ผาแต้ม สามพันโบก และงานแห่เทียนพรรษา น่าจะเป็นภาพที่หลายคนรู้จักจังหวัดอุบลราชธานี แต่สำหรับคนในพื้นที่อย่างเรา เสน่ห์ของจังหวัดนี้กลับเป็นเรื่องธรรมดา ๆ อย่างร้านรถเข็นเจ้าประจำ วัฒนธรรมอันหลากหลายในย่านเมืองเก่า รวมทั้งร้านเจ๋ง ๆ จากความตั้งใจของคนรุ่นใหม่
ความธรรมดาอันแสนพิเศษนี้ บางทีก็หาไม่ได้จาก Google และไม่มีใครเคยเขียนถึงในโลกโซเชียลมีเดีย จนกระทั่งวันหนึ่ง คอนเทนต์จากเพจเฟซบุ๊ก ‘ประเทดอุบล’ ได้ปรากฏขึ้นบนหน้าฟีดของเรา
เสน่ห์ความเป็นอุบลทั้งหมดที่ว่ามา ค่อย ๆ ถ่ายทอดผ่านเนื้อหาในเพจที่มองด้วยสายตาคนในพื้นที่ การบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้จึงออกมาอย่างลุ่มลึกและเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตคนเชื้อสายอินเดียที่อาศัยอยู่ในอุบลฯ เบื้องหลังร้านน้ำเต้าหู้เจ้าดังที่เราได้ยินชื่อมาตั้งแต่เด็ก หรือร้านอร่อยเปิดใหม่ที่น่าตามไปอุดหนุน
แถมปีนี้ทางเพจยังต่อยอดออกมาเป็น ‘โคตรอุบล’ ที่มีทั้งของฝากจากฝีมือของคนอุบลฯ ทั่วสารทิศ มีกิจกรรมสนุก ๆ ให้คนมาทำเวิร์กช็อป จัดดอกไม้ ฟังดนตรี กลายเป็นคอมมูนิตี้เล็ก ๆ แสนคึกคักขึ้นมา

ผู้อยู่เบื้องหลังเพจและร้านขายของฝากแห่งนี้ คือ อ๊อด-ปกรณ์ แก้ววงษา เขาคือคนทำงานสายโปรดักชันมาตลอด ทั้งรับถ่ายรูป ทำวิดีโอท่องเที่ยว ทำสารคดี จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่เดินทางไปเยือนจังหวัดอื่น ๆ เพื่อทำคอนเทนต์เกี่ยวกับการท่องเที่ยว เขาพบว่าเสน่ห์ของความเป็นท้องถิ่นแบบที่เห็นตรงหน้าก็มีที่บ้านเกิดของตัวเองด้วยเช่นกัน เพียงแต่ยังไม่เคยถูกบอกเล่าออกมาผ่านสายตาของคนอุบลฯ ด้วยกันเอง เหตุการณ์นี้จึงจุดประกายให้อ๊อดสร้างเพจ ‘ประเทดอุบล’ ขึ้นมา

จากเพจช่วยเหลือน้ำท่วม
หากย้อนไปวันแรก เพจนี้สร้างขึ้นมาพร้อมชื่อที่ชอบ แต่เป็นเพจเปล่าที่ถูกทิ้งไว้ เพราะเขาก็ยังไม่แน่ใจว่าคอนเทนต์ที่ออกมาจะเป็นแบบไหน และควรทำอะไรในเพจบ้าง มีเพียงความตั้งใจว่าอยากจะเล่าเรื่องราวบางอย่างเท่านั้น
จนกระทั่งเหตุการณ์น้ำท่วมหนักกว่าปีไหน ๆ กลายเป็นแรงผลักให้เขาตัดสินใจทำคอนเทนต์แรกขึ้นมา
“หลายคนไม่รู้ว่าบ้านเราน้ำท่วมหลังคาแล้ว พอดูในสื่อหลัก ไม่ค่อยมีใครเล่าเรื่องนี้เท่าไร เผอิญว่าเราทําโปรดักชันอยู่แล้ว พอได้เข้าไปถ่ายพื้นที่ที่มันลึก ๆ จากงานลูกค้านี่แหละ เราก็เอาฟุตเทจทั้งหมดมาตัดรวมกัน เหมือนเป็นพื้นที่ระบายของ เพราะอะไรที่เสนอลูกค้าไปแต่ไม่ผ่าน เราก็มาทําในเพจนี้ ผมทําทั้งคืนจนถึงเช้า โพสต์ลงเพจประมาณตี 5 แล้วก็มันก็เป็นอย่างที่เราคิด พอคลิปมันดัง การช่วยเหลือก็เข้ามามหาศาลเลย”

อ๊อดไม่ได้คาดคิดเลยว่าคลิปแรกนั้นจะทำให้มีผู้ติดตามราว ๆ 40,000 คน ภายในระยะเวลาเพียง 2 – 3 วัน เพราะเดิมทีเขาเพียงตั้งใจอยากช่วยสื่อสารปัญหาในพื้นที่เท่านั้น
เมื่อเหตุการณ์น้ำท่วมจบลง แต่ยังคงมีคนติดตามเข้ามาเรื่อย ๆ อ๊อดจึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า หลังจากนี้เรื่องราวในเพจควรเป็นไปในทิศทางไหน จึงกลายเป็นจังหวะให้สานต่อไปสู่สิ่งที่เคยคิดเอาไว้ นั่นคือการเล่าเรื่องเมืองอุบลฯ ผ่านสายตาของคนอุบลฯ ด้วยกันเอง

เล่าเรื่องอุบลฯ โดยคนอุบลฯ
“คอนเซปต์คือการเล่าเรื่องธรรมดา ๆ แต่เราชอบ เพราะบางครั้งเราไปตื่นเต้นกับเรื่องไกลตัว แต่เรื่องใกล้ตัวเราก็อาจพิเศษสําหรับคนอื่นเหมือนกัน ผมเคยคุยกับคนที่อยู่สามพันโบก แรก ๆ ชาวบ้านไม่ค่อยเข้าใจว่านักท่องเที่ยวมาดูหินกันทําไม เพราะเขาเกิดมาก็เห็นหินก้อนนี้แล้ว แสดงว่าอะไรที่รู้สึกปกติสําหรับเรา อาจเป็นเรื่องที่ว้าวสําหรับเขาได้นะ ดังนั้น บางเรื่องที่เรามองว่าธรรมดาเกินไป เพราะเราคุ้นชิน แต่คนข้างในบางคนไม่รู้ หรือรู้แค่มุมเดียวก็มี เขาไม่รู้ว่าตรงนี้เกิดขึ้นมาได้ยังไง เบื้องหลังเป็นยังไง”
เนื้อหาในเพจจึงเต็มไปด้วยเรื่องราวที่อ๊อดไปประสบพบเจอและพูดคุยด้วยตัวเอง อย่างคลิปไวรัลที่เล่าวิถีชีวิตของคนเชื้อสายอินเดียผู้ตั้งรกรากในเมืองอุบลฯ มายาวนาน โดยไอเดียนี้เกิดขึ้นระหว่างการแวะทานอาหารอินเดียร้านหนึ่งในอุบลฯ แล้วเกิดคำถามขึ้นมาว่า คนทำและคนกินคือใครกันนะ แล้วต่อยอดออกมาเป็นคลิปที่เล่าทั้งประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และมุมมองของผู้คนที่เราคุ้นหน้าค่าตา แต่ไม่เคยรับรู้เรื่องราวเชิงลึกมาก่อน
“ส่วนใหญ่เราจะไปตัวเปล่าก่อน ไม่ถือกล้องไปเลยทันที เราจะไปคุยเรื่องทั่วไป แล้วค่อยถามเขาอีกทีว่าเขาเล่าเรื่องนี้ออกสื่อได้มั้ย เราพยายามไม่ทําอะไรที่เอิกเกริกมาก แทบจะไม่มีคอนเทนต์ไหนที่คนมองกล้องเลย เพราะอยากให้รู้สึกว่าเป็นการนั่งคุยกันปกติ”

“สรุปง่าย ๆ คือเราต้องไปเปิดใจเขาก่อน สำหรับกรุงเทพฯ อาจเป็นเรื่องปกติ แต่ในอุบลฯ เป็นสิ่งใหม่มาก คนจะงงว่าทําไมต้องมาถ่าย มาสัมภาษณ์ เพราะไม่เคยเห็นภาพแบบนี้มาก่อน ตอนที่เราทําเพจใหม่ ๆ มันยากมาก แต่ ณ ตอนนี้ไม่แล้ว เพราะคนเริ่มรู้จักแล้วว่าเพจประเทดอุบลเล่าเรื่องประมาณนี้นะ”
ส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้คนเปิดใจเล่าและเปิดใจฟังเรื่องราว อาจเพราะได้พิสูจน์แล้วว่าเนื้อหาทั้งหมดไม่ได้มาจากความอยากเล่าของคนทำเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการคิดถึงทุกคนที่มีส่วนร่วมกับเนื้อหาเหล่านี้ด้วย
“เรามองแค่ว่ามันเกิดประโยชน์ไหม ซึ่งควรจะเกิดประโยชน์ 4 ฝั่ง คือเจ้าของเรื่องเอง มีคนรู้จักเขามากขึ้น หรือคนไปซื้อของเขามากขึ้น แล้วก็เกิดประโยชน์กับเพจเอง คือมีคนติดตาม เกิดประโยชน์กับคนที่ดู และเกิดประโยชน์กับจังหวัดด้วย”

แก่นหลักทั้ง 4 ข้อนี้ ตกตะกอนมาจากความไม่รู้และการลองผิดลองถูกมายาวนาน ซึ่งอ๊อดมองว่า ‘ความไม่รู้’ ในอีกมุมหนึ่งก็ให้อิสระเขาได้คิดอะไรนอกกรอบด้วยเช่นกัน
“เราเริ่มทําด้วยความรู้น้อย แต่ก็เคยไปศึกษาข้อมูลเหมือนกันว่าต้องเปิดคลิปอย่างงี้ ต้องเล่าอย่างนี้นะ มีเรื่องราวชัดเจน แต่บางอย่างเราก็รู้เฉย ๆ แต่ไม่ได้เอามาทําตาม เช่น อย่าโพสต์วันเสาร์-อาทิตย์นะ ไม่ดี เราก็ดูตามชาร์ตที่เขาให้มา แต่ก็คิดว่าคนอุบลฯ อาจไม่ได้มีพฤติกรรมแบบนั้นก็ได้ เราไม่ได้ดูหรืออ่านคอนเทนต์บนรถไฟฟ้าตอนไปทํางาน เราพยายามทําสิ่งที่เป็นอินไซต์มากกว่าสูตรต่าง ๆ ที่ได้ยินมา แล้วหาแง่มุมมาเล่า จนเป็นสูตรที่ถอดออกมาจากประสบการณ์การทํางานของเราเอง”

ปลาใหญ่ ช่วยปลาเล็ก
นอกจากเนื้อหาสนุก ๆ ในเพจแล้ว เพจนี้ยังมีโมเดลรายได้ที่เกื้อกูลคนตัวเล็กในจังหวัดอีกด้วย เพราะนโยบายของประเทดอุบล คือการรับสปอนเซอร์เฉพาะองค์กรใหญ่ ๆ นอกจังหวัด
“เราตั้งใจว่าจะไม่คิดเงินคนอุบลฯ ยกเว้นบางกรณี เช่น เป็นองค์กรใหญ่มากหรือเป็นบริษัทใหญ่ที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการทั่วไป แต่การทำงานเราจะตรงไปตรงมา เราจะบอกไปเลยว่า นี่คือโฆษณา ฉันรับเงินมา หรือเราร่วมแคมเปญนี้กับแบรนด์นี้นะ ซึ่งผมมองว่าคนดูเข้าใจอยู่แล้วว่าเพจต้องมีรายได้
“แต่จะมีบางกรณีที่ร้านเล็ก ๆ เขาเกรงใจ เราก็จะให้เลขบัญชีไปเลย แล้วให้เขาบริจาคเพื่อเอาเงินส่วนนี้ไว้ไปช่วยร้านอื่นต่อ ทบ ๆ กันไป ซึ่งแนวคิดนี้มาจากข่าวที่มีคนจ่ายค่าทางด่วนให้คนข้างหลังไปเรื่อย ๆ โมเดลนี้ หนึ่ง คือเราไม่เจ็บตัว แล้วก็เรายังได้เป็นตัวเองเหมือนเดิม คือเป็นอิสระและทํางานแบบที่ร้านไม่ต้องมีอิทธิพลต่อเรา ไม่ต้องตรวจงานเรา ถ้าเขาชอบก็บริจาคเข้ามาให้ร้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราไปช่วยเขา เพราะเราจะไม่ได้เก็บเงิน”

ร้านขายของฝากที่ ‘โคตรอุบล’
อ๊อดเล่าว่าเป้าหมายในอนาคตของเขาคือการทำเพจนี้โดยไม่ต้องมีสปอนเซอร์ เพื่อให้นำเสนอเรื่องราวได้อย่างอิสระมากขึ้น เขาจึงเริ่มมองหาการทำสิ่งอื่นนอกเหนือไปจากเพจบนโลกออนไลน์ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของร้านที่ชื่อว่า ‘โคตรอุบล’
“มีร้าน loll.a เขาจะไปเช่าที่อยู่ในโรงแรมเก่า 9 ชั้น ทําเลดีมากเลย เพราะอยู่ใกล้สวนสาธารณะทุ่งศรีเมือง อยู่ใจกลางเมืองมาก มีที่จอดรถ จริง ๆ แล้วเป็นโปรเจกต์พัฒนาพื้นที่ด้วย ซึ่งร้านที่เขาจะเข้าไปทำมีกาแฟ มีดนตรี มีจัดดอกไม้ พอเขาเล่าให้ฟังแล้วเรารู้สึกว่า เฮ้ย เอาด้วย ยังมีที่ว่างไหม หลังจากที่ตกลงกันแล้วว่าจะเช่านะ เราค่อยมานั่งนึกทีหลังว่าจะทําร้านอะไรดี”
“เราเอาพื้นที่มาก่อน เปลี่ยนไปมาหลายอย่าง สุดท้ายเพิ่งมาจบที่ว่า เราอยากทําร้านของฝาก เพราะเราไปถ่ายงานมาหลายที่ ก็อยากเอาของที่เราไปทําคอนเทนต์มารวมไว้ที่นี่ อยากให้คนเห็นว่าอุบลฯ มีของดี ๆ หลายอย่าง เช่น ช็อกโกแลตอุบลฯ ปลูกที่อุบลฯ ทําที่อุบลฯ แล้วก็ได้รางวัลระดับโลกด้วย แต่คนไม่ค่อยรู้จัก กาแฟอุบลฯ ก็มี หลายอย่างเป็นผลิตภัณฑ์ของคนอุบลฯ แต่ไม่ได้ถูกเล่าว่าเป็นของฝาก

“หรืออันที่เป็นกระบก เขาเอามากะเทาะเปลือกแล้วใส่กระป๋อง มันเป็นพืชเหมือนอัลมอนด์ แต่เนื้อข้างในสีขาว เขาขายกัน 10 – 20 บาทเอง แต่พอมีคนเอามาใส่กระป๋องใส่ฉลาก กลายเป็นกระป๋องละ 65 บาทและขายดีด้วย

“ข้อดีก็คือพอทําเพจประเทดอุบล เราใช้คอนเนกชันเดิมทําสิ่งเหล่านี้ได้ง่ายมาก ของในร้านเกือบทั้งหมดเป็นของที่เขาเอามาฝากไว้ แล้วเราก็หักเปอร์เซ็นต์ โดยให้ทุกคนกําหนดราคาเองได้หมด ไม่มีค่าแรกเข้า มีกฎแค่อย่างเดียว คือของร้านเรากับเขาต้องขายราคาเท่ากัน”
นอกจากนี้ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ยังมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น เวิร์กช็อป จัดดอกไม้ สอนวาดภาพ รวมทั้งมีร้านรวงต่าง ๆ ของชาวอุบลฯ มารวมตัวกันในพื้นที่แห่งนี้ จนกลายเป็นคอมมูนิตี้สร้างสรรค์ ให้คนอุบลฯ ได้มาพบปะ พูดคุย และสนับสนุนสินค้าจากคนบ้านเดียวกัน

โมเดลที่อยู่ได้อย่างยั่งยืน
“มันเป็นสิ่งที่เราอยากทําอยู่แล้ว แต่ไม่เคยนึกเลยว่าจะต้องเป็นร้านแบบนี้ เราแค่อยากมีพื้นที่จริง ๆ นอกจากพื้นที่ออนไลน์ แล้วก็มันยั่งยืนกว่า เพราะต่อไปถ้าน้ำท่วม ตรงนี้จะกลายเป็นศูนย์บริจาคได้ ส่วนนักท่องเที่ยวก็ได้อะไรใหม่ ๆ ตอนนี้เริ่มมีงานจัดของที่ระลึก ของชำร่วยให้องค์กรต่าง ๆ รายได้ของเราน่าจะมาจากพวกนี้มากกว่า หรือเราถ่ายภาพงานแต่งงานมาก่อน เรารู้ว่าสิ่งที่เขาตามหากันมากที่สุดคือของไหว้ผู้ใหญ่ เรามีอินไซต์พวกนี้อยู่แล้ว หน้าร้านจึงเหมือนเป็นป๊อปอัปสโตร์ให้คนเห็นเฉย ๆ ว่าเรามีตัวตนจริง ๆ และช่วงหลังเราเริ่มมีลูกค้าสั่งออนไลน์เข้ามาจากจังหวัดอื่น ๆ ด้วย”

เมื่อถามถึงภาพในอนาคต นอกจากการทำเพจให้อยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีสปอนเซอร์แล้ว อ๊อดบอกกับเราว่า ท้ายที่สุดเพจหรือร้านอาจแปรเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นตามกาลเวลา แต่ ณ ปัจจุบัน เขายังคงมุ่งมั่นอยากจะทำสิ่งนี้ต่อไป ตราบใดที่งานของเขายังเป็นประโยชน์กับคนอื่น ๆ
“ในเมื่อเรายังมีความสามารถตรงนี้อยู่ เราก็ไม่รู้จะทิ้งสิ่งนี้ไปทําไม แต่ผมมองว่าสักกวันหนึ่งมันจะก็จะค่อย ๆ เสื่อมหายไปตามกาลเวลา เพราะคนเริ่มเล่นเฟซบุ๊กน้อยลง เราก็ต้องไปอยู่ในแพลตฟอร์มอื่นบ้างแม้ว่าจะไม่ถนัด แต่เรามองว่าต่อให้รูปแบบเปลี่ยนไป แต่เราก็จะกลายไปเป็นอะไรสักอย่างที่ยังมีความเป็น ‘ประเทดอุบล’ เหมือนเดิม”

Facebook : ประเทดอุบล
