26 ตุลาคม 2024
2 K

เมื่อใจเราอ่อนแอจากหลายเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิต การหนีไปพักเพื่อจะกลับมาสู้ใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไร การไปประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้ผมตั้งใจตัดขาดจากชีวิตที่คุ้นเคยในกรุงเทพฯ และต้อนรับหลากเรื่องราวที่จะได้พบเจอ เปลี่ยนจังหวะชีวิตให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ผมคิดว่าองค์ประกอบของการพักใจมีอยู่ 2 อย่างหลัก ๆ หนึ่ง คือสภาพแวดล้อม การเอาตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมที่ทำร้ายจิตใจเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรก สอง คือความสมดุลของความท้าทายและความมั่นใจว่าเราจะผ่านความท้าทายนั้นได้ 

การไปประเทศญี่ปุ่นมีความท้าทายหลายอย่าง เช่น ความไม่คุ้นชินของสถานที่ การเดินทาง ภาษา และวัฒนธรรม การมีเพื่อนสักคนที่เป็นพลังบวกผู้พร้อมไปเผชิญความท้าทายด้วยกับเรา ก็ช่วยให้เกิดความสมดุลที่ดีขึ้นได้

คามิโคจิ

ผู้อ่านคงได้เห็น คามิโคจิ (Kamikochi) ผ่านตามาบ้างจากสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ภาพที่เผยแพร่ออกมามักจะเต็มไปด้วยผู้คนหนาแน่นที่สะพาน Kappabashi อันเลื่องชื่อ ความหนาแน่นนี้จะหายไปเมื่อถึงตอนเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่ผู้คนที่มาท่องเที่ยวแบบวันเดย์ทริปเดินทางกลับออกไป 

คามิโคจิจะถูกแทนที่ด้วยความสงบ เสียงนกที่ขับขานชัดเจน เสียงน้ำกระทบหินจากแม่น้ำ Azusa ที่ไหลผ่าน สำหรับคนกรุงเทพฯ อย่างผมที่ทุกวันเต็มไปด้วยเสียงมากมายทับซ้อนกัน เสียงที่คามิโคจิมอบให้เป็นเสียงที่เรียบง่าย ผ่อนคลาย ซึ่งหายากเหลือเกินในชีวิตปกติของผม

พักแรมที่คามิโคจิ

ผมพักที่ Kamikochi Hotel Shirakabaso ซึ่งอยู่ติดกับสะพาน Kappabashi ผมเลือกห้องสไตล์ญี่ปุ่นที่มองเห็นวิวภูเขาและแม่น้ำ ราคาห้องอยู่ที่ประมาณ 8,000 บาทต่อคน ราคานี้รวมอาหารมื้อเย็นแบบฟูลคอร์ส อาหารมื้อเช้าแบบบุฟเฟต์ ออนเซ็นแยกชายหญิง และโรงแรมที่อยู่ในตำแหน่งเหมาะเจาะสำหรับการเดินขึ้นเขาในวันถัดไป

เดินเล่นในคามิโคจิ

ช่วงเย็นผมชวนเพื่อนเดินไป Dakesawa Marsh (岳沢湿原) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม ตอนเย็นอุณหภูมิกำลังดี ประมาณ 20 องศาเซลเซียส ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีเมื่อดวงอาทิตย์ค่อย ๆ ลดระดับลง เมื่อเดินไปถึง ผมและเพื่อนนั่งลงตรงลานไม้ที่ยื่นออกไป นั่งอยู่นิ่ง ๆ โดยไม่ได้นัดหมาย มันเป็นความสงบที่ผมและเพื่อนไม่ได้รู้สึกมานาน

ใกล้กับโรงแรมมีแคมป์ไซต์ตั้งอยู่ เป็นแคมป์ไซต์ที่ไม่แออัด เงียบ และได้วิวที่ดีไม่แพ้โรงแรมที่ผมเลือกพักเลย

