หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินชื่อเสียงของ ‘Shrewsbury International School Bangkok’ โรงเรียนอินเตอร์หลักสูตรอังกฤษในประเทศไทยกันมาบ้าง เราเองก็รู้จักชื่อของโชรส์เบอรี แต่ไม่เคยมีโอกาสได้เข้าไปสัมผัส รู้แต่ว่าเป็นโรงเรียนอินเตอร์ชื่อดังอันดับต้น ๆ ในประเทศไทย
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาเยี่ยมชมโรงเรียน สาขา City Campus ในส่วนของชั้นอนุบาล หรือที่ตามหลักสูตรอังกฤษใช้คำว่า Early Years (EY) ด้วยตาของตัวเอง และเราก็สัมผัสได้ถึงความไม่หยุดนิ่งของการเรียนการสอนของ Shrewsbury Bangkok ที่ผ่านกาลเวลาแห่งคุณภาพมากกว่า 2 ทศวรรษ
ย้อนเวลากลับไป 4 – 5 ปีก่อน ผู้ปกครองเรียกร้องให้เปิดการเรียนการสอนสำหรับเด็กเล็กเพิ่มเติมที่สาขา City Campus จากเดิมที่เริ่มที่ชั้น EY1 อายุ 3 ขวบ โรงเรียนจึงเพิ่มชั้น Nursery สำหรับเด็ก 2 ขวบขึ้นมา และด้วยจำนวนเด็กที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่นั้น ในปีนี้จึงถึงเวลาขยายพื้นที่เดิม เพิ่มอาคาร จัดการสภาพแวดล้อมขึ้นใหม่ เพื่อรองรับคุณภาพชีวิตวัยเรียนรู้ของเด็กเล็กโดยเฉพาะ

ที่น่าสนใจคืออาคารที่ว่านั้นต่างจากอาคารเรียนทั่วไป แต่เป็นสเปซพิเศษใจกลางเมืองที่ออกแบบมาให้สอดคล้องไปกับหลักสูตรของโรงเรียนที่ตั้งใจส่งเสริมให้เด็กเล็กมั่นใจในความเป็นตัวเอง และกลายเป็น Lifelong Learner เป็นผู้เรียนที่มีประสิทธิภาพไปตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่เรียนเพื่อสอบ
และนี่คือทัวร์พิเศษของครูใหญ่ Amanda Dennision และผู้ช่วยครูใหญ่ฝ่ายอนุบาล ครู Catherine Okill ที่พาเราเดินชมบรรยากาศ เล่าตั้งแต่พื้นฐานแนวคิดของหลักสูตร Early Years ของ Shrewsbury Bangkok City Campus การออกแบบพื้นที่ต่าง ๆ ไปจนถึงรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พวกเขาคิดมาอย่างถี่ถ้วนสำหรับเด็กเล็ก


ท่องโลกแห่งการเรียนรู้ที่โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี
ความประทับใจแรกเมื่อก้าวเข้ามาในรั้วโรงเรียน คือบรรยากาศช่างโปร่งสบาย ไม่แปลกที่เด็ก ๆ จะยิ้มให้เราแม้เราจะเป็นคนแปลกหน้าต่อกันก็ตาม
โดยภาพรวม โรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอังกฤษแห่งนี้เน้นไปที่หลักการ Child Center ซึ่งให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
ชั้นประถม หรือ Year 1 – 6 ได้ชื่อว่าเป็น Values-led Curriculum โดยใช้ Thematic Approach คือการใช้หัวข้อที่เด็ก ๆ สนใจมากำหนดธีมสำหรับการเรียนวิชาต่าง ๆ เช่น เด็ก ๆ กำลังสนใจเรื่องชีวิตของสัตว์โลกใต้น้ำ ในวิชาภาษาอังกฤษ คุณครูก็จะสอนคำศัพท์เกี่ยวกับสัตว์น้ำ วิชาวิทยาศาสตร์ก็จะสอนเรื่องระบบนิเวศใต้น้ำ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เด็ก ๆ สนุกสนานกับการเรียน รู้จักคิดวิเคราะห์ และมีความคิดสร้างสรรค์


ส่วน Early Years หรือชั้นเด็กเล็กที่เรามาเยี่ยมเยียนในวันนี้ เป็นการรวบรวมหลักสูตรระดับโลกมาบูรณาการไว้ด้วยกัน โดยเฉพาะ ‘Reggio Emilia Approach’ รูปแบบการเรียนรู้จากอิตาลี ซึ่งเน้นให้เด็กเป็นศูนย์กลางการเรียน ส่งเสริมการเรียนรู้รอบด้าน มีการจดบันทึกหลากหลายรูปแบบ ใส่ใจกับความสุขของเด็ก เพื่อให้เด็กส่งต่อความสุขไปถึงผู้ปกครองด้วย
Amanda เป็นครูใหญ่ของ City Campus ก่อนหน้านี้เคยเป็นรองครูใหญ่และหัวหน้าฝ่ายประถมที่ Shrewsbury Bangkok สาขา Riverside ส่วน Catherine เป็นคุณครูของ EY ที่ทำงานที่แคมปัสสาขา Riverside มาก่อนเช่นกัน ทั้งคู่มีประสบการณ์ในไทยและต่างประเทศ รวมกันแล้วกว่า 45 ปี ทำให้เข้าใจได้ทันทีว่าทำไมทั้ง 2 ท่านจึงเป็นหัวเรือหลักตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง City Campus
“Reggio Emilia Approach จะดูความต้องการของเด็กเป็นหลัก จากนั้นจึงออกแบบกิจกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านั้น แล้วก็จะพัฒนากิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้นได้ไปอีก” Amanda เล่า
ซึ่ง Reggio Emilia Approach ยังประกอบไปด้วยแนวคิด ‘100 Languages of a Child’ ที่หมายถึงวิธีสื่อสารหลากหลายรูปแบบของเด็ก ๆ ที่เป็นได้มากกว่าการใช้ภาษาพูดอ่านเขียน แต่รวมถึงการสื่อสารผ่านพฤติกรรมและกิจกรรมต่าง ๆ ที่เด็กทำ เช่น ปั้นดิน วาดรูป เต้นรำ และ Reggio Emilia Approach ยังเล่าเกี่ยวกับแนวคิด ‘Environment as the Third Teacher’ ซึ่งเชื่อว่าสภาพแวดล้อมเป็นครูคนที่ 3 ของเด็ก ๆ ถัดจากพ่อแม่และคุณครูด้วย เมื่อ Amanda เล่าให้ฟัง เราก็เข้าใจทันทีว่าทำไมพวกเขาจึงให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่การเรียนรู้ของเด็ก ๆ เมื่อถึงคราวจะต้องต่อเติมพื้นที่ของนักเรียน EY

นอกจากแนวคิดพื้นฐาน คือความปลอดภัย การคำนึงถึงการสร้างบรรยากาศอาคารให้น่าใช้งาน และมี Facility ที่ครบครัน เหมาะสำหรับเด็กแต่ละช่วงวัย โรงเรียนจึงเลือกสถาปนิกที่เชี่ยวชาญด้านการออกแบบบ้านมาออกแบบโรงเรียนที่ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านด้วย เหตุผลของเหล่าคุณครูก็คือเด็ก ๆ จะได้รู้สึกสบายใจ กล้าเป็นตัวของตัวเอง รวมถึงทำให้ตัวหลักสูตรเข้ามาอยู่ในการออกแบบอาคารด้วย
“สถาปนิกคนนี้ทำงานกับโรงเรียนมานานและรู้ว่าโรงเรียนชอบแบบไหน” Amanda พูดยิ้ม ๆ
นอกจากจะรู้แนวทางของโรงเรียนเป็นอย่างดีแล้ว ก่อนออกแบบก็มีการพูดคุยกับผู้บริหาร คุณครู ผู้เกี่ยวข้องกับหลักสูตร รวมถึงผู้ปกครอง เพื่อที่จะได้โรงเรียนในแบบที่ตอบโจทย์ทุกคนที่สุด ซึ่งสถาปนิกก็ออกแบบสเปซโดยสะท้อนกับปรัชญาของโรงเรียน นั่นคือการให้ความสำคัญกับความเป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นคอมมูนิตี้โรงเรียนที่อบอุ่น ให้ทั้งกับเด็ก ครู และผู้ปกครอง

โซนแรกที่จะพบเมื่อเข้าไปในอาคารเรียนของ EY คือ Early Years Hub
แทนที่จะเป็นระเบียงทางเดินแบบโรงเรียนทั่วไป ที่นี่เป็นโถงกว้างตรงกลาง โปร่งสบาย และเชื่อมเข้ากับห้องเรียนทุกห้อง โถงนี้ตั้งใจออกแบบมาเพื่อส่งเสริมให้เด็ก ๆ ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนนอกห้องเรียนได้ ให้ผู้ปกครองได้ใช้เวลากับลูกในตอนเช้าก่อนส่งลูกเข้าห้องเรียน และในตอนบ่ายหลังลูกเลิกเรียน ให้ผู้ปกครองและครูได้มาพูดคุยกันเรื่องเด็ก ๆ และทักทายสานสัมพันธ์กันอย่างเป็นกันเอง นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สำหรับนั่งอ่านหนังสือ ทำกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ ร่วมกัน การจัดวางที่นั่งของโถงตรงกลางนี้ออกแบบมาเพื่อทำให้การเชื่อมสัมพันธ์เป็นเรื่องง่าย
การออกแบบทั้งหมดนี้คิดมาเพื่อสร้างคอมมูนิตี้ที่อบอุ่นและแข็งแรง
สิ่งที่เราชอบเป็นพิเศษคืองานศิลปะที่ติดอยู่ตามผนัง ซึ่งเป็นผลงานจากเหล่าเด็กน้อย ที่ทำให้เราเข้าใจว่างานศิลปะที่ Authentic เกิดจากพลัง Pure Creative ของเหล่าเด็ก ๆ สังเกตจากป้ายให้ข้อมูล คุณครูจะให้โจทย์ที่มีความเป็นนามธรรมเพื่อให้เด็ก ๆ ได้ฝึกใช้ความคิดสร้างสรรค์ แถมอุปกรณ์ที่ใช้ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สีกับกระดาษ แต่บางทีก็ให้หาของในห้องเรียนหรือวัสดุที่อยู่รอบตัวเด็ก ๆ มาตกแต่งลงไปด้วย


เลี้ยวเข้าไปในห้องเรียน EY ที่อยู่ล้อมรอบ Early Years Hub ก็จะพบกับบรรยากาศที่ชวนให้ผ่อนคลาย และมีมุมให้เด็ก ๆ ได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ และยังมีพื้นที่ให้พวกเขานำภาพครอบครัวของตัวเองมาติด เพื่อให้รู้สึกว่าที่โรงเรียนก็เป็นเหมือนบ้านหลังที่ 2 ของพวกเขา
“เด็กแต่ละคนมีความต้องการต่างกัน จะเห็นว่าเราออกแบบแต่ละห้องเรียนของ EY ไม่เหมือนกันเลย เพราะเราเชื่อว่ามันจะสร้างสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ที่ต่างกันไป” Catherine กล่าว “สำหรับเรา เด็กเป็นเจ้าของการเรียนรู้”

เฟอร์นิเจอร์ที่เราเห็นในห้องเรียนล้วนส่งตรงมาจากประเทศอังกฤษ แต่ละชิ้นออกแบบมาเพื่อเด็กเล็กโดยเฉพาะ ใช้โทนสีธรรมชาติ และเฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นก็ปรับเปลี่ยนการจัดวางได้ตลอด เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้สนุกในอิริยาบถต่าง ๆ ทั้งยืน นั่งบนพื้น นั่งแบบใช้โต๊ะ นอน


