พอคอเหวอะมีดเลอะเลือดตกเปรี้ยง
ก็แว่วเสียงผัวเรียกสำเหนียกได้
แค้นก็แค้นรักก็รักสลักใจ
เหลืออาลัยแล้วคลานซานออกมา
โลหิตไหลกายสั่นอยู่ริก ๆ
เหงื่อซิก ๆ ซมซวนกำสรวลหา
หน้ามืดหวึงจวนจะถึงทวารา
สาวเครือฟ้าสิ้นชีวาตม์ขาดใจเอยฯ
บทสรุปของบทละครเรื่อง สาวเครือฟ้า โศกนาฏกรรมความรักระหว่าง เครือฟ้า หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้ยึดมั่นในความรัก กับ ร้อยตรีพร้อม นายทหารจากกรุงเทพฯ ผู้ทิ้งหล่อนไปมีรักใหม่ แม้รักเดิมจะชื่นมื่นถึงขั้นมีบุตรด้วยกัน 1 คน พระนิพนธ์ใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ที่นำมาแสดงตลอดจนดัดแปลงเป็นภาพยนตร์และละครโทรทัศน์หลายครั้ง
โดยทรงนำเค้าโครงเรื่องมาจากโอเปรา Madama Butterfly ซึ่ง ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ได้ทอดพระเนตรที่กรุงปารีส คราวเสด็จเยือนยุโรปครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2450 การแสดงครั้งนั้นต้องพระราชหฤทัยจนทรงมีพระราชนิพนธ์เกี่ยวกับโอเปราเรื่องนี้ไว้โดยละเอียดในพระราชหัตถเลขา ซึ่งต่อมารวมเล่มและตีพิมพ์เป็นหนังสือ พระราชนิพนธ์ไกลบ้าน
ย้อนกลับไปช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ราว 2 ปีก่อน เกิดบทสนทนาชุดใหญ่ขึ้นในกรุ๊ปแชตอันเต็มไปด้วยคนโสด (ณ เวลานั้น) ว่าด้วยการนำเสนอตัวละครต่าง ๆ และร่องรอยของบทละครเรื่อง สาวเครือฟ้า และ Madama Butterfly ในวัฒนธรรมมวลชนร่วมสมัย ผมกับ ทิม (ธาริน ปริญญาคณิต – ผู้กำกับ) ซึ่งอยู่ในวงสนทนานั้นด้วย จึงอยากรู้ว่า นอกจาก Madama Butterfly ยังมีโอเปราเรื่องใดอีกหรือไม่ที่พระพุทธเจ้าหลวงทอดพระเนตรในคราวเดียวกันนั้น และหากได้ทอดพระเนตรจริง จะทรงมีพระราชนิพนธ์ไว้ว่าอย่างไรบ้าง
คำถามดังกล่าวเปรียบเสมือนการเปิดกล่องวิเศษที่ทำให้เราได้ค้นพบข้อมูลมากมายเกินกว่าที่เคยคาดเดาไว้เมื่อแรกตั้งคำถาม ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เราเห็นบางแง่มุมของการเสด็จไกลบ้านได้อย่างแจ่มชัดขึ้น โดยเฉพาะแง่มุมที่เกี่ยวกับประสบการณ์ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ในด้านวัฒนธรรมบันเทิงร่วมสมัยชั้นสูงของยุโรป
นอกจากนี้ ข้อมูลที่เราค้นพบยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการรังสรรค์การแสดงโอเปราวาไรตี้โชว์ในชื่อชุด 1907: Rama V European Operatic Journey ฉลองครบรอบ 120 ปีสยามสมาคมฯ ที่กำลังจะเปิดม่านการแสดงในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้ โดยเรามุ่งหวังให้ท่านผู้ชมได้ยิน ได้สัมผัส ได้มีความรู้สึกร่วมไปกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าหลวงทรงได้สัมผัสเมื่อร้อยกว่าปีก่อน
“เลื่องฦๅว่าดีนัก”
ในพระราชหัตถเลขาฉบับที่ 39 ปรากฏบันทึกของวันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2450 ตรงกับคืนที่ 183 ของการเสด็จฯ พระพุทธเจ้าหลวงทรงบรรยายถึงการแสดงโอเปราเรื่อง Madama Butterfly ที่ Opéra Comique กรุงปารีส มีเนื้อหาส่วนหนึ่งตรัสถึงนักร้องเสียงโซปราโนนามว่า มาดามคาเร ผู้รับบทเอก โจโจ้ซัง ความว่า
ค่ำไปดูลครคอมิกออปรา ตามที่ได้กะไว้แต่แรก เปนเรื่องที่เลื่องฦๅว่าดีนัก เรียกชื่อเรื่องว่ามาดามบัตเตอไฟลย์ ผู้ที่เปนมาดามบัตเตอไฟลย์นั้นคือมาดามคาเรที่เคยดูแล้วแต่ก่อน เสียงเพราะแลใช้บทดีมาก
มาดามคาเรคือใคร พระพุทธเจ้าได้ทอดพระเนตรการแสดงของเธอผู้นี้ในบทบาทใด ที่ไหน และเมื่อไหร่
เราอาศัยฐานข้อมูลดิจิทัลของหอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส gallica.bnf.fr สืบหาหนังสือพิมพ์และนิตยสารบันเทิงฝรั่งเศสในสมัยที่ตรงกับช่วงเวลาเสด็จ เป็นความโชคดีที่หลักฐานชั้นต้นในมือเรานั้นระบุวันเดือนปีไว้อย่างครบถ้วน ทำให้สืบพบหนังสือพิมพ์ Le Figaro ฉบับวันพุธที่ 25 กันยายน ปี 1907 ได้ ซึ่งเผยแพร่ตารางมหรสพทั่วกรุงปารีสในวันนั้น พร้อมระบุรายละเอียดสำคัญอย่างรายชื่อศิลปินที่ร่วมแสดงใน Madama Butterfly ที่ Opéra Comique ได้แก่บุคคลที่เราตามหาอย่าง มาดามคาเร หรือในที่นี้พบว่าหมายถึงโซปราโน Marguerite Carré แถมยังพ่วงด้วยศิลปินคนอื่น ๆ เช่น Edmond Clément และ Jean Périer

ในฐานะที่เป็น ‘พวกเหนิร์ด’ ด้านโอเปรา ผมกับทิมพอจะทราบมาก่อนว่าโอเปรา Madama Butterfly ของ Giacomo Puccini ซึ่งแต่เดิมเปิดการแสดงครั้งแรกที่เมืองมิลานเมื่อ ปี 1904 นั้น ต่อมาราวปลายปี 1906 ได้มาเปิดการแสดงเป็นครั้งแรกที่กรุงปารีส ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่ไม่ห่างไม่ไกลจากช่วงเวลาเสด็จ เราเกิดสังหรณ์ใจขึ้น จึงลองสอบค้นประวัติเรื่อง Madama Butterfly อีกครั้ง และสืบหาหนังสือพิมพ์ Le Figaro ฉบับวันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม ปี 1906 ซึ่งเป็นวันแสดงรอบปฐมทัศน์ในฝรั่งเศสครั้งแรกของ Madama Butterfly ทำให้พบว่าทั้ง Marguerite Carré, Edmond Clément (พบว่ารับบท Pinkerton เสียงเทเนอร์) และ Jean Périer (พบว่ารับบท Sharpless เสียงบาริโทน) ล้วนแล้วแต่เป็นผู้รับบทนำในการแสดงรอบประวัติศาสตร์ครั้งนั้นทั้งสิ้น
