25 ตุลาคม 2024
1 K

The Cloud x สภาพัฒน์

ปี 2030 ในความคิดของคุณผู้อ่านเป็นอย่างไร หลากหลายประเด็นที่ทั้งโลกและไทยกำลังเดินหน้าทำตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ที่ประกาศมาตั้งแต่ปี 2015 และจะถึงเป้าปี 2030 ในไม่ช้า

เมื่อถามถึงประเด็นความหลากหลายทางเพศ แขกรับเชิญของคอลัมน์ SDGs ในตอนนี้พูดอย่างมั่นใจและสดใสซาบซ่าว่า ระยะตีนปลายของไทยมาดีมาก ในปี 2030 เราคงเป็นตัวอย่างให้กับประเทศเพื่อนบ้านได้หลายเรื่องเลย

นี่คือบทสนทนาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นมนุษย์กับ แดนนี่-กิตตินันท์ ธรมธัช นายกสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย ที่ใช้เวลา 7 วันต่อสัปดาห์ในการเป็นนักกฎหมาย ทนายความ ที่ปรึกษา กรรมการ อนุกรรมการ คณะทำงาน นักสื่อสาร ไปจนถึงเป็นเพื่อนร่วมทางของภาคประชาสังคมในการผลักดันเรื่องความหลากหลายทางเพศ

กว่า 20 ปีบนการเดินทางเพื่อเป้าหมายอันยิ่งใหญ่แต่เรียบง่าย  “ขอแค่ให้คนเท่ากัน”

เขาหาว่าเราป่วย เราไม่ใช่มนุษย์

กว่าจะวันนี้ที่ความหลากหลายทางเพศได้รับการยอมรับมากขึ้น โลกเราผ่านอะไรมาบ้าง

คำว่า ‘ความหลากหลายทางเพศ’ เพิ่งจะมาได้มาเกิน 10 ปีนี้เองนะ

ในสมัยก่อนโลกเราไปผูกติดเรื่องเพศว่ามีแค่หญิงกับชาย ดังนั้น ถ้าใครไม่ได้เป็น 2 อย่างนี้ก็จะถูกเรียกว่า ‘เบี่ยงเบนทางเพศ’ ไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นมนุษย์ปกติ เมื่อเขาไม่ได้มองเราว่าเป็นมนุษย์ เราก็ไม่ได้รับสิทธิเหมือนคนทั่วไปในสังคม เราจึงไม่เคยได้สัมผัสสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย

คนหนึ่งคนที่เกิดมาแล้วไม่ได้ถูกมองว่าเป็นมนุษย์ บางสังคมใช้วิธีกำจัดไปเลย เช่น เอาไปแขวนคอประจาน หรือทิ้งลงทะเลให้จมน้ำตาย เรียกว่าเอาให้สูญพันธุ์กันไปข้าง แต่ในประเทศไทยยังดีที่ไม่ได้ใช้การ ‘กำจัด’ แต่เปลี่ยนเป็นการ ‘จำกัด’ แทน

สังเกตดูสิ สมัยก่อนคนที่เป็นเพศหลากหลายเปิดเผยตัวตนหรือออกทีวีได้ซะที่ไหน เพราะบ้านเรากลัวเกิดการลอกเลียนแบบ

เราถูกขนานนามว่าเป็นพวกเบี่ยงเบนทางเพศมานานกว่า 50 – 60 ปี แต่เราก็พยายามอธิบายว่าในระบบธรรมชาติไม่ได้มีแค่ 2 เพศหรอกนะ จนกระทั่ง พ.ศ. 2533 องค์การอนามัยโลกออกการรับรองว่าเราไม่ได้เจ็บป่วยทางจิต จึงเริ่มเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการให้สิทธิเหมือนคนทั่วไป สาธารณสุขทั่วโลกปรับตัวตาม สิ้นสุดคำว่า ‘ความเบี่ยงเบนทางเพศ’ 

