1 ตุลาคม 2024
3 K

น่าเสียดายที่คุณผู้อ่านไม่ได้มาเห็นกับตา แต่ขอเล่ากึ่งอวดนิดหน่อยว่า ทายาทรุ่นสองตอนนี้เต็มไปด้วยความน่ารัก

เพราะรอบตัวเราตอนนี้รายล้อมไปด้วยเหล่ามูมิน, แก๊ง Mr. Men and Little Miss, น้องกระต่าย Miffy, สาว ๆ Powerpuff Girls หันไปอีกทางก็เจอชินจัง ไหนจะคาแรกเตอร์ที่เรารู้จักและตกหลุมรักตั้งแต่เด็ก ๆ อีกนับสิบ ซึ่งแต่ละตัวแปลงร่างตัวเองเป็นสินค้าที่หลากหลาย ตั้งแต่ตุ๊กตา พวงกุญแจ เสื้อยืด ไปจนถึงชุดนอน

เหล่านี้คือสินค้าที่สร้างสรรค์โดย ‘Codec Creation แบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ของสองพี่น้อง ทอย-กรชนก และ แท็ป-สันต์ ตรีวิทยานุรักษ์ ผู้รับช่วงต่อธุรกิจผลิตตุ๊กตามาจากคุณแม่ ชัชชฎา ตรีวิทยานุรักษ์ อีกที 

เหมือนกับลูกบ้านอื่นที่ทำธุรกิจต่อจากพ่อแม่ พวกเขารับเอาความรู้เรื่องการผลิตสินค้าและเคล็ดลับการทำธุรกิจต่าง ๆ มาจากคนรุ่นก่อน แต่สองพี่น้องทำมากกว่านั้น คือการขยับขยายแบรนด์ให้เติบโตด้วยการซื้อลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ที่มีทั้งตัวละครในความทรงจำและตัวที่คนไม่รู้จักเลย และแตกไลน์ให้เป็นสินค้าสุดแมส เล่นใหญ่กว่าการผลิตตุ๊กตาที่แม่ทำมาตลอด

สิ่งที่แม่สอนคืออะไร ความสนุกของการรับช่วงต่อคือตรงไหน และอะไรคือเคล็ดลับในการทำสินค้าลิขสิทธิ์ให้กลายเป็นไอเทมในชีวิตประจำวันของหลายคน เขยิบเข้ามาใกล้ ๆ และฟังสองพี่น้องบ้านตรีวิทยานุรักษ์เล่าให้ฟังกัน

ธุรกิจ : บริษัท โคเดค ครีเอชั่น จำกัด

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2544 และ พ.ศ. 2551

อายุ : 20 ปี

ประเภท : ธุรกิจผลิตตุ๊กตา

ผู้ก่อตั้ง : ชัชชฎา ตรีวิทยานุรักษ์

ทายาทรุ่นสอง : กรชนก ตรีวิทยานุรักษ์ และ สันต์ ตรีวิทยานุรักษ์

ตุ๊กตาของแม่

“เอาจริง ๆ นะ หม่าม้าทำงานไม่ตรงสายที่สุดเลย เพราะเขาเรียนเทคนิคการแพทย์มาก่อน เคยทำงานเป็นนักกายภาพบำบัด”

เมื่อถามถึงที่มาของความรักในตุ๊กตาของคุณแม่ เหล่าทายาทก็เปิดบทสนทนาด้วยประโยคที่เซอร์ไพรส์เราทันที

“หม่าม้าไม่มีความน่ารักอยู่ในชีวิตเลย จนกระทั่งเขาได้มาแต่งงานกับปะป๊า สมัยก่อนปะป๊าทำอู่รถสามล้อ ทำงานเพื่อกงสี หม่าม้าเขาก็รู้สึกว่าเงินที่ได้ก็ไม่ใช่เงินเรา แต่เป็นเงินที่ต้องแบ่งกับทุกคนในบ้าน พอเขาเริ่มตั้งท้องก็ยิ่งรู้สึกไม่มั่นคง ได้แค่เงินเดือนกงสีจะทำให้ลูกเติบโตได้ยังไง” กรชนกเท้าความ

นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณแม่ชัชชฎาทำธุรกิจของตัวเอง เริ่มต้นจากธุรกิจเล็ก ๆ อย่างการทำการ์ดดินเผา บ้างก็ไปเดินสำเพ็งเพื่อซื้อของกระจุกกระจิก เช่น ดินน้ำมัน โบ ริบบิ้น มาทำขายเป็นของขวัญราคาย่อมเยาแต่ไม่ได้กำไรนัก

คุณแม่ไม่ยอมแพ้ เปลี่ยนสินค้าที่ขายเรื่อย ๆ จนเจอตุ๊กตาหมีจากร้านหนึ่งในสำเพ็งแล้วถูกใจ ท่านจึงขอซื้อล็อตใหญ่แล้วแปลงโฉมให้น่ารักขึ้น ใส่ชุด ติดปีก เย็บโบ จนกลายเป็นน้องหมีตัวใหม่

อาจเป็นจังหวะดี ช่วงนั้นร้านขายสินค้าไลฟ์สไตล์อย่าง Loft เพิ่งเปิดสาขาในไทย คุณแม่จึงลองติดต่อไปเล่น ๆ แต่ Loft รับตุ๊กตาหมีไปวางขายในช็อปจริง ๆ เซอร์ไพรส์กว่านั้นคือตุ๊กตาหมีขายดีมาก แม้จะเป็นตุ๊กตาหมีที่ไม่มีชื่อหรือแบรนด์ก็ตาม

“ทอยยังจำภาพป๊ากับม้าช่วยกันทำได้เลย เราทำกันแบบบ้าน ๆ มาก ๆ แต่เราขายดี ขายหมด ห้างก็ให้พื้นที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จนคนเริ่มรู้ว่าแบรนด์ของเราขายดี คนที่เขารู้ช่องทางเขาเลยทำเหมือนกัน ทำให้หม่าม้าคิดถึงการทำแบรนด์ของตัวเอง” หญิงสาวเล่า

บริษัท ลัสซีเนีย จำกัด จึงเกิดขึ้นในฐานะแบรนด์ตุ๊กตาหมีที่ผลิตโดยฝีมือคนไทย มีคุณแม่คอยควบคุมทิศทางในการผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้ และมีพนักงานช่วยออกแบบเพียงแค่ 1 คน

20 ปีผ่านไป บริษัทเติบโตและมีพนักงานเพิ่มขึ้น มากกว่าทำตุ๊กตาสัตว์แสนน่ารัก ลัสซีเนียยังขยับขยายไปทำหมอน รองเท้าสลิปเปอร์ ชุดตุ๊กตา จนถึงพวงกุญแจ แถมยังมีระบบ OEM ที่รับทำสินค้าเหล่านี้ตามโจทย์ของลูกค้า ซึ่งมีตั้งแต่โรงแรมเชนดังไปจนถึงสายการบินระดับประเทศ

พวกเขาสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ถึงอย่างนั้น ตุ๊กตาของลัสซีเนียก็ไม่ได้มีคาแรกเตอร์ที่จดจำได้ และชื่อแบรนด์ก็ไม่ได้เป็นที่รู้จัก 

“นี่เป็น Pain Point ที่ทอยเห็นตั้งแต่เด็ก ทอยถามตลอดว่า ม้า ทำไมไม่มีใครรู้จักแบรนด์เราเลย คิดมาตลอดว่าทำยังไงดีให้คนรู้จักเรา” นั่นคือสิ่งที่ติดอยู่ในใจหญิงสาวมาตลอด