นอกจากนี้ หากลองใส่ชื่อบุคคลเหล่านี้ลงในช่องค้นหาของฐานข้อมูล gallica.bnf.fr ท่านจะพบหลักฐานเกี่ยวกับพวกเขามากมาย ไม่ว่าจะเป็นสกู๊ปข่าว บทวิจารณ์การแสดง ภาพถ่ายในชุดคอสตูม และที่สำคัญอย่างยิ่งคือบันทึกเสียง หลักฐานทั้งหมดนี้ชี้ว่าศิลปินเหล่านี้ แต่ละท่านล้วนเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดในวงการละครฝรั่งเศสขณะนั้นทั้งสิ้น
“หมอความมีเมียสรวย”
เราค่อย ๆ อ่านตัวบทพระราชนิพนธ์ทีละน้อย พร้อมกับทดลองใส่คีย์เวิร์ดอย่าง ‘คาเร’ ‘ลคร’ ‘ออปรา’ ลงในตัวบทฉบับที่ได้เผยแพร่แบบออนไลน์ในฐานข้อมูลหนังสือหายาก ห้องสมุดดิจิทัลวชิรญาณ จนทำให้สืบพบว่าพระพุทธเจ้าหลวงได้ทอดพระเนตรการแสดงของมาดามคาเรมาก่อนแล้วอย่างน้อย 1 ครั้งในโอเปราเรื่องหนึ่งที่ไม่มีชื่อเรื่องระบุไว้ ณ โรงละคร Opéra Comique เช่นเดียวกัน เมื่อวันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2450 ตรงกับคืนที่ 85 ของการเสด็จฯ โดยตรัสถึงเรื่องย่อพอเป็นคำใบ้ไว้คร่าว ๆ ว่า เป็นเรื่องรักใคร่ในทางชู้สาว ชิงไหวชิงพริบ มีความตอนหนึ่งว่า
หมอความมีเมียสรวย เมียเปนชู้กับกับตันนายทหาร หมอความอิกคนหนึ่งพาลูกศิษย์มาฝาก ลูกศิษย์คนนั้นเปนคนหนุ่ม เมื่อแรกไม่สมัคจะมาเปนลูกศิษย์ตาหมอความที่มีเมีย ต่อมาเห็นเมียของแกเข้าจึงสมัค…
เรากลับไปพึ่งฐานข้อมูล Gallica และหนังสือพิมพ์ Le Figaro อีกครั้ง ทำให้พบว่าโอเปราเรื่องดังกล่าวคือ Fortunio ผลงานโอเปราชวนหัวของคีตกวีชาวฝรั่งเศส André Messager ซึ่งเพิ่งเปิดการแสดงเป็นครั้งแรกไปเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2450 โดยทั้งในรอบปฐมทัศน์และรอบเสด็จ มาดามคาเรรับบทนำ เป็น ‘เมียสรวย’ ของ ‘หมอความ’ นามว่า Jacqueline คู่กับ Fernand Francell นักร้องเสียงเทเนอร์ รับบทเป็นชู้รักเด็กหนุ่มวัยขบเผาะนามว่า Fortunio

“เสียใจจนเปนฝีในท้อง”
การเปรียบเทียบข้อมูลในตัวบทพระราชนิพนธ์กับเอกสารจดหมายเหตุที่เราเข้าถึงได้จากฐานข้อมูลสาธารณะออนไลน์ช่วยให้เราพบโอเปราอีกอย่างน้อย 5 เรื่องนอกจาก Madama Butterfly และ Fortunio รวมทั้งหมดเป็น 7 เรื่องที่พระพุทธเจ้าหลวงทอดพระเนตรใน 3 ประเทศ ได้แก่ อิตาลี ฝรั่งเศส และอังกฤษ ทั้งนี้ยังไม่นับรวมมหรสพประเภทอื่น เช่น บัลเลต์ซึ่งมีผู้เคยสืบค้นไว้บ้างแล้ว
จะเห็นได้จากตัวอย่างข้างต้นว่า ในกระบวนการระบุชื่อเรื่อง เราพบกับชุดข้อมูล 2 แบบในตัวบทพระราชนิพนธ์ ชุดข้อมูลแบบแรก คือคำบรรยายเกี่ยวกับโอเปราที่พระพุทธเจ้าหลวงทรงระบุชื่อเรื่องไว้แต่เดิม ตัวอย่างเช่น Madama Butterfly ส่วนชุดข้อมูลแบบที่ 2 คือคำบรรยายเกี่ยวกับโอเปราที่ไม่ปรากฏชื่อเรื่อง ตัวอย่างเช่น Fortunio
โอเปราที่จัดอยู่ในหมวดที่ 2 นี้ออกจะท้าทายสักหน่อยเมื่อจะต้องระบุตัวตน แต่เนื้อหาบางส่วนของพระราชนิพนธ์ก็เอื้อให้เราตั้งข้อสันนิษฐานได้ไม่น้อย อย่างโอเปราที่ทรงมีบันทึกไว้ว่าได้ทอดพระเนตรเมื่อวันอังคารที่ 14 พฤษภาคม ณ ‘โรงเรียกตามชื่อเจ้าแผ่นดิน วิกตอโรอแมนวล ที่ 2’ เมืองตูริน ประเทศอิตาลี ตรงกับคืนที่ 49 ของการเสด็จฯ ปรากฏคำบรรยายถึงฉากอันโดดเด่นของโอเปราเรื่องนี้ ความว่า
เรื่องที่เล่นวันนี้นั้น ผู้ชายซึ่งเปนผู้รักใคร่กันกับผู้หญิงผู้หนึ่ง ด้วยความกินใจอย่างหนึ่งอย่างใด โกรธผู้หญิงไปในที่ประชุมคนรวมสัก 50 เศษ ทั้งผู้หญิงผู้ชาย ซึ่งออกอย่างบาเลต์ แต่ไม่ใช่เต้นอย่างบาเลต์ มาร้องทีละพวก แลรวมกัน ผู้หญิงแต่งอย่างพวกตีรำมนา ผู้ชายอย่างพวกแทงวัว เปนสเปนิชทั้งสองพวก ผู้ชายกับผู้หญิงคู่รักกันนั้น มาเกิดถุ้มเถียงกันขึ้น จนเอาอะไรปากันก็ไม่รู้ ผู้หญิงนั้นเสียใจจนเปนฝีในท้องนอนเจ็บอยู่ ผู้ชายนั้นหวนกลับมาหาดีกัน แต่ผู้หญิงนั้นเจ็บมากเสียแล้ว เลยคร่ำครวญไปจนถึงตาย
คอโอเปราอาจพอเดาได้ว่านี่คือคำบรรยายขององก์ที่ 2 (ฉากจบ) และองก์ที่ 3 ของโอเปรายอดอมตะนิรันดร์กาลเรื่อง La Traviata ของ Giuseppe Verdi โดยเฉพาะเมื่อลองวงคีย์เวิร์ดอย่างคำว่า ‘พวกตีรำมนา’ (ยิปซี-ชาวโรมานี) และ ‘ผู้หญิงเปนฝีในท้อง’ (วัณโรค)

พวกเราพบหนังสือพิมพ์ La Stampa หนังสือพิมพ์ภาษาอิตาเลียนซึ่งมีประวัติยาวนาน มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นครตูริน และยังคงดำเนินธุรกิจอยู่ในปัจจุบัน La Stampa ฉบับวันอังคารที่ 14 พฤษภาคม ปี 1907 ปรากฏตารางการแสดงมหรสพประจำวันระบุว่าที่โรงละคร Vittorio Emanuele จัดการแสดงเรื่อง La Traviata และที่ยิ่งน่าตื่นเต้นไปกว่านั้น คือในหนังสือพิมพ์หัวเดียวกันของวันถัดมา พุธที่ 15 พฤษภาคม ปี 1907 ยังปรากฏรายงานข่าวพระเจ้าแผ่นดินสยามเสด็จฯ พร้อมด้วย Duca di Genova (ดยุกแห่งเจนัว) ยังโรงละครดังกล่าวเพื่อทอดพระเนตรโอเปราเรื่อง La Traviata เป็นอันว่าข้อมูลหลายชิ้นจากหลักฐานทั้ง 2 ฝ่ายแนบสนิทตรงกันโดยสมบูรณ์
“ดุ๊กออฟเยนัวนั่งเบื่อจนเลยหลับ”
สำหรับโอเปราเรื่องที่ท้าทายการระบุตัวตนที่สุดคงหนีไม่พ้นโอเปราปริศนาเรื่องหนึ่งที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 เสด็จไปทอดพระเนตรพร้อมกับดยุกแห่งเจนัว ณ โรงละคร Vittorio Emanuele ในวันพุธที่ 15 พฤษภาคม ปี 1907 (คืนที่ 50) หลังจากได้ทอดพระเนตรโอเปราเรื่อง La Traviata ณ โรงละครแห่งเดียวกันเมื่อวันก่อน