ออกเดินขึ้นยอดเขา

เริ่มเช้าวันใหม่ กิจกรรมโปรดของผมคือการเดินขึ้นเขา นอกจากจะได้อยู่กับตัวเอง สนุกสนานกับพืชพรรณรอบตัว ยังได้ออกกำลังกายไปในตัวด้วย ถือเป็นการฟื้นฟูร่างกายที่วัน ๆ นั่งอยู่หน้าคอมไปเสียเลย 

ครั้งนี้ผมเลือกที่จะขึ้นไปที่ยอดเขา Chogatake ซึ่งใช้เวลาเดินประมาณ 7 ชั่วโมงครึ่งจากโรงแรม เราจะเดินจากโรงแรม ไปจุดเริ่มต้นเดินที่ Tokusawa และไปสิ้นสุดที่ยอดเขา Chogatake ผมพักบนยอดเขา 1 คืนที่ Chogatake Hutte และเดินลงกลับมาที่คามิโคจิในวันถัดไป

ระยะทาง 2 กิโลเมตรแรก ป้ายที่เราเฝ้ามองจะเขียนว่า Myojin Bridge ซึ่งเป็นสะพานที่ใช้ข้ามแม่น้ำ Azusa และมีบริการจุดพักที่มีห้องน้ำ ตู้กดน้ำ และร้านอาหารเล็ก ๆ ถ้าไม่มั่นใจในแผนการเดิน เราเช็กกับเจ้าหน้าที่โรงแรมก่อนได้นะ

เดินต่อไปยัง Tokusawa

จาก Myojin Bridge ไปอีก 3 กิโลเมตรก็จะถึง Tokusawa ซึ่งเป็นจุดเริ่มเดิน (Trailhead) ของเราในวันนี้ ในการเดิน เราควรกรอกแผนการเดิน (Trekking Itinerary) และหย่อนไว้ในตู้รับที่จุดเริ่มเดิน ในแผนการเดินจะให้กรอกว่าเราจะเดินไปทางไหนโดยละเอียด และแผนสำรองคืออะไร ในกรณีที่เราเดินตามแผนหลักไม่ได้ 

ณ จุดพัก Tokusawa จะเป็นจุดสุดท้ายที่เติมน้ำและอาหารได้ หลังจากนี้จะไม่มีร้านค้าหรือจุดเติมน้ำอีกเลยจนกว่าจะถึงที่พักบนยอดเขา Chogatake

ณ Tokusawa มีของขึ้นชื่อคือไอศกรีมที่ช่วยเติมพลังได้เป็นอย่างดี

มุ่งสู่ยอดเขา Chogatake

จาก Tokusawa ขึ้นไปจะเป็นทางชันทั้งหมด เราเริ่มต้นที่ความสูง 1,600 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มุ่งขึ้นไปสู่ความสูง 2,664.3 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล อากาศกำลังเย็นสบาย ไม่ชื้นจนเหนียวตัว เราเดินไปเรื่อย ๆ ส่องมองพืชพรรณที่เปลี่ยนไปตามทางพร้อมกับระดับความสูงที่เปลี่ยนไป

ระหว่างเดิน เราเช็กแผนที่ผ่านแอปฯ AllTrails และความสูงปัจจุบันจากแอปฯ Compass บน iOS เป็นช่วง ๆ เพื่อปรับความเร็วในการเดินให้ทันถึงที่พักก่อน 4 โมงเย็น และให้มั่นใจว่าไม่ได้กำลังเดินออกนอกเส้นทาง