เห็นไหมว่าทุกวันนี้ ทีวีทุกช่องมีกะเทยออกหมด

เมื่อโลกไม่ได้แค่ 2 เพศ แล้วเราจำแนกเพิ่มเติมอย่างไร

แน่นอนว่าเราไม่ได้มองแค่เรื่องกายภาพอีกต่อไป ต้องมาพูดถึงเรื่องเพศ 4 มิติ

Gender Identity สิ่งที่สมองของคนคนนั้นบอกตัวเอง ไปถามกะเทยคนหนึ่งย่อมบอกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงแม้กายเป็นชาย

Sexual Orientation รสนิยมทางเพศ คนหนึ่งคนอาจรักใคร่ชอบพอกับเพศเดียวกันหรือต่างเพศก็ได้ 

Gender Expression บุคลิกภาพ การแสดงออก การแต่งกาย ซึ่งอาจไม่ตรงกับลักษณะที่สังคมส่วนใหญ่เห็นชอบก็ได้

Sex Characteristics โครโมโซมเพศ ซึ่งบางคนอาจมีทั้งโครโมโซมเพศชายและหญิงในตัวคนเดียวได้
คนคนหนึ่งมีความสุขได้โดยที่ไม่ต้องตกอยู่ภายใต้การตัดสินจากสังคม ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกัน แต่ทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ผู้ชายกับผู้หญิงก็เป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายทางเพศ ชายชอบหญิงก็เป็นรสนิยมประเภทรักต่างเพศเท่านั้นเอง

เคสในโอลิมปิกก็เป็นที่ถกเถียงกันไปทั่วโลกเลย

ใช่ นักมวยจากแอลจีเรียคนนั้นเขามีลักษณะทับซ้อนไง มีอวัยวะเพศที่เป็นผู้หญิงมาตั้งแต่กำเนิด แต่อาจจะมีโครโมโซมของผู้ชายด้วย ลักษณะจะแสดงออกให้เห็นเด่นชัดหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน บางคนก็มีลักษณะตรงกันข้ามกัน เกิดเป็นชายแต่ลักษณะเหมือนหญิงก็ได้ มนุษย์เราจึงไม่ได้มีแค่ 2 เพศแบบในระบบทวิเพศอีกแล้ว 

มาตรฐานขั้นต่ำของความเป็นมนุษย์

เราเดินหน้ากันอย่างไรต่อ

คำว่าความเท่าเทียมทางเพศก็เกิดขึ้นมาต่อจากความหลากหลายทางเพศ แม้สังคมจะยอมรับแล้วก็จริง แต่พอไปดูการใช้ชีวิตของเขา กลับทำอะไรไม่ได้หลาย ๆ อย่างเหมือนคนที่เป็นชายหรือหญิง โลกจึงเดินหน้าต่อสู่การสร้างโอกาสและสิทธิที่เท่ากัน

‘สิทธิมนุษยชน’ พูดภาษาง่าย ๆ คือมาตรฐานขั้นต่ำของความเป็นมนุษย์ ให้อยู่รอด มั่นคง และพัฒนาตัวเองไปได้ต่อ

แต่คำว่า ‘สิทธิ’ เป็นเรื่องที่รัฐให้เรามา ในฐานะที่รัฐต้องดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน ในบางครั้งสิทธิที่รัฐกำหนดกลับไปลิดรอนสิทธิมนุษยชนก็มี เช่น กฎหมายแรงงานที่ให้ประโยชน์ชายกับหญิงไม่เท่ากัน ประเทศใดก็ตามที่ออกสิทธิหรือกฎหมายให้เท่ากับสิทธิมนุษยชนได้ ก็จะกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่ก้าวหน้าที่สุด

เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ยังจำกัดสิทธิผู้หญิงไม่ให้มีการศึกษาหรือมีงานทำ ประเทศไทยเราส่งเสริมเรื่องความเท่าเทียมได้ดีเลย คุณเห็นด้วยไหม