คำบรรยายชี้ว่าโอเปราเรื่องดังกล่าวเป็นโอเปราใหม่ และอาจประพันธ์ขึ้นตามกระแสนิยมทางดนตรีแบบใหม่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งที่ออกจะ ‘ล้ำสมัย’ ไปสักหน่อย จนทำให้ผู้ชมคนสำคัญอย่างดยุกแห่งเจนัวไม่สู้จะพึงพอใจนัก ดังความว่า
เรื่องออปราวันนี้แต่งใหม่เกี่ยวแก่สาสนา ว่าผู้ใดเอาหินไปปา ถูกเขาจับจะเอาไปลงโทษ แล้วพระเยซูช่วย ตัวพระเยซูไม่ได้ออก เปนแต่ทำท่าเหมือนจะออกมา ลงคุกเข่ากันแล้วก็ปิดม่าน มีร้องคร่ำครวญมาก แต่มันไม่ใคร่จับใจเหมือนเมื่อวานนี้ ดุ๊กออฟเยนัวนั่งเบื่อจนเลยหลับ กลับมาบ่นใหญ่ว่ามันแต่งใหม่ไม่ได้เรื่องได้ราวไม่จับใจ
ถึงจะทำให้คนดูบางส่วนไม่พอใจไปบ้าง แต่พวกเรามองว่ารายละเอียดตามตัวบทพระราชนิพนธ์ค่อนข้างนำเสนอแง่มุมที่สำคัญของโอเปราเรื่องนี้แล้ว นั่นคือฉากจบอันน่าสะเทือนขวัญ เมื่อผู้บริสุทธิ์กำลังจะถูกรุมประชาทัณฑ์ แต่ทันใดนั้นเองเกิดสุรเสียงของพระเยซูดังสนั่นขึ้นเพื่อยับยั้งการกระทำอันอุกอาจกลางเวที
พวกเราไม่แน่ใจว่าคำบรรยายนี้ตรงกับฉากจบของโอเปราเรื่องใดบ้างที่ยังมีการแสดงอยู่ในปัจจุบัน จึงลองกลับไปหา La Stampa และพบว่าในคืนวันที่ 15 พฤษภาคม โรงละคร Vittorio Emanuele จัดการแสดงโอเปราแบบ Double Bill หมายถึงการนำโอเปราเรื่องสั้นองก์เดียวมาแสดงต่อกัน เรื่องแรกคือ Espiazione ประพันธ์โดย Gustavo Ottolenghi ส่วนเรื่องที่ 2 ซึ่งน่าจะมีเนื้อหาตรงกับคำบรรยายและเป็นโอเปราที่ได้ทอดพระเนตรอย่างแน่นอน คือ Cristo alla festa di Purim ประพันธ์โดย Giovanni Giannetti มีเนื้อหาเกิดขึ้นในเทศกาลสำคัญตามความเชื่อยูดาห์อย่าง Feast of Lots หรือ Purim
Cristo alla festa di Purim เป็นโอเปราที่ได้หายไปจากขนบการแสดงในปัจจุบันแล้ว และเราไม่พบบันทึกภาพหรือเสียงของการแสดงแต่อย่างใด แต่การทยอยสืบค้นตามฐานข้อมูลห้องสมุดมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยชั้นนำในยุโรป ทำให้เราพบ Vocal Score ชิ้นหนึ่งของโอเปราเรื่องนี้อยู่ในการดูแลของหอสมุดประจำสถาบันดนตรีแห่งชาติอิตาลี Accademia Nazionale di Santa Cecilia กรุงโรม ประเทศอิตาลี
และด้วยความกรุณาของ อ.ดร.จิรบดี เตชะเสน กรรมการห้องสมุดสยามสมาคมฯ ช่วยประสานงานข้ามทวีปเพื่อขอทำสำเนา Vocal Score ชิ้นดังกล่าว จนในที่สุดพวกเราได้เปิดไปยังหน้าสุดท้ายของ Score และพบว่าเหตุการณ์ในโอเปราเรื่องนี้สิ้นสุดลงเมื่อสุรเสียงของพระเยซูดังขึ้นจากนอกเวที เป็นการแสดงปาฏิหาริย์ที่ทำให้หมู่มวลต่างสยบยอมต่ออำนาจบารมีของพระองค์และพร้อมทรุดตัวลงกับพื้นเวทีโดยพร้อมเพรียงกัน ตรงกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าหลวงทรงบรรยายไว้ทุกตัวอักษร!นอกจากนี้ ในการนำบางส่วนของโอเปราเรื่อง Cristo alla festa di Purim มาประกอบการแสดง 1907: Rama V European Operatic Journey ที่สยามสมาคมฯ เรายังได้ มิกกี้ (วรปรัชญ์ วงศ์สถาพรพัฒน์ – วาทยากร) เข้ามาช่วยเรียบเรียง Vocal Score ที่เราได้มาจากกรุงโรมนี้ใหม่ให้บรรเลงได้โดยวงออเคสตรา ถือเป็นการฟื้นชีวิตให้กับโอเปราเรื่องนี้ที่นอนนิ่งเงียบอยู่บนหน้ากระดาษมาเป็นเวลาร่วมศตวรรษ

นอกจากโอเปรา 4 เรื่องที่ได้ยกตัวอย่างไปนี้ ยังมีโอเปราอีก 3 เรื่องที่เราระบุชื่อและรายละเอียดการแสดงได้เช่นกัน ด้วยการนำข้อมูลในตัวบทพระราชนิพนธ์มาเปรียบเทียบกับข้อมูลที่พบในเอกสารจดหมายเหตุอย่างหนังสือพิมพ์เก่าและนิตยสารบันเทิงสมัยต้นศตวรรษที่ 20 โอเปราที่เหลืออีก 3 เรื่อง ได้แก่
- La Gioconda ของ Amilcare Ponchielli ทอดพระเนตร ณ Teatro Verdi นครฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2450 โดยทรงบรรยายการแสดงไว้บางส่วนว่าออกจะดู เศร้าโศกแลดุดุ
- The Merry Widow ของ Franz Lehar ฉบับภาษาอังกฤษ ปี 1907 ทอดพระเนตร ณ Daly’s Theatre กรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2450 หรือเพียง 2 สัปดาห์หลังจากโอเปราเรื่องนี้เปิดการแสดงครั้งแรกที่กรุงลอนดอนเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2450 ในการเสด็จฯ ทอดพระเนตรโอเปราเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าหลวงทรงบรรยายไว้ว่า กวีนแนะนำให้ไปดู และ เจ้าแผ่นดินได้บอกอนุญาตให้บอกซ์หลวง (หมายถึง สมเด็จพระนางเจ้าอเล็กซานดรา และ กษัตริย์เอ็ดวาร์ดที่ 7 ตามลำดับ) เพราะ วันแรกมาถึงจะไปดู เขาไม่ได้เตรียมเสด็จ ขายให้เศรษฐีไปเสียแล้ว มีวันดูได้แต่วันเดียว
- Ariane ของ Jules Massenet ทอดพระเนตร ณ โรงละคร Opéra Garnier กรุงปารีส เมื่อวันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2450 หากลองใส่ชื่อโอเปราเรื่องนี้ลงในช่องค้นหาของฐานข้อมูล Gallica ท่านจะพบแบบจำลองฉากโอเปราเรื่องดังกล่าวตั้งแต่สมัยแรกเปิดแสดงเมื่อ พ.ศ. 2449 ณ โรงละคร Opéra Garnier ชวนให้คิดว่า หรือนี่จะเป็นฉากที่พระพุทธเจ้าหลวงได้ทอดพระเนตรเช่นกัน
หากกล่าวโดยสรุปแล้ว ข้อมูลจำนวนมากที่ได้จากการค้นคว้าชี้ให้เห็นว่า ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ทรง ‘ได้ยินได้ฟัง’ แต่ของดีและของในกระแสอันเป็นที่เลื่องลือฮือฮาในช่วงเวลาที่ตรงกับการเสด็จฯ ทั้งสิ้น ทรงได้ทอดพระเนตรศิลปินที่ล้วนแต่มีชื่อเสียงในยุโรปแสดงโอเปราเรื่องใหม่ล่าสุดที่วงการกำลังเฝ้าจับตาหรือไม่ก็โอเปราเรื่องอมตะที่เต็มไปด้วยบทบาทอันน่าท้าทายที่ยังคงนำกลับมาแสดงในปัจจุบัน
ฉากสำคัญของโอเปราทั้ง 7 เรื่องนี้ที่พระพุทธเจ้าหลวงได้ทอดพระเนตรจะปรากฏในการแสดงฉลองครบรอบ 120 ปีแห่งการก่อตั้งสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ในชื่อชุด 1907: Rama V European Operatic Journey เริ่มแสดงตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายนนี้ ณ หอประชุมสยามสมาคมฯ ถนนอโศกมนตรี การแสดงประกอบด้วยศิลปินคุณภาพ 20 กว่าชีวิตทั้งชาวไทยและต่างชาติ ร่วมด้วยวงออเคสตรา ฉาก และเสื้อผ้า ที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับพื้นที่การแสดงอย่างหอประชุมสยามสมาคมฯ เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์พิเศษ เสมือนท่านได้ร่วมดำเนินรอยตามเสด็จฯ พระพุทธเจ้าหลวง ยังโรงละครต่าง ๆ ในทวีปยุโรปเมื่อครั้งไกลบ้าน
ข้อมูลอ้างอิง
- vajirayana.org/สาวเครือฟ้า/บทละครร้อง-สาวเครือฟ้า/ชุดที่-๔-กลับ
- vajirayana.org/พระราชนิพนธ์เรื่องไกลบ้าน/พระราชหัดถเลขาฉบับที่-๒๔
- vajirayana.org/พระราชนิพนธ์เรื่องไกลบ้าน/พระราชหัดถเลขาฉบับที่-๓๙
- วvajirayana.org/พระราชนิพนธ์เรื่องไกลบ้าน/พระราชหัดถเลขาฉบับที่-๑๕
- vajirayana.org/พระราชนิพนธ์เรื่องไกลบ้าน/พระราชหัดถเลขาฉบับที่-๑๕
- งานสืบค้นพระราชกรณียกิจช่วงเสด็จฯ รัฐ Brauschweig ประเทศเยอรมนี Herzog Johann Albrecht und der König von Siam โดย Werne Röpke (2021)
- หนังสือพิมพ์ La Stampa ปัจจุบันมีสำนักจดหมายเหตุของตัวเอง ผู้สนใจสามารถเข้าสืบค้นได้ใน www.archiviolastampa.it
การแสดงวันที่ 26, 28, 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 เวลา 19.00 น. และวันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม เวลา 16.00 น. ราคาบัตร 2,000 บาท รอบพิเศษเฉพาะนักเรียน-นักศึกษา วันที่ 24 พฤศจิกายน เวลา 16.00 น. ราคา 600 บาท สำรองที่นั่งได้ทางอีเมล opera@thesiamsociety.org และทางโทรศัพท์ 02 661 6470 (เฉพาะเวลาทำการ วันอังคาร-เสาร์ เวลา 09.00 – 17.00 น.) รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนเพื่อพัฒนากิจกรรมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อ่านรายละเอียดการแสดง 1907: Rama V European Operatic Journey เพิ่มเติมได้ที่นี่