ตุ๊กตาที่ไม่กล้าบอกเพื่อน

ย้อนกลับไปวัยเด็ก กรชนกกับสันต์เป็นทายาทโรงงานตุ๊กตาที่ไม่กล้าบอกเพื่อนว่าทำตุ๊กตา

“สมัยก่อนผมอายนะ เวลาไปโรงเรียนแล้วเพื่อนถามว่าที่บ้านทำธุรกิจอะไร เพราะพอบอกว่าขายตุ๊กตา ทุกคนก็จะไม่เข้าใจว่าขายยังไง พอเพื่อนขำแล้วเราก็ไม่อยากเล่าต่อแล้ว มันเป็นอย่างนั้นมานานมาก” 

สันต์เล่าอย่างตรงไปตรงมา และกรชนกก็พยักหน้าเห็นด้วยเพราะเคยเจอเหตุการณ์แบบเดียวกัน

“แต่พอโตมา เราเพิ่งเห็นสิ่งที่หม่าม้าทำชัดขึ้นเรื่อย ๆ สินค้าเราดีนะ เราทำเต็มที่สุด ๆ บริษัทดัง ๆ ทำสินค้ากับเราหมดเลย แค่คนอื่นไม่รู้ หลังจากนั้นเราก็มาช่วยแม่ขายของเลย”

จุดเปลี่ยนของแบรนด์เกิดขึ้นตอนที่กรชนกเรียนมหาวิทยาลัยปี 3 

“ทอยถามม้าว่า ทำไมเราไม่เคยทำตุ๊กตาลิขสิทธิ์เลย เพราะเราผลิตตุ๊กตาได้คุณภาพหมด แต่ทำไมเรายังทำหมี หมู หมา ที่ไม่มีใครรู้จักเลย”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณแม่เคยพิจารณาเรื่องทำตุ๊กตาลิขสิทธิ์ แต่เพราะกังวลเรื่องการทำสัญญา เงินทุน และการผลิตสินค้าให้ผ่านมาตรฐานของเจ้าของลิขสิทธิ์ ตุ๊กตาที่ทำอยู่ก็ขายดีอยู่แล้ว คุณแม่จึงไม่เคยคิดอยากลอง

แต่พอลูกสาวเอ่ยปากขอ มีเหรอที่คนเป็นแม่จะไม่ให้ลอง

ตุ๊กตาจากต่างประเทศ

หลังจากได้รับการอนุมัติ กรชนกบอกว่าเธอหาตุ๊กตาลิขสิทธิ์ตัวแรกอยู่นานมาก ด้วยกังวลว่ากลัวจะล้มเหลว กระทั่งเธอไปเที่ยวญี่ปุ่น เธอก็เจอตัวที่เตะตาและสะดุดใจอย่างจัง

“ทอยไปทุกที่แล้วเห็นว่าผู้หญิงทุกคนจะมีคาแรกเตอร์ตัวหนึ่งอยู่กับกระเป๋า ร่ม ผ้าเช็ดหน้า พวงกุญแจ ตัวละครนั้นคือมูมิน”

ตอนกลับมาไทย เธอจึงเริ่มหาข้อมูล อ่านหนังสือเกี่ยวกับมูมิน และตัดสินใจว่านี่จะเป็นคาแรกเตอร์แรกที่จะขอซื้อลิขสิทธิ์ในนามของ Codec Creation 

“ณ ตอนนั้นปี 2014 มูมินยัง Niche มาก ไม่ใช่ตัวละครที่คนไทยรู้จัก แต่เราอยากลองเลยติดต่อเขา โชคดีที่เรามีพื้นฐานการทำตุ๊กตาส่งห้างมาก่อน เจ้าของลิขสิทธิ์เขาเลยขายให้” 

น้อยคนจะรู้ว่ากรชนกกับสันต์นี่แหละเป็นส่วนหนึ่งของการจุดกระแสให้มูมินแมสในไทย นอกจากทำตุ๊กตาขาย เธอยังเปิดคาเฟ่มูมินที่สยามเซ็นเตอร์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีคนต่อแถวรอเข้ายาวเหยียด

เมื่อมูมินขายดีมาก กรชนกและสันต์จึงตัดสินใจซื้อลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ถัดไป นั่นคือ Mr. Men and Little Miss ซึ่งเป็นคาแรกเตอร์ที่ยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก (อีกแล้ว)

“เราเลือกคาแรกเตอร์ตามใจตัวเอง โดยที่ไม่สนว่าตลาดเป็นยังไง ปรากฏว่าพอซื้อมาแล้วเจ๊ง ขายไม่ดีเพราะมัน Niche เกินไป คนไทยงงว่าตัวอะไรเอ่ย พวกเราเลยคุยกันว่างั้นลองตัวแมสบ้าง” 

แก๊ง LINE FRIENDS คือตุ๊กตาตัวที่ว่า “ปรากฏว่าผลประกอบการไม่เป็นอย่างที่ตั้งใจ เพราะมันแมสเกิน สำคัญที่สุดคือเราไม่รักมันขนาดนั้น”

ถึงตรงนี้สันต์เสริมว่า “แต่สุดท้ายเราก็มาตกตะกอนกันว่า คาแรกเตอร์ที่เรารักมักจะเป็นตัวที่เรารักในเรื่องราวของเขา หรือเราชอบศิลปินที่สร้างคาแรกเตอร์คนนั้น อย่าง Mr. Men and Little Miss นี่เป็นคาแรกเตอร์ที่อยู่มานานมาก และทุกตัวก็มีเรื่องราวของตัวเอง ถึงจะไม่แมส เราก็อยากเอามาเล่าให้คนได้รู้จักว่ามีสิ่งเหล่านี้อยู่”

“อย่าง Mr. Men and Little Miss เราชอบที่ศิลปินเขาใส่ชีวิตตัวเองลงไปในเรื่องราวของตัวละคร” กรชนกสมทบ 

“เพราะ Mr. Men and Little Miss คือก้อนอารมณ์ เขาสร้างมันขึ้นมาเพื่อสอนลูกชายวัย 3 ขวบของเขาที่ไม่รู้จักคำว่าล้อเล่น เด็ก 3 ขวบไม่รู้หรอกว่าคำว่าล้อเล่นคือยิ้มและหัวเราะ ทำยังไงให้เด็กคนหนึ่งเข้าใจอารมณ์ผ่านตัวการ์ตูน จนสุดท้ายก็ได้เป็นตัว ‘ล้อเล่น’ สีส้มที่มีแขนยึกยือ พร้อมจะไปจั๊กจี้คนอื่น พอเราเอามาทำสินค้า เราก็ทำฉลากข้างหลังที่บอกเล่าเรื่องราวของเขาด้วย”

และนั่นกลายเป็นเกณฑ์สำคัญในการเลือกคาแรกเตอร์ตัวต่อมา 

ตุ๊กตาขาลง

คล้ายเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ช่วงนั้นเป็นเหมือนช่วงขาลงของบริษัท เพราะหลังจากที่ซื้อลิขสิทธิ์ Mr. Men and Little Miss และ LINE FRIENDS มาแล้วไม่ประสบความสำเร็จ โควิดก็ระบาดพอดี

“ช่วงนั้นบริษัทเราลำบากมาก หม่าม้าก็ป่วย ห้างปิด และเราโดนปฏิเสธการวางขายจากทุกที่ เขาบอกว่านี่ไม่ใช่ยุคของตุ๊กตาแล้ว เพราะตุ๊กตานับเป็นสินค้าลำดับท้าย ๆ ที่คนจะควักเงินมาจ่าย ซึ่งเราเข้าใจนะ” กรชนกบอก นำมาซึ่งการแตกไลน์สินค้าครั้งใหญ่ของ Codec Creation 

นอกจากตุ๊กตาหรือพวงกุญแจ พวกเขาคิดไปถึงการทำสินค้าไลฟ์สไตล์ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน มากกว่านั้นยังขยายช่องทางการขายมากขึ้นกว่าเดิม จากที่เคยฝากห้างขายร้อยเปอร์เซ็นต์ สองพี่น้องมีการบุกตลาดออนไลน์ ลองขายผ่านไลฟ์ทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน ให้เพื่อนที่เป็นอินฟลูเอนเซอร์ช่วยใช้แล้วแท็กแบรนด์ต่อ 

“เราลงอินสตาแกรมสตอรีทุกวัน ลงเป็นไข่ปลา ใครไม่ดูก็ช่าง แต่เราคิดว่าต้องมีสักคนที่สนใจ” 

ปรากฏว่าเธอคิดถูก การขายออนไลน์กลายเป็นช่องทางที่ช่วยกอบกู้แบรนด์ในยามวิกฤต ผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียของแบรนด์เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งทำ TikTok ที่พวกเขาเอาคาแรกเตอร์ไปแนะนำตัว คลิปนั้นก็กลายเป็นไวรัลล้านวิวจนยอดขายพุ่งไม่หวาดไม่ไหว

เป็นมากกว่าตุ๊กตา

ปัจจุบัน Codec Creation มีคาแรกเตอร์ที่ซื้อลิขสิทธิ์มาร่วมสิบตัว นอกจากมูมิน, Mr. Men and Little Miss, LINE FRIENDS พวกเขายังมี SpongeBob, Tom and Jerry, Miffy, Powerpuff Girls, We Bare Bears, ชินจัง คาแรกเตอร์ไทยอย่างก้านกล้วย และอีกหลายตัวที่ยังไม่ปรากฏสู่สายตาลูกค้า 

คาแรกเตอร์เหล่านี้แตกไลน์ออกมาเป็นตุ๊กตา หมอน พวงกุญแจ เสื้อยืด ชุดนอน กระเป๋า รองเท้า และสารพัดสินค้าไลฟ์สไตล์ที่วัยรุ่นไปจนถึงผู้ใหญ่วัยกลางคนจะชื่นชอบ 

“ความท้าทายของการทำสินค้าลิขสิทธิ์ที่ต่างจากการผลิตตุ๊กตาของตัวเอง คือเราต้องส่งทุกอย่างให้เจ้าของลิขสิทธิ์อนุมัติก่อน” สันต์เล่า “ในขณะเดียวกัน ภายใต้กรอบที่เขามี เราจะทำยังไงให้นำเสนอสินค้าให้มีกลิ่นอายของบริษัทเราอยู่ เราจะทำให้ลูกค้ารู้ได้ยังไงว่า Powerpuff Girls ที่เราถือไม่ใช่ Powerpuff Girls ของจีน แต่เป็นของ Codec Creation”

ว่าแล้วชายหนุ่มก็หยิบบับเบิลส์ Powerpuff Girls ตัวสีฟ้ามาให้ดู ชวนจับตาหารายละเอียดที่ต่างจากภาพจำ

“ปกติลูกตาของ Powerpuff Girls จะเป็นทรงกลม แต่เราเปลี่ยนเป็นตาหัวใจ” เท่านั้นเราก็ถึงบางอ้อ “บริษัทเราเป็นบริษัทโปรดักต์ดีไซน์ ถ้าเราทำแต่อะไรเดิม ๆ มันไม่ใช่แค่ทำให้ลูกค้าเบื่อ แต่คนทำงานก็เบื่อเหมือนกัน ขณะเดียวกันการที่เราแตกไลน์หรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ทำให้คนทำงานตื่นเต้น เราเชื่อว่าถ้าคนทำงานตื่นเต้น ลูกค้าก็น่าจะตื่นเต้นด้วย”

ล่าสุด พวกเขาจับมือกับ Hello Flashback. แบรนด์ตู้สติกเกอร์ชื่อดังเพื่อทำตู้ถ่ายรูปที่แจกพวงกุญแจตุ๊กตาแบบสุ่ม ผลตอบรับดีแค่ไหนน่ะเหรอ ให้พวงกุญแจ 3,000 ชิ้นที่แจกหมดในสัปดาห์เดียวเป็นคำตอบ

ตุ๊กตาของครอบครัว

สองพี่น้องบอกว่า ความสำเร็จของ Codec Creation ในวันนี้ เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของคนในครอบครัวและทีมงาน รวมถึงคำสอนสำคัญของแม่ที่คอยดูห่าง ๆ อยู่ข้างหลัง

“ทอยอยู่ฝั่งครีเอทีฟ ส่วนแท็ปเก่งตัวเลข จะดูฝั่งระบบการเงินหลังบ้าน ส่วนหม่าม้าจะดูเรื่องความ ‘จึ้ง’ ของสินค้า เขาเป็นนักพัฒนาสินค้าตัวฉกาจ อยู่ในวงการมานาน เขารู้ว่าต้องทำแค่ไหนลูกค้าถึงจะได้รับความรู้สึกที่เราอยากส่งต่อจริง ๆ” สายตาของกรชนกเปี่ยมด้วยความชื่นชม

“หรืออย่างวิธีการเจรจากับผู้ใหญ่และห้าง การหาทางออกยังไงให้ทุกคน Win-Win ทั้งหมด” สันต์เสริมสิ่งที่แม่บอกสอน “เพิ่งเข้ามาทำใหม่ ๆ บางทีเราไม่รู้ หม่าม้าก็จะชี้ให้เราเห็นว่ามันมีอะไรที่เราต้องพิจารณาบ้าง เหมือนตบ ๆ ให้เราอยู่ในร่องในรอย”

อดทน คือคำพูดที่คุณแม่พูดกับทายาทบ่อยที่สุด และพวกเขาก็ใช้คำพูดนี้เตือนใจตัวเองเสมอ

“หม่าม้าชอบบอกว่าการอดทนเป็นหัวใจหลักในการที่เราจะอยู่ตรงนี้ได้ต่อไป ไม่ว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน ถ้าเราอดทน บริษัทจะอยู่ต่อไปได้” ไม่ได้พูดอย่างเดียวเท่านั้น แต่คุณแม่ทำให้ดูตลอดเวลา

“เขามุมานะมาก ไม่เคยหยุด ตั้งแต่เรายังไม่ทำสินค้าลิขสิทธิ์เขาคิดโปรเจกต์ใหม่ตลอด ช่วงแรกเขาทำตุ๊กตา โดนคนเลียนแบบ เขาก็คิดชุดตุ๊กตาใหม่เพื่อให้แตกต่างจากคนอื่น แล้วก็มีคนเลียนแบบอีก เขาก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ นี่แสดงให้เห็นว่าเขาเปลี่ยนแปลงและอดทนกับสิ่งต่าง ๆ ที่เจอ” 

ตุ๊กตาของคนไทย

เพราะอยู่ในแวดวงนี้มาหลายสิบปี คุณแม่ยังส่งต่อหลักคิดทางธุรกิจมาให้ลูก ๆ ได้ใช้เป็นแนวทางต่อ นับตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ Codec Creation มีแกนหลักในการเป็นผู้ประกอบการอยู่หลายข้อ

“ข้อแรก คงคุณภาพของสินค้าด้วยการใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุดในตลาด ทำสินค้าที่ตัวเองชอบ และลูกค้าอยากได้” สันต์ไล่เลียงให้เราฟัง

“ข้อสอง ซื่อสัตย์กับพนักงาน คู่ค้า และลูกค้า เราทำธุรกิจ เราดีลกับคนเยอะมาก ถ้าเราไม่จริงใจกับเขา วันใดวันหนึ่งมันจะย้อนกลับมาทำร้ายเรา

“สุดท้าย เราสนับสนุน SME ด้วยกัน แม้จะเป็นสินค้าลิขสิทธิ์ แต่ซัพพลายเออร์ทั้งหมดคือคนไทย ตั้งแต่ทีมที่เจรจาขอซื้อลิขสิทธิ์ ตัดเย็บ ทำป้าย เพราะลูกค้าของเราอยากอุดหนุนของไทย เราอยากให้รายได้นี้ส่งไปถึงคู่ค้าของเราที่เป็นคนไทยด้วย เราเชื่อว่าคนไทยทำของดี ๆ เยอะมาก แค่ไม่มีใครรู้”

ตุ๊กตาที่ภูมิใจ

แน่นอนว่าในการทำงาน เรามักพบเจอความเห็นที่ไม่ตรงกันบ้าง สองพี่น้องบ้านตรีวิทยานุรักษ์ก็เช่นกัน 

“ถึงแม้จะเป็นพี่น้องกัน แต่ต่างคนก็ต่างความคิด ถึงอย่างนั้น การทำงานของเราก็ไม่กระทบความสัมพันธ์เลย เพราะเรามีอะไรเราก็พูดกันตรง ๆ และเราจะยึดประโยชน์ของบริษัทเป็นหลัก เราจะมองกันที่ผลลัพธ์เสมอ นี่คือจุดสำคัญที่ทำให้เราไม่ทะเลาะกัน” สันต์บอก “อีกส่วนคือเพราะผมเห็นสิ่งที่ทอยทำมาตลอด ผมเคารพเขานะ เขามีความเป็นศิลปินบางอย่างที่ทำให้เขาเลือกคาแรกเตอร์ได้ดี ไม่เคยบอกเขาหรอกแต่ลึก ๆ ไม่รู้ว่าเขารู้หรือเปล่า”

“ฟินละ ลอยละ” กรชนกแซว “ทอยก็เหมือนกัน ทอยไม่ได้ถนัดทุกอย่าง รู้ตัวเลย แต่ทอยจะอุ่นใจเพราะมีแท็ป เพราะแท็ปมองเห็นจุดบอดบางอย่างที่ทอยมองไม่เห็น ระบบหลังบ้านควรจะเป็นยังไง ตัวเลขตรงไหนผิด เขาถนัดสิ่งที่เราไม่ถนัด ซึ่งมันช่วยส่งเสริมกัน”

เมื่อเราถามว่าความคาดหวังที่มีต่อแบรนด์ในปัจจุบันคืออะไร สองพี่น้องบอกว่า อยากให้ Codec Creation คือชื่อแรก ๆ ที่คนไทยนึกถึง เมื่อเห็นตุ๊กตาน่ารักและสินค้าไลฟ์สไตล์ และแน่นอนว่าปณิธานในการแนะนำคาแรกเตอร์ใหม่ที่คนยังไม่รู้จักยังมีอยู่เต็มเปี่ยม

“ทุกวันนี้ได้ทำ Codec Creation เรากล้าพูดแบบไม่อายแล้วนะว่านี่คือธุรกิจของเรา เพราะเรารักแบรนด์ของเรา และเราตั้งใจกับมันทุกภาคส่วน ทุกวันตื่นมาด้วยความรู้สึกว่าอยากทำงานให้เสร็จ อยากไปต่อข้างหน้า มีอะไรที่ทำได้ดีกว่านี้อีกไหม” หญิงสาวยิ้มปิดท้าย

Instagram : codec.creation

Writer

พัฒนา ค้าขาย

นักเขียนชาวเชียงใหม่ผู้รักทะเลและหนังสุขซึ้ง สนใจประเด็น gender ความสัมพันธ์ และเรื่องป๊อปทุกแขนง

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์