ไม่เคยเห็นแบบนั้นมานานแล้วครับ ที่เขามองว่าเราทำดีแล้ว เพราะเราไปเปรียบเทียบกับประเทศที่ด้อยกว่า แต่หากเอามาตรวัดของสิทธิมนุษยชนมาใช้ ก็ยังมีเรื่องเหลื่อมล้ำอีกมาก เช่น ผู้หญิงที่ต้องเป็นทั้งเมียทั้งแม่ กลับได้ค่าจ้างไม่เป็นธรรมในที่ทำงานหรือถูกเลือกปฏิบัติเมื่อตั้งท้อง ผู้หญิงก็เป็นหนึ่งในกลุ่มเปราะบางของประเทศไทย ถ้าจะให้ประเมินเรื่องการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมทั้งประเทศ ต้องพูดถึงคนอีกหลายหลายกลุ่ม

ตามรัฐธรรมนูญไทยฉบับ พ.ศ. 2560 เราจัดกลุ่มเปราะบางไว้ทั้งหมด 13 อัตลักษณ์ ตั้งแต่เด็กเยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผู้ใช้สารเสพติด ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV แรงงานข้ามชาติ แรงงานนอกระบบ กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้พ้นโทษจากเรือนจำ พนักงานบริการ และผู้ไม่ประสงค์ตั้งครรภ์

เรื่องแปลกคือในระดับสากล เขาไม่ใช่คำว่ากลุ่มเปราะบาง เขาพูดถึงเรื่องความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ว่าจะเลือกปฏิบัติไม่ได้ แต่ในไทยที่ใช้คำว่าความเปราะบางเอย ด้อยโอกาสเอย มันเหมือนไปตีตราจำแนกกลุ่มคน จนทั้งสังคมปฏิบัติกับเขาต่างออกไป ทั้งที่เรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เขาแค่ต้องการสิทธิและโอกาสเหมือนคนปกติ

ที่สำคัญ คนเราไม่ได้มีแค่อัตลักษณ์เดียว ตอนนี้ประชาคมโลกให้ความสนใจกับเรื่องอัตลักษณ์ทับซ้อน หรือ Intersectionality ที่จะต้องเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด เช่น กะเทยอายุ 80 ปี เป็นผู้ติดเชื้อ HIV และมีภาวะพิการอีก ถ้าคนคนนี้ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐ โอ้โห มันจะพันกันยุ่งสุด ๆ เลยนะ มีหลายกระทรวงหน่วยงานที่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากแต่ละอัตลักษณ์ทางสังคมยังขึ้นกับหน่วยงานคนละที่ แล้วเวลารัฐให้ความช่วยเหลือก็มักจะเป็นการสงเคราะห์มากกว่าส่งเสริม 

สงเคราะห์ ส่งเสริม ต่างกันอย่างไร

หากเป็นการสงเคราะห์ก็จะใส่ใจแค่การสร้างบ้าน สร้างส้วม

แต่การส่งเสริมต้องดูว่าจะทำอย่างไรให้เขาลุกขึ้นมาใช้ชีวิตได้ด้วยตนเอง ทั้งกาย ใจ ความสามารถ และเขาอาจจะเป็นอีกหนึ่งแรงในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ไม่เป็นเพียงแค่กลุ่มที่เราขนานนามว่าเปราะบาง ทำอะไรไม่ได้ การถูกเลือกปฏิบัติเพียงเพราะมีความแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ในสังคม คือการลดทอนคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แล้วจะทำให้คนหนึ่งคนเกิดขึ้นมาบนโลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้

ไปถามใครที่ไหนก็ได้ในทุกมุมโลก สิ่งสำคัญที่สุดที่คนในโลกใบนี้ต้องการ คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิ่งที่ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นั่นก็คือเรื่องการถูกเลือกปฏิบัติที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม

สภาพแวดล้อมแบบไหนที่จะทำให้คนทุกคนรู้สึกว่ามีศักดิ์ศรีในการใช้ชีวิต

ง่ายนิดเดียว มี 4 ข้อใหญ่ครับ

หนึ่ง เข้าใจ ทดสอบตัวเองว่าสิ่งนี้มีอยู่จริงไหม กลุ่มชาติพันธุ์ คนพิการ คนหลากหลายทางเพศ มีอยู่จริงไหม 

