‘มวยพระยาพิชัยดาบหัก’ เป็นอีกหนึ่งมวยสำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์นอกเหนือจากมวยท่าเสา เพราะเป็นมวยที่คิดค้นโดยคนอุตรดิตถ์และวีรบุรษไทยอย่าง พระยาพิชัยดาบหัก แต่น่าเสียดายที่ ณ วันนี้คนรู้จักมวยนี้หรือเคยร่ำเรียนมีน้อยลงเรื่อย ๆ เนื่องจากมีกฎเหล็กข้อหนึ่งของมวยพระยาพิชัยฯ คือคนที่เรียนได้ต้องเป็นลูกหลานที่สืบทอดเชื้อสายมาจากท่านเท่านั้น
ผู้ช่วยศาสตร์จารย์หัสดินทร์ เชาวนปรีชา หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า พ่อครู เป็นทายาทสายเลือดพระยาพิชัยฯ ลำดับชั้นที่ 8 ถือเป็นทายาทคนสุดท้ายที่มีความรู้วิชามวย เมื่อเข้าวัยเกษียณ พ่อครูตัดสินใจจุดธูปขอบรรพบุรุษเอาวิชามวยไปถ่ายทอดให้คนที่สนใจ แม้จะไม่ได้มีสายเลือดของท่านพระยาพิชัยฯ ก็ตาม
“จากการติดตามข่าวญาติ ๆ มาหลายปี พ่อครูไม่พบว่ามีทายาทสายเลือดพระยาพิชัยฯ ตระกูลใดที่ยังสอนมวยนี้ นอกจากทายาทสายตระกูลเชาวนปรีชาเท่านั้น”

นอกจากนี้ เหตุผลในการตัดสินใจเผยแพร่วิชาของพ่อครู เพื่อให้ข้อมูลมวยพระยาพิชัยฯ ที่ถูกต้อง เนื่องจากพ่อครูพบว่า มีหลายข้อมูลเกี่ยวกับมวยพระยาพิชัยฯ ที่ปรากฏในโลกออนไลน์ไม่ตรงกับข้อมูลที่ลูกหลานได้รับถ่ายทอดต่อกันมา จึงจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลเพื่อความถูกต้อง
เราตั้งใจไปคุยกับพ่อครูที่หน้าบ้านของท่าน ซึ่งจัดเป็นสถานที่เรียนมวยทุกวันอาทิตย์ แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดหลาย ๆ อย่าง สถานที่พูดคุยของเราเลยขยับมาอยู่ที่รุ่งอุบลยิม ค่ายมวยแห่งหนึ่งในอำเภอลับแล นักมวยที่นี่ต่างเป็นศิษย์ของพ่อครูด้วยเช่นเดียวกัน เริ่มจาก ครูปอนด์-ทิพย์วรรณ จันทร์ศรีงาม ผู้จัดการค่ายที่เป็นลูกศิษย์พ่อครู
เกือบ 10 ปีที่พ่อครูหัสดินทร์ถ่ายทอดวิชามวยพระยาพิชัยฯ และในวันที่ท่านอายุ 75 ปี ความกังวลว่ามวยพระยาพิชัยฯ จะถึงคราวสูญหาย บทสนทนาของเราและพ่อครูที่นำมาเขียนบทความนี้ จึงเปรียบเสมือนบันทึกที่จะทำให้คนรู้จักมวยของวีรบุรุษไทย
มอบตัวเป็นศิษย์
ก่อนอธิบายว่ามวยพระยาพิชัยดาบหักเป็นอย่างไร พ่อครูขอเล่ากฎเกณฑ์ของมวยให้เราฟัง กฎข้อแรก คือห้ามบังคับสอน แต่ชวนคนมาเรียนได้ ข้อสอง ต้องเลือกคนเรียน แม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นลูกหลานก็ตาม เพราะมวยเป็นวิชาอันตราย ทำร้ายคนถึงขั้นเสียชีวิตได้ คนที่เรียนจึงต้องอยู่ในศีลในธรรม มวยพระยาพิชัยฯ ถือเป็นมวยวิถีพุทธเพราะนำหลักพุทธศาสนามาใช้

