The Cloud x สภาพัฒน์
แขกรับเชิญในคอลัมน์ SDGs หน้าตาคุ้นเคยท่านนี้ถอดหมวกนักแสดงมาสักพักแล้ว แต่กำลังสวมหมวกอีกใบที่ชอบมาก ในบทบาทที่ยกให้เป็นงานประจำ ยิ่งทำก็ยิ่งได้เรียนรู้ เรากำลังนั่งคุยกับ อเล็กซ์ เรนเดลล์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Environmental Education Centre Thailand (EEC Thailand) งานหลักของเขามีเนื้อหาเกี่ยวกับธรรมชาติก็จริง แต่กระบวนการทำงานเกี่ยวข้องกับ ‘คน’ ล้วน ๆ เมื่อคนลืมไปว่าตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ การพาคนกลับไปหาจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งมีชีวิตจึงเป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่ของ EEC Thailand
ใครจะบอกว่าสิ่งที่อเล็กซ์ทำเป็นเรื่องโลกสวยก็ตาม แต่คำตอบในทุกบรรทัดที่กลั่นมาจากประสบการณ์กว่าสิบปี บอกได้เลยว่าชายคนนี้อยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง (ที่โหดร้าย) ที่สุด เมื่อเราหยุดการเติบโตของเศรษฐกิจไม่ได้ และไม่มีวันกลับไปสร้างธรรมชาติให้เหมือนเมื่อร้อยปีก่อนได้แล้ว แต่เขายังมีความฝันที่ทำให้ยิ้มกว้างที่สุด คือการได้สร้างนักอนุรักษ์ตัวน้อย ๆ ในพื้นที่
มาหาคำตอบกันว่าระหว่างปลูกต้นไม้ในวันที่โลกร้อน กับ ปลูกความรักธรรมชาติในใจคน อะไรท้าทายกว่ากัน

คำนิยามของคำว่า ‘สิ่งแวดล้อม’ ฉบับอเล็กซ์คืออะไร
สิ่งแวดล้อม แปลเป็นภาษาอังกฤษตรงตัวคือ Environment ไม่ต้องเป็นป่า ทะเล หรือธรรมชาติ ที่ที่เรานั่งคุยกันอยู่นี้ก็ถือเป็นสิ่งแวดล้อมอย่างหนึ่ง มันอยู่รอบตัวเราไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ ไม่ใช่แค่เรื่องของธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องของสังคม สถานที่ หรือสภาพรอบตัวที่สร้างตัวเราให้เป็นเราได้ ถ้าในเชิงธรรมชาติ คนจะนึกถึงสิ่งแวดล้อมที่มีป่า มีต้นไม้ มีระบบนิเวศ มีความหลากหลายทางชีวภาพ แล้วแต่ว่าคนจะมองอย่างไร แต่สำหรับผมคือมันเหมือนศิลปะ อาจจะเป็นเพลงหรือกีฬาก็ได้
ประเด็นสิ่งแวดล้อมเรื่องไหนที่คุณชอบเป็นพิเศษ
ผมชอบสัตว์ป่า เพราะเริ่มมาจากการช่วยเหลือช้าง แล้วก็มาเข้าใจว่าการให้ความรู้เป็นเรื่องสำคัญ ผมชอบเรียนรู้นอกห้องเรียนแบบ Outdoor Learning รู้เลยว่าตัวเองชอบกิจกรรมกลางแจ้งตั้งแต่เด็ก
ผมมองว่าสัตว์จะเป็นเครื่องมือที่ชวนให้คนหันมาสนใจสิ่งแวดล้อมได้ง่าย ถ้าเป็นพืชพรรณ บางทีมันก็มองยากว่าพันธุ์อะไร หน้าตาก็คล้าย ๆ กัน แต่พอเป็นสัตว์มันมีเรื่องราว เช่น ช้าง ทุกวันนี้คนยังรู้จักแค่ 60 – 70% ในสิ่งที่เกี่ยวกับช้าง แต่ยังมีอะไรที่น่าค้นหาอีกมาก EEC จึงเริ่มที่สัตว์ และพยายามเชื่อมโยงสัตว์ให้เป็นพระเอกของแต่ละงานที่ทำ
ผมทำเรื่องป่ากับทะเลเป็นหลัก ดั้งเดิมเลย ECC เริ่มทำค่ายให้เด็กเยาวชนตั้งแต่อายุ 3 – 4 ขวบไปจนช่วงไม่เกินมหาวิทยาลัย คอนเทนต์เริ่มแรกทำเกี่ยวกับสัตว์เยอะ ทั้งช้าง สัตว์ป่า สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ จะคลุกคลีกับพวก IUCN Red List (บัญชีแดงที่แสดงสถานะความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก) ช่วงหลังเรามีโอกาสทำงานกับภาครัฐ ภาคเอกชน ซึ่งมีโจทย์ต่างกันไป อย่างเศรษฐกิจหมุนเวียน ESG SDGs ก็ทำให้เราเห็นความหลากหลายในมิติของความยั่งยืนมากขึ้น
EEC กำลังจะครบ 10 ปีแล้ว เห็นเทรนด์เรื่องความยั่งยืนกระโดดพุ่งพรวดขนาดไหน
ความตั้งใจแรก ผมอยากทำ Educational Center หรือศูนย์การเรียนรู้ ไม่ได้คิดว่าจะกลายมาเป็นองค์กรเหมือนที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ตอนแรกจะทำเป็นงานอดิเรกด้วยซ้ำ เช่น สุดสัปดาห์ ออกไปทำค่าย ไปดำน้ำกับเด็ก ๆ ไปเรียนรู้เรื่องปลานีโม ฉลาม แต่พอทำไปทำมา เหมือนพอเรายิ่งรู้ยิ่งมีข้อมูล ยิ่งมีแพสชัน ยิ่งอยากจะขยายให้ไปต่อได้ คนมาร่วมก็ยิ่งเยอะ ด้วยความที่เราเป็นเจ้าของเลยเริ่มคิดเป็นธุรกิจให้อยู่รอดได้ด้วย อาร์ตมากไม่ได้ ต้องหาบาลานซ์ให้เจอ
EEC มีฝั่งที่ทำค่าย ทำกิจกรรมให้โรงเรียน เช่น โรงเรียนอยากทำเรื่องสิ่งแวดล้อม 5 วัน 4 คืนก็ส่งทั้งโรงเรียนมาเป็นร้อยคนให้เราดูแล ทำอยู่เรื่อย ๆ ประมาณ 4 – 5 โรงเรียนต่อปีที่มีการทำงานกับภาครัฐ ภาคเอกชน ตั้งแต่เทรนนิ่งระดับบอร์ดผู้บริหารไปจนถึงระดับจูเนียร์ หลายที่อยากสร้างความเข้าใจเรื่อง Sustainability ให้คนในองค์กรก็ส่งมาหาเรา เช่น ธุรกิจในอุตสาหกรรมก่อสร้างให้ออกแบบหลักสูตรเรื่อง Sustainable Construction ที่สอดคล้องกับ SDGs หรือบางบริษัทมีโรงงานต่างจังหวัด อยากจะทำกิจกรรมให้กับลูกหลานที่อยู่ในจังหวัดเข้าใจธรรมชาติมากขึ้น บางแบรนด์เขามีคาแรกเตอร์เกี่ยวข้องกับทะเล เขาก็อยากเอาทะเลไปช่วยในการสื่อสาร หน้าที่เราคือดีไซน์กระบวนการเรียนรู้ให้คนภายในองค์กรเข้าใจ
ช่วงก่อนโควิดตอนที่เราเริ่มทำงานกับผู้ใหญ่ใหม่ ๆ มีองค์กรมาสักเจ้าสองเจ้า ก็ถือว่าแฮปปี้มากแล้ว แต่ปีนี้เป็นปีที่รู้สึกว่าคนมาทำเรื่อง Sustainability เยอะมาก อาจจะด้วยเหตุผลแรงกดดันจากภาครัฐ หรือด้วยความตระหนักรู้เรื่อง Climate Change สิ่งพวกนี้มันทำให้ภาครัฐกับภาคเอกชนต้องลงมือทำอะไรจริงจังเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น จากสิ่งที่แค่อยากทำ กลายเป็นสิ่งที่ต้องทำ แล้วทุกคนจะหาทางให้องค์กรไปต่อในทางนี้ เราเลยทำตั้งแต่การเทรนนิ่ง จัดกิจกรรม งานผลิต งานอีเวนต์ งานสื่อสาร แล้วก็ทำรายการยูทูบของตัวเองด้วย เป็นรายการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องป่าและธรรมชาติโดยตรง ตอนนี้เราพยายามสร้างโลกให้มันช่วยเหลือกันและกัน


ความท้าทายของการทำงานนี้อยู่ตรงไหน
แต่ละที่จะมีสิ่งที่เขายึดมั่นไม่เหมือนกัน เช่น องค์กรนี้อยากทำเรื่องน้ำเพราะบริษัทเขาเกี่ยวกับน้ำ อีกองค์กรอยากทำเรื่องคาร์บอน อีกเจ้าอยากทำป่าชายเลนเพราะเขามีโรงงานอยู่บริเวณตรงนั้น แต่ก็จะมีความขัดแย้งกันอยู่บ้าง เราก็เข้าใจในเชิงของบริษัทที่ต้องขายของ เมื่อมาทํากิจกรรมก็ต้องมีเรื่องของการตลาด มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะเสริมเรื่องของความยั่งยืน เพราะ EEC คือองค์กรที่ชัดเจนเรื่องความยั่งยืน เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเขาจะทำอะไรเราก็ต้องหาจุดตรงกลางกันตรงนี้ให้ได้ บางองค์กรมีความชัดเจนมากว่า อยากจะไปที่นี่ อยากจะทำเรื่องนี้ แต่บางองค์กรก็ไม่มีอะไรเลย ฝากเราไปคิดแล้วกลับมานำเสนอหน่อย หรือแม้กระทั่งบริษัทใหญ่ที่ชวนเราไป Pitching เราก็ต้องมานั่งตีโจทย์ให้แตกเผื่อว่าจะได้งานขึ้นมา โจทย์ที่หลากหลายเลยเป็นความท้าทายที่เราเจอไม่ซ้ำ
ชอบทำงานกับเด็กหรือผู้ใหญ่มากกว่า
เด็กมีความใส สนุกในการดำเนินกิจกรรมกับเขา แต่ก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย ไม่เชิงข้อเสียละกัน เป็นสิ่งที่ท้าทายในการทำงานกับเด็ก สิ่งที่ง่ายที่สุดคือคุณจะปลูกฝังเรื่องความยั่งยืนเข้าไปในตัวเขาง่ายมาก มาแค่ 3 วันก็ทำให้เขารักธรรมชาติได้เลย อย่างเวลาเราสอนดำน้ำ พอเราบอกเด็กว่า ใส่ Regulator (เครื่องช่วยหายใจใต้น้ำ) ใส่ถัง ใส่ปุ๊บลงน้ำได้เลย ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็จะคิดก่อนว่าคืออะไร ปลอดภัยไหม ลงไปแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นไหม ด้วยความที่ผู้ใหญ่มีประสบการณ์ชีวิตนานกว่า คิดเยอะกว่า ส่วนเด็กคือลุย เหมือนคุณครูสั่งให้วิ่งก็วิ่ง ให้ข้อมูลเขาแล้วจะเชื่อได้เร็ว แต่สิ่งที่ท้าทายเป็นเรื่องการดูแลความปลอดภัย การทำให้เขาสนุก ซึ่งใช้พลังในตัวเราหรือทีมงานค่อนข้างเยอะ กิจกรรมเราตื่น 6 โมง พอ 9 โมงเริ่มร้องเพลงแล้ว แล้วก็ยาวไปจนถึง 3 – 4 ทุ่ม เสร็จแล้วก็ต้องประชุม เป็นแบบนี้ 4 วัน 3 คืน


เมื่อปลูกลงไปในใจเด็กแล้วคิดว่าจะอยู่กับเขาไปตลอดชีวิตไหม
เรื่องความยั่งยืนสำหรับเด็กรุ่นใหม่หรือเด็กที่ยังอยู่ในโรงเรียนตอนนี้เป็นเรื่องปกติมากกว่าในรุ่นเราเยอะเลย เขาแยกขยะในโรงเรียนเป็นเรื่องปกติ เมื่อเขาได้มาเรียนกับเราแล้ว เวลาผ่านไปคงไม่ถึงกับลืม แต่มันต้องเติมอยู่เรื่อย ๆ ใน 1 ปีเด็กคนหนึ่งควรจะได้สัมผัสเรียนรู้ธรรมชาติประมาณ 3 – 4 รอบ อาจจะไม่ต้องทุกเดือนก็ได้ เพื่อเติมความเข้าใจให้เป็นส่วนหนึ่งของตัวเขาให้ได้
