12 พฤศจิกายน 2024
9 K

ในยุคที่โลกหมุนเร็ว เด็กเกิดน้อย ความรู้เปลี่ยนไว วิธีเรียนรู้เปลี่ยนไป และลักษณะงานเปลี่ยนแปลง สังคมมีการพูดคุยถกเถียงกันต่อเนื่องว่า สถาบันเก่าแก่ของสังคมอย่างมหาวิทยาลัยจะตายหรือเปล่า 

วันนี้เรามีโอกาสได้นั่งลงหาคำตอบกับ รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยที่เป็นรักษาการแทนผู้อำนวยการของสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ iNT (อิ๊นท์) ของมหาวิทยาลัยมหิดล และ ตรัย สัสตวัฒนา Director of Incubation, Ecosystem and Strategic Partnership จาก xLab Digital หน่วย Venture Builder ที่รับหน้าที่เปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นธุรกิจของ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นพาร์ตเนอร์คนสำคัญของ iNT

ลองมาดูกันว่าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง มหาวิทยาลัยมหิดลที่ปีนี้มีอายุครบ 136 ปีมีวิธีรอดอย่างไร 

ดึงงานวิจัยลงจากหิ้ง 

ทรัพยากรสำคัญที่มหาวิทยาลัยมี คือองค์ความรู้ 

หนึ่งในองค์ความรู้สำคัญ คืองานวิจัย

อาจารย์ยศชนันกล่าวว่า หน้าที่สำคัญหนึ่งของมหาวิทยาลัยคือการเป็น Think Tank ของประเทศ ด้วยการผลิตงานวิจัยที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ให้สังคม 

แต่ปัญหาสำคัญของงานวิจัยไทย คือไม่ได้ตอบโจทย์จริงของสังคมตัวเอง เช่น นักวิจัยอาจวิจัยในหัวข้อที่ตัวเองสนใจ แต่ไม่ได้ดูว่างานวิจัยนั้นช่วยแก้ปัญหาหรือเหมาะจะนำมาใช้จริงในเมืองไทยหรือเปล่า

“คนในมหาวิทยาลัยส่วนมากเป็นนักวิจัย พื้นที่ปลอดภัยของเราอยู่ที่การทำวิจัยเชิงลึก ซึ่งยิ่งลึกก็ยิ่งมองเห็นยากว่า จะเอางานวิจัยนี้ไปทำอะไร” 

เพื่อให้มหาวิทยาลัยยังคงมีความสำคัญกับสังคม สถาบัน iNT ของมหาวิทยาลัยมหิดลจึงพยายามพาองค์ความรู้งานวิจัยไปสู่การเป็นนวัตกรรมที่สร้าง Real World Impact ผ่าน 3 วิธีการหลักด้วยกัน

หนึ่ง iNT มีงานบริการวิชาการที่ตอบโจทย์เอกชน บริษัทไหนอยากวิจัยผลิตภัณฑ์แบบประหยัดต้นทุน ก็มาใช้บริการได้โดยไม่ต้องจ้างคน ตั้งแผนกวิจัยแบบ In-house เรียกว่าเอกชนก็ได้ประโยชน์ ขณะที่นักวิจัยในมหาวิทยาลัยก็ได้ทำงานที่ตั้งอยู่บนโจทย์จริง 

สอง สำหรับงานวิจัยที่ไม่ซับซ้อน ตลาดเข้าใจ เช่น เทคโนโลยีสำหรับอาหาร iNT ช่วยนักวิจัยจด Patent และพามันไปถึงมือบริษัทเอกชนที่ต้องการ

สาม สำหรับนวัตกรรมสุดเฉพาะทางที่ต้องการโมเดลธุรกิจใหม่มารองรับ เช่น เนื้อเยื่อสมองเทียม iNT ช่วยให้เกิด Start-up (ธุรกิจใหม่ที่มักมีพื้นฐานจากการระดมทุน) และ Spin-off (ธุรกิจที่แตกมาจากธุรกิจเดิม) สำหรับนวัตกรรมนั้น ๆ 

ซึ่งส่วนสุดท้ายนี้เองที่ xLab Digital เข้ามามีส่วนร่วม 

เปลี่ยนงานวิจัยเป็นธุรกิจ 

นอกจากอยู่รอดด้วยการคงสถานะผู้สร้างองค์ความรู้ใหม่ให้สังคม มหาวิทยาลัยมหิดลยังตั้งใจอยู่รอดด้วยวิธีหารายได้ใหม่ 

ซึ่งการสร้าง Start-up รวมถึง Spin-off นี่เองคือคำตอบ

iNT ชวน xLab Digital มาช่วยสร้างธุรกิจที่มีฐานจากนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย โดยตรัยเล่าว่าจุดแข็งของ xLab Digital คือการมีองค์ความรู้เรื่องการปลุกปั้นธุรกิจ การตลาด และกลยุทธ์ธุรกิจ เป็นตัวเชื่อมพานวัตกรรมจากมือนักวิจัยไปสู่สังคม

“หน้าที่ของเราคือสร้างธุรกิจให้เกิดขึ้นจริง เป็นคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างตลาดกับเทคโนโลยี”

วิธีทำงานของ xLab Digital คือเฟ้นหาเทคโนโลยีที่มีศักยภาพตอบโจทย์ตลาดทั้งหมดที่มหาวิทยาลัยมี คัดเลือกงานวิจัยที่มีศักยภาพตอบโจทย์ตลาดปัจจุบัน แล้วปลุกปั้นมันจนกลายเป็นธุรกิจที่อยู่รอดได้ โดยร่วมออกแบบกับนักวิจัยเจ้าของผลงานและ iNT

ตัวอย่างเช่น มีงานวิจัยเรื่อง Nano Coating หรือสารเคลือบผิวที่ช่วยป้องกันเชื้อโรคบนพื้นผิวได้นาน ตอนแรกอาจารย์ผู้วิจัยอยากขายมันในฐานะผลิตภัณฑ์สำหรับฆ่าเชื้อให้โรงพยาบาล แต่ตรัยมองเห็นช่องว่างที่เหมาะสมกว่านั้น

“ผมชวนอาจารย์คิดว่า ผลิตภัณฑ์นี้ต้องฉีดซ้ำทุก 6 เดือนใช่มั้ย แล้วใครจะเป็นคนฉีดให้ อาจารย์ต้องมีทีมบริการหลังการขายเข้าไป เท่ากับว่างานนี้ไม่ใช่การขายของแบบครั้งเดียวจบ แต่เป็นบริการที่ต้องทำซ้ำ จะกลายเป็นงานเพิ่มในช่วงแรกเกินไป แล้วผมก็ชวนอาจารย์คิดต่อว่า ตอนนี้เรามี Pet Economy ถ้าเอางาน Nano Coating มาเป็นสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง น่าจะเข้าสู่ตลาดได้ง่าย ขายได้เร็ว รวมถึงเป็นสิ่งใหม่ที่เมืองไทยยังไม่เคยมีด้วย”

ภาพ : iNT และ xLab Digital

ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มีนวัตกรรมที่ไปถึงขั้นเป็นธุรกิจซึ่งมี First Dollar (มีคนซื้อ) และ First Investment (มีคนลงทุน) แล้วจำนวน 3 – 4 รายการ เช่น ผลิตภัณฑ์หนังเทียมจากเส้นใยสับปะรด แขนเทียมจำลองเสมือนจริง และ Sahara Day

ภาพ : iNT และ xLab Digital

ฟังดูเหมือนน้อยนิด แต่นั่นเป็นเพราะกระบวนการระหว่างทางนั้นแสนจะท้าทาย ตั้งแต่การเปลี่ยนชาวนักวิจัยที่ไม่เคยเห็นภาพตัวเองทำธุรกิจให้กลายเป็นผู้ประกอบการ ผ่านการร่วมออกแบบแผนธุรกิจ ผลักดันสู่เวที Pitching (โดยมีชาว xLab ตามไปให้กำลังใจติดขอบเวที) จนถึงการเชื่อมคนซื้อและคนทำเข้าด้วยกัน ผ่านวิธีการอย่างการจัดคอร์สปรับพื้นฐาน ให้คนในและนอกโลกเทคโนโลยีพอเข้าใจอีกฝ่ายและสื่อสารกันราบรื่น รวมถึงการ Personalize องค์ความรู้ทางธุรกิจที่เหมาะกับความต้องการและ Stage ที่ต่างกันของแต่ละธุรกิจ

และเมื่อ Start-up รวมถึง Spin-off เหล่านี้ทยอยไปเติบโตในโลกจริง มหาวิทยาลัยมหิดลก็จะเข้าไปร่วมลงทุนเพื่อสร้างรายได้ที่จะกลับมาสู่ผู้เรียนต่อไป

“ถ้ามหาวิทยาลัยเริ่มมีหุ้นในสตาร์ทอัพ แล้วเจอยูนิคอร์นสักตัวสองตัว กำไรตรงนั้นอาจเป็นค่าเทอมทั้งมหาลัยก็ได้ นี่คือสิ่งที่นวัตกรรมตอบโจทย์การศึกษาได้”

บ่มเพาะนักศึกษาสู่ผู้ประกอบการ

  การสร้าง Start-up และ Spin-off ไม่ได้เพียงเป็นโอกาสสร้างรายได้ให้มหาวิทยาลัย แต่ยังเป็นโอกาสในการทำให้นักศึกษาได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียน และใช้ชีวิตอย่างที่อยากใช้

“ความท้าทายในการเรียนรู้ ณ ปัจจุบันคือเรื่องการ Personalize” อาจารย์ยศชนันอธิบาย “ทุกคนอยากเรียนในสิ่งที่ตัวเองสนใจ เรียนแล้วอาจไม่ได้อยากไปเป็นลูกจ้างใคร และมีอาชีพใหม่ ๆ ที่ตอนนี้ประเทศไทยยังไม่รู้จัก ซึ่งการทำ Start-up และ Spin-off ตอบโจทย์เรื่องเหล่านี้ได้ เช่น การทำงานเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์อาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องแล็บอย่างเดียว เพราะที่จริงแล้ว เขาคือ Product Owner ที่ดีที่สุดนะ” 

ในวันที่เราแวะไปที่ iNT เพื่อพูดคุยกับอาจารย์ยศชนันและตรัย เราจึงได้เห็น Makerspace พร้อมอุปกรณ์อย่าง 3D Printer สำหรับทดสอบไอเดีย เห็นคอร์สบ่มเพาะการเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม เห็นนักศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีเดินกันขวักไขว่ และเจอเด็กบางคนมาแนะนำตัวว่าเป็นเจ้าของผลงานนวัตกรรมซึ่งกำลังอยู่ในช่วงทดสอบตลาด

สถาบัน iNT ของมหาวิทยาลัยมหิดลรับหน้าที่ช่วยบ่มเพาะความฝันของเด็ก ๆ ให้เติบโตเป็นความจริง ทำหน้าที่อย่างที่สถานศึกษายุคใหม่ควรเป็น

สร้างงานวิจัยที่มีความหมาย ต่อยอดสู่ธุรกิจนวัตกรรมสร้างรายได้ เป็นที่เรียนซึ่งพร้อมตอบโจทย์ชีวิตผู้เรียน

ทั้งหมดนี้คือสูตรสำคัญที่มหาวิทยาลัยมหิดลใช้เพื่ออยู่รอดในโลกยุคใหม่ โดยมี xLab Digital เป็นเพื่อนร่วมทาง

มหาวิทยาลัยจะตายหรือเปล่า บางทีคำตอบอาจอยู่ที่มหาวิทยาลัยนิยามตัวเองในวันนี้และพรุ่งนี้ได้เฉียบคมเพียงใด

Website : iNT และ Digital

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน