ทุกวันนี้เวลาจะไปไหน ‘อีเวนต์’ เป็นหนึ่งในแรงจูงใจที่ทำให้เราอยากก้าวขาออกจากบ้านเป็นอันดับต้น ๆ
ศูนย์การค้าหลายแห่งจึงขยันทำอีเวนต์มาแข่งกัน บางห้างดึงดูดด้วยเอ็กซ์โปโชว์เคสสินค้า บางที่จัดโปรโมชันลดแลกแจกแถมแบบจำกัดเวลา บางแห่งทำแฟนมีตดาราที่กำลังอยู่ในกระแส
แต่มีศูนย์การค้าหนึ่งที่จัดอีเวนต์ไม่เหมือนใคร เป็นอีเวนต์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความ ‘แปลก ใหม่ ใหญ่ ดัง’ ที่คอนเซปต์ชัด ถ่ายรูปสวย แถมได้ความรู้และประสบการณ์แสนสนุก บางอีเวนต์เล่นใหญ่ขนาดที่ว่าขายบัตรเข้างาน แต่ก็มีลูกค้ายอมจ่ายเข้าไปเล่น
เที่ยวเมือง ‘เกียวโต’ ประเทศญี่ปุ่น เยือนวัดโทจิที่จำลองมาไว้ในห้าง
สำรวจเส้นทางสู่โลกใต้พิภพ ปฏิบัติภารกิจสุดระทึกใน ‘นรก’ ท่ามกลางลาวา
สวมจริตออเจ้าแบบเต็มขั้น นุ่งโจง ห่มสไบ และเดินเที่ยวอยุธยาในตลาด ‘พรหมลิขิต’
สัมผัสประสบการณ์การดำนาปลูกข้าวแบบชาวนาแท้ ๆ แต่ไม่ต้องไปไกลถึงต่างจังหวัด ในงาน ‘นา’

ถ้าคุณเคยเข้าร่วมหรือเห็นอีเวนต์เหล่านี้ผ่านหน้าฟีด คุณจะรู้ได้ทันทีว่าเรากำลังพูดถึง ‘Seacon Square’
ภายใต้การบริหารงานของ บริษัท ซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ศูนย์สรรพสินค้าซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์และซีคอน บางแค เป็นที่รู้จักในฐานะศูนย์สรรพสินค้าแห่งอีเวนต์ที่จัดเมื่อไหร่ก็เป็นไวรัลในโซเชียลได้ทุกที แต่น้อยคนจะรู้ว่าซีคอนจริงจังกับการทำอีเวนต์มาตลอด ถึงขนาดมีทีมทำอีเวนต์เฉพาะกิจของตัวเอง
อีเวนต์ของซีคอนนั้นก็หลากหลายและไม่เคยธรรมดา มีตั้งแต่เอ็กซ์โปกระหน่ำขายสินค้า อีเวนต์จำลองสถานที่ท่องเที่ยวรอบโลก ไปจนถึงงานละคร On Ground ที่ยกฉาก ดารา และสินค้าในละครมาเสิร์ฟผู้ชม
คำถามที่หลายคนสงสัย ทำไมซีคอนต้องจริงจังกับการทำอีเวนต์ขนาดนี้ พวกเขาทำยังไงให้ลูกค้ายอมจ่ายเงินเข้าไป และวัดผลจากความอลังการงานสร้างที่ลงทุนไป ทั้งหมดที่ซีคอนทำนั้นคุ้มค่าหรือเปล่า
วันนี้เรานำความสงสัยทั้งหมดมาถาม ดร.จักรพล จันทวิมล ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารการตลาด บริษัท ซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ทรงสิริวรรณ เลิศณรงค์ และ รัชนี ปรีดากมลรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมการตลาดที่อยู่เบื้องหลังอีเวนต์ของซีคอนตั้งแต่วันแรก ๆ รวมทั้ง เมธี อิฐวัฒนถาวรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายโปรดักชัน ให้ช่วยเล่าไปพร้อมกัน

มีอีเวนต์เป็นท่าไม้ตาย
ก่อนที่เราจะเห็นอีเวนต์ของซีคอนสแควร์กลายเป็นไวรัลไปทั่วโซเชียล หลายคนอาจไม่รู้ว่า ‘อีเวนต์’ นี่แหละเป็นหนึ่งในจุดแข็งและท่าไม้ตายของซีคอนมาเนิ่นนาน
ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2537 ตอนที่ซีคอนสแควร์เปิดทำการ ที่นี่ถือเป็นศูนย์การค้าใหญ่ที่สุดติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก แถมยังเป็นศูนย์การค้าแห่งแรก ๆ ที่สร้างหมุดหมายหลายอย่างในแวดวง ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้าที่มีโรงหนังมัลติเพลกซ์ โลตัส และสวนสนุกในร่ม
ใครเคยมาซีคอนสแควร์คงคุ้นเคยดีกับลานกว้างตรงกลางห้างที่เรียกว่า ‘ลานน้ำพุ’ หรือ Main Atruim (ปัจจุบันใช้ชื่อว่า Seacon Sqaure Hall) ซึ่งสำหรับห้างที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง พื้นที่โถงกลางของห้างอาจใช้เป็นพื้นที่ปล่อยเช่าชั่วคราวสำหรับงานเปิดตัวสินค้าและอีเวนต์ที่สลับสับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แต่ซีคอนไม่คิดแบบนั้น พวกเขาไม่ปล่อยพื้นที่ให้คนอื่นเช่า เพราะอยากใช้พื้นที่โถงกลางนี้จัดอีเวนต์เอง เพื่อดึงดูดลูกค้าให้มาเที่ยว
“เราอยู่ในพื้นที่ชานเมือง กลยุทธ์การตลาดสำคัญของเราคือเราอยากทำ Seacon Sqaure Hall ให้เป็นจุดเรียกลูกค้า นั่นทำให้ทรัพยากรทั้งด้านงบประมาณและบุคลากรส่วนใหญ่ทุ่มไปที่การพัฒนาพื้นที่ตรงนี้” ดร.จักรพล อธิบาย


เธอจะต้องชนะ
นึกถึงซีคอน คุณนึกถึงอะไร
คำตอบอาจเป็นไปได้มากมาย แต่เราเชื่อว่า ถ้าถามเด็กและวัยรุ่นยุค 90 จำนวนไม่น้อยจะตอบว่า ‘การแข่งขันเชียร์ลีดเดอร์ระดับประเทศ’
เพราะนั่นคืออีเวนต์ใหญ่ที่ซีคอนสแควร์จัดในปีแรก
“เราจัดเชียร์ลีดดิ้งตั้งแต่เปิดศูนย์การค้าปีแรก วัตถุประสงค์คืออยากสร้างภาพลักษณ์การเป็นห้างที่สร้างอีเวนต์แปลกใหม่” รัชนีเล่า
“สมัยก่อนเมืองไทยยังไม่มีการแข่งขันเชียร์ลีดเดอร์แบบปอมปอมเชียร์ที่เราเห็นในรายการอเมริกันฟุตบอล มีการต่อตัว กระโดด ตีลังกา ดังนั้น เมื่อซีคอนเปิดการแข่งขันมา เราอยากทำให้ดูอินเตอร์และแปลกใหม่”
พวกเขาจัดงานประกวดเชียร์ลีดเดอร์กว่า 10 ปีติดต่อกัน มีการถ่ายทอดสดการแข่งขันทางโทรทัศน์จนคนดูทั้งประเทศ มากกว่านั้นคือทีมซีคอนลงทุนไปสอนเด็กตามโรงเรียนต่าง ๆ ให้เต้นปอมปอมเชียร์เป็น สร้างเด็กรุ่นใหม่ที่ไปแข่งเชียร์ลีดเดอร์ระดับโลกได้หลายสิบคน เท่านี้ก็คงยืนยันความสำเร็จในการสร้างภาพลักษณ์ของพวกเขาได้ดี

