เชื่อว่าในตู้เสื้อผ้าของหลายคนน่าจะมีสินค้าจาก UNIQLO อย่างน้อย 1 ชิ้น ด้วยดีไซน์ที่เรียบง่ายและใส่ได้แทบทุกวันตามปรัชญา ‘LifeWear’ ของแบรนด์
แม้มองเผิน ๆ จะดูธรรมดา แต่อะไรทำให้แบรนด์แฟชั่นสัญชาติญี่ปุ่นขยับขยายไปหลายประเทศทั่วโลกและเติบโตมากว่า 40 ปี
เรามีโอกาสได้เดินทางมาหาคำตอบนี้ ในงานสุดพิเศษ ‘The Art and Science of LifeWear: What Makes Life Better?’ หรือ LifeWear Day 2024 ที่จัดขึ้นในเมืองแห่งแฟชั่นอย่างกรุงปารีส เมื่อวันที่ 1 – 5 ตุลาคมที่ผ่านมา
เมื่อแบรนด์ญี่ปุ่นจัดนิทรรศการในยุโรป การเดินทางคราวนี้จึงน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เราจึงอยากหยิบยกเรื่องราวทั้งหมดมาเล่าสู่กันฟังในบทความนี้

LifeWear Day
LifeWear Day คือนิทรรศการของ UNIQLO ที่จัดขึ้นเพื่อสื่อสารเรื่องราวของแบรนด์ โดยมีธีมสนุก ๆ และสถานที่จัดงานหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกปี เพื่อให้เข้าถึงผู้คนได้หลากหลาย ที่สำคัญคือทำให้เราได้รู้จักเสื้อผ้าที่สวมใส่มากขึ้น ตั้งแต่แนวคิดการออกแบบไปจนถึงเทคโนโลยีล้ำ ๆ
หลังจากที่ห่างหายไปอย่างยาวนานในช่วงวิกฤตโควิด-19 ในที่สุดนิทรรศการนี้ก็ได้หวนกลับมาอีกครั้งพร้อมการเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของ UNIQLO โดยจัดขึ้นที่ Pavillation Vendôme กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส กับแคมเปญ What Makes Life Better? ที่ชวนผู้คน (รวมทั้งตัวเราเอง) มาตั้งคำถามถึงสิ่งที่ช่วยยกระดับให้ชีวิตเราดีขึ้นได้
แน่นอนว่าสำหรับแบรนด์คือการผลิตเสื้อผ้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้คน แต่จะทำอย่างไรนั้น UNIQLO ค่อย ๆ เผยคำตอบผ่านนิทรรศการแต่ละจุดที่บอกเล่าเรื่องราวได้อย่างเห็นภาพลงลึกไปจนถึงระดับโมเลกุลเลยทีเดียว
สำรวจโลกของเส้นใย
เราเริ่มเดินชมนิทรรศการจากจุดแรกในชั้นใต้ดิน บันไดทรงโค้งค่อย ๆ พาเราก้าวสู่ความมืดมิดให้รู้สึกลุ้นระทึก ก่อนจะปรากฏภาพ 3 มิติฉายชัดอยู่กลางห้อง ซึ่งเป็นภาพของเส้นใยผ้า UNIQLO ที่ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่อง เช่นเดียวกับงานจัดแสดงชิ้นอื่น ๆ ที่ใช้ภาพจำลองให้เห็นสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในเนื้อผ้า
ถ้ามองเผิน ๆ บรรยากาศโดยรวมคงคล้ายการจัดแสดงงานไฟกลางกรุงในบ้านเรา แต่สิ่งที่ต่างไปคือเรื่องราวที่เล่าถึงเทคโนโลยี นี่จึงกลายเป็นนิทรรศการเนิร์ด ๆ ที่ทำให้เราเปิดใจฟังผ่านแสงสีที่สนุกและเนื้อหาที่เข้าใจง่าย
โดยโซนนี้ตั้งใจจะเล่าถึง NANODESIGN ของ Toray บริษัทอายุเกือบร้อยปีที่บางคนอาจไม่คุ้นหู (สารภาพว่าเราเองก็เพิ่งรู้จักจากงานนี้) แต่ Toray เป็นคู่หูผู้พัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ให้ UNIQLO มาอย่างยาวนานและเป็นหนึ่งในสิ่งที่สร้างความแตกต่างให้เสื้อผ้าแบรนด์นี้


อย่างเทคโนโลยี Heattech เนื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่นซึ่งพัฒนาเรื่อยมาหลายเวอร์ชัน โดยมีเรื่องราวของ Heattech ให้เราได้อ่าน ชม และสัมผัส ไปจนถึงอุโมงค์ 3 มิติ หนึ่งในไฮไลต์ที่ถ่ายรูปสนุกไม่เบา เพราะอุโมงค์ทำมาจากผ้า Heattech และมีแสงไฟค่อย ๆ ไล่สีโทนอุ่นตามการเคลื่อนไหวของเรา เพื่อให้ผู้เข้าชมเห็นภาพมากขึ้นว่า ผ้าชนิดนี้จะคอยดูดซับความร้อนและให้ความอบอุ่นกับร่างกายอย่างไรบ้าง



