27 กันยายน 2024
6 K

เวลาไปร้านปิ้งย่าง ชาบูชาบู ในเมนูระบุเซต ‘เนื้อนอกพรีเมียม’ แต่ราคาไม่แรง สร้างความรู้สึกลักชูฯ หรูหรายั่วให้ผู้บริโภคสายเนื้อสั่งมาลองลิ้มโดยไม่ลังเล และอาจนึกไม่ถึงว่านั่นคือเนื้อต่างแดนที่ทะลักเข้ามาสู่กลไกการตลาดเนื้อของเมืองไทยแบบปลอดภาษี ผลจากการทำความตกลงทางการค้าเสรี หรือ FTA (Free Trade Agreement) ระหว่างรัฐบาลไทยกับต่างประเทศที่หวังใจจะขจัดอุปสรรคการค้าในเชิงภาษี และสร้างโอกาสทางการค้าดึงดูดนักลงทุนให้มากขึ้น ทว่าในมุมของตลาดเนื้อโคกลับเกิดผลเสียต่อเกษตรกรไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตเนื้อโคพรีเมียมอย่างโคขุน ซึ่งแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าปกติอยู่แล้ว 

เกษตรกรไทยผู้เลี้ยงโคและโคขุนจะอยู่รอดกันได้อย่างไรในวิกฤตนี้ นั่นคือคำถามที่จูงใจให้เราเดินทางข้ามเขาภูพาน ผ่านโค้งปิ้งงู สู่จังหวัดสกลนคร เพื่อคุยกับลูกพี่ใหญ่ในวงการโคขุนไทยอย่าง ‘สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด’ แหล่งผลิตเนื้อโคขุนพรีเมียมแห่งแรก ๆ หนึ่งในสุดยอดวัตถุดิบที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI ของดีระดับประเทศ ผู้ยืนหยัดผ่านร้อนผ่านหนาวในวงการเนื้อโคขุนไทยมายาวนานกว่า 44 ปี ว่าอะไรที่ทำให้พวกเขาครองตลาดเนื้อโคขุนในไทยมาได้จนวันนี้ และท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้น พวกเขาจะมีวิธีตั้งรับกับความท้าทายนี้ไปได้อย่างไร 

FTA กับการแทรกแซงเนื้อนอกและเนื้อกล่องราคาถูก

ออกจากอำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร มาไม่นาน เราก็มาถึงสหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด ที่มีรูปปั้นโคขุน 2 ตัวตั้งอยู่ด้านหน้า เมื่อขับรถเข้าประตูไป สิ่งแรกที่เห็นคือร้าน STEAK HOUSE ของทางสหกรณ์ มีทั้งหน้าร้านที่วางจำหน่ายเนื้อโคขุนส่วนต่าง ๆ และร้านสเต๊กที่พร้อมเสิร์ฟอาหารอร่อย ๆ ปรุงจากวัตถุดิบที่ได้จากโคขุนของที่นี่ เราขับเลยร้านดังกล่าวตามแนวรั้วสีขาวและต้นจามจุรีใหญ่รอบที่ขึ้นเป็นแนวข้างถนนดูร่มรื่นเพื่อเข้าสู่สำนักงานด้านใน ตามที่ได้นัดหมายกับเจ้าหน้าที่ของทางสหกรณ์ฯเอาไว้เพื่อพูดคุยในประเด็นที่จั่วหัวมา 

แป๋ว-พรพิทักษ์ แก้วมะ ผู้จัดการการเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ ออกมาต้อนรับเราด้วยหน้าตายิ้มแย้ม และพาเราเดินชมส่วนต่าง ๆ ของสหกรณ์ฯ ไม่ว่าจะเป็นจุดทดลองอาหารสัตว์ที่มีไว้สำหรับทดลองคุณภาพอาหารจากผู้ที่มาประมูลราคาอาหารสัตว์ในแต่ละปี โซนหน้าร้านด้านใน โรงเชือดและตัดแต่งเนื้อทั้งโซนเก่าและโซนใหม่ที่ได้รับมาตรฐาน GMP ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการวางงานอย่างเป็นระบบและพัฒนาจนมีมาตรฐานของที่นี่ 

เส้นทางสู้ของสหกรณ์ฯ โพนยางคำ ในวันที่วงการเนื้อโคขุนไทยกำลังพ่ายแพ้เนื้อนำเข้า

“ขนาดไม่ปลอดภาษี เราเองก็ยังอยู่ลำบากกันอยู่แล้ว นี่พอมาปลอดภาษีเนื้อนำเข้าอีก ยิ่งลำบากกันไปใหญ่” 

เขาเผยความในใจและยังเล่าต่อไปอีกว่า หลังจากภาครัฐประกาศฟรีภาษีนำเข้าสินค้า ก็มีเนื้อนำเข้าจากเมืองนอกรวมถึงเนื้อกล่องซึ่งราคาถูกมากเข้าสู่กลไกตลาดเนื้อในเมืองไทยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้การค้าขายเนื้อของเกษตรกรผู้ผลิตของไทยได้รับผลกระทบ ในส่วนของสหกรณ์ฯ กรป.กลาง โพนยางคำ เองมีปัญหาเรื่องสต็อกสินค้าคงค้างที่ต้องหาทางระบายสินค้าเหล่านี้ออกให้ทันแก่เวลาที่สัมพันธ์กับคุณภาพของเนื้อที่จะลดลงเมื่อเกินกำหนด

“เราต้องยอมรับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการทำความตกลงการค้าเสรี FTA ถ้ารัฐบาลเข้ามาดูแลจุดนี้และช่วยอุดรอยรั่วนี้ได้ ปัญหาจะดีขึ้นแน่นอน เพราะถ้าไม่มีเนื้อนำเข้า ลำพังจำนวนโคขุน 14,000 ตัวที่ทางสหกรณ์มีอยู่นั้น รับรองว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนทั้งประเทศแน่ ๆ จะทำให้สินค้าของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคกลับมาขายดี”