แล้วก็ยังมีโอกาสที่เขาจะเข้าสู่สายงานนี้ได้มากขึ้นในอนาคต อย่างสมัยก่อนผมจะดีลกับแผนก CSR เดี๋ยวนี้เป็นแผนกเรื่อง Sustainability โดยตรงเลย หลายบริษัทเปิดรับงานเต็มไปหมด เพราะฉะนั้นมันเป็นเส้นทางอาชีพที่จริงจังได้ งานด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้ถูกมองว่าเป็นสำหรับพวกกลุ่มอาสาสมัคร กลุ่มรักษ์ป่าเหมือนสมัยก่อน อย่างงานที่ทำกับ UN ก็ทำให้ได้ทำกับระดับนานาชาติได้เยอะมาก
น้อง ๆ ที่เป็นเด็กกลุ่มแรกที่อยู่กับเราเมื่อ 10 ปีก่อน มีเปอร์เซ็นต์ค่อนข้างที่จะสูงที่ไปเรียนต่อทางด้านนี้ มีคนไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกาเป็นนักชีววิทยาทางทะเล (Marine Biologist) บางคนอยากไปทำงานกับ UN หรือที่สหภาพยุโรป เวลาเราโดนตั้งคำถามว่างานศูนย์เรียนรู้วัดผลยังไง จะให้ทำแบบทดสอบก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อวัดผลมันก็ทำได้ แต่ในความรู้สึกผม มันก็ไม่ถือว่าแข็งแรงมากขนาดนั้น จนกระทั่งเราเห็นอนาคตของน้องในที่สุด เราก็มั่นใจว่าเขาไปต่อได้
เด็กหลายคนอยู่กับทะเลมาตั้งแต่เกิด แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ดำน้ำดูปะการัง ฝรั่งที่มาจากยุโรปเห็นปะการังมากกว่าเด็กในพื้นที่อีก คือมันไม่มีคนสร้างพื้นที่ให้เขาได้ทดลอง ผมรู้สึกว่าถ้าเราช่วยเป็นส่วนหนึ่งให้เขาเข้าใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวเขาได้ สุดท้ายมันก็คือทรัพยากรของเขา ถ้าเกิดมันไม่ยั่งยืนหรือเสื่อมโทรมไป กลุ่มแรกที่จะได้รับผลกระทบก็คือเขา ผมว่าการสร้างนักอนุรักษ์ในพื้นที่สำคัญมาก มีเคสตอนเราไปทำงานให้กับเด็ก ๆ ที่ตรัง คุณพ่อคุณแม่เป็นชาวประมง พอเรากลับไปอีก 4 ปี เขาอายุ 14 ปีกลายมาเป็นหัวหน้านักเรียน ชวนเพื่อนมาทำเรื่องขยะทะเล แค่รู้ว่าเราเป็นจุดเล็ก ๆ ที่สปาร์กเขาในวันนั้น นี่แหละคือ ความยั่งยืนในมุมมองของเรา อาจจะไม่ได้มีข้อมูลเชิงสถิติที่กางขึ้นเป็นกราฟได้ แต่มันเป็นเคสจริงที่เราสัมผัสได้
ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยทุนนิยมเพื่อให้เศรษฐกิจโต ดูจะตรงข้ามกับเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติไหม
มันยากมาก เป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำถ้าเราจะใช้ชีวิตแบบไม่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเลย อาจจะมีนักอนุรักษ์บางกลุ่มที่ห้ามจับห้ามยุ่งกับธรรมชาติเลย แต่ในมุมมองของผม คือทำยังไงให้ธรรมชาติกับมนุษย์อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนมากกว่า เพราะเราปรับเปลี่ยนธรรมชาติให้กลับไปเหมือนร้อยปีที่แล้วไม่ได้แน่นอน
ประเทศไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว เพราะเรามีป่ามีทะเลที่พร้อมมาก ผมเดินทางไปดูธรรมชาติหลายที่ในโลก ยากมากที่จะมีที่ไหนอุดมสมบูรณ์หลากหลายเหมือนบ้านเรา ด้วยความที่ประเทศของเราอยู่ตรงอุณหภูมิที่เหมาะเจาะพอดี ทะเลฝั่งซ้ายอันดามัน ขวาอ่าวไทย เหนือใต้มีป่าอุดมสมบูรณ์ แต่โจทย์ ณ เวลานี้ คือทำยังไงเราถึงจะมีการท่องเที่ยวที่ช่วยดูแลธรรมชาติไปพร้อมกัน
ไม่ใช่มาแล้วก็ใช้ ๆๆ พอมันตายไปก็ย้าย ๆๆ
ล่าสุดผมไปดูสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติแถวโซนอเมริกา คุณต้องจองทุกสิ่งทุกอย่างออนไลน์ คุณจะมาเข้าแถวหน้างานไม่ได้ แล้วไม่ให้มีรถเข้าไปในระยะ 5 กิโลเมตร แต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางดีมาก เป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับคนมาเยือนด้วย สมมติมีคนบินมาจากที่ไกลมาก อยากมาเห็นชายหาดสวย ๆ บ้านเรา มาถึงเจอแต่คนเจอแต่เรือก็คงรู้สึกแย่ บางพื้นที่น่าจะทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวไฮเอนด์ไปเลย ถ้าคุณเห็นคุณค่าของสถานที่นี้จริง ๆ คุณต้องยอมจ่ายที่จะเข้ามาดู
ผมเพิ่งไปภูเก็ตมา ผืนป่าสุดท้ายของภูเก็ตทุกวันนี้เหลือแค่ 4% ผมช็อก เป็นไปได้เหรอ พี่เขาพูดถูกใช่ไหมว่าเหลือแค่ 4% ที่เหลือกลายเป็นพื้นที่พัฒนาเชิงพาณิชย์หรือเชิงเกษตรกรรมไปแล้ว เราไม่ได้โทษใครนะ แต่ภูเก็ตทั้งเกาะที่เราขับรถจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่งใช้เวลา 1 ชั่วโมง แม้จะเห็นต้นไม้ข้างทางแต่พื้นที่ป่าจริง ๆ มันเหลือน้อยมาก ซึ่งหากป่าหาย ทะเลเสื่อมโทรม คนทำมาหากินอยู่ไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องย้ายออก

พอจะพบเห็นโมเดลดี ๆ ในประเทศไทยบ้างไหม
ผมมองว่าอ่าวมาหยาดีมาก เวลามีใครอยากจะเข้าใจเรื่องการท่องเที่ยวยั่งยืน ผมก็จะพูดถึงโมเดลอ่าวมาหยา เมื่อก่อนโควิด ไม่มีทางที่เราจะไปสู้กับผู้คนเลย ทุกอย่างออกแบบมาเพื่อต้อนรับชาวต่างชาติ เราคนไทยเข้าไปได้ยาก พอเจอโควิดปุ๊บ เขาเปลี่ยนไปสร้างทางเดินบอร์ดวอล์กเพื่อชมวิว ห้ามคนลงเล่นน้ำ ถ้าเกิดว่าอยู่นานก็จะมีเป่านกหวีดให้กลับ มีการให้จองล่วงหน้าเพื่อควบคุมปริมาณคน สิ่งที่เกิดขึ้นคือฉลามกลับมา เกาะพีพีอยู่ตรงกลางระหว่างภูเก็ตกับกระบี่เป๊ะเลย สำหรับผมมันคือจุดสุดยอดของธรรมชาติบ้านเราจริง ๆ ยิ่งพอมีฉลามกลับมา ช่วยควบคุมปริมาณปลา ทำให้ระบบนิเวศทุกอย่างฟื้น ชาวบ้านทำมาหากินต่อได้ ถ้ายังรักษาโมเดลนี้ไว้ เราจะเก็บอ่าวมาหยาให้นักท่องเที่ยวดูได้เป็นอีกสิบปี
ความสำเร็จนี้เป็นความร่วมมือของหลาย ๆ ฝ่ายที่แข็งแรงมาก ทั้งโรงแรม อุทยาน นักวิทยาศาสตร์ก็เข้ามาช่วย จากประสบการณ์การทำงาน ผมว่าการทำให้คนเห็นตรงกันเป็นสิ่งที่ยากมาก เพราะทุกคนมีวิธีที่ไม่เหมือนกัน แม้แต่ด็อกเตอร์ 2 ท่านที่ทำวิจัยเรื่องเดียวกันยังมีความคิดที่แตกต่างกันไป มันกลายเป็นเรื่องระหว่างคนแล้ว ผลสุดท้ายที่อยากช่วยธรรมชาติก็ล่าช้าออกไปอีก แต่บางอย่างเรารอไม่ได้แล้ว มันต้องทำเดี๋ยวนี้
คำแนะนำอะไรที่อยากฝากไปถึงคนที่เดินมาปรึกษาเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติ
คำแนะนำแรก คืออย่าเปลี่ยนทุกปี
ไม่ใช่ปีนี้ทําเรื่อง Climate Change ปีหน้าทําเรื่องป่าชายเลน อีกปีทําเรื่องทะเล ถ้าบริษัทคุณชอบทะเลก็ขอให้ทำทะเลไปเรื่อย ๆ แล้วสิ่งที่ทำเพิ่มทุกปีมันก็จะสร้างผลกระทบเชิงบวกที่มากขึ้น แต่ถ้าคุณเปลี่ยนไปเรื่อย ผมมองว่าไม่ใช่ Mindset ที่เข้าใจเรื่องความยั่งยืน แต่เป็นในเชิงแคมเปญการตลาดมากกว่า เราทำงานตรงนี้เจอกับคำสัญญาว่าจะทำ 3 – 5 ปี แต่พอปีหน้าก็ปรับเปลี่ยนอีก ต้องเริ่มใหม่ตลอด ถ้าจะมาทำเรื่องความยั่งยืนจริง ๆ เราต้องได้รับการสนับสนุนที่ยั่งยืนด้วย
คำแนะนำที่ 2 คือเมื่อมาร่วมมือกับ EEC อยากให้เอาสิ่งแวดล้อมศึกษาเข้าไปอยู่ในโรงเรียนให้ได้ คุณปลูกป่าไม่มีใครว่าเลย แต่อยากให้คุณเอาทุนไปใส่เพื่อทำหนังสือให้กับเด็ก ๆ ในโรงเรียนด้วย ให้เป็นวิชาเหมือนวิทยาศาสตร์ ผมว่าเป็นวิชาที่สำคัญ มันเป็นทักษะการเอาตัวรอดของคนสมัยนี้แล้ว สมมติทำสวนทุเรียนแล้วปลูกไม่รอดเพราะเจอปัญหา Climate Change จะแก้ปัญหายังไง วางแผนชีวิตต่ออย่างไร มันกลายเป็นวิชาที่ควรที่จะสำคัญเท่ากับวิชาอื่น ๆ ที่อยู่ในโรงเรียน ซึ่งบางประเทศก็ทำแล้ว บางประเทศใส่ EE (Environmental Education) เข้าไปอยู่ในโรงเรียน ตั้งแต่อนุบาล 2 ก็มี
ถ้าเรายังไม่ทำอะไรไปจนถึงปี 2030 เห็นประเทศไทยเป็นอย่างไร
ทะเลน่าเป็นห่วงมาก แม้จะมีคนให้ความสำคัญขึ้นเยอะ เริ่มมีโปรเจกต์ด้านนี้มากขึ้น สังคมมีความเข้าใจ เกิดความเห็นต่าง ๆ บนโลกโซเชียลที่เกี่ยวกับธรรมชาติ แต่ถ้าในอีก 6 ปีข้างหน้าไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มหาศาลจริง ๆ ผมก็คิดว่าน่าเป็นห่วง
อะไรที่จะไม่อยู่ในทะเลแล้วบ้าง
ทุกอย่าง (ตอบอย่างรวดเร็ว) กราฟอุณหภูมิที่เขาพยากรณ์ไปถึงปี 2030 – 2035 แต่จุดอุณหภูมิตรงนั้นมันคือวันนี้แล้ว ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วขึ้นมาก ด้วยความที่โลกร้อนขึ้น มันกระตุ้นให้ทุกอย่างเสื่อมโทรมเร็วกว่าที่คาดเดาไว้ 2 – 3 ปีก่อนโดยเฉพาะในทะเล อย่างหญ้าทะเลที่ตรังตายเยอะมาก ส่วนบนบกยังมีปัญหาเยอะไปบ้างน้อยไปบ้าง บางที่ช้างเกิดเยอะไป แต่ทะเลกำลังค่อย ๆ เสื่อมตายไป ผมกลัวว่ามันจะไม่มีอะไรเหลือในทะเลเลย