สอง เข้าถึง ไปหาคำตอบว่าสิ่งที่ทำให้คนกลุ่มนี้เข้าถึงสิทธิและโอกาสไม่ได้มีอะไรบ้าง อย่าไปเหมารวมกับสิ่งที่เคยได้ยินมา เช่น กลุ่มชาติพันธุ์จะต้องไปยึดโยงกับเรื่องค้ายาเสพติด

สาม ยอมรับ ต้องเป็นการยอมรับแบบไม่มีเงื่อนไขด้วยนะ หากตามมาด้วยเงื่อนไขอาจจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง เช่น พ่อแม่ที่ยอมรับว่าลูกเป็นเกย์ แต่ก็ยังยื่นเงื่อนไขว่าต้องแต่งงานกับผู้หญิงเพื่อรักษาหน้าตาในสังคม

สี่ เคารพ การเคารพซึ่งกันและกันจะนำมาซึ่งการให้โอกาส ให้เกียรติ หล่อหลอมให้เกิดศักดิ์ศรีในตัวมนุษย์คนหนึ่งได้ในที่สุด

และเมื่อเราทำได้ครบทั้ง 4 ข้อ ก็จะนำพาไปสู่การไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และไม่ไปลดทอนคุณค่าศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์นั่นเอง

ยกตัวอย่างกรณีสมรสเท่าเทียม ช่วยให้สังคมเคารพกันมากขึ้นไหม

สิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ก็คือการก่อตั้งครอบครัว ถูกไหม 

ดังนั้นจึงไม่ควรเป็นแค่เรื่องของหญิงและชาย แต่เป็นเรื่องของเธอและฉันและลูกของเรา เมื่อเรามองว่าทุกคนเป็นมนุษย์ที่ควรได้สิทธิเท่ากัน มันเลยแก้ได้ง่าย ๆ เพียงเอาคำว่า ‘บุคคล’ แทนชายหญิง ‘คู่สมรส’ แทนสามี-ภรรยา จึงเกิดออกมาเป็นสมรสเท่าเทียม ไทยกำลังรอประกาศราชกิจจานุเบกษา เดี๋ยวสักปลายปีนี้คงได้ใช้กัน

เรื่องนี้ที่ขับเคลื่อนสำเร็จได้ มาจากความพยายามทั้ง 4 ส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือผู้กำหนดนโยบาย

ภาคองค์การระหว่างประเทศที่ส่งเสริมประเด็นเหล่านี้ผ่านปฏิญญาพันธกรณีต่าง ๆ ภาคประชาสังคมที่ต้องทำเรื่องผลักดันในฐานะตัวแทนของชุมชน และสำคัญที่สุดคือเจ้าของปัญหาที่ได้สะท้อนปัญหาและอยากหาทางแก้ไข 4 ส่วนนี้ต้องร่วมมือกันหมด ถ้าด้านใดด้านหนึ่งไม่เอาด้วยก็ไม่สำเร็จ แสดงว่าเราเข้าใจ เข้าถึง ยอมรับ และเคารพกันในที่สุด

มีกฎหมายอีกเรื่องที่กำลังผลักดัน คือกฎหมายการเปลี่ยนเพศ เปลี่ยนคำนำหน้านาม นาย นางสาว เมื่อคนมีเจตจำนงอยากกำหนดตัวเองโดยที่ไม่ได้เจ็บป่วยใด ๆ เช่น คนที่ต้องการเป็นผู้หญิง ก็ควรจะได้ถูกเรียกและถูกปฏิบัติแบบผู้หญิง นี่ก็มาจากหลักการพื้นฐานของความเป็นมนุษย์เหมือนกัน 

นอกจากนี้ เรากำลังทำตาม SDGs เป้าที่ 10 : Reduced Inequality ในตัวชี้วัดย่อยหนึ่งที่ระบุไว้คือการเลือกปฏิบัติควรจะขจัดให้หมดสิ้นไป กฎหมายไหนเลือกปฏิบัติต้องถูกยกเลิก ประเทศไทยกำลังจะมีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อ 13 กลุ่มเปราะบางเข้าสู่สภาเร็ว ๆ นี้ โดยกระทรวงยุติธรรมทำเสร็จแล้ว ข้อเสนอของภาคประชาชนก็รวบรวมรายชื่อเตรียมส่งเข้าสู่สภาแล้ว ตอบโจทย์ลดความเหลื่อมล้ำเป๊ะเลย 