ใกล้แล้ว ยอดเขา

ส่วนท้ายสุดของเส้นทางเป็นทางเดินเลาะรอบภูเขาที่เห็นวิวภูเขามากมายหลายลูก ก่อนถึงจุดนี้ผมปล่อยพลังเฮือกสุดท้ายไปแล้ว เป็นการขึ้นเขาที่ขึ้นไม่หยุดและชันสุดใจ จังหวะที่ได้เห็นวิวนี้เหมือนได้กำลังใจและของขวัญชิ้นโปรด ลมที่ปะทะหน้าเบา ๆ วิวภูเขาที่ทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตา เพื่อนที่ยิ้มหน้าบานไม่หุบ เยี่ยมจริง ๆ

เช็กอินที่ Chogatake Hutte

ผมจองที่พักผ่านเว็บไซต์ Yamatan ขั้นตอนเช็กอินสะดวกดี เพียงแสดงอีเมลยืนยันการจองให้กับพนักงานก็เป็นที่เรียบร้อย ผมจองไปพร้อมกับอาหาร 2 มื้อ คือมื้อเย็นและมื้อเช้า ผมยินดีที่จะบอกว่า อาหารอร่อยมาก คุ้มค่าทุกเยนที่จ่ายไป

ตอนเช็กอิน ที่พักจะให้เลือกเวลาอาหาร และเราก็จะได้เหรียญสำหรับใช้เข้าไปทานอาหารมา เราจองไป 2 มื้อสำหรับ 2 คน ก็จะได้ทั้งหมด 4 เหรียญ สาเหตุที่มีการเลือกรอบเวลาสำหรับมื้ออาหารเกิดจากจำนวนคนที่เยอะกว่าขนาดของห้องทานอาหารนั่นเอง

ที่พักเป็นห้องพักรวม ผมและเพื่อนได้ที่พักชั้น 2 ที่ค่อนข้างส่วนตัว มีม่านกั้นเหมือนโฮสเต็ล สำหรับคนที่พักชั้น 2 จะต้องนำกระเป๋ามาไว้ที่ชั้นวางสัมภาระตรงนี้ ห้องน้ำจะเป็นห้องน้ำรวมที่กลิ่นค่อนข้างรุนแรง

ถึงแล้ว ยอดเขา

ยอดเขาประกอบด้วยพื้นที่ราบค่อนข้างมาก เราเดินเล่นสำรวจได้อีก ลมแรงมาก โชคดีที่พวกเราเตรียมเสื้อกันลมมาเลยพออยู่ไหว ด้านบนมีแผ่นจารึกยอดเขาและความสูงที่ดูขลังใช่ย่อย พวกเราก็เก็บภาพมาเป็นที่ระลึก 

หลังจากนั้นเราก็อยู่กับสิ่งรอบตัว ปล่อยวางจากมือถือ เก็บพลังให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เป็นความรู้สึกที่อิ่มเอมครับ

ช่วงเวลาที่คามิโคจิเติมพลังให้ผมได้อย่างดี ถ้าคุณกำลังมองหาสถานที่สักแห่งเพื่อออกมาพักใจให้ห่างไกลจากชีวิตเดิม ผมอยากฝากคามิโคจิไว้เป็นตัวเลือกหนึ่ง อยากให้ลองค้างคืนที่นี่ดู ครั้งนี้ผมได้ออกมามองสิ่งต่าง ๆ จากระยะไกล และได้รับการเตือนในอะไรหลาย ๆ อย่าง 

สุดท้ายนี้ผมขอลาด้วยภาพจากยอดเขา Chogatake ในวันที่ผมและเพื่อนเดินกลับสู่คามิโคจิ และหวังว่าคุณจะได้รับพลังที่ดีจากการเดินทางครั้งนี้ของผม 

ขอให้คุณโชคดี สวัสดีครับ

Write on The Cloud

Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

รัฐนันท์ นลินทัศไนย

ปัจจุบันเป็น Software Engineer ชื่นชอบการเดินเขา เที่ยวกับเพื่อนกลุ่มเล็ก ๆ สองสามคน ฝันอยากมีบ้านอยู่กลางหุบเขาที่มีแม่น้ำไหลผ่าน และเงียบสงบ