27 กันยายน 2024
2 K

ก่อนหน้านี้เราไม่เคยรู้จัก ‘ผ้าซิ่นตีนจกเมืองลับแล’ มาก่อน จินตนาการไม่ออกว่าหน้าตาเป็นอย่างไร จนมาเยือนพิพิธภัณฑ์ผ้าซิ่นตีนจก ไท-ยวน ที่อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ และสนทนาภาษาผ้ากับ ครูโจ-จงจรูญ มะโนคำ ถึงได้รู้เรื่องราวและเข้าใจว่ามรดกภูมิปัญญานี้สำคัญขนาดไหน

ขอเกริ่นคำศัพท์ที่เราเพิ่งเรียนรู้มาแบบไว ๆ สำหรับคนที่ยังไม่ค่อยรู้จักผ้าไทยแบบเรา

ผ้าซิ่น คือผ้านุ่งของผู้หญิง ครูโจบอกว่าแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ‘เอว ตัว ตีน’ บางคนเรียกว่า หัวซิ่น ตัวซิ่น และตีนซิ่น ส่วน ตีนจก คือการควักล้วงเส้นด้ายตรงตีนซิ่นให้เป็นลาย ใช้ขนเม่นหรือไม้แหลมก็ได้ 

ไทยวน คือประชากรที่อาศัยอยู่ในภาคเหนือ ตามตำนานเล่าว่าไทยวนอพยพมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เชียงแสน ตั้งชื่อเมืองว่า โยนกนคร เรียกประชาชนในเมืองว่า ชาวโยนก ต่อมากร่อนคำเป็น ยวน 

ผู้หญิงชาวไทยวนนั้นมีความสามารถด้านการทอผ้า เมื่ออพยพออกจากเชียงแสน ความรู้เรื่องการทอผ้าซิ่นตีนจกจึงกระจายตามเส้นทางที่พวกเขาไปปักหลัก และหนึ่งในนั้นก็คือ ‘เมืองลับแล’ 

ครูโจคือหนึ่งในผู้สืบเชื้อสายชาวไทยวนในอำเภอลับแล เขามีเลือดและจิตวิญญาณของช่างทอผ้าอยู่เต็มเปี่ยม ซึ่งชายผู้นี้แอบหลงรักการทอผ้ามาตั้งแต่เด็ก ที่บอกว่าแอบรักนั้น หมายถึง ต้องแอบจริง ๆ เพราะด้วยความเชื่อดั้งเดิม ทำให้เขาถูกกีดกันให้ห่างจากกี่ทอผ้า ด้วยความที่เกิดมาเป็นเด็กผู้ชาย

“สมัยผมเด็ก สังคมยังไม่ยอมให้ผู้ชายทอผ้า ยิ่งคนเฒ่าคนแก่ยิ่งไม่เห็นด้วย เขาเชื่อว่าเป็นงานของผู้หญิง ผมเป็นผู้ชายก็ควรจะออกไปทำงานนอกบ้าน เลยต้องแอบทอที่ใต้ถุนบ้าน” ครูโจเล่า

โชคดีที่คุณแม่ของครูโจไม่ได้เคร่งครัดเรื่องนี้สักเท่าไหร่ และเห็นแววว่าครูน่าจะได้ดีด้านการทอผ้า เพราะเรียนรู้ได้ไว้มาก จึงช่วยสอนวิชาและยอมให้มาเป็นลูกมือ แต่จนแล้วจนรอดครูโจก็ยังไม่ค่อยมีโอกาสฝึกฝนฝีมือทอผ้าเสียเท่าไหร่ ได้แต่คอยช่วยแม่ย้อมผ้า เตรียมผ้า และกวักผ้า เสียเป็นส่วนมาก

“ผมมาชำนาญเทคนิคการทอต่าง ๆ เอาตอนที่ได้คลุกคลีกับคนในกลุ่มทอผ้า”

ครูโจกำลังพูดถึงกลุ่มทอผ้าบ้านคุ้ม-นาทะเล ที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น เมื่อช่วง พ.ศ. 2544 ครูโจเห็นโครงการ OTOP ของรัฐบาล ซึ่งมีหนึ่งในเงื่อนไขของการเข้าร่วม คือต้องรวมกลุ่มสมาชิกให้ได้ 

“ลับแลเหลือหมู่บ้านที่ยังทอผ้าซิ่นตีนจกแบบโบราณอยู่เพียง 2 แห่งเท่านั้น คือบ้านคุ้มและบ้านนาทะเล หมู่บ้านอื่น ๆ ที่อยู่ทางเหนือขึ้นไปส่วนใหญ่ทำสวน” ครูโจจึงรวบรวมช่างทอจาก 2 หมู่บ้าน กว่า 100 คนมาตั้งกลุ่มด้วยกันใน พ.ศ. 2545 เพื่อสืบต่อมรดกของชุมชนและทำให้สิ่งที่ตนรัก

ผลประกอบการของกลุ่มทอผ้าเริ่มสร้างรายได้ให้ครูโจและชุมชน เขาเริ่มมีความคิดว่า ในชุมชนของเขาควรจะมีแหล่งเรียนรู้สักแห่งเกิดขึ้น เพื่อสืบทอดไม่ให้มรดกภูมิปัญญาของชาวไทยวนหายไป จึงสร้างศูนย์เรียนรู้ผ้าซิ่นขึ้นมา โดยรวบรวมเงินจากการขายผ้าซิ่นของกลุ่ม ทยอยซื้อผ้าซิ่นเก่าและหายากมาสะสม และค่อย ๆ เปลี่ยนจากศูนย์การเรียนรู้มาเป็นพิพิธภัณฑ์ผ้าซิ่นตีนจก ไท-ยวน แบบเต็มตัว

หากใครได้ไปเยือนพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็จะพบกับผ้าซิ่นแบบต่าง ๆ ที่ครูโจใช้น้ำพักน้ำแรงตามหาและซื้อมาไว้ให้พวกเราชม และไม่ได้มีเพียงแค่ซิ่นของลับแลเท่านั้น แต่ยังมีซิ่นของที่อื่น ๆ จัดแสดงไว้ให้ดูเปรียบเทียบกัน อีกทั้งมีหมอนโบราณแบบต่าง ๆ ผ้าห่ม (ผ้าตุ๊ม) ก็จัดแสดงอยู่เป็นตู้ ๆ ด้วย

“ผ้าซิ่นคือวิถีชีวิตของพวกผม เป็นวัฒนธรรม เป็นความสัมพันธ์ที่แยกกันไม่ขาด” ครูโจกล่าว

ลองนึกดูว่าจริง ๆ แล้วเสื้อผ้าก็เป็นเพียงปัจจัยสี่ แต่มนุษย์ทุกหนแห่งก็บรรจงถักทอมันอย่างประณีตเกินกว่าหน้าที่อันแท้จริงของมัน คงเพราะไม่มีใครอยากนำของไม่สวย ไม่ดี ไม่เก๋ มาไว้บนตัว

“ผ้าซิ่นมันเล่าถึงชีวิตครับ คนเราต้องใส่เสื้อผ้าอยู่ทุกวัน คนก็เลือกเอาแต่ความงาม ความมงคลมาใส่ ลวดลายต่าง ๆ บนผืนผ้าจึงเป็นสิ่งที่เป็นมงคล เช่น ลายนาค ลายหงส์ สีสันก็สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นสีแดงจากครั่ง หรือสีเหลืองจากมะกาย และผ้าซิ่นยังบ่งบอกถึงอุปนิสัยของชาวลับแลได้ด้วยนะ ว่าเป็นผู้มีความอดทน วิริยะ อุตสาหะ เพราะกว่าจะเพียรทอผ้าออกมาได้แต่ละผืนหนึ่งใช้เวลาไม่น้อยเลย”

นอกจากผ้าซิ่นจะเล่าสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของชาวเมืองที่อยู่กันอย่างร่มเย็น ไม่เศร้าหมอง มีสภาพแวดล้อมอันอุดมสมบูรณ์ ปราศจากศึกสงคราม ซิ่นยังผูกพันกับชาวลับแลในด้านความเชื่อทางไสยศาสตร์ด้วย ครูโจเล่าเกร็ดเล็ก ๆ ให้ฟังว่า ซิ่นเป็นเครื่องกันคุณไสยมนต์ดำสำหรับหญิงสาว คนโบราณเชื่อกันว่าซิ่นผืนไหนที่มี ‘ไหมซิ่น’ (ลายด้านหลังของตีนซิ่น ใช้คั่นกลางลายเพื่อไม่ให้ลายชิดกัน) ใช้กันมนต์เสน่ห์ได้ ส่วนซิ่นพื้นเมืองบางชนิดที่ไม่มีไหมซิ่น เวลานั่งก็ให้นั่งทับตะเข็บเอาไว้ กันของเข้าตัวได้

ครูโจหยิบผ้าซิ่นขึ้นมา 2 ผืน ผืนแรกคือ ‘ซิ่นดอกเคียะ’ เป็นผ้าซิ่นยุคแรก ๆ ที่บ่งบอกวัฒนธรรมการนุ่งผ้าสมัยเชียงแสน ผืนนี้อายุเก่าแก่ที่สุดในพิพิธภัณฑ์ (150 – 200 ปี) ซิ่นดอกเคียะเป็นความภูมิใจของชาวไทยวน คนเฒ่าคนแก่รู้สึกเป็นเกียรติมากหากยังมีผ้าชนิดนี้ในครอบครอง เพราะหายากมาก ๆ

“ไม่ได้สำคัญแค่ลายดอกเคียะนะครับ ผ้าในพิพิธภัณฑ์ของเราชิ้นเยี่ยมทุกผืน”

ผืนที่ 2 เป็นผ้าซิ่นที่ดูคุ้นตามาก ชนิดที่ถ้าพูดถึงผ้าซิ่น เราคิดว่าหลาย ๆ คนก็อาจจะนึกถึงผ้าที่มีลักษณะแบบนี้ ซึ่งมีชื่อว่า ‘ซิ่นลับแลงแซงผีเงือก’ เป็นชิ้นที่ครูโจเล่าเรื่องราวได้สนุกมาก เพราะแม้จะไม่ใช่ผ้าซิ่นตีนจก แต่ว่ามีตำนานเป็นของตัวเอง ตำนานนั้นเล่าว่ามีผีหญิงสาวออกมาจากป่า เพื่อขอยืมเครื่องมือทอหรือฟืมจากในหมู่บ้านลับแล ยืมแล้วก็หายไปนาน จนชาวบ้านคิดว่าคงไม่นำฟืมมาคืนแล้วล่ะ

แต่วันดีคืนดี ผีหญิงสาวก็นำฟืมมาคืน พร้อมมัดแง่งขิงติดมาให้ด้วย พอนางหายกลับเข้าไปในป่า แง่งขิงก็กลายเป็นทองเสียอย่างนั้น เสมือนเป็นค่าเช่าและคำขอบคุณ ครูโจเสริมต่อว่าธรรมเนียมการทอผ้า พอทอเสร็จผืนหนึ่งจะต้องเหลือเส้นใยติดฟืมไว้เพื่อใช้ต่อเป็นผืนถัดไป พอผีหญิงสาวกลับไป ชาวบ้านก็มาคลี่ฟืมดู เห็นลายที่ติดกับฟืมมาสวยดี จึงคัดลอกต่อ เป็นที่มาของซิ่นลับแลงแซงผีเงือกชนิดนี้

‘ซิ่นลับแลง’ คือ ซิ่นของเมืองลับแล ‘แซง’ คือแบบหรือดีไซน์ และ ‘ผีเงือก’ คือผีที่อาศัยในน้ำตามตำนานล้านนา ฉะนั้น ‘ซิ่นลับแลงแซงผีเงือก’ จึงแปลว่า ซิ่นลับแลที่ทำเลียนแบบลายซิ่นของผีเงือก

พอเราลองเพ่งมองใกล้ ๆ ผืนผ้า จึงเห็นว่าซิ่นประเภทนี้มีความน่ารักตรงที่มีดวงดาวระยิบระยับสีขาว ๆ ทอแทรกอยู่เต็มไปหมด เกิดจากเทคนิคที่เรียกว่าการมัดก่านหรือกรรมวิธีการมัดหมี่นั่นเอง

หากคุณหลงใหลผ้า สนใจแฟชั่น หรืออยากเรียนรู้วัฒนธรรม-ภูมิปัญญาของชาวไทยวน ควรแวะมาเยือนพิพิธภัณฑ์ผ้าซิ่นตีนจก ไท-ยวน เป็นอย่างยิ่ง เพราะรายละเอียดของผ้าบางผืนต้องเห็นด้วยตาเนื้อเท่านั้นถึงจะได้อารมณ์! พร้อมฟังเรื่องราวจากครูโจที่จะทำให้เข้าใจการเดินพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มากขึ้น

แถมพิพิธภัณฑ์ผ้าซิ่นตีนจก ไท-ยวน ไม่เสียค่าเข้าชม เว้นแต่จะอุดหนุนผ้าซิ่นกลับบ้าน

“มาที่นี่ไม่ซื้อผ้าครูไม่ว่า เราหวังคนมาแล้วจะเกิดความรู้สึกภูมิใจ” ครูโจพูดกับเรา

“แต่ซื้อก็ได้ คนทอผ้าไม่ขายผ้าจะทอไปทำไม” จริงอย่างที่ครูว่า ตู้หนึ่งของพิพิธภัณฑ์บรรจุถ้วยรางวัลมากมาย แต่ความภูมิใจที่แท้จริงของครูโจคือการได้แทนคุณผ้าซิ่นที่ทำให้ครูมีวันนี้ต่างหาก 

ป.ล. แม้เปลี่ยนจากศูนย์การเรียนรู้มาเป็นพิพิธภัณฑ์แล้ว ที่นี่ก็ยังเป็นโรงเรียนสอนทอผ้าแก่เด็ก ๆ ชาวลับแลในช่วงปิดเทอม ตามปณิธานที่อยากสืบสานมรดกในบ้านเกิด สำหรับนักท่องเที่ยว นอกจากดูผ้าซิ่นแล้ว เราอยากให้กาปฏิทินรอไปเที่ยวงานนุ่งซิ่นกินทุเรียน ซึ่งจัดช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม (แล้วแต่ปี) ในงานนี้จะได้ชมความงามของผ้าซิ่น และได้ชิมความอร่อยของทุเรียนหลง-หลินเมืองลับแลด้วย

พิพิธภัณฑ์ผ้าซิ่นตีนจก ไท-ยวน

Writer

นวพรรษ สรรประสิทธิ์

สัญญากับตัวเองไว้ว่าจะไม่ยอมทิ้งความเป็นเด็ก ถ้าเลือกพลังวิเศษได้ 1 อย่างอยากมีสกิลการเรียนรู้ไม่สิ้นสุด ชอบการเดินทางเพราะได้เจอสิ่งใหม่

Photographer

ภาณุวิช ขวัญยืน

ช่างภาพจากสุโขทัย