ส่วนเทคโนโลยีเราชอบเป็นพิเศษคงจะเป็น Pufftech ที่พัฒนาเส้นใยคุณสมบัตินุ่ม อุ่น สบายใกล้เคียงกับขนเป็ด แต่ผ้าชนิดนี้ไม่จับตัวเป็นก้อนเวลาซัก รวมทั้งน้ำหนักเบาสบาย ทำให้ดีไซน์ได้หลากหลายมากขึ้น ที่สำคัญคือมีคุณสมบัติเป็นฉนวน ช่วยลดปัญหาไฟฟ้าสถิตท่ามกลางอากาศแห้งในวันอันหนาวเหน็บ
ทั้งหมดนี้เกิดจากการใช้เทคโนโลยีจัดระเบียบรูปร่างของสสารต่าง ๆ ในระดับนาโน แต่ถ้าพูดเฉย ๆ เราคงไม่เห็นภาพ UNIQLO เลยยกกล้องจุลทรรศน์มาวางคู่กับเส้นด้าย แล้วจำลองให้เห็นภาพโมเลกุลด้านใน พร้อมผู้เชี่ยวชาญจาก Toray คอยให้ข้อมูล ซึ่งให้เห็นว่าภายใต้ดีไซน์ที่ดูธรรมดา ๆ ได้ผ่านกระบวนการแสนซับซ้อนมากมาย จนตอนนี้เราเองก็เริ่มมองเสื้อผ้าแต่ละชิ้นด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป และเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นว่า ในเส้นด้ายชิ้นเล็ก ๆ ที่เราสวมใส่จะมีอะไรซ่อนอยู่บ้าง


ส่วนนิทรรศการในห้องถัดมา บอกเล่าเรื่องราวการเติบโตตลอด 40 ปีของ UNIQLO ตั้งแต่สาขาแรกที่ฮิโรชิมาเมื่อปี 1984 ไปจนถึงการปรับตัวของแบรนด์ให้ยั่งยืนมากขึ้นในหลายมิติ เช่น การเปิดโซนรับซ่อมเครื่องแต่งกาย การผลิตเสื้อผ้าจากเส้นใยรีไซเคิล การบริจาคเสื้อผ้าให้กับพื้นที่ที่ขาดแคลน
นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ทำให้เราได้รู้ว่า UNIQLO ไม่ได้ปังมาตั้งแต่วันก่อตั้ง แต่ยังฝ่าฟันมาหลายวิกฤต ทำเสื้อผ้ามาหลายเวอร์ชัน ก่อนจะออกมาเป็นแบรนด์ติดตู้ของใครหลายคนอย่างในปัจจุบัน

เสื้อผ้าที่ใส่ได้ทุกวัยและทุกวัน
เมื่อชมเบื้องหลังของแบรนด์จบ เราเดินต่อมายังบริเวณชั้น 1 ที่แบ่งเป็นห้องเล็ก ๆ จัดแสดงเครื่องแต่งกายและไอเทมหลากหลายของ UNIQLO ที่แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวัน ให้บรรยากาศเหมือนเดินมาเยี่ยมบ้านเพื่อนสักคนที่มีสมาชิกหลากหลายช่วงวัย

ห้องแรกคือเสื้อผ้าสำหรับเด็กที่มีของเล่น หนังสือเด็ก วางปะปนอยู่กับเสื้อผ้าตัวจิ๋วสีสันน่ารัก ตรงกันข้ามคือห้องของมนุษย์สายเอาต์ดอร์ที่มีอุปกรณ์แคมปิ้งเข้าชุดกับเสื้อแขนยาวตัวหนา ถัดมาคือห้องสายสตรีต มีสเกตบอร์ดและจักรยานตัวเก่งวางคู่กับชุดที่แมตช์กันแล้วดูเท่ไม่เบา ส่วนอีกห้องเหมาะกับสายอาร์ตที่ต้องการเสื้อผ้าสวมใส่สบาย สำหรับการนั่งวาดภาพเงียบ ๆ อยู่ในสตูดิโอ หรือแม้แต่ห้องทำงานที่ดูทางการ ก็มีชุดสูตและเสื้อโค้ตดูสุขุมขึ้นมาอีกนิด


ความพิเศษของโซนนี้ คือการตกแต่งราวกับเราได้หลุดเข้าไปใน Pinterest ซึ่งเราเชื่อว่าต่อให้ไม่ใช่แฟนคลับ UNIQLO ก็เดินงานนี้ได้สนุกไม่แพ้กัน เพราะแค่เข้ามาในงานก็ได้ไอเดียแมตช์ชุด แต่งห้องหลากหลายรูปแบบ และเข้าไปมีส่วนร่วมได้มากกว่าแค่เดินชมเพียงอย่างเดียว เพราะแต่ละห้องแฝงรายละเอียดเล็ก ๆ บางอย่าง ทั้งโต๊ะที่วางของเล่นให้เด็ก ๆ หยิบจับได้ตามสบาย โซฟาที่วางไว้ให้เรานั่งโพสต์ท่าถ่ายภาพเก๋ ๆ หรือแม้แต่กระดาษและดินสอสีให้หยิบมาวาดรูปเล่นได้
สำหรับเรา LifeWear Day จึงเป็นมากกว่านิทรรศการที่พามารู้จักแบรนด์ตรง ๆ แต่คล้ายกับอีเวนต์ศิลปะให้ผู้คนได้เข้าแวะมาพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุดได้ฟรี ๆ โดยมีเรื่องแบรนด์เป็นของแถม


Art for All
ปรัชญา LifeWear ไม่ได้มีแค่การทำเสื้อผ้าให้ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันเท่านั้น เพราะเมื่อ UNIQLO เป็นแบรนด์แฟชั่น ดังนั้น การทำให้ศิลปะและงานออกแบบเข้าถึงง่ายนับเป็นหมุดหมายสำคัญอย่างหนึ่งของแบรนด์เช่นเดียวกัน
แต่เราชอบที่ UNIQLO มาไกลกว่าการผลิตสินค้าคอลเลกชันพิเศษร่วมกับศิลปินเพียงอย่างเดียว เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมา แบรนด์นี้ยังจับมือกับพิพิธภัณฑ์ใหญ่ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น MoMA, Tate Modern พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์บอสตัน รวมทั้งพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ที่ฝรั่งเศส ซึ่งทีมงานบอกกับเราว่า UNIQLO ลงนามร่วมเป็นพันธมิตรกับลูฟวร์มาตั้งแต่ปี 2021 โดยสนับสนุนค่าเข้าชมกิจกรรมต่าง ๆ ให้คนทั่วไปหลายรายการ เช่น Free Saturday Nights ที่เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ฟรีในคืนวันเสาร์แรกของทุกเดือน โปรแกรม Mini Discovery Tour ทัวร์ 20 นาทีสำหรับครอบครัวที่มีเวลาน้อยแต่อยากแวะชม รวมทั้งทริปเข้าชมลูฟวร์สั้น ๆ ที่เรามีโอกาสได้มาหลังจากงาน LifeWear Day ครั้งนี้

แค่รู้ว่าจะได้ไปเยือนในพิพิธภัณฑ์เลื่องชื่อแห่งนี้ เราก็ใจเต้นตาเป็นประกายอยู่แล้ว ยิ่งได้ก้าวเข้าไปจริง ๆ ยิ่งรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปยังอีกโลกหนึ่ง ด้วยพื้นที่ของอดีตพระราชวังที่กว้างขวางโอ่อ่า กว้างชนิดที่ว่าต่อให้เดินหลายชั่วโมงก็ยังเก็บไม่ครบหมดทุกห้อง รวมทั้งงานจัดแสดงเก่าแก่หายากหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้นเทพีไนกี้แห่งซาโมเทรซ (Winged Victory of Samothrace) หรือภาพวาดชื่อดังอย่างโมนาลิซา ส่วนภัณฑารักษ์ผู้คอยอธิบายชิ้นงานต่าง ๆ ให้เราฟังวันนี้ ยังร่ำเรียนวิชาที่ลูฟวร์เพื่อมาทำอาชีพนี้โดยเฉพาะ พอฟังเรื่องราวจากคนที่เชี่ยวชาญ ยิ่งทำให้เราอินกับงานแต่ละชิ้นมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
ที่นี่จึงนับเป็นทั้งแหล่งความรู้ที่ด้านศิลปะและประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าและยังทำงานกับความรู้สึกคนไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม UNIQLO จึงเลือกจับมือกับพิพิธภัณฑ์ใหญ่ ๆ เหล่านี้
การเดินทางมาเยือนฝรั่งเศสครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าทริปที่ทำให้เราได้รู้จัก UNIQLO มากขึ้น แต่ยังทำให้ได้เห็นว่าแบรนด์แบรนด์หนึ่งแทรกซึมและส่งผลต่อชีวิตประจำวันเราได้หลายแง่มุมกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ศิลปะใกล้ตัวคนมากขึ้น การทำให้เรารู้จักเทคโนโลยีใหม่ ๆ ฉบับเข้าใจง่าย หรือแม้แต่การส่งต่อแรงบันดาลใจให้เราแต่งตัวสนุกขึ้นในทุก ๆ วัน