พื้นที่เรียนรู้ส่วนกลางก็น่าสนใจไม่แพ้กัน
เช่น EY Specific Library ห้องสมุดสำหรับเด็กเล็ก Shrewsbury International School Bangkok City Campus ตั้งใจให้เด็กรักการอ่านตั้งแต่เล็ก ๆ โดยให้ผู้ปกครองช่วยสนับสนุนอีกแรง ปูทางยาว ๆ สู่ Senior School ก็จะเข้าสู่โปรแกรม Reading The World ที่อ่านอย่างจริงจังมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็น Little Gym ยิมปลอดภัย พื้นนิ่ม ล้มไม่เจ็บ สำหรับมนุษย์จิ๋ว หรือ Little Kitchen ครัวขนาดย่อมแต่ทำอาหารได้จริง เต็มไปด้วยคำศัพท์ในครัวแปะไว้ตามจุดต่าง ๆ ให้ทุกคนเหลือบมองขณะกำลังสนุกกับการทำอาหารได้
ที่นี่เชื่อว่าการทำอาหารเป็น Lifelong Skill ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ด้านโภชนาการ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคมศึกษา และภาษา
“เราเคยจัดกิจกรรมแข่ง Shrewsbury MasterChef กันมาแล้วด้วยนะ” Amanda เล่าให้เราฟังอย่างตื่นเต้น เธอบอกว่าการแข่งขันครั้งนั้นมีนักเรียนชั้นประถมมาเข้าร่วม 6 คน “นักเรียนที่ชนะทำเมนู Spaghetti Bolognese Pie ซึ่งเราตื่นเต้นกับรสชาติ ถึงกับให้นักเรียนสอนสูตรให้ทางแม่ครัวแล้วทำเลี้ยงคนทั้งโรงเรียนเลย”
เราลองจินตนาการว่าตัวเองเป็นนักเรียนคนนั้น ถ้าผู้ใหญ่ชื่นชมและให้เกียรติกับความสามารถของเราขนาดนี้ นี่คงเป็นโมเมนต์แห่งความภาคภูมิใจที่เราจะจำไปอีกนานเลยล่ะ


City Campus อยู่ใจกลางเมืองพอดี ครอบครัวของเด็กมากมายก็อาศัยอยู่ในเมืองเช่นกัน โรงเรียนจึงไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมที่สบาย ผ่อนคลาย มีแสงธรรมชาติ และพื้นที่สีเขียวล้อมรอบห้องเรียน
จากจุดนี้เองทำให้สถาปนิกเลือกที่จะทำให้ทุก ๆ พื้นที่สีเขียวเป็นผืนเดียวเชื่อมกับห้องเรียนทุกห้อง เพื่อให้เด็ก ๆ ทำกิจกรรมร่วมกันได้อย่างสะดวกสบาย
มีบ่อทราย 2 จุดให้เล่น มีโซนชายหาด และมีบ่อปลาคาร์ปให้เด็ก ๆ ให้อาหารปลา ได้เรียนรู้เรื่องการดูแลสัตว์ และเพลิดเพลินไปกับธรรมชาติ รวมถึง Splash Pool บ่อน้ำตื้นระดับข้อเท้าที่เน้นให้เจ้าตัวเล็กสนุกกับการเล่นน้ำอย่างปลอดภัย เพื่อให้คุ้นเคยกับน้ำก่อนจะไปเรียนว่ายน้ำจริงจังกันในสระเมื่อพวกเขาพร้อม

และสุดท้ายอีกหนึ่งไฮไลต์ที่เหล่าคุณครูภูมิใจนำเสนอก็คือโซน Forest School
ซึ่งเป็นโปรแกรมที่พัฒนามาจากประเทศแถบสแกนดิเนเวียและปรับใช้กับหลักสูตรประเทศอังกฤษ เน้นให้เด็ก ๆ ออกไปสำรวจธรรมชาติให้มากกว่าอยู่ในอาคาร สนับสนุนให้รู้จัก Natural Habitat ได้ลองปลูกต้นกล้า ให้อาหารนก และปีนต้นไม้
ที่นี่มีต้นไม้ที่โรงเรียนเลือกมาอย่างดี ลำต้นแข็งแรง พื้นผิวไม่เป็นอันตรายต่อเด็ก แถมมีนวมนิ่ม ๆ พันไว้ เพื่อให้เด็ก ๆ ทดลองปีนป่ายได้อย่างปลอดภัย