อีเวนต์ที่เป็นส่วนผสมของ 4 E
‘แปลก ใหม่ ใหญ่ ดัง’ คือมอตโต้ที่ซีคอนใช้ในการทำงานอีเวนต์ตลอดมา
“เราต้องทำงานให้กลมกล่อมและตอบมอตโต้ 4 อันนี้ให้ได้ เพราะฉะนั้น มันจะมีงานที่เราหยิบจับสิ่งที่คนไม่เคยหยิบมาทำ คล้ายการทำหนังเรื่องหนึ่ง แต่เป็นภาพยนตร์ On Ground” ทรงสิริวรรณเล่าให้เห็นภาพ “ลูกค้าเดินอีเวนต์นี้แล้วเขาต้องเข้าใจ และถ้าเขาชอบเขาจะกลับมาอีก”
ดร.จักรพล เล่าเสริมว่า หลักในการทำอีเวนต์ของซีคอนคือ 4 E ได้แก่ Entertainment มาแล้วได้รับความบันเทิง Excitement มาแล้วต้องตื่นเต้น Educate มาแล้วได้ความรู้ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ สุดท้าย คือ Enjoy ความกลมกล่อม
E ทั้ง 4 ตัวนี้รวมกันเพื่อสร้าง E (vent) ที่พวกเขานิยามว่า Endless Experience หรือประสบการณ์ที่ไม่รู้จบ
“เพราะถ้ามาซีคอน คุณจะเห็นอีเวนต์เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ อีเวนต์ของเราเหมือนอัลกอริทึมในโซเชียลมีเดียที่ทำให้ลูกค้าเสพติด เหมือนทุกวันนี้ที่เราติดเฟซบุ๊กกัน เพราะหน้าฟีดของเราเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ไม่ซ้ำ เราก็ใช้แนวคิดเหมือนกัน ร้านค้าในศูนย์การค้าไม่ได้เปลี่ยน แต่พื้นที่โถงกลางเปลี่ยน” ผู้เป็นหัวเรือใหญ่เล่า

ยิ่งหลากหลาย ยิ่งตอบโจทย์
นอกจากการแข่งขันเชียร์ลีดเดอร์ระดับประเทศ งานอีเวนต์ในยุคแรกของซีคอนเป็นงานแนวสถานที่ท่องเที่ยว Unseen ที่ฮือฮามากก็คือตลาดน้ำดำเนินสะดวก เพราะซีคอนยกทุกอย่างมากลางห้าง ไม่ว่าจะเป็นเป็นสินค้า พ่อค้าแม่ขาย ไปจนถึงเรือที่ล่องในตลาดน้ำจริง ๆ
มากกว่านั้น ซีคอนยังขยายฐาน นอกจากโฟกัสกับกลุ่มวัยรุ่นที่รักการเชียร์ พวกเขาจัดงานแข่งขันสตรีตแดนซ์เพื่อเอาใจสายฮิปฮอป ซึ่งนอกจากประกวดแล้ว พื้นที่ของซีคอนยังเปิดกว้างให้เด็ก ๆ เข้ามาซ้อมร้องซ้อมเต้นกันได้แบบ รปภ. ไม่ไล่ จนกลายเป็นขวัญใจของวัยรุ่นยุคนั้นเลยก็ว่าได้
“จนถึงทุกวันนี้น้อง ๆ ที่เติบโตมาด้วยกันในยุคนั้นก็กลับมาหาเรา บางคนเป็นพนักงาน บางคนมาในฐานะผู้บริหาร บางคนเป็นพาร์ตเนอร์ อยู่ในบริบทต่างกัน หลายคนบอกเราว่าเคยมาเต้น เคยมาประกวดตั้งแต่ตอนนั้น เราได้ยินอะไรแบบนี้ตลอดเวลา” ดร.จักรพล ยิ้มกว้างขณะรำลึกความหลัง
ข้ามเวลามายังปัจจุบัน อีเวนต์ที่ซีคอนจัดนั้นแบ่งได้หลายหมวดหมู่ แต่งานที่ใหญ่ที่สุดคือ Season Sensation อีเวนต์สุดอลังการที่พวกเขาหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องเป็นงานโด่งดัง ยกตัวอย่างงานกาดหมั้ว ตลาดขายของกินของใช้ที่พวกเขาชวนพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยจากภาคเหนือกว่า 200 ชีวิตมาตั้งแผงขายกลางห้าง หรืออีกงานซึ่งถือว่าเป็นโมเดลในการจัดอีเวนต์ที่น่าสนใจคือ ‘ละคร On Ground’ ที่จับมือกับผู้จัดละครและสถานีโทรทัศน์ จัดอีเวนต์โดยอ้างอิงสถานที่และสินค้าจากละครดัง อย่างงานที่เป็นเป็นไวรัลไม่เบาคือ ‘พรหมลิขิต’ ที่พวกเขายกฉาก นักแสดง และสินค้าสมัยอยุธยามาไว้ที่นี่ ให้แฟนคลับออเจ้าได้มาสัมผัสประสบการณ์นอกจอ


นอกจากนี้ ซีคอนยังมี Seacon On Tour อีเวนต์จำลองสถานที่ท่องเที่ยวที่จะพาลูกค้าไปเที่ยวในที่ต่าง ๆ Season Style อีเวนต์ที่ Niche เพื่อลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น งานกาแฟ งานแคมปิ้ง แฟชั่นโชว์ ในเทศกาลต่าง ๆ ของปี พวกเขาก็มีอีเวนต์ Season Fest เพื่อเฉลิมฉลองวันสำคัญ มี Seacon Expo อีเวนต์ขายของที่มีธีมแตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง สุดท้ายคือ Seacon Elements อีเวนต์เกี่ยวกับพืช สัตว์ และธรรมชาติ
“เนื่องจากซีคอนเป็นศูนย์การค้าที่ตอบโจทย์แมส มีคนเข้ามาทุกเพศทุกวัย ดังนั้น อีเวนต์ก็ต้องตอบโจทย์ทุกกลุ่ม ยิ่งในปัจจุบันก็ยิ่งเฉพาะกลุ่ม แต่ในกลุ่มที่ Niche เขาก็ขยายใหญ่ขึ้น ทำให้เรายิ่งต้องศึกษาเพิ่มเติมลงลึกไปอีก” ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารการตลาดบอกกับเรา

ผู้เชี่ยวชาญการทำอีเวนต์
นับรวมกันแล้ว ซีคอนทั้ง 2 สาขาจัดอีเวนต์มากกว่า 60 งานต่อปี ว่ากันง่าย ๆ คือเปลี่ยนทุก ๆ 2 สัปดาห์
ทุกอีเวนต์ยังรองรับลูกค้าที่มาได้ราวครั้งละ 300,000 – 500,000 คน นับเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของจำนวนคนที่มาเที่ยวห้าง
แต่ไม่ว่าจะต้องจัดเยอะจัดใหญ่เท่าไหร่ จุดยืนหนึ่งที่ซีคอนยึดถือมาตลอดคือ ‘จะทำอีเวนต์เอง’ และไม่จ้างอีเวนต์ออร์แกไนเซอร์มารันงานให้
พวกเขาจริงจังกับการทำอีเวนต์ถึงขนาดที่มีทีมชื่อ Smood Event Creation สำหรับจัดอีเวนต์โดยเฉพาะ ซึ่งมีพนักงานมากกว่า 100 คน ประกอบไปด้วยทีมครีเอทีฟที่วางโปรแกรมอีเวนต์ตลอดทั้งปี คอยพิจารณาว่าช่วงเวลาไหนเหมาะจัดอีเวนต์อะไร นอกจากคิดแล้วยังต้องบริหารอีเวนต์โดยรวม คิดเจาะลึกถึงกิจกรรมไปจนถึงติดต่อร้านค้าที่จะชวนเข้าร่วม
หลังจากนั้น งานจะส่งเข้าสู่ทีมโปรดักชันผู้เสกสิ่งที่ทีมครีเอทีฟคิดให้กลายเป็นจริง
“อย่างเช่นงานนรก จะทำยังไงให้มีลาวา หรืองานปารีส จะทำยังไงให้มีหอไอเฟล หรืองานที่จัดจากละครเรื่อง คู่กรรม เราจะทำยังไงให้มีเครื่องบินญี่ปุ่นทิ้งระเบิด” ดร.จักรพล ยกตัวอย่าง

ถึงตรงนี้ไม่ได้เล่าเฉย ๆ แต่ทีมซีคอนพาเราลงไปเยี่ยมห้องทำงานของทีมช่างผู้อยู่เบื้องหลังทุกอีเวนต์ถึงถิ่น ที่นี่เองที่พวกเขาใช้ตัดไม้ ลงสี และเนรมิตฉากต่าง ๆ ที่เราเห็น ภายใต้ข้อจำกัด พื้นที่ และงบประมาณที่ให้
เมื่อฝ่ายโปรดักชันเสกได้ดั่งใจ ขั้นตอนถัดไปคือหน้าที่ของทีมสื่อสารหรือ Communications ที่จะออกแบบคีย์วิชวลอีเวนต์เสมือนออกแบบคีย์วิชวลของหนังเรื่องหนึ่ง เพื่อสื่อสารไปถึงลูกค้าให้ได้มากที่สุด กระบวนการทั้งหมดนี้ใช้เวลาเตรียมงานประมาณ 6 เดือนต่องาน แต่จะเดินเครื่องทำงานแบบเข้มข้นคือ 100 วันก่อนจัดอีเวนต์
“ห้างอื่นเขาอาจจะไม่ทุ่มทรัพยากรแบบเรา เพราะเขาต้องบริหารหลายสาขา แต่เรามีแค่ 2 สาขา ทำให้เราโฟกัสกับการทำอีเวนต์ได้เต็มที่”

สนุกและได้ความรู้
วันที่เราพบกัน ซีคอนสแควร์กำลังจัดงาน ‘นาNa’ ที่พวกเขาชวนเด็ก ๆ และคนในครอบครัวมาเรียนรู้เรื่องการทำนาปลูกข้าว
“เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอมเล็ก เราเลยอยากจัดอีเวนต์ที่ตอบโจทย์คนทั้งครอบครัว คิดบนพื้นฐานคือ Back to Nature เพราะเด็กในเมืองเขาไม่ค่อยเห็นนาแล้ว เราเลยอยากให้เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับการปลูกข้าว” ดร.จักรพล เล่าแนวคิดของงาน
“แต่จะทำเรื่องข้าวยังไงให้คนรุ่นใหม่สนใจ การออกแบบจึงต้องตอบโจทย์ทั้งเรื่องการให้ความรู้และเป็นประสบการณ์ที่สนุกด้วย”
ถึงตรงนี้ ทรงสิริวรรณเสริมว่า “งานก่อนหน้านี้มีกราฟที่สูงมาก เราบอกทีมว่าอย่าทำให้กราฟตกหลุมอากาศนะ เราต้องทำอะไรที่ว้าวและน่าพูดถึง พอกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็ก เราก็ตีความว่าเด็กชอบเล่น ในขณะเดียวกันก็ต้องได้ความรู้กลับบ้านไม่มากก็น้อย”


ทีมซีคอนเนรมิตลาน Seacon Square Hall ให้เป็นผืนนาชั่วคราว แล้วนำต้นข้าวจริง ๆ จากสุพรรณบุรีมาปลูก รวมถึงพา ‘ครูนา’ ผู้ทำนาในชีวิตประจำวันมาเป็นวิทยากรในงาน
เล่าเฉย ๆ อาจจะไม่เห็นภาพ ทีมงานจึงอาสาพาเราทัวร์ด้วยตัวเอง เราเดินเข้าสู่ห้องชมการ์ตูนสั้น ๆ ที่สอนเรื่องประเภทของการทำนาและเมล็ดข้าว จนมั่นใจว่าได้ความรู้พอสมควร หลังจากนั้นคือโซนเสิร์ฟความรู้สู่โต๊ะอาหาร ซึ่งให้เราได้สนุกสนานกับการแยกเมล็ดข้าว ดมกลิ่น และชิมข้าวตามที่ได้เรียนมา สุดท้ายคือสไลเดอร์ลงทุ่ง และลงมือดำนากับวิทยากรตัวจริง


“แน่นอนว่าเป้าหมายของงานนี้คือเด็ก แต่บางช่วงเด็กอาจจะยังไม่ตื่นหรือผู้ปกครองยังไม่พามา เราจะทำยังไงให้คึกคัก เราจึงยกเปียโนมาไว้กลางทุ่งให้ใครก็ได้เล่น อีกจุดหนึ่งคือเราจัดพื้นที่ให้เดินถ่ายรูป 2 อย่างนี้เราทำเพื่อเสิร์ฟวัยรุ่นและวัยทำงานที่เข้าศูนย์การค้ามาตั้งแต่เช้าหรือมาพักกลางวัน เพราะจะให้เขาไปสไลเดอร์หรือเล่นโคลนเขาก็คงไม่ทำ” ทรงสิริวรรณยิ้ม
“นอกเหนือจากข้อมูลความรู้ อีเวนต์ของเราต้องมีจุดฮุกหรือทีเด็ดที่จะดึงดูดคนที่มาได้ ซึ่งทุก ๆ งานก็จะแบบนี้ อาจจะยากหรือลำบากสำหรับทีมงานหน่อย แต่มันสำคัญเพราะมันจะสร้างความแตกต่างให้กับเรา” ดร.จักรพล เสริม


Freemium Event
สิ่งหนึ่งที่เราสงสัย คือในยุคที่ทุกห้างจัดอีเวนต์เต็มไปหมด ซีคอนไม่เพียงแต่ดึงดูดให้คนมาอีเวนต์ของพวกเขาได้ แต่ยังเรียกลูกค้าให้ยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อตั๋วเข้างานได้ด้วย
พวกเขาทำได้อย่างไร
“จริง ๆ ไม่เชิงว่าเราอยากได้เงินค่าตั๋ว แต่เราอยากให้คนที่มาได้รับสิ่งที่เราอยากถ่ายทอดไปอย่างเต็มที่” ดร.จักรพล ตอบ แล้วขยายความว่า
“เราได้เรียนรู้จากงานในอดีตว่า เมื่อมีคนมาเยอะมาก ๆ รายละเอียดที่เราใส่ในงานจะสื่อสารออกไปไม่ได้ ดังนั้น ในช่วงหลังมานี้จึงทดลองโมเดลที่เรียกว่า Zoning หรือแบ่งโซน มีโซนฟรีที่เรารู้ว่าคนเยอะแน่ เราก็จะจัดร้านค้าให้เขาจับจ่ายใช้สอย มีมุมให้ถ่ายรูป ส่วนสำหรับคนที่อยากรู้จริง ๆ อยากมาใช้เวลากับลูกหลานเป็นชั่วโมงและรื่นรมย์กับประสบการณ์จริง ๆ เราก็มีโซนขายตั๋วสำหรับพวกเขา ซึ่งแต่ละโซนก็สนุกไม่แพ้กัน
“ยกตัวอย่างงานนรก อยู่นอกนรกคุณก็ถ่ายรูปได้ แต่ถ้าคุณอยากเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ในนรกจริง ๆ นรกก็มีค่าใช้จ่าย” เขาหัวเราะ