ข้อสาม ห้ามสอนวิชาโดยเก็บเงิน เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษสั่งไว้นักหนาว่า ‘ห้ามเอาวิชากูไปทำมาหากิน’ และข้อสุดท้าย การสอนมวยพระยาพิชัยฯ ต้องสอนและสืบทอดภายในตระกูลเท่านั้น ห้ามสอนคนนอกโดยเด็ดขาด จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงมีน้อยคนนักที่รู้จักมวยพระยาพิชัยฯ
พ่อครูเป็นลูกชายคนโตและมีน้องชายอีก 2 คน ได้รับการถ่ายทอดวิชามาจากคนเป็นพ่อ ซึ่งก็ร่ำเรียนมาจากปู่ที่ก็เรียนต่อมาจากทวด

“ตอนที่พ่อครูยังเด็ก ไม่มีห้างให้เดิน โทรทัศน์ก็ไม่มีให้ดู อย่างดีก็มีวิทยุทรานซิสเตอร์ไว้เปิดฟัง ฉะนั้นตอนบ่าย ๆ ผู้ใหญ่จะมาตั้งแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นไม้ มีขันน้ำลอยดอกมะลิวางไว้ แล้วนั่งคุยกันเรื่องต่าง ๆ เราเป็นเด็กที่ชอบไปนั่งฟังเขาคุยกัน ได้เก็บเกี่ยวเรื่องที่เขาพูด”
ป.5 เป็นช่วงที่พ่อครูเริ่มเรียนมวยอย่างจริงจังหลังจากฟังผู้ใหญ่เล่า มวยพระยาพิชัยฯ มี 3 วิชาที่ต้องเรียน คือมวย ดาบ และคาถาอาคม ตามหลักไตรสิกขาที่ประกอบด้วยศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งเป็นจุดเด่นของมวยที่มีหลักพุทธศาสนาประกอบ เช่น คาถาอาคมก็ได้มาจาก พระไตรปิฎก

ทำไมต้องเรียนอาคม – เราสงสัยทันที มวยกับดาบยังพอเข้าใจว่าทำไมถึงเรียน แต่พอเป็นคาถาอาคมดูจะไม่เข้าพวก คำตอบของพ่อครู คือยุคที่มวยไทยถือกำเนิดเป็นช่วงที่ไทยยังทำสงครามกับประเทศข้างนอก เลยเป็นเรื่องจำเป็นที่ประชาชนทุกคนควรรู้วิธีต่อสู้เพื่อปกป้องประเทศและตัวเอง มวยนับเป็นวิชาหนึ่งที่ใช้ป้องกันตัว เป้าหมายการเรียนมวยในช่วงเริ่มแรกจึงเพื่อสังหารศัตรู คนเรียนต้องเรียนรู้วิธีปกป้องตัวเอง เริ่มจากใช้ร่างกายทุกส่วนผ่านการเรียนมวย รู้วิธีใช้อาวุธผ่านการเรียนดาบ และเรียนคาถาอาคมเป็นตัวช่วยเพิ่มความแข็งแกร่ง
“คาถาที่เรียนมีเป็นร้อยนะ มีกลุ่มหนังเหนียวคงกระพัน กลุ่มใช้ป้องกันภูติผีปีศาจอาถรรพ์ต่าง ๆ กลุ่มรักษาอาการเจ็บป่วย กลุ่มที่ทำให้คนรักเราที่เรียกว่ามหาเสน่ห์ เผื่อศัตรูจะมาทำร้ายเราแต่เมื่อเห็นหน้าแล้วใจอ่อน ไม่อยากทำ มีคาถาเรียกทรัพย์ด้วย
“คนเป็นครูของมวยนี้ต้องเขียนยันต์เป็นด้วยนะ เพราะต้องลงคาถาอาคมเครื่องแต่งกายให้ลูกศิษย์ อย่างประเจียด ผ้าคาดเอว เครื่องแต่งกายของนักมวยพระยาพิชัยฯ ต้องลงคาถาลงยันต์ไว้หมด”

เครื่องแต่งกายของนักมวยพระยาพิชัยฯ ประกอบด้วย ผ้านุ่ง มงคล ผ้าประเจียด ผ้าเกี้ยว และผ้าพันมือ กระบวนการเรียนต้องเริ่มตั้งแต่ฝากตัวเป็นศิษย์หรือพิธีมอบตัว ในสมัยก่อนศิษย์ส่วนใหญ่จะมาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านครูเพื่อเรียนวิชา แลกกับการเป็นแรงงานทำงานช่วยครู
เมื่อฝากตัวเป็นศิษย์เรียบร้อยเข้าสู่บทเรียนมวยที่แบ่งเป็น 3 วิชา ไม่มีกำหนดตายตัวว่าต้องเรียนวิชาใดก่อนหลัง ยึดตามที่ลูกศิษย์ต้องการ นอกจากนี้มีพิธีอื่น ๆ ที่ต้องทำ เช่น ไหว้ครู ครอบครู การเพิกถอนความเป็นศิษย์เมื่อประพฤติความผิด

“คนสมัยก่อนอ่านไม่ออก เขียนไม่ค่อยได้ วิธีสอนของท่านพระยาพิชัยฯ เลยแต่งคำสอนเป็นกลอน ถ้าคนท่องได้ก็ต่อยได้ เช่น หมัดหน้าอยู่ตา หมัดหลังอยู่คาง เดินเสือลากหาง มือสอดสร้อยมาลา เป็นต้น ของดาบก็มีเหมือนกัน”
การถ่ายทอดความรู้ไม่ได้สอนจากตำรา แต่เป็นมุขปาฐะ ถ่ายทอดจากความทรงจำรุ่นสู่รุ่น มาถึงยุคพ่อครูตัดสินใจเขียนเป็นตำราเก็บไว้ พ่อครูว่าอีกไม่นานคงได้เผยแพร่ตำรานี้
ครูบาอาจารย์
พระยาพิชัยดาบหักหรือ นายทองดี เป็นคนจังหวัดอุตรดิตถ์ (หรือชื่อเดิมเมืองพิชัย) ก่อนไปทหารเอกของ พระเจ้าตากสินมหาราช สร้างชื่อเสียงด้านการรบจนมีชื่ออยู่ในทำเนียบวีรบุรุษไทย
พระยาพิชัยฯ มีความสนใจในศิลปะการต่อสู้และมวยไทยอย่างมาก ท่านไปร่ำเรียนวิชาจากที่ต่าง ๆ จนนำมาสร้างเป็นวิชามวยของท่านเอง เป็นเอกลักษณ์ของมวยพระยาพิชัยฯ ที่มีกลิ่นอายศิลปะการต่อสู้จากชนชาติต่าง ๆ อย่างจีน ญี่ปุ่น และตะวันตก ซึ่งเข้ามาในประเทศในยุคของพระเจ้าตากสินแล้ว


คนเรียนมวยพระยาพิชัยฯ ต้องแน่นพื้นฐานมวย พ่อครูย้ำเรื่องนี้เสมอ ไม่ใช่แค่จำท่าให้ครบ เพราะมวยพระยาพิชัยฯ ต้องใช้ความคิดและความสามารถของคน ท่ามวยก็เลยไม่ใช่คำว่าแม่ไม้มวยเหมือนมวยที่อื่น ๆ แต่ใช้คำว่ากลมวย เพื่อย้ำเตือนคนเรียนว่าจะต้องใช้สติปัญญาในการเอาชนะ
“ชื่อท่ามวยของท่านไม่เหมือนคนอื่นนะ ท่านตั้งชื่อจากวิถีชีวิตเรา เช่น ท่าที่เอาศอกกระแทกหัว ที่อื่นจะเรียกว่าท่า ‘ฤๅษีบดยา’ แต่ของท่านเรียกว่ายายตำข้าว เวลาสั่งทหารไปสู้เขาจะได้เข้าใจง่าย ๆ อีกอย่างฝ่ายตรงข้ามไม่รู้ด้วยว่าเป็นท่าอะไร แต่สมัยนี้เปลี่ยนไปแล้ว ทุกคนใช้คำเรียกท่าเหมือนกันหมด”
แล้วพื้นฐานที่ว่ามีอะไรบ้าง – เราไม่ลืมที่จะถามเรื่องนี้ ซึ่งพื้นฐานเริ่มตั้งแต่รำมวยที่บางคนอาจมองว่าสิ่งนี้เป็นการรำสวย ๆ เพื่อเปิดฉากการต่อสู้เท่านั้น แต่พ่อครูบอกว่า การรำมวยเปรียบเสมือนการเตรียมพร้อมจิตใจและร่างกาย ดังคำว่า กายเคลื่อนไหว ใจตามรู้ กล่าวคือ การนำกายกับใจรวมเป็นหนึ่ง ปล่อยทุกอย่างให้ว่างเปล่า เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่สนาม เป็นหลักในการตั้งสติที่เรียกว่า ‘กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน’

พื้นฐานต่อมาเป็นเรื่องการหลบหลีก หรือที่เรียกว่า ‘ลีลาลิงหลบมะนาว’ “ผู้ใหญ่เขาเล่าให้ฟังว่า ท่านฝึกการหลบหลีกโดยเอามะนาวไปแขวนที่ต้นไทร ท่านจะออกหมัดต่อยแล้วค่อยหลบลูกมะนาว ส่วนที่ว่าทำไมเรียกลิงหลบมะนาว ก็ลองเอามะนาวไปขว้างใส่ลิงว่าโดนไหม” พูดจบพ่อครูหัวเราะทันที
พื้นฐานมวยจะมีเรื่องการย่างเท้าหรือยืนมวย เป็นการเรียนรู้การก้าวเท้า ไม่ว่าจะเป็นเดินหน้า ถอยหลัง เฉียงซ้ายหรือขวา การใช้หมัด ศอก เท้า เพื่อต่อสู้ เป็นต้น เมื่อพื้นฐานของคนเรียนแน่นแล้วก็เรียนรู้เอาท่าไปใช้เพื่อชนะคู่ต่อสู้ได้ หรือปกป้องตัวเองจากอันตราย
ความสนุกของการเรียนมวยคืออะไร – เราถามเพราะพ่อครูใช้เวลาอยู่กับมวยนี้มาเกือบทั้งชีวิต มันคงมีความสนุกที่ทำให้พ่อครูไม่ละทิ้งไปเสียก่อน
“ไม่ใช่การบังคับเรียน ตัวเราสนใจอยู่แล้วด้วยจากที่ฟังผู้ใหญ่เล่าเรื่อง สิ่งที่สนุกที่สุด คือเวลาพ่อเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้ฟัง ประวัติท่านพระยาพิชัยฯ บ้าง มวยท่านั้นท่านี้บ้าง มีลุง ๆ มาช่วยสอน ช่วยแนะนำ เป็นการสอนภายในครอบครัวเลยสนุก อย่างที่บอกว่าสมัยก่อนไม่มีกิจกรรมให้ทำเยอะ กลับจากโรงเรียนทำการบ้านเสร็จก็ไปนั่งฟังผู้ใหญ่คุยกัน”
สืบทอด
เหตุผลที่พ่อครูหัสดินทร์ตัดสินใจเผยแพร่ความรู้ในมวยพระยาพิชัยฯ เพราะเป็นทายาทที่เหลืออยู่ที่ยังรู้เรื่องมวย และนับเป็นคนสุดท้ายในตระกูลเชาวนปรีชา ซึ่งทำให้พ่อครูเกิดความกังวลว่ามวยนี้จะถึงคราวสูญหาย ในฐานะลูกหลานและความสำคัญของมวยพระยาพิชัยฯ มวยที่คิดค้นโดยวีรบุรุษไทย ทุกคนจึงควรได้รับรู้ โดยเฉพาะคนอุตรดิตถ์
พ่อครูทำอาชีพครูมาตลอดชีวิตจนถึงวันเกษียณ ซึ่งตำแหน่งสุดท้ายเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ เป็นโอกาสดีที่พ่อครูนำมวยพระยาพิชัยฯ เข้าไปในหลักสูตรของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬาและการออกกำลังกาย

เมื่อมวยพระยาพิชัยฯ ได้ออกไปนอกรั้วบ้าน คนเริ่มรู้จักมากขึ้น ผลลัพธ์คือสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ได้รับเรื่องรับมวยพระยาพิชัยฯ ไปบรรจุให้เป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมของจังหวัด
ทุกวันอาทิตย์บริเวณหน้าบ้านของพ่อครูจะมีลูกศิษย์มาร่ำเรียนมวยเสมอ จุดเริ่มต้นการสอนมาจากคนในกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี อำเภอพิชัย รู้เรื่องมวยและสนใจอยากเรียน พ่อครูจัดการเรียนการสอนให้ สอนมากว่า 3 รุ่นแล้ว ก่อนมาเปิดสอนที่บ้าน
พ่อครูได้ปรับเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนจากที่ต้องเรียนทั้ง 3 วิชา ปรับเป็นตามความสนใจของคนเรียนว่าอยากเรียนวิชาไหน
“คนเรียนที่อายุน้อยสุด 7 ขวบ มากสุดอยู่ที่ 80 เป็นประธานกองทุนนั่นแหละ เขามาเรียนรุ่นหนึ่งกับเรา เราก็สอนเท่าที่แกทำพอไหวนะ แต่ใจแกสู้มากเกินร้อยเลย”
ลูกศิษย์ต่างมาด้วยจุดประสงค์สนใจในมวยพระยาพิชัยฯ อยากเรียนรู้ หลายคนเป็นคนอำเภอพิชัยที่รู้สึกว่าตัวเองควรรักษาสิ่งที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้
“มวยพัฒนาบุคลิกภาพและจิตใจได้นะ เท่าที่พ่อครูสอนมาพบว่าหลายคนเปลี่ยนไปเมื่อได้เรียนมวย เด็ก ๆ มีสมาธิมากขึ้น จดจ่อกับอะไรได้นาน ๆ เคยมีลูกศิษย์เป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากจีนมาเรียนดาบกับพ่อครู ตอนนั้นพ่อครูยังสอนที่ราชภัฏฯ ได้เปิดชมรมสอนดาบ เขามาแบบใจร้อนเลยนะ อยากเรียนฟันดาบเลย แต่เรามีขั้นตอนคือต้องเรียนรำดาบก่อน พ่อครูพยายามค่อย ๆ สอนเขา จนเรียนจบเขามาบอกว่าตั้งแต่เรียนดาบเขาใจเย็นขึ้นเยอะเลย
“ถึงมีคำบอกว่ามวยไทยสร้างคน ถ้าเราเข้าถึงปรัชญาของมวยได้จริง ๆ จะรู้เลยว่ามวยสร้างคนได้ ทำไมสมัยก่อนที่ยังไม่มีการสร้างโรงเรียนคนถึงเป็นคนดีได้ ก็เพราะพวกนี้แหละ มวย ลิเก โขน รำตัด แต่ละวิชาจะมีกรอบที่ต้องเรียนรู้ แต่สุดท้ายคือการสร้างคนดีอยู่ในศีลในธรรม”

เป็นระยะเวลา 10 ปีที่พ่อครูเผยแพร่มวยพระยาพิชัยฯ แต่ความกังวลว่าวิชานี้จะสูญหายยังไม่จางหายจากความรู้สึก เหตุผลหลัก ๆ อยู่ที่เรื่องทุน ตอนนี้พ่อครูใช้ทุนตัวเองเพื่อถ่ายทอดวิชา ทำให้การถ่ายทอดจึงเป็นไปอย่างจำกัด และวันนี้คนที่รู้จักมวยนี้ยังมีจำนวนไม่มาก
“พูดถึงอุตรดิตถ์คนก็นึกถึงแต่มวยท่าเสา เรายังมีมวยพระยาพิชัยฯ มวยที่สร้างโดยวีรบุรุษ บางคนที่รู้เรื่องเขาก็ภูมิใจนะ โดยเฉพาะคนอำเภอพิชัย”
แต่ในความกังวลยังมีสัญญาณที่ดีปรากฏเรื่อย ๆ คือมีคนสนใจเข้ามาเรียนเสมอ แม้จะไม่ได้เป็นกลุ่มใหญ่ แต่ก็ทำให้พ่อครูมีแรงสอนและความหวังเล็ก ๆ ว่า มวยนี้จะไม่สูญหายไป แม้ในวันที่ท่านไม่อยู่บนโลกใบนี้ก็ตาม
หากใครสนใจอยากเรียนมวยหรือขอข้อมูลอื่น ๆ ติดต่อพ่อครูได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 09 8379 5545