“เรามี Tree Climbing Promise ข้อหนึ่ง เราจะจับ 2 มือ ข้อที่ 2 เราจะไม่ขึ้นพร้อมกันเกินครั้งละ 4 คน และข้อที่ 3 เราต้องรู้เสมอว่าเท้าของเรากำลังจะไปเหยียบตำแหน่งไหนต่อไป” ครู Catherine บอกสัญญา 3 ข้อในการปีนต้นไม้อย่างสนุกและปลอดภัย
ที่น่าสนใจ คือการปีนต้นไม้นี้ไม่ได้ปีนเพื่อบริหารร่างกายหรือเพื่อความสนุกเท่านั้น (ซึ่งคงสนุกมาก ๆ อยู่แล้ว) แต่กิจกรรมนี้ออกแบบมาเพื่อให้เด็ก ๆ พัฒนาทักษะประเมินความปลอดภัย (Risk Assessment) ซึ่งจำเป็นกับการใช้ชีวิตในระยะยาว

เมื่อสักครู่เราเล่าถึง Little Kitchen ที่เป็นครัวจริง ๆ ไปแล้ว ในสวนป่า Forest School เองก็มีครัวเหมือนกัน แต่เป็นครัวสมมติ เรียกว่า Mud Kitchen ให้เด็ก ๆ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ ดินโคลน มาปรุงอาหารสมมติได้ตามแต่ที่เจ้าตัวเล็กจินตนาการ ช่างเป็นกิจกรรมที่ชวนให้ผู้ใหญ่อย่างเราอยากจะกระโจนลงไปร่วมวงด้วยเหลือเกิน

“ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็ก ๆ ที่นี่เป็น Lifelong Learner คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเขา ทำให้เขาเป็นนักคิด นักวิพากษ์ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความมั่นใจในตัวเอง มี Self-motivation อยากทำอะไรก็ริเริ่มได้เอง” Amanda กล่าว ก่อนจะเล่าถึงแนวคิด ‘The Different Age of Maturity’ การที่เด็กได้เห็นเด็กคนอื่นทำกิจกรรมก็จะเรียนรู้ไปตามช่วงวัยและพัฒนาวุฒิภาวะของตัวเองต่อไปเรื่อย ๆ

อาคารเรียนเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทุกคนมีฟีดแบ็กอย่างไรบ้าง – เราถามครูทั้งสอง
“ฟีดแบ็กดีมาก ๆ ทั้งผู้ปกครองและเด็ก ๆ พวกชอบสเปซใหม่ของเรามากเลย” Amanda ตอบ
“มีความเห็นเจาะจงไปที่ Early Years Hub ด้วย ทุกคนบอกว่ามันเป็นสเปซที่ต้อนรับครอบครัวได้ดี ทำให้ชุมชนของเราแข็งแรงขึ้น และผู้ปกครองได้สื่อสารกันมากขึ้นด้วย” Catherine เสริม “เพราะผู้ปกครองก็จะเริ่มสนิทกัน กลายมาเป็นเพื่อนรักกัน บางคนก็สนิทกันยาวจนเด็ก ๆ อายุ 18 ปีหรือนานกว่านั้นก็มี การมีพื้นที่ให้พวกเขาได้สร้างความทรงจำร่วมกันเป็นอะไรที่ประสบความสำเร็จมาก”
เราออกเดินสำรวจแต่ละมุม กวาดสายตาดูสีสันของแต่ละห้องเรียน โบกมือให้เด็ก ๆ ที่กำลังทานข้าวอย่างเอร็ดอร่อยที่โรงอาหาร และหยุดยืนชื่นชมงานศิลปะของเด็ก ๆ เป็นระยะ
ก่อนกลับเราถามครูทั้งสองว่า ต่อจากนี้ Early Years ตั้งใจจะมุ่งไปทางไหน
พวกเขายืนยันว่าจะตั้งใจรักษาความแข็งแรงของชุมชน ขับเคลื่อนไปในทางที่สนับสนุนการเรียนรู้ของทุกคน ไม่ใช่แค่เด็ก ๆ แต่รวมถึงคุณครูและผู้ปกครอง และพัฒนาอย่างต่อเนื่องอย่างก้าวทันกระแสโลกต่อไป