ไปต่อสู่ไทยแลนด์โมเดล

อยากทำเรื่องอะไรต่อเพื่อเร่งให้เกิดความเท่าเทียมมากที่สุด

การเลือกพัฒนาบางเรื่องอาจจะทำให้เรื่องอื่นล้าหลังได้ เราเลยเห็นการทำตามเป้า SDGs ไม่ได้เดินหน้าสำเร็จทุกอัน แต่สิ่งที่จะทำให้ทุกอย่างไปได้เร็วขึ้น เรามองว่าการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำสำคัญที่สุด เพราะจะไปขจัดปัญหาได้อีกหลายเรื่อง วิธีง่ายที่สุดไม่ต้องมีอะไรซับซ้อน คือทำให้ทุกคนเท่ากัน ให้คนทุกคนเข้าถึงทรัพยากร เข้าถึงโลกแห่งการศึกษาและการทำงานได้ อย่างที่สหประชาชาติใช้คำว่า No One Left Behind 

แต่ก็มีคนเถียงว่าเราให้คนทุกคนรวยเท่ากันไม่ได้หรอก คนไม่ขยันก็คงไม่รวย 

ต้องแยกระหว่าง 2 คำ ‘มีสิทธิ’ กับ ‘ใช้สิทธิ’ คนละเรื่องกันนะ นั่นเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล

ยกตัวอย่างเช่นกฎหมายสมรสเท่าเทียมคือการอนุญาตให้คนเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ นั่นคือหลักสิทธิมนุษยชน ทำให้ทุกคน ‘มีสิทธิ’ เข้าถึงระบบการก่อตั้งครอบครัวได้ต่อหน้ากฎหมาย แต่ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะจูงมือกันไปจดทะเบียนสมรสกันไหม เพื่อ ‘ใช้สิทธิ’ ในการดูแลซึ่งกันและกัน กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของชายหญิงมีมาเป็นร้อยปี ก็ไม่เห็นมีชายหญิงจดทะเบียนสมรสกับครบทุกคนเลย

โจทย์คือเราให้สิทธิเขาแค่ไหน เราให้ทุกคนเหมือนกันไหม ส่วนเขาจะไปถึงความสำเร็จจุดไหนก็เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล

คนไทยรู้สิทธิตัวเองมากน้อยแค่ไหน

น้อยมาก เรามองว่าปัญหาทุกวันนี้เป็นเรื่องขององค์ความรู้จริง ๆ นะ

เราทำงานเรื่องความเท่าเทียมระหว่างเพศมาเป็นสิบปี จนเกิดพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ แต่มีการสำรวจในประเทศไทยพบว่าคนไทยรู้จักกฎหมายนี้กันไม่ถึง 7% แล้วในจำนวนนี้กว่า 80% ก็ยังเข้าใจว่าเป็นกฎหมายของเกย์หรือกะเทย ซึ่งจริง ๆ นี่เป็นกฎหมายที่มีไว้สำหรับเพศชายเพศหญิงที่ถูกเลือกปฏิบัติไม่ว่าจะทางตรงทางอ้อม

องค์ความรู้มีอยู่แล้ว แต่ให้มันอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ ต้องมีการจัดการองค์ความรู้ด้วย

โรงเรียนในอดีตเคยสอนว่าเรื่อง LGBTIQN+ เป็นเรื่องวิปริตผิดเพศมานมนาน เราเข้าไปแก้ไขแบบเรียนสุขศึกษาของความเท่าเทียมทางเพศสำเร็จเมื่อ พ.ศ. 2562 จนกระทั่งตอนนี้เรามีแบบเรียนสมบูรณ์ตั้งแต่ ป.1 – ม.6 ใช้มา 4 ปีแล้วนะ เด็กน้อยก็เรียนเรื่องพ่อแม่ลูก แล้วค่อย ๆ เรียนไปถึงเรื่องอนามัยการเจริญพันธุ์ การป้องกัน การใช้ยา บริการทางสาธารณสุข เด็กโตก็เรียนไปถึงเรื่องสิทธิพลเมือง กติการะหว่างประเทศ แต่ความรู้ของครูที่จะเอาไปสอนเด็กกลับไปไม่ได้ถึงตรงนั้นอีก 

เห็นประเทศไทยปี 2030 เป็นอย่างไร 

เรื่องของสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยในระยะตีนปลาย ไปได้เร็วมาก

ภาครัฐก็พยายามเรียนรู้เรื่องนี้ ด้วยการฟังภาคประชาสังคมมากขึ้น ก่อนหน้านี้ในเวทีนานาชาติเราก็อ้ำอึ้งอยู่หลายเรื่อง แต่ตอนนี้เรามีกฎหมายสมรสเท่าเทียมเป็นชาติแรกในอาเซียน กฎหมายกลุ่มชาติพันธุ์ก็เข้าสภาไปได้หลายฉบับ

ถ้าหากว่าประเทศไทยเอาเรื่องของสิทธิมนุษยชนมาจับในทุกประเด็น ทุกอย่างน่าจะขับเคลื่อนไปสู่ภาพที่ดี แล้วก็จะตามมาด้วยการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับคนอีกหลายกลุ่มให้มีที่ยืนในสังคม

เราไปพูดกับนายกฯ มาหลายคน เวลาพูดเรื่องสิทธิมนุษยชน หน้าท่านเหนื่อยขึ้นมาทันที เขาจะมีแรงต้าน แต่พอเอาคำว่า SDGs ไปพูด เขามีความสุขนะ ยิ้มออกมาเลย เวลานี้เราเลยเอาคำว่า SDGs มาพูดกันดีกว่า ทั้งที่เรามองว่าเป็นเรื่องเดียวกันกับการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ซึ่งการทำงานตามกรอบ SDGs ก็จะไปช่วยลดการสงเคราะห์ เพิ่มการส่งเสริม รัฐจะประหยัดเงินมาก คนก็จะได้คุณภาพชีวิตที่ดีมากขึ้น ทั้งกาย ใจ สังคม สติปัญญา 

เราประชุมกับประเทศรอบบ้านเราเยอะ กัมพูชาเขาก็มองว่าถ้าประเทศไทยมีสมรสเท่าเทียมได้ เขาก็รู้สึกมีความหวังเหมือนมีต้นทุนไปเกินครึ่งแล้ว เราอาจจะเห็นกัมพูชามีสมรสเท่าเทียมต่อจากเรา อีกเหตุการณ์หนึ่ง เราเคยไปออกทีวีพูดเรื่องการนำเนื้อหาความหลากหลายทางเพศเข้าไปในบทเรียน พอกัมพูชาเขาได้ฟัง เขาก็เอาไปออกแบบต่อ รู้ไหม กัมพูชามีแบบเรียนความหลากหลายทางเพศก่อนหน้าเราด้วยซ้ำไป 

ถ้าประเทศไทยมีบรรยากาศที่ดีแบบนี้ต่อไป เรามั่นใจว่าในปี 2030 น่าจะเห็นอะไรหลาย ๆ อย่างที่เป็นต้นแบบให้กับประเทศอื่นได้ เรียกได้ว่าเป็นไทยแลนด์โมเดล เพราะระยะตีนปลายเราดีจริง ๆ 

ลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้คนเข้าถึงสิทธิและโอกาสให้ได้มากที่สุด แต่ใครจะไปถึงจุดที่เขาให้ก็อีกเรื่องหนึ่ง แล้วโลกเราก็จะเจิดจ้างดงามกว่านี้เยอะ  วันหนึ่งเราอาจจะได้คนพิการหรือคนจากกลุ่มชาติพันธุ์มาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ จริงไหม

Writer

ธันยมัย อนันตกรณีวัฒน์

นักข่าวเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยเชื่อว่า GDP คือคำตอบ แต่กลับชื่นชอบในแนวคิด Circular Economy ว่าจะสร้างอนาคตอันสดใสให้กับโลกที่ร้อนขึ้นทุกวัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล