว่าต้องซื้อจากร้านขายของที่ระลึกรถไฟ เราจะใช้สมุดอะไรมาประทับก็ได้ แต่อย่าลืมเขียนวันที่และบันทึกความทรงจำไปด้วยนะ จะได้ไม่ลืม
- เสียงประกาศบนชานชาลาในพื้นที่ JR East มีสลับทั้งเสียงผู้หญิงและผู้ชายเพื่อให้เราแยกออกว่ารถไฟที่กำลังจะมาและกำลังจะออกเป็นของชานชาลาไหน
- เสียงเมโลดีในรถมีในรถไฟทุกประเภทยกเว้นรถในชนบทจริง ๆ อยากให้ลองสังเกตเสียงเพลงเหล่านั้นดู บางทีอาจจะได้ยินเพลงที่คุ้นหูก็ได้นะ
- เอกิเบ็งในปัจจุบันกล่องมักทำมาจากโฟม แต่ถ้าอยากได้กล่องไม้หรือกล่องพิเศษสำหรับสะสมนั้นต้องเสาะหากันหน่อย ร้านในสถานีใหญ่ ๆ มีขายอย่างแน่นอน
- รถไฟประเภทหนึ่งที่เรียกว่า One-Man (ワンマン) เป็นรถไฟที่พนักงานขับรถจะทำหน้าที่ทั้งขับ เปิดประตู และเก็บค่าโดยสาร รถประเภทนี้อยู่ตามชนบทหรือสายย่อย มีพื้นที่ให้เราได้ยืนดูหลังห้องขับได้ แต่ต้องไม่ยืนขวางแท่นสำหรับเก็บเงิน เดี๋ยวจะโดนผู้โดยสารมองแรงใส่ไม่รู้ตัวเพราะเขาจ่ายเงินไม่ได้นะ



