อดีตอาณาจักรภูกามยาว หรือ ‘พะเยา’ ในปัจจุบัน มีพื้นหลังทางประวัติศาสตร์อันพิเศษ นอกจากจะเป็นเมืองโบราณที่สืบย้อนได้ถึงก่อนพุทธศตวรรษที่ 18 พะเยายังมีท้องนาที่ราบอาณาเขตนับแสนไร่ กว้างใหญ่ที่สุดในจังหวัดภาคเหนือ นับเป็นแหล่งอาหารสำคัญของทั้งชาวพะเยา ชาวล้านช้าง และชาวล้านนามาตั้งแต่ครั้งโบราณ กระทั่งปัจจุบันผืนนาเหล่านั้นก็ยังคงมีทั้งสายพันธุ์ข้าวนาและข้าวไร่ หยั่งรากยืนต้นอยู่ตลอดทั้งปี
ผืนนาเหล่านั้นกินบริเวณอยู่ในชุมชนเวียงลอ อำเภอจุน จังหวัดพะเยา ที่ที่กรมศิลปากรยกให้เป็นชุมชนโบราณสถานสำคัญของประเทศไทย เนื่องจากขุดค้นพบซากอารยธรรมโบราณบนพื้นที่นับพันไร่ สะท้อนวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชาวภูกามยาวต่อเนื่องหลายร้อยปี หนึ่งในนั้นคือภูมิปัญญาในสถาปัตยกรรมท้องถิ่นที่เรียก ‘ปูนตำจากฟางข้าว’ ที่ปรากฏอยู่ในวัดวาอารามและสถานที่สำคัญทางประวัติศาตร์เมืองพะเยา รวมถึงปรากฏให้เห็นในอาคารยุคปัจจุบันหลายแห่งที่ยังคงใช้ปูนตำจากฟางข้าวก่อร่างสร้างครัวเรือนเหมือนดังที่เคยเป็นมา

พ่อหลวงมนัส เวียงลอ คือผู้นำชุมชนและพยานคนสำคัญผู้เฝ้ามองการเติบโตของชุมชนเวียงลอมาตลอดทั้งชีวิต โดยเฉพาะพัฒนาการของภูมิปัญญาปูนตำจากฟางข้าวที่พ่อหลวงมนัสมองเห็นความเชื่อมโยงทั้งในแง่ศิลปะ ความเชื่อ สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น และทำให้ชุมชนเวียงลอเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ
“บันทึกหลายแห่งระบุตรงกันว่าชุมชนเวียงลอ เดิมชื่ออาณาจักรทุ่งลอ มีพื้นที่นาข้าวกว้างใหญ่มาก ทัพพม่าเดินทางจากเชียงแสนไปรบที่เมืองล่าง (สุโขทัย-พระนครศรีอยุธยา ในปัจจุบัน) ต้องเดินทางผ่านทุ่งแห่งนี้ เพื่อสั่งให้ชาวนาผลิตข้าวส่งกองทัพพม่าจนกว่าการรบจะสิ้นสุด พูดได้ว่านาข้าวเวียงลอมีความสำคัญในระดับรัฐ

“นอกจากนั้นยังมีความสำคัญกับความเชื่อและจิตวิญญาณของคนพะเยาด้วย เพราะสมัยโบราณเจ้าเมืองพะเยาจะปันส่วนที่ดินให้กับวัดต่าง ๆ ไว้ใช้ปลูกข้าวเลี้ยงคนในวัด เรียกการปันส่วนที่ดินนี้ว่า ‘กัลปนา’ โดยกำหนดว่าที่ดินกัลปนานั้นห้ามขาย ห้ามตกเป็นของผู้ใดผู้หนึ่ง แต่มีไว้เพื่อปลูกข้าวเลี้ยงสมาชิกภายในวัดเท่านั้น กุศโลบายนี้ทำให้ที่นาของวัดต่าง ๆ ยังคงอยู่ และภูมิปัญญาที่แทรกอยู่ในท้องนาก็ส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน เช่น การใช้วัสดุในท้องถิ่นเป็นส่วนผสมของสิ่งปลูกสร้าง ตัวอย่างที่ดี คือปูนตำจากฟางข้าว คนโบร่ำโบราณจะใช้ฟางข้าวในชุมชนมาผสมกับปูน นำไปฉาบเจดีย์ อุโบสถ และบ้านเรือน จนถือเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนแถบนี้”
พ่อหลวงไล่เลียงให้เราเห็นภาพ ก่อนสำทับว่าไม่เพียงเนื้อปูนสีฟางข้าวเท่านั้นที่เป็นเอกลักษณ์ แต่คุณสมบัติของปูนชนิดนี้ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ด้วยฟางที่ผสมลงไปนั้นจะสร้างความยืดหยุ่นให้เนื้อปูน ปูนจึงไม่แตกร่อนง่าย ๆ แม้เกิดภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวหรือน้ำท่วมเนื้อปูนก็ยังคงสภาพสมบูรณ์ อาทิ องค์เจดีย์วัดศรีชุม อายุกว่า 700 ปี ซึ่งยังคงสภาพสมบูรณ์กว่าเจดีย์ในยุคเดียวกันอย่างชนิดที่สังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า


“การทำปูนตำจากฟางข้าวมีขั้นตอนไม่ซับซ้อน” พ่อหลวงย้ำว่าความพิเศษนั้นเกิดจากวิธีการอันเรียบง่าย “เริ่มจากเอาหินปูนตามภูเขาในพะเยามาเผาราว ๆ 5 – 7 วัน แล้วแช่หินที่เผาแล้วในน้ำจนแตกตัวเป็นปูนขาว จากนั้นเอาฟางข้าวมาต้มจนเนื้อฟางเละ แล้วถึงกรองเอาเนื้อฟางละเอียดมาใช้แรงคนตำจนแหลกเป็นเนื้อโคลน ถึงเอามาผสมกับปูนและยางไม้หรือกากน้ำตาล เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับเนื้อปูน แล้วถึงใช้ฉาบทับอิฐอาคารก่อสร้างจนแข็งแรง”
พ่อหลวงมนัสอธิบายกระบวนการให้เราเห็นถึงความพิถีพิถันของการนำฟางข้าวที่มีอยู่เกลื่อนนามาใช้ให้เป็นประโยชน์ ก่อนเสริมว่าฟางและยางไม้ที่แทรกอยู่ในเนื้อปูนนั้นเป็นเคล็ดลับที่สร้างความพิเศษให้กับงานสถาปัตยกรรมชนิดนี้อย่างยิ่ง เพราะทำให้ในเนื้อปูนมีโพรงอากาศและจุลินทรีย์แทรกอยู่ในทุกอณู ปูนจึงยืดหยุ่นได้ตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป โดยพ่อหลวงและคนในชุมชนนิยามว่าปูนชนิดนี้เป็นปูนที่ ‘มีชีวิต’ เนื่องจากยังคงเคลื่อนไหวปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา
“ความพิเศษที่สัมผัสได้อีกอย่างหนึ่ง คืออาคารที่ก่อด้วยปูนตำจากฟางข้าวนั้นจะเย็นในหน้าร้อน แต่จะช่วยเก็บกักความร้อนในหน้าหนาว เรียกว่าเนื้อปูนปรับสมดุลด้วยตัวมันเอง ทำให้ผู้อาศัยอยู่ในวัดหรืออาคารบ้านเรือนเหล่านั้นสบายตัวเมื่ออยู่อาศัย โดยเฉพาะในอดีตที่ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องอำนวยความสะดวกมากมาย การใช้ปูนชนิดนี้จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ที่พักคนอยู่เย็นเป็นสุขได้อย่างง่าย ๆ” พ่อหลวงผู้อยู่อาศัยภายใต้ปูนชนิดพิเศษนี้มาตั้งแต่จำความได้ยืนยันเต็มเสียง

ไม่เพียงเท่านั้น พ่อหลวงมนัสยังขยายความถึงความสัมพันธ์ของข้าวและชาวชุมชนเวียงลอที่แน่นแฟ้นแยกจากกันไม่ขาดให้เราฟังเพิ่มเติม
“ด้วยความที่เวียงลอเป็นท้องนาขนาดใหญ่ที่สุดในอาณาจักรภูกามยาว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านช้าง ทำให้วัฒนธรรมการกินข้าวและใช้ข้าวของชาวล้านช้างที่กินพื้นที่ตั้งแต่พะเยาไปถึงจังหวัดภาคอีสานของไทย และไล่ไปถึงประเทศลาว ต่างมีจุดเชื่อมโยงกันอยู่มาก เช่น สายพันธุ์ข้าวพื้นเมืองหลายชนิดที่หลงเหลือมาถึงทุกวันนี้อย่างข้าวซินหรือข้าวหมากมุ่ย ก็เป็นพันธุ์ข้าวเหนียวชนิดเดียวกับที่มีอยู่ทางฝั่งลาว และการใช้ฟางข้าวหรือเมล็ดข้าวในสถาปัตยกรรมของอาณาจักรล้านช้างเดิม ก็ยังคงมีหลงเหลือให้เห็นตามโบราณสถานของจังหวัดพะเยา จังหวัดภาคอีสาน และฝั่งลาว
“หรือที่ชุมชนเวียงลอเอง มีการขุดค้นเจอหลุมศพโบราณ พบเมล็ดข้าวเปลือกและหม้อดินสำหรับหุงข้าวกระจายอยู่ในหลุมศพ ด้วยความเชื่อว่าข้าวเป็นแหล่งอาหารและเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ การใส่ข้าวไว้ในหลุมศพเพื่อให้คนตายเอาไปใช้ในโลกหน้า สะท้อนว่าข้าวนั้นสำคัญไม่น้อยไปกว่าปัจจัยอื่น ๆ ในชีวิตอย่างแน่นอน”
พ่อหลวงมนัสเสริมว่า นอกจากปูนตำจากฟางข้าว อิฐดินเผาของชุมชนเวียงลอก็ผสมแกลบข้าวลงไปช่วยเพิ่มความแข็งแรงคงทนให้กับอาคารบ้านเรือน โดยยืนยันได้จากการผ่านพ้นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2565 วัดวาอารามและบ้านเรือนในชุมชนเวียงลอได้รับความเสียหายน้อยมาก และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะภูมิปัญญาอันชาญฉลาดเหล่านี้


ณ ปัจจุบัน ชุมชนเล็ก ๆ อย่างเวียงลอยังคงมีนาข้าวนับแสนไร่ และปูนตำจากฟางข้าวก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนในชุมชน นอกเหนือไปจากนั้น ปูนตำจากฟางข้าวกำลังได้รับความสนใจในวงกว้างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากทั้งคุณสมบัติของเนื้อปูนที่มีชีวิต และจากกระบวนการผลิตที่ล้วนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และนั่นทำให้มันเดินทางไปปรากฏตัวอยู่ทั้งในโรงแรม รีสอร์ต และบ้านเรือนของผู้คนตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศไทย
กระทั่งกล่าวได้ว่า ปูนตำจากฟางข้าวชนิดนี้เป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของชุมชน รวมถึงเป็นความภูมิใจของนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ได้เห็นภูมิปัญญาเติบโตไปสร้างมูลค่าในอีกหลายแง่มุม
“ในฐานะคนเวียงลอ พูดได้ว่าชุมชนเวียงลอเป็นชุมชนที่มีชีวิต เพราะคนในชุมชนเข้าใจอดีต และยังคงส่งต่อความเข้าใจนั้นไปยังคนรุ่นใหม่รวมถึงสังคมวงกว้าง และคงเป็นเช่นนี้เรื่อยไป” พ่อหลวงมนัส เวียงลอ กล่าวทั้งรอยยิ้ม