ฟังดูแล้วบางคนอาจสงสัยว่า แล้วท้ายที่สุดการลงทุนกับอีเวนต์ด้วยเงินและทรัพยากรคนแบบไม่หยุดพักนั้นถือว่าคุ้มค่าไหม
ทีมอีเวนต์ตอบตามตรงว่า อาจลงลึกเรื่องตัวเงินไม่ได้ แต่หากย้อนกลับไปยังเป้าหมายแรก พวกเขาอยากจัดอีเวนต์ที่แปลก ใหม่ ใหญ่ ดัง ทำให้อีเวนต์นั้นปังที่สุด เพื่อที่จะเรียกลูกค้าให้เข้ามาเยี่ยมชมห้าง และเมื่อมีคนมาเยี่ยมชมห้างมากขึ้น อัตราการจับจ่ายใช้สอยกับร้านค้าอื่น ๆ ในห้างก็จะมากขึ้นตาม ซึ่งเท่าที่ผ่านมาก็ดูจะเป็นเช่นนั้น
“อีเวนต์คือการโฆษณาที่ทำให้คนมาศูนย์การค้า เป้าหมายของศูนย์การค้าคือเราเปิดเช่าแก่ร้านค้าทั่วศูนย์การค้า ปัจจุบันมีกว่า 500 ร้านค้าในทั้ง 2 สาขา พอเรารับเงินร้านค้ามา หน้าที่ของศูนย์การค้าคือทำยังไงให้คนมาเยอะที่สุด เมื่อคนมาเยอะ คนก็จะไปจับจ่ายใช้สอยกับร้านค้า ร้านค้าก็จะมีเงินมาจ่ายเรา”

Fail to Succeed
แม้อีเวนต์จะดังและปังอยู่บ่อย ๆ แต่มีงานครั้งไหนที่ไม่สำเร็จบ้างไหม – เราโยนคำถาม
“ต้องบอกว่า Fail ตลอดเวลา” ชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าทีมตอบอีกครั้ง
“จริง ๆ Fail ถือเป็นปรัชญาในการทำงานของเรา และอยากให้ทีมงานรู้สึกแบบนั้นกันเยอะ ๆ เพราะยิ่งเราเฟลเร็วเท่าไหร่ ก็จะเรียนรู้เร็วเท่านั้น เมื่อเรียนรู้แล้ว เราก็จะได้ประสบการณ์ที่นำเราไปสู่ความสำเร็จ
“ทุกวันนี้เวลาประชุมทีมงานประจำเดือน เราไม่ได้ประชุมเรื่องใครทำอะไรสำเร็จ ในที่ประชุมระดับ Supervisor ขึ้นไป เราประชุม Monthly Fail แต่ละคนพูดว่าตัวเองทำอะไรล้มเหลวไปบ้าง เพราะในหลักการของเรา เราต้องการให้ทุกคนเฟล และเมื่อเฟล สิ่งที่เขาได้คือความไม่กลัวการล้มเหลว ยิ่งทุกคนได้มาแชร์ความล้มเหลวกัน เราก็ยิ่งเรียนรู้จากกันและกัน นี่คือสิ่งสำคัญที่ช่วยเราในการทำงาน”
นี่อาจเป็นเคล็ดลับที่ทำให้ลูกค้าอย่างเราว้าวกับอีเวนต์ของซีคอนได้ตลอด
“ทุกวันนี้มีหลายคนลุกขึ้นมาเป็นออร์แกไนเซอร์ ศูนย์การค้าอื่นหรือกระทั่งแบรนด์ต่าง ๆ ก็ลงทุนกับอีเวนต์เยอะมาก ยิ่งมีคนจัดอีเวนต์เยอะ มาตรฐานของการจัดงานก็ยิ่งพัฒนา เราเองก็จำเป็นต้องพัฒนากันไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี” ดร.จักรพล เล่าความท้าทายของการทำอีเวนต์ยุคนี้ให้ฟัง
“ในขณะที่ลูกค้ามีหลายกลุ่มและมีความซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้น เราต้องพัฒนาทีมอยู่ตลอด พยายามหาจุดแข็งที่ทำให้แตกต่างและเป็นที่ต้องการ ซึ่งนโยบายการจัดอีเวนต์แต่ละช่วงก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เมื่อก่อนต้องถ่ายรูปสวย Instagramable แต่ทุกวันนี้ต้องถ่ายภาพเคลื่อนไหว ถ่าย TikTok สวย โจทย์ในการออกแบบก็ต้องรองรับเรื่องเหล่านี้
“เราเรียนรู้กันทุกวัน ไม่รู้หรอกว่าแต่ละงานประสบความสำเร็จไหม แต่เราก็เรียนรู้กันไป”