นั่นคือสิ่งที่เขาหวังให้รัฐบาลช่วยเข้ามาแก้ปัญหานี้อย่างตรงจุด ทว่าในระหว่างนี้ที่ยังไม่มีวี่แววจะไปถึงจุดนั้นได้ ทางสหกรณ์ฯ เองก็มีวิธีการวางแผนต่าง ๆ เพื่อให้ทั้งหน่วยงานและสมาชิกของสหกรณ์ข้ามผ่านวิกฤตนี้ไปได้โดยได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เขาเกริ่นกลยุทธ์สำคัญที่พวกเขากำลังทำกันอยู่เป็นหัวข้อใหญ่ ๆ ให้เราฟังว่า ได้แก่ การลดต้นทุน การรักษามาตรฐาน การทำการตลาดเชิงรุก การรักษาคอนเนกชัน และสิ่งสำคัญคือข้อดีของการจัดตั้งเป็นสหกรณ์ 

เส้นทางสู้ของสหกรณ์ฯ โพนยางคำ ในวันที่วงการเนื้อโคขุนไทยกำลังพ่ายแพ้เนื้อนำเข้า

ด้วยติดภารกิจทางราชการในตัวจังหวัด ผจก.แป๋ว จึงส่งต่อหน้าที่ให้ นิคม ภูมิเจริญวัฒน์ รองผู้จัดการ ซึ่งเป็นพนักงานอาวุโสรุ่นที่ 2 ของสหกรณ์ฯ ทำงานมายาวนานกว่า 30 ปี และ อนุชา จันทรังษี ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายส่งเสริม คนรุ่นใหม่ที่เข้ามารับช่วงดูแลคุณภาพของเนื้อโค เป็นผู้ขยายความรายละเอียดต่าง ๆ ที่เขาเกริ่นเอาไว้ 

ลุงฟรังซัว ผู้วางรากฐานสหกรณ์และสร้างคอนเนกชันในเมืองกรุง

ก่อนจะไปถึงวิธีอยู่รอดท่ามกลางการทะลักเข้ามาของสินค้าฟรีภาษี อีกประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเป็นผู้แฮ็กตลาดผลิตเนื้อโคขุนและนำเข้าสู่ระบบการค้าในเมืองไทยเป็นกลุ่มแรก เพราะใน พ.ศ. 2523 ที่พวกเขาเริ่มทำ คนไทยมีเพียงเนื้อวัวพื้นบ้านตามเขียงเป็นทางเลือก การทำการตลาดในยามนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่พวกเขาทำได้อย่างไรจนสำเร็จ ผู้ที่จะเล่าเรื่องนี้ให้เราฟังได้ดีที่สุดก็คือ นิคม รองผู้จัดการ ซึ่งเป็นพนักงานรุ่นเก๋าที่ทำงานกับสหกรณ์ฯ มาตั้งแต่ช่วงแรก 

“จุดเริ่มต้นมาจากนโยบายของรัฐฯ ใน พ.ศ. 2519 ที่ต้องการส่งเสริมอาชีพรองจากการทำนาให้กับเกษตรกรในพื้นที่ทุรกันดาร จึงทำโครงการขยายผลิตผลโปรตีนขึ้นมา และตั้งศูนย์ส่งเสริมการขยายพันธุ์สัตว์หรือ กรป.กลาง ขึ้น โดยวางเป้าหมายไว้ที่การส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ทุรกันดาร ภายใต้ความร่วมมือกับสถานทูตฝรั่งเศส

ฟรังซัว แดร์โฟซ์ ชาวฝรั่งเศสหรือที่พวกเราเรียกกันว่า คุณลุงฟรังซัว ซึ่งเรียนจบด้านการเกษตรมาจากประเทศฝรั่งเศส จึงได้รับหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรเพื่อมาประจำโครงการนี้ โดยแรกเริ่มอยู่ที่อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นหน่วยทหารพัฒนาที่ส่งคนไทยไปเรียนผสมเทียม รีดน้ำเชื้อโค จากต่างประเทศ 

“ต่อมาท่านก็นำการเรียนรู้กลับมาสู่สกลนคร คือ นพค. (หน่วยพัฒนาเคลื่อนที่ สังกัดกระทรวงกลาโหม) และคุณลุงฟรังซัวก็เริ่มการผสมเทียมโค โดยทดลองใช้วัวพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์บราห์มันมาเป็นแม่พันธุ์ ผสมกับสายพันธุ์ชาร์โรเลส์ สายพันธุ์ลิมูซา ที่ท่านนำเข้ามา ซึ่งเป็นสายพันธุ์ฝรั่งเศส 

“พอลูกวัวออกมา ท่านมองว่ามีลักษณะที่สวย น่าเสียดายหากจะให้จบแค่ที่เขียงหรือโรงฆ่าสัตว์ จะทำอย่างไรให้ลูกวัวที่มาจากการผสมเทียมนี้มีคุณค่า พัฒนาให้เกษตรกรในพื้นที่อยู่ดีกินดีได้ จากการได้มาอยู่ในพื้นที่ ลุงฟรังซัวเล็งเห็นว่าจังหวัดสกลนครเหมาะกับการเลี้ยงโคขุน เพราะเกษตรกรทำนาอยู่แล้ว มีฟางข้าว หญ้า ซึ่งเป็นอาหารหลัก ๆ ของวัวที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย จึงลาออกจากงานและจัดตั้งเป็นสหกรณ์ฯ กรป.กลาง โพนยางคำขึ้น โดยท่านเป็นผู้จัดการ 

“ในยุคนั้น พ.ศ. 2523 ไทยยังไม่มีสเต๊ก ชาวต่างประเทศก็มีเยอะ เนื้อวัวก็มีแต่วัวเขียง วัวลากต่าง ๆ แล้วก็วัวที่นำเข้าราคาแพง ลุงฟรังซัวจึงเริ่มให้บุคลากรไปเรียนตัดแต่งเนื้อที่ฝรั่งเศสก่อน แกชื่อ สังวร มุลเมือง 

“ตอนนั้นสหกรณ์ไม่มีเงิน ก็ขอทุนจากรัฐบาลฝรั่งเศสและรัฐบาลออสเตรเลียเพื่อจะสร้างห้องเย็น และได้ทุนจาก บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ที่มาเรียนรู้เกี่ยวกับวัวนมพันธุ์ซิมเมนทอลหรือวัวพันธุ์ขาวแดงตะวันออก จุดประสงค์คือการผสมเทียม หากได้ลูกเป็นตัวเมียจะส่งไปเลี้ยงเป็นวัวนมเพื่อรีดนม แต่ถ้าเป็นตัวผู้ทางสหกรณ์ก็จะนำมาขุน 

“ช่วงนั้นราคาเนื้อโคตามเขียงขายกันที่ราคากิโลกรัมละ 60 – 70 บาท แต่โคขุนของเราเริ่มต้นที่หลักร้อยถึง 400 เป็นเนื้อสเต๊ก มีเรื่องเล่าต่อ ๆ กันมาจากบุคลากรรุ่นแรก ๆ ว่า ครั้งแรกเลยทางสหกรณ์ฯ เชือดวัว 5 ตัว ฝังทิ้งไป 3 ตัวเพราะขายไม่ได้ แต่เลือกที่จะไม่แจก เพื่อตัดปัญหาว่าต่อไปจะมีแต่คนรอรับแจกไม่ยอมซื้อ 

“คุณลุงฟรังซัวเริ่มผสมอาหารให้วัวเพื่อเพิ่มปริมาณโปรตีนให้เพียงพอ พอน้ำหนักได้ที่แล้วก็เข้าสู่กระบวนการเชือดซึ่งทันสมัยที่สุดของไทยในตอนนั้น มีปืนสตันต์และอุปกรณ์ตามมาตรฐานฝรั่งเศส แล้วเราก็ได้รับการสนับสนุนห้องเย็น 2 ห้องจากรัฐบาลฝรั่งเศสและรัฐบาลออสเตรเลีย 

“จากนั้นก็เริ่มขยับขยาย เริ่มขายในพื้นที่จังหวัดสกลนคร เริ่มมีตลาด จึงเช่าพื้นที่ทำมินิมาร์ตซึ่งเป็นจุดแรกที่มีเนื้อโคขุนของสหกรณ์วางขาย หลังจากนั้นคุณฟรังซัวก็ไปเข้าพบกับ สุรพงษ์ ภูสนาคม

ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการวิลล่า มาร์เก็ท และเชื้อเชิญให้เข้ามาเป็นหุ้นส่วนกับสหกรณ์ วิลล่า มาร์เก็ท จึงกลายเป็นตลาดหลักของสหกรณ์โพนยางคำในยุคแรก ภายใต้แบรนด์ชื่อ ‘ไทยเฟรนซ์ ‘ (Thai-French Beef) ที่สื่อถึงความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ

“นอกจากนี้ทางสหกรณ์ฯ ก็ไปเปิดตลาดในกรุงเทพฯ อย่างยุคแรกผมไปทันตอนห้างไทยไดมารูยังเปิดอยู่ สยามจัสโก้ก็ยังอยู่หลายสาขา เราก็ไปแนะนำลูกค้าเนื้อโคขุน แรก ๆ ลูกค้าไม่เข้าใจ บอกเราว่ารู้จักแต่หมูขุน เราเลยจัดพนักงานไปแนะนำ โดยนำเนื้อตัดเป็นชิ้นแล้วแพ็กแยกเป็นส่วน ๆ ไปวางบนชั้นวางสินค้า แล้วแนะนำว่าเนื้อโคขุนคืออะไร มีไขมันแทรกอย่างโน้นอย่างนี้ จนเป็นที่รู้จัก หลังจากนั้นที่อื่น ๆ ก็เริ่มทำเป็นชื่อโคขุนตามเรา”

การเปิดตลาดในเมืองกรุงและการสร้างคอนเนกชันที่ดีมาจนถึงวันนี้ ทำให้เนื้อโคขุนของสหกรณ์ฯ กรป.กลาง โพนยางคำ ในนามไทย-เฟรนช์ ก็ยังครองตลาดเนื้อโคขุนคุณภาพพรีเมียมของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน 

อีกหนึ่งเรื่องพี่นิคมเล่าให้ฟังถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้คำว่าเนื้อโพนยางคำดังติดตลาดในเวลาต่อมาก็คือ มีคู่ค้าผู้หนึ่งได้ไปเปิดร้านปิ้งย่างเนื้อขึ้นในซอยนวลจันทร์ ย่านลาดพร้าว กรุงเทพฯ และตั้งชื่อร้านโดยใช้คำว่า ‘โพนยางคำ’ ซึ่งเป็นชื่อของหมู่บ้าน เขาเลือกใช้เนื้อของสหกรณ์ฯ กรป.กลาง โพนยางคำ มาเสิร์ฟ และมีดาราไปรีวิวออกทีวีว่า “เนื้อจากโพนยางคำนุ่มละลายในปาก” หลังจากนั้นชื่อเนื้อโคขุนโพนยางคำก็ฮิตติดปากคนไทย และดังขึ้นไปอีกเมื่อซีรีส์เกาหลีเรื่อง แดจังกึม เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้คนไทยนิยมกินอาหารปิ้งย่างเกาหลีกันมากขึ้น ยามนั้นจึงเป็นเหมือนนาทีทองของเนื้อโคขุนจากโพนยางคำ ซึ่งเป็นเนื้อโคขุนแห่งเดียวที่มีในไทย ณ ขณะนั้น เป็นที่นิยมและรู้จักกันอย่างแพร่หลาย 

ลุงฟรังซัวเสียชีวิตลงด้วยวัย 65 ปีใน พ.ศ. 2555 รูปปั้นของเขายังคงตั้งเป็นอนุสรณ์ไว้ ณ บ้านพักหลังแรกที่อยู่ติดกับโรงเลี้ยงโค เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับคนในสหกรณ์ฯ ปฏิบัติงานกันต่อไปโดยไม่หลงลืมว่าพวกเขาร่วมเดินทางกันมาไกลมากแค่ไหน และสิ่งที่ทำอยู่นี้ช่วยเหลือเกษตรกรไทยให้ลืมตาอ้าปากได้จริง

รักษามาตรฐาน-เอกลักษณ์ของเนื้อโคขุนโพนยางคำท่ามกลางวิกฤต FTA

การรักษามาตรฐานท่ามกลางวิกฤต คือกลไกแรกที่คนในสหกรณ์ฯ แห่งนี้ตระหนัก หลังพูดคุยกับพี่นิคมในช่วงแรกเสร็จ เรามาชมโรงเลี้ยงโค ใกล้กับรูปปั้นคุณลุงฟรังซัว ไม่นานนัก อนุชา ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมก็ขี่มอร์เตอร์ไซค์มาหา เพื่อพาเราชมการเลี้ยงวัวในสนามหญ้า เขาชี้ให้เราดูวัวลูกครึ่งสายพันธุ์ต่าง ๆ สะท้อนถึงความชำนาญที่ได้รับการฝึกฝนมา พร้อมเล่าต่อไปว่าเหตุผลที่เนื้อโคขุนจากสหกรณ์มีเอกลักษณ์ว่านอกจากเรื่องสายพันธุ์ที่พัฒนาจนลงตัวแล้ว ยังมีเรื่องของอาหารที่ใช้เลี้ยงวัวจากวัตถุดิบที่ใช้

“แรกเริ่มเลยคุณลุงฟรังซัวใช้มันสำปะหลังและโมลาสหรือกากน้ำตาลเข้ามาเป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์เพราะราคาถูก แม้ปัจจุบันราคาวัตถุดิบที่ว่าจะแพงขึ้นหลายเท่าตัว แต่ทางสหกรณ์ก็ยังคงสูตรเอาไว้ โดยผู้ที่เข้ามาประมูลผลิตอาหารสัตว์ให้เราต้องทำตามเงื่อนไขนี้ เพื่อให้ได้อาหารที่เหมาะกับการขุนโคตามแบบฉบับของเรา คือมีความนุ่มและมีกลิ่นหอมของกากน้ำตาล หากเทียบเนื้อโคขุนของเรากับเนื้อเมืองนอก ก็ต้องบอกว่ามีความแตกต่างแน่นอน อย่างถ้าเป็นเนื้อในโซนของออสเตรเลีย เขาจะใช้สายพันธุ์บีฟมาสเตอร์ที่ปล่อยให้กินหญ้าตามธรรมชาติ ด้วยสายพันธุ์และภูมิศาสตร์ของเขาเหมาะกับการเลี้ยงวัวในสายพันธุ์นั้น วัวจึงเจริญเติบโตได้ดี แต่เรื่องรสชาติ ถ้าเทียบกับของเราต้องมาพูดกันอีกที 

“ถ้าจะมองในเชิงลึก ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้วิถีการบริโภคเนื้อวัวของคนไทย เรื่องความอร่อยเราเอาไว้ทีหลัง เพราะด้วยระบบเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดี ผู้บริโภคจึงเน้นเรื่องราคามาก่อน ขอเรื่องต้นทุนก่อนเป็นหลัก เมื่อฟรีภาษีเนื้อนอกที่เข้ามาจึงมีราคาถูกกว่าเนื้อโคขุนของไทย ร้านค้าต่าง ๆ เขาก็จะซื้อไปทำเป็นชาบูชาบู-ปิ้งย่างต่าง ๆ ไม่เหมือนเนื้อโคขุนของเราซึ่งเน้นไปที่การย่างเนื้อเป็นสเต๊กแบบพรีเมียม แต่ถ้าจะถามเรื่องรสชาติความอร่อย ผมก็ยังคิดว่าของเราอร่อยกว่า แม้จะเทียบเกรดเนื้อที่เป็นสเต๊กเหมือนกัน แต่รสชาติคนละแบบกับเนื้อไทย 

“ถ้าเป็นเนื้อของโพนยางคำ จะเป็นกลิ่นหอมของน้ำตาล กลิ่นของอาหารที่เราให้วัวกินผสมผสานอยู่ในเนื้อ ไม่มีกลิ่นสาบคาว แต่ถ้าเป็นเนื้อออสเตรเลียหรือเนื้อกล่อง กลิ่นสาบและความเหนียวมาอันดับ 1 เลยครับ จะรู้ได้เลยว่ามันเป็นเนื้อกล่องที่เขาไม่ตีตรามา เราไม่มีทางรู้เลยว่าเนื้อเหล่านี้เป็นเนื้อวัวหรือเนื้อควาย เพราะมาจากหลากหลายที่ อาจจะอินเดีย บังกลาเทศ ออสเตรเลีย เขาจะตีรวมเข้ามาในตู้คอนเทนเนอร์ตู้เดียวเลย 

“ตอนนี้เนื้อนอกเข้ามาชิงส่วนแบ่งทางการตลาดของเราครึ่งต่อครึ่ง โดยสรุปเปรียบเทียบจากยอดขายของเราในปีนี้ที่ลดลง แต่ถ้าพูดถึง 5 ปีก่อน ช่วงโควิดเราขายดีมากเพราะปิดเมือง แต่พอโควิดซาก็เริ่มมีเนื้อจากที่อื่นเข้ามา ประมาณ 2 ปีได้ที่ทำให้การขายของเราลดลง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนเลยว่า การปลอดภาษีเนื้อนำเข้านั้นกระทบต่อเกษตรกรไทยโดยตรง จึงอยากให้รัฐช่วยเข้ามาแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง

“วิกฤตราคาเนื้อโคถูกลงและการถูกแทรกแซงจากมืองนอกซึ่งเนื่องมาจากการประการปลอดภาษีการค้า ทางสหกรณ์เองอาจจะใช้วิธีลดต้นทุนบ้างบางส่วน เช่น ลดจำนวนการเชือดโคลงให้เหมาะสมกับข้อมูลความต้องการที่มีในแต่ละช่วง แต่พวกเราไม่เคยลดคุณภาพของอาหารสัตว์ ระยะเวลาการขุน น้ำหนัก การคัดแยกเกรดเนื้อ ต่าง ๆ เหล่านี้ยังเป็นไปตามมาตรฐานเดิมที่ตั้งไว้ และเรายังคงรับซื้อโคจากสมาชิกสหกรณ์ในราคาเดิม เพราะเป้าหมายของสหกรณ์ฯ คือการส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรมีรายได้เสริมและมีชีวิตที่ดีขึ้น” เขากล่าวทิ้งท้ายกับเรา

ทบทวนระบบเพื่อแก้ปัญหาและลดต้นทุนทั้งระบบ โดยให้กระทบต่อสมาชิกน้อยที่สุด

หลังจากคุยกับอนุชาจบ เรากลับมาที่โซนด้านในของสหกรณ์ฯ อีกครั้ง เพื่อเข้าชมโรงเชือดคุณภาพมาตรฐานระดับ GMP โดยมีนิคมเป็นผู้พาชม เราได้เห็นทั้งเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย สะอาดสะอ้าน เป็นระบบ แต่ละขั้นตอนซากวัว (หมายถึงวัวที่ฆ่าแล้ว) จะไม่สัมผัสกับพื้นเลยแม้แต่นิดเดียว และยังได้เห็นห้องบ่มเนื้อกับดรายเอจเนื้อทั้งตัวขนาดใหญ่ ซึ่งเมื่อเปิดประตูออกมา กลิ่นหอมกากน้ำตาลของเนื้อที่ผ่านเวลาภายใต้การควบคุมอุณหภูมิก็โชยมาแตะจมูก มีซากวัวแขวนไว้เต็มไปหมด ทั้งที่เป็นช่วงที่เกิดวิกฤตทางการค้า นั่นสะท้อนว่าการค้าขายของพวกเขายังคงไปต่อได้ 

ถัดจากห้องบ่มเนื้อ นิคมในชุดยูนิฟอร์มพาเราเข้าชมห้องตัดแต่ง ซึ่งพนักงานที่ได้รับการฝึกฝนอย่างเชี่ยวชาญกำลังง่วนกับการตัดแต่งเนื้อแต่ละส่วนและบรรจุแบ่งเป็นส่วนเอาไว้ในสุญญากาศ วันที่เราเข้าชมเป็นการตัดแต่งเนื้อแบบออสเตรเลีย คือตัดแต่งส่วนเกินออกเยอะ คงไว้แต่ส่วนเนื้อที่ต้องการเน้น ๆ ระหว่างชมโรงงาน เราสอบถามถึงวิธีนำพาสหกรณ์ให้รอดพ้นวิกฤตเนื้อนอกเข้ามาแทรกแซงกลไกทางการตลาดกับนิคมว่าสหกรณ์ฯ มีวิธีอย่างไร เขาจึงเผยว่า

“ก่อนอื่นผมจะอธิบายเป็นขั้นตอนการทำงานระหว่างเรากับเกษตรกรผู้เป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ ให้เข้าใจก่อน เพื่อจะได้เห็นโครงสร้างการทำงาน เพราะในแต่ละโครงสร้างจะมีวิธีการลดต้นทุนซึ่งเป็นสิ่งที่เรากำลังทำอยู่

“เริ่มต้นจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคมีชีวิต สมาชิกบางท่านมีแม่พันธุ์เป็นของตัวเอง ผสมพันธุ์วัวให้ได้ตามสายพันธุ์ที่ต้องการ ผลิตลูกวัวออกมาและเลี้ยงลูกวัวต่อไปจนกว่าจะครบเวลาที่พร้อมขุน หรือจะไปหาซื้อลูกวัวพันธุ์ที่เรากำหนดมาเลี้ยงก็ได้ เกษตรกรอีกส่วนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกหากต้องการขายวัวให้เราเพื่อนำไปขุน ก็จะไปหาซื้อวัวมีชีวิตตามสายพันธุ์ที่ต้องการมาเลี้ยงให้ครบตามเวลา

“เมื่อครบเวลา เราจะไปตรวจสอบและหากผ่านมาตรฐาน สหกรณ์จะทำการถ่ายพยาธิ ฉีดวัคซีนตามที่กำหนด และขึ้นทะเบียนให้เป็นโคขุนของทางสหกรณ์ โดยให้เกษตรกรขุนที่บ้านตนเองเลย ซึ่งเราจะจัดส่งอาหารและกากน้ำตาลให้เพียงพอต่อระยะเวลาการเลี้ยง รวมถึงยาและการรักษาจากสัตวแพทย์ของทางสหกรณ์หากวัวเกิดเจ็บป่วย ไม่อนุญาตให้ใช้สัตวแพทย์ที่อื่นเพื่อควบคุมมาตรฐานให้ตรงกับระบบ และต้องบันทึกประวัติเอาไว้

“พอวัวขุนครบเวลาคือประมาณ 12 – 15 เดือน สหกรณ์จะส่งเจ้าหน้าที่ 2 คนไปตรวจสอบ หากได้มาตรฐานก็จะบอกเกษตรกรว่าอีก 1 สัปดาห์ให้นำโคเข้ามาส่งที่สหกรณ์เพื่อทำการเชือด 

“หลังจากเชือดแล้ว อีก 2 สัปดาห์เกษตรกรก็จะมารับเงิน ซึ่งในระยะนี้เราจะตรวจคุณภาพของไขมันแทรกหลังการบ่มเนื้อ หากเปอร์เซ็นต์ไขมันแทรกดี เกษตรกรจะได้บวกราคาเพิ่มจากราคามาตรฐานขึ้นไปอีก จากนั้นทางสหกรณ์เราก็จะตัดแต่งแบ่งส่วนและบรรจุเนื้อเพื่อจัดส่ง”

ระบายสต๊อก ลดต้นทุน การตลาดเชิงรุก คอนเนกชัน และข้อดีของรูปแบบสหกรณ์

อนุชาเล่าต่อไปว่า “จากระบบที่เล่ามา การลดต้นทุนและช่วยเหลือเกษตรกรจะเกิดขึ้นตั้งแต่กระบวนการแรก คือปัจจุบันราคาโคมีชีวิตตกต่ำก็จริง แต่การซื้อโคมาเพื่อเตรียมขุนนับว่าเป็นต้นทุนที่ต้องแบกรับ เกษตรกรที่เป็นสมาชิกของเราซึ่งจะมีแม่พันธุ์วัวอยู่ หากเพาะพันธุ์เองและค่อย ๆ เลี้ยงดูไปตามกิจวัตรประจำวัน จะไม่ต้องเสียเงินซื้อวัวมาขุน เป็นการลดต้นทุนในขั้นต้น 

“ทั้งนี้ ปัจจุบันเราลดจำนวนการขุนโคลง โดยตกลงกันกับสมาชิก เพื่อป้องกันเรื่องสต๊อกเนื้อที่จะเกิดขึ้น ซึ่งสมาชิกไม่มีปัญหาอะไร เพราะจุดหมายแรกที่เราวางเอาไว้ คือการเลี้ยงโคขุนนี้ทำเพื่อเป็นอาชีพเสริม ไม่ใช่อาชีพหลัก จึงไม่กระทบต่อรายได้หลักของเกษตรกร

“ถัดมาเมื่อเรื่องอาหารสัตว์ หลังจากวัวของเกษตรกรขึ้นทะเบียนเป็นโคสำหรับขุนแล้ว อาหารสัตว์ที่เราส่งให้สมาชิกจะเป็นการซื้อแบบระบบเงินเชื่อ หมายถึงนำอาหารไปเลี้ยงโคก่อน แล้วมาหักลบกลบหนี้หลังจากที่นำมาเชือด โดยอาหารสัตว์ของเราใช้ระบบให้เอกชนมาประมูลเช่าพื้นที่ผลิตอาหารสัตว์ให้ตามสูตรที่กำหนด ซึ่งเรามีโรงผลิตให้ พูดง่าย ๆ คือเหมือนเขามาเช่าพื้นที่เพื่อผลิตอาหารสัตว์ให้กับเรา ระบบการประมูลนี้ทำให้เราต่อรองราคาอาหารสัตว์ให้ถูกลงได้ โดยที่คุณภาพยังไม่เปลี่ยนแปลง เพราะเราจะนำตัวอย่างอาหารเข้าแล็บเพื่อตรวจวัดคุณภาพประจำทุกเดือน 

“ต่อมาก็เข้าสู่กระบวนการเชือด การที่เรามีโรงเชือดเป็นของตัวเอง ข้อดีคือทุกส่วนของวัวจะเป็นของเรา ทั้งหัว หนัง เท้า เครื่องใน เพราะหากไปจ้างโรงเชือดที่อื่น ส่วนเหล่านี้เขาจะเก็บไว้เองทั้งหมด ซึ่งเศสเหล่านี้นำไปขายเป็นรายได้กลับสู่สหกรณ์ และนำมาแบ่งปันให้กับสมาชิกเป็นรายได้รอบที่ 2 หลังจากรับรอบแรกไปแล้ว 

“จากนั้นซากตัวเต็มก็จะถูกนำไปชั่งน้ำหนักอีกครั้ง แล้วเข้าสู่ห้องเย็นและห้องบ่ม โดยหลังจากบ่มซากแล้วสหกรณ์จะตรวจวัดระดับไขมันแทรก หากมีไขมันที่ดีก็จะบวกเงินเพิ่มให้เจ้าของวัวไปอีก ซึ่งต้องบอกว่าราคาแรกรับซื้อของเรากับสมาชิกและเกษตรกรที่มาร่วม เราจะให้ราคาเดิม ไม่ได้ลดลงอย่างที่ตลาดโคมีชีวิตเป็นอยู่ ณ ตอนนี้ และถ้าเป็นสมาชิกสหกรณ์ เรายังบวกเพิ่มให้อีกกิโลกรัมละ 2 บาทตามน้ำหนักวัวด้วย 

“การมีห้องเย็นที่มีมาตรฐานเป็นของตัวเอง ทำให้เราสต๊อกซากวัวโดยยังคงคุณภาพของรสชาติไว้ได้ ซึ่งส่วนนี้ต่างกับผู้ประกอบการที่ไม่มี เพราะหากต้องเช่าห้องเย็นก็จะเกิดต้นทุนเพิ่มขึ้น 

“ทีนี้ก็เข้าสู่การตัดแต่งแบ่งส่วน ด้วยความรู้ที่ทีมงานของสหกรณ์เรียนรู้มายาวนาน ทำให้เรามีความรู้ในการจำแนกส่วนต่าง ๆ ของเนื้อได้เป็นอย่างดี โดยเนื้อที่เป็นส่วนหลักแบ่งเกรดได้ตั้งแต่ 2 – 2.5, 3 – 3.5, 4 – 4.5 และในระดับ 5 ไล่เลียงกันไปตามเปอร์เซ็นต์ไขมันแทรก และยังมีเนื้อที่เหลือจากการตัดแต่งส่วนต่าง ๆ ตลอดจนไขมันที่จะแยกส่วนไว้ ซึ่งจะนำไปทำอาหารแปรรูปพร้อมรับประทาน เพื่อสร้างมูลค่า ไม่ให้สูญเปล่า เพราะทุกส่วนล้วนมาจากโคที่ผ่านการขุนและดูแลอย่างดี หรือหากลูกค้าท่านใดต้องการนำไปปรุงอาหารก็ให้คำแนะนำได้ว่าควรเลือกชนิดไหนไปใช้ 

“ท้ายที่สุดคือการจำหน่าย เรายังคงมีคอนเนกชันกับวิลล่า มาร์เก็ท ส่งเนื้อในนามไทย-เฟรนช์ ออกขาย และใช้วิธีการตลาดเชิงรุก คือส่งตัวแทนเข้าหาผู้ประกอบการที่เป็นครัวกลางซึ่งกระจายสินค้าได้หลายที่ นำเสนอเนื้อ ทำการตกลงราคากัน อีกอย่างคือด้วยระบบสหกรณ์ เราขอให้สหกรณ์จังหวัดช่วยระบายสต๊อกเนื้อเกรด B ซึ่งเขามีหน้าที่ช่วยเหลือสหกรณ์ด้วยกันอยู่แล้ว จึงเกิดการกระจายสินค้าไปยังสหกรณ์ต่าง ๆ ทั่วภาคอีสาน จริง ๆ ตั้งใจจะทำทั่วประเทศ โดยตอนนี้เริ่มที่ภาคอีสานก่อน 

“นอกจากนี้ เราได้เข้าพบท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ เพื่อขอนำสินค้าไปวางขายในงานอีเวนต์ต่าง ๆ เช่น งานกำนันผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ในจังหวัด และยังจัดส่งเนื้อผ่านรถห้องเย็นถึงหน้าบ้านคุณทั่วประเทศแบบไม่จำกัดปริมาณ โดยผู้สั่งรับผิดชอบค่าจัดส่งเอง ทำให้สต๊อกของเราระบายออกได้ แต่ถึงอย่างนั้นทางสหกกรณ์ก็ยังมีจุดอ่อนเรื่องสื่อออนไลน์ เพราะเพจของพวกเขาถูกปิดไป ตอนนี้ได้ประสานกับทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร ให้เข้ามาช่วยออกแบบและดูแลจัดการในเรื่องนี้แล้ว” 

นาแปลงใหญ่ กลไกในประเทศที่ทำให้โคมีชีวิตราคาตกต่ำ กับเขียงเนื้อและร้านลาบก้อยซอยจุ๊

หลังชมการตัดแต่งเนื้อเสร็จ เราออกมานั่งคุยกับนิคมต่อ ซึ่งเขาเล่าอีกหนึ่งแง่มุมที่ซ้ำเติมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคในไทย ในประเด็นเรื่องราคาโคมีชีวิตตกต่ำที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันให้ฟังว่า 

“เรื่อง FTA ที่ทำให้เนื้อนอกเข้ามาแบ่งสัดส่วนการตลาดนั่นก็เรื่องหนึ่ง แต่อีกเรื่องคือโครงการนาแปลงใหญ่ที่รัฐทำอยู่ ณ ขณะนี้ ทำให้ราคาของโคมีชีวิตตกต่ำลง เพราะรัฐแจกแม่พันธุ์วัวให้วิสาหกิจทั่วประเทศเลี้ยง แต่ไม่ได้ทำตลาดให้เลย ไม่มีตลาดรองรับ ปล่อยให้พวกเขารับผิดชอบกันเอง แล้ววัวมันออกลูกมาได้เรื่อย ๆ ปริมาณวัวจึงเพิ่มมากขึ้น แต่ไม่มีตลาดรองรับ

“เราได้เห็นการสู้กันเองของเกษตรกรกลุ่มนั้นที่เปิดร้านเขียงเนื้อในพื้นที่ และทำร้านลาบก้อยซอยจุ๊ขายกัน นั่นพวกเขาก็ยังสู้กันอยู่ และไม่ใช่ว่าจะไม่ถูกแทรกแซงจากเนื้อกล่องราคาถูกนะครับ แม้แต่เขียงเนื้อเองก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน”

ฟังถึงตรงนี้ชักรู้สึกแล้วสิว่าความขมขื่นที่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคในไทยกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้มันเข้มข้นเหลือเกิน

เนื้อโคขุนเกรดรองส่วนไหนทำอาหารไทยดี

พวกเราบอกลานิคมและขับรถกลับมาที่ร้านสเต๊กเฮาส์ด้านหน้าของทางสหกรณ์ แน่นอนว่าเราไม่พลาดที่จะชิมสเต๊กโพนยางคำชิ้นอร่อย บอกเลยว่าเนื้อโคขุนของที่นี่เมื่อผ่านการดรายเอจแล้วมีกลิ่นหอมนวลฟุ้ง คล้ายกลิ่นคาราเมลผสมน้ำปลาดี ๆ ฉ่าลงกระทะขณะย่างทั้งที่ไม่ได้ใส่ลงไป และเนื้อนั้นนุ่มอร่อยสมคำร่ำลือ ขนาดว่าเป็นส่วนเนื้อที่ไม่ใช่พรีเมียมระดับไขมันแทรกมากมายก็ยังรู้สึกประทับใจ 

นอกจากนี้ ทางร้านยังมีอาหารอีกมากมาย อาทิ ผัดกะเพราเนื้อกลิ่นหอมรสชาติดี ที่สำคัญคือไม่มีกลิ่นสาบเนื้อมากวนใจ แถมยังรู้สึกดีที่ได้อุดหนุนเกษตรกรไทยด้วย

พออิ่มท้อง เราก็เข้าไปช้อปปิ้งและชมผลิตภัณฑ์สินค้าจากเนื้อโคขุนที่นี่ ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายส่วน ทั้งแบบแช่แข็ง ไม่แช่แข็ง แบ่งเกรดต่าง ๆ ตามระดับไขมันแทรก และยังมีสินค้าแปรรูปจากเนื้อโคขุนอีกหลากหลายรายการ ซึ่งพนักงานประจำร้านแนะนำได้ทุกส่วน ทำให้ได้ความรู้เพิ่มเติมโดยเฉพาะการเลือกเนื้อโคขุนส่วนที่ราคาไม่แพงมาปรุงอาหารไทยให้ได้สัมผัสที่อร่อยเหมือนกัน เข้ากับสภาพเศรษฐกิจที่กำลังตึงมือผู้บริโภคเช่นกัน เราจึงเก็บเอาความรู้นี้มาฝากคุณผู้อ่าน

“ถ้าจะทำซุป ทำตุ๋น เราแนะนำให้ใช้เนื้อน่อง ถ้าจะทำอาหารไทยอย่างพะแนงหรือนำไปแกง แนะนำเป็นเนื้อรวม ทั้งนี้ขึ้นกับราคาด้วย อย่างเนื้อรวมทำเป็นเมนูอ่อม ต้ม นึ่ง พะแนง หรือมัสมั่นก็ได้ เนื้อน่องก็ทำเป็นอ่อมขาลาย แกงคั่ว แกงเนื้อใส่มะเขือ ฯลฯ

“ถ้าทำน้ำตก เอาเนื้อสันนอก-สันในมาทำนี่สุดยอด แต่สู้ราคาไหม ถ้าไม่สู้ราคาแนะนำว่าลองเอาเสือร้องไห้หรือเนื้อสันหน้าไปทำ มันจะมีไขมันแทรกรวม ๆ ย่างแล้วทำน้ำตกจิ้มแจ่วอร่อยไม่แพ้กัน

“ไส้กรอกอีสาน หม่ำ เป็นเนื้อรวม ๆ จะดี เพราะราคาถูก ทำต้นทุนหรือทำกำไรได้ ห้องบุชเชอร์เขาเรียกกันว่าเนื้อ G มาจากคำว่า Ground Beef คือเนื้อที่รวมกันหมด อาจจะมาจากขาหน้าบ้าง ขาหลังบ้าง ส่วนไหนที่นิ่มแต่เป็นก้อนไม่ได้ เอาพวกก้อนเล็ก ๆ มารวมกัน ถ้าทำไส้กรอกก็เลือกเนื้อรวมที่ติดมัน เนื้อซี่โครง แต่ถ้าทำลาบก้อยก็ใช้เนื้อแดงรวมหรือที่เรียกว่า เนื้อ G แดง ซึ่งเราขายแค่กิโลละ 230 บาท อย่างเนื้อสำหรับก้อยอยู่ที่ 300 บาท ราคานี้จริง ๆ ก็พยายาปรับลดลงจากเดิมแล้ว เพื่อให้ใกล้เคียงกับเนื้อเขียง เมื่อก่อนเราหนีราคาได้ แต่เดี๋ยวนี้ที่เป็นวิกฤต เราหนีราคาไม่ได้ ต้องปรับลดลง แต่จะลดลงมากก็ไม่ได้ เพราะต้นทุนการเลี้ยงโคขุนนั้นสูงกว่า

“ซอยจุ๊ ถ้าร้านเราใช้เนื้อสันลอย (อองเลย์) เป็นเนื้อส่วนที่ติดกับตับ เมื่อก่อนไม่ฮิตกันนะครับ แต่ตั้งแต่ พี่อี๊ด โปงลางสะออน ไปทำซอยจุ๊แล้วขายดิบขายดี ตอนนี้ราคาที่กิโลกรัมละ 350 บาท 

“อย่างหางวัว เราก็มี 2 แบบ คือแบบลอกหนังและไม่ลอกหนัง สำหรับทำซุปหางวัว ราคาต่างกันไป หรือเศษเนื้อทำเบอร์เกอร์ ปกติขาย 200 บาท ตอนนี้มีโปรโมชันไปอีกราว ๆ เกือบเดือน กิโลกรัมละ 150 บาท”

สิ่งสำคัญที่พวกเขาย้ำนักหนาก็คือ ถ้าต้องการลิ้มลองรสชาติของโคขุนโพนยางคำอันเลื่องชื่อ ต้องซื้อเนื้อที่ผลิตจากสหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ เท่านั้น เพราะคำว่า ‘โพนยางคำ’ เป็นชื่อหมู่บ้าน จดลิขสิทธิ์ไม่ได้ ดังนั้น หลาย ๆ คนที่เลี้ยงโคที่นี่อาจจะใช้ชื่อโพนยางคำเหมือนกัน ทำให้มีลูกค้าหลายท่านเมื่อได้ชิมแล้วบ่นว่า “เนื้อโพนยางคำเหนียว” นั่นเป็นเพราะเนื้อดังกล่าวไม่ใช่เนื้อโคขุนที่มาจากทางสหกรณ์ฯ คุณภาพการผลิตจึงไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI ดังนั้นโปรดจำไว้ให้ดี 

ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ

การที่เราได้มาเห็นทุกขั้นตอนการผลิต ได้มาพูดคุยกับบุคลากร ทำให้เห็นว่าเนื้อโคขุนของสหกรณ์ฯ กรป.กลาง โพนยางคำ มีมาตรฐานและสะอาดทุกขั้นตอน สมกับเป็นสินค้าคุณภาพระดับเอลิสต์ ของไทย และเราได้ตระหนักว่าเกษตรกรเขาสู้กันเองยิบตาขนาดนี้แล้ว ทั้งพยายามลดต้นทุนทุกขั้นตอนโดยไม่ให้กระทบต่อมาตรฐานของสินค้าและไม่กระทบต่อชีวิตของเกษตรกร ออกไปทำการตลาดเชิงรุกกันเอง สภาพตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับนักสู้ที่หลังชนฝาแล้ว คงดีไม่น้อยหากรัฐบาลผู้มีอำนาจเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุให้กับพวกเขาด้วย 

เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงการนาแปลงใหญ่หรือแม้แต่กลไกการค้าปลอดภาษี FTA ที่ทางรัฐบาลจัดทำขึ้น แม้จุดประสงค์เริ่มต้นจะมีเป้าประสงค์ที่ดี แต่เมื่อมีเสียงสะท้อนถึงผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ผลิตอย่างเห็นได้ชัดดังที่เราเล่ามาทั้งหมด เรื่องนี้จึงไม่ควรปล่อยผ่าน แต่ควรแก้ไขโดยเร่งด่วน เพราะไม่อย่างนั้น นอกจากไม่เป็นการช่วยเหลือแล้ว อาจยังเป็นการซ้ำเติมประชาชนอีกด้วย

ท้ายที่สุด ปลายน้ำของห่วงโซ่อุปทานที่จะช่วยแก้ปัญหาราคาเนื้อโคขุนและเนื้อวัวไทยตกต่ำ ณ ขณะนี้ได้ก็คือผู้บริโภคอย่างเรา จากการพูดคุยกับท่าน ผจก.แป๋ว นิคม และอนุชา ทั้ง 3 คนพูดตรงกันว่าปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งคือค่านิยมของคนไทยที่คิดว่าเนื้อเมืองนอกดีกว่าเนื้อไทย สินค้านอกดีกว่าของไทย ซึ่งอาจไม่จริงเสมอไป ถ้าปรับทัศนคตินี้ของคนไทยได้ ทำให้คนไทยหันมานิยมบริโภคสินค้าคุณภาพที่ผลิตในไทย หากทำได้ ก็เชื่อแน่ว่าทุกธุรกิจในไทยจะยังคงยืนหยัดต่อไปได้ 

แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ขณะนี้ของพวกเราจะขมขื่นยิ่งกว่ารสขมของดีวัวก็ตาม

สนใจสั่งซื้อเนื้อโคขุนและผลิตภัณฑ์สินค้าจากโคขุนของสหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ 

กรป.กลาง โพนยางคำ ติดต่อได้ที่โทรศัพท์ 08 6859 6865

Writer

สิทธิโชค ศรีโช

มนุษย์ผู้ตกหลุมรักอาหารการกินมาตั้งแต่จำความได้ เคยโลดแล่นอยู่ในวงการสื่อสารด้านอาหารกว่าสิบปี ก่อนกลับบ้านนอกมาใช้ชีวิตติดกลิ่นปลาร้าที่อีสาน และยังคงมุ่งมั่นส่งต่อเรื่องราววัฒนธรรมอาหาร สุขภาพ และการดำรงชีวิตของผู้คนบนที่ราบสูง ให้โลกได้รับรู้

Photographer

กานต์ ตำสำสู

หนุ่มใต้เมืองสตูลที่มาเรียนและอาศัยอยู่อีสาน 10 กว่าปี เปิดแล็บล้างฟิล์ม ห้องมืด และช็อปงานไม้ อยู่แถบชานเมืองขอนแก่น คลั่งไคล้ฟุตบอลไทยและร็อกแอนด์โรล