30 กันยายน 2024
3 K

ในวันที่ข่าวต่าง ๆ ชวนหดหู่สิ้นหวัง ไม่ว่าจะน้ำท่วม เขาหัวโล้น วิกฤตโลกเดือด เศรษฐกิจปากท้อง ปะการังฟอกขาว มลพิษ ในขณะที่นโยบายการแก้ปัญหาจากภาครัฐก็ยังดูเลือนราง… คำถามคือ แล้วความหวังอยู่ที่ไหน 

บางทีงานเสวนานี้อาจมีคำตอบ

นี่คืองานเสวนาที่จัดโดยสถาบันลูกโลกสีเขียว ซึ่งประกอบด้วยการบรรยายพิเศษจาก วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ในหัวข้อ ‘คนเล็กเปลี่ยนโลก’ ซึ่งเขาบอกเล่าประสบการณ์การทำงานและเส้นทางสู่การหาคำตอบว่า ในฐานะคนเล็ก ๆ คนหนึ่งมีส่วนร่วมแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่กว่าตัวเรามาก ๆ อย่างไร และแนวคิด ‘เริ่มจากตัวเรา’ เพียงพอหรือไม่ ต่อด้วยเวทีพูดคุยในหัวข้อ ‘ชุมชนกับการจัดการทรัพยากร’ ซึ่งเราจะได้เห็นเรื่องราวของคนเล็ก ๆ ธรรมดา ๆ ที่ลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ในพื้นที่ของตัวเอง พร้อมด้วยมุมมองชวนคิดจาก วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ นักเขียน นักสิ่งแวดล้อม ผู้ทำงานในวงการนี้มาอย่างยาวนาน 

ถัดจากนั้นเป็นพิธีมอบรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 22 และพิธีมอบรางวัลการประกวดการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ครั้งที่ 13 ซึ่งเรื่องราวของชุมชนเจ้าของรางวัลเหล่านี้คือสิ่งตอกย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงจากคนตัวเล็ก ๆ เกิดขึ้นได้จริง 

และความเปลี่ยนแปลงจากคนตัวเล็ก ๆ เหล่านี้เองที่เปรียบดั่งจุดสีเขียวเล็ก ๆ แห่งความหวังที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศไทย และพวกเขาก็กำลังกระจายเมล็ดพันธุ์แห่งหัวใจอนุรักษ์ไปสู่ผืนดินรอบด้าน

เริ่มที่ตัวเรา… เพียงพอหรือไม่ 

ในฐานะมนุษย์ตัวกระจ้อยร่อย เราจะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่กว่าตัวเรามาก ๆ ได้อย่างไร 

นี่คือคำถามที่วนเวียนอยู่ในความคิดของ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล อยู่บ่อยครั้ง ก่อนที่เขาจะตกผลึกคำตอบและนำมาแลกเปลี่ยนกับเราในวันนี้

จากจุดเริ่มต้นของคนทำสารคดีเชิงสังคมในช่อง ‘เถื่อนChannel’ ที่ตระเวนถ่ายทำมาแล้วทั่วโลก โดยเฉพาะในดินแดนสงครามและความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นอัฟกานิสถาน อิรัก ซีเรีย เกาหลีเหนือ ฯลฯ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาก็พบว่าโลกเรายังมีประเด็นที่ใหญ่กว่าเรื่องสงคราม ก็คือเรื่องสิ่งแวดล้อม 

“การทำสารคดีให้โอกาสผมเดินทางไปเรียนรู้ และการเดินทางก็ทำให้เรื่องโลกร้อนที่เคยเป็นแค่คอนเซปต์กลายเป็นภาพความจริงที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ครั้งแรกที่ได้เห็นว่าโลกนี้เชื่อมโยงกับชีวิตเรายังไง คือตอนที่ผมเดินทางไปกรีนแลนด์และได้คุยกับชาวอินูอิต เขาเล่าว่า รู้ไหมน้ำแข็งที่เห็นตรงหน้ากำลังละลายเร็วขนาดไหนเมื่อเทียบกับตอนเขาเด็ก ๆ ตอนนี้น้ำแข็งตรงนั้นหายไปแล้ว และถ้าน้ำแข็งที่นี่ละลายหมด น้ำทะเลจะสูงขึ้น 6 – 7 เมตร”

และนั่นก็ทำให้วรรณสิงห์เริ่มค้นข้อมูลว่า กรุงเทพมหานครอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเท่าใด ซึ่งคำตอบคือแค่ 1 – 2 เมตร 

“แปลว่าถ้าน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลาย จะส่งผลต่อบ้านผมทันที ทำให้ได้เห็นว่าสิ่งที่มนุษย์ทำส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมขนาดไหน และผลลัพธ์ก็สะท้อนกลับมาหาตัวเราอย่างเลี่ยงไม่ได้” 

ปัญหานี้ชัดเจนยิ่งขึ้นอีกเมื่อเขาไปเยือนชายฝั่งทางตอนใต้ของรัฐลุยเซียนา สหรัฐอเมริกา ซึ่งภาพถ่ายโดรนที่เขานำมาให้ดูคือภาพผืนน้ำกว้างใหญ่ที่แทรกตัวกับแผ่นดิน หากดูผิวเผินก็อาจเหมือนปากอ่าวทั่วไป แต่แท้จริงแล้ว ผืนน้ำที่เห็นทั้งหมดในภาพเคยเป็นเมือง และร่องน้ำที่เห็นก็เคยเป็นถนนมาก่อน

“นี่คือ Land Loss Crisis หรือวิกฤตการณ์การสูญเสียแผ่นดินที่หนักหน่วงที่สุดของสหรัฐอเมริกา ตรงนั้นแผ่นดินละลายลงมหาสมุทรในอัตรา 1 สนามฟุตบอลต่อชั่วโมง เหตุผลหลักคือระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ประกอบกับมีการสร้างทำนบกั้นแม่น้ำมิสซิสซิปปี ตะกอนจึงไม่มาเติมชายฝั่ง ขณะที่ชายฝั่งก็ถูกกัดเซาะไปเรื่อย ๆ คำถามคือ แล้วเราจะสู้กับสิ่งนี้ยังไงในฐานะมนุษย์ เราจะเปลี่ยนอะไรได้จริงเหรอ เพราะปัญหามันดูใหญ่และรุนแรงเหลือเกิน”

เขาเก็บคำถามนั้นไว้ในใจ พร้อมเริ่มเบนกล้องมาถ่ายทำเรื่องวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั่วโลก นับตั้งแต่ภูเขาขยะสูง 65 เมตร ที่กรุงเดลี ประเทศอินเดีย ซึ่งได้ฉายาว่าเอเวอเรสต์แห่งขยะ ไปจนถึงวิ่งไล่ตามถ่ายไฟป่าที่ออสเตรเลีย 

“เราอยากทำสื่อเพื่อให้คนหันมาสนใจเรื่องเหล่านี้ แต่ถึงจุดหนึ่ง เราก็รู้สึกว่าได้แค่ถ่ายทอด แต่ทำอะไรกับปัญหาไม่ได้เลย บางทีได้งานกลับมา แต่ก็มาพร้อมความรู้สึกสิ้นหวัง เพราะเราได้เห็นว่าโลกหายนะขนาดไหนแล้วด้วยตาตัวเอง”

แม้จะมีคำถามวนเวียนอยู่ในใจ เขาก็ยังคงเดินหน้าเพื่อสื่อสารประเด็นสำคัญนี้ต่อไป จนถึงช่วงโควิดที่เดินทางออกนอกประเทศไม่ได้ เขาจึงหันมาถ่ายทำในประเทศ เช่น ภูเขาขยะที่นนทบุรี ไฟป่าที่เชียงใหม่และเชียงราย และพบว่าปัญหาของไทยก็รุนแรงไม่แพ้ต่างประเทศเลย แต่ความแตกต่างคือ ปัญหาที่นี่เขามีส่วนช่วยมากกว่าแค่สื่อสารได้

วรรณสิงห์เริ่มต้นจากระดมเงินบริจาคเพื่อซื้ออุปกรณ์ช่วยดับไฟป่า แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาก็ตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้งว่า จะมีหนทางใดไหมที่จะช่วยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนในเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ช่วยเหลือปลายทางแบบที่เป็นอยู่

วิธีหาคำตอบของเขาจึงเป็นการไปลงเรียนปริญญาโทในหลักสูตร Marine Plastics Abatement (การจัดการขยะพลาสติกทางทะเล) 

“สิ่งที่ได้จากการเรียนครั้งนั้น คือการได้โฟกัสปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเด็นเดียวคือขยะพลาสติก ทำให้จากเดิมที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมดูใหญ่มาก ๆ จนเราทำอะไรไม่ได้ ก็กลายมาเป็น ‘หนึ่งสิ่ง’ ที่เราทำได้และเข้าใจว่าต้องทำอย่างไร” 

สิ่งที่เขาตกผลึกตามมาก็คือ การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเริ่มที่ตัวเองได้ แต่ต้องอย่าจบแค่ตรงนั้น 

“การเริ่มที่ตัวเราเป็นแค่การจุดไฟอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายต้องไปจบในสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเราให้ได้ เราต้องเอาเชื้อเพลิงที่ตัวเราได้จุดขึ้นมาไปใส่ในเครื่องจักรที่ใหญ่กว่าตัวเรา ซึ่งแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เครื่องจักรของบางคนอาจเป็นชุมชน บางคนอาจเป็นโรงเรียน บางคนอาจเป็นสภาฯ หรือบางคนก็เป็นห้องประชุมบอร์ดบริหาร ทุกฟันเฟืองในสังคมเป็นส่วนหนึ่งได้หมด คำถามที่เราควรถามตัวเองไม่ใช่ว่า ‘อย่างน้อย’ เราทำอะไรได้บ้าง แต่คือ ‘อย่างมาก’ เราทำอะไรได้บ้าง”

สำหรับวรรณสิงห์เอง เขาเลือกนำเชื้อเพลิงนี้ไปใส่ในเครื่องจักรที่เรียกว่ารัฐสภา ในฐานะที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ไม่มีค่าตอบแทน ซึ่งหนึ่งในงานของคณะกรรมาธิการนี้คือการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน เช่น โรงงานปล่อยของเสีย ที่ดินทับซ้อน ฯลฯ นอกจากนั้น เขาเองยังช่วยเรื่องผลักดันกฎหมายสิ่งแวดล้อม เช่น พ.ร.บ. อากาศสะอาด ซึ่งวันนี้อยู่ระหว่างการประชุมในกรรมาธิการวิสามัญถึงรายละเอียดว่าเนื้อหาควรเป็นอย่างไร เช่น ควรมีกองทุนอากาศสะอาดเฉพาะหรือไม่ เงินในกองทุนควรมาจากไหน กลุ่มเปราะบางควรเป็นใครบ้าง ฯลฯ

“ถ้าเริ่มที่ตัวเองก็ไม่รู้จะแก้ฝุ่นยังไง เราเริ่มจากเห็นปัญหาได้ แต่ต้องไปจบที่อื่น บางคนอาจจบที่การปรับปรุงโรงงานตัวเอง บางคนอาจไปปรับปรุงกฎหมาย ซึ่งนอกจากกฎหมายอากาศสะอาด เราก็ยังพยายามผลักดันกฎหมายสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. โลกร้อน ที่จะจำกัดสิทธิ์ในการปล่อยคาร์บอน พ.ร.บ. การจัดการขยะ เพราะประเทศไทยไม่มีกฎหมายสักฉบับที่ว่าด้วยการจัดการขยะโดยรวมเลย รวมถึงการปรับปรุง พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อม เช่น เรื่องการทำ EIA ต่าง ๆ”

วรรณสิงห์สรุปหัวใจการสร้างความเปลี่ยนแปลงออกมาเป็นคำสั้น ๆ 6 คำ คือ เปิด – ศึกษา – เข้าใจ – เลือก – ขยาย – เรียนรู้

“เปิดโอกาสให้ตัวเองเรียนรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้ ศึกษาและทำความเข้าใจว่ามีฟันเฟืองอะไรบ้าง จากนั้นก็เลือกว่าเราจะมีส่วนร่วมตรงไหน แล้วลงมือทำขยายผลออกจากตัวเรา เรียนรู้ระหว่างทาง เข้าสู่วงจรใหม่ เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ว่าเราทำอะไรได้บ้าง” 

แม้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะดูยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์คนหนึ่งอย่างเทียบไม่ได้ แต่วรรณสิงห์ก็ชวนมองอีกมุมว่า เราอาจมองปัญหานั้นให้เป็นพลังและเป้าหมายของการมีชีวิตอยู่

“เวลาที่มนุษย์เจอศัตรูที่ใหญ่มาก ๆ เราอาจท้อแท้ก็ได้ หรือเราจะใช้สิ่งนั้นเป็นพลังแล้วพบความหมายในตัวเองก็ได้ ความหมายของการมีส่วนร่วมในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา แล้วมันก็จะกลายเป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ ของชีวิต ให้เราตื่นขึ้นมาแล้วพบความหมายว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร เป็นแรงผลักดันให้เราทำในสิ่งที่ทำอยู่”

หากไม่รักสิ่งแวดล้อม อย่าหวังว่าปากท้องจะอิ่ม”

ในวันที่คนจำนวนมากมองว่าปากท้องต้องดีก่อน แล้วจึงค่อยรักสิ่งแวดล้อม แต่ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ชวนให้เรามองในมุมใหม่ว่า ถ้าไม่รักษาสิ่งแวดล้อมให้ดี ก็ไม่มีทางที่ปากท้องจะอิ่มได้ 

ตัวอย่างแรกที่ยืนยันคำพูดนั้น คือเรื่องราวของชุมชนบ้านคลองเรือ อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นชุมชนกลางป่า แต่ละครอบครัวมีพื้นที่ทำกินไม่ถึง 20 ไร่ แต่สร้างรายได้ปีละ 4 – 5 แสนบาท 

“ในอดีตเขาเคยปลูกยาง ปลูกปาล์ม แต่เจ๊งหมด จนพวกเขาพบคำตอบว่าจะอยู่รอดได้ เขาต้องปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ ไม่ใช่ปรับธรรมชาติเข้าหาตัว พวกเขาใช้วิธีปลูกต้นไม้ 4 ชั้น คือหมาก ทุเรียน มังคุด และกาแฟ เพื่อกระจายความเสี่ยง หากปีไหนพืชชนิดหนึ่งราคาตกก็มีพืชอื่นชดเชย อย่างเช่นหมากนี่ส่งนอกนะ ความต้องการสูงมาก เพราะเป็นพื้นฐานของการทำสี” 

ชุมชนนี้ไม่เพียงอยู่ร่วมกับผืนป่า แต่ยังเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องรักษาป่า เพราะพวกเขารู้ว่าหัวใจหลักของรายได้มาจากความสมบูรณ์ของธรรมชาติ เพราะถ้าไม่มีป่าก็ไม่มีน้ำ ถ้าไม่มีน้ำ ไม้ผลที่สร้างรายได้ให้พวกเขาก็จะไม่รอด 

ถัดมายังภาคอีสาน วันชัยยกตัวอย่างจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีสถิติขาดแคลนน้ำสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ แต่ผู้คนในตำบลเชื้อเพลิงกลับมีน้ำใช้ตลอดปีจนถึงขั้นทำนาในหน้าแล้งได้

“แต่ก่อนที่นี่มีการลักลอบตัดไม้เยอะมาก แต่กำนันยุคนั้นก็เห็นว่าถ้าไม่รักษาป่า ก็จะไม่มีน้ำ เขาจึงชวนชาวบ้านดูแลป่า ขุดสระน้ำ ขุดคลองเชื่อม อาศัยภูมิประเทศในการกระจายน้ำโดยไม่ต้องใช้พลังงาน จนทุกวันนี้กลายเป็นต้นแบบให้ชุมชนมากมายมาดูงาน”

ส่วนภาคเหนือ ตัวอย่างคือเรื่องราวของชุมชนปกาเกอะญอ ณ บ้านแม่กองคา จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นแหล่งปลูกพริกกะเหรี่ยงขึ้นชื่อ แต่ไม่นานมานี้มีนายทุนไปส่งเสริมให้ปลูกข้าวโพด โดยมีคำโฆษณาสวยหรูว่าราคาดี แต่ชาวบ้านที่นี่ปฏิเสธ เนื่องจากพวกเขารู้ว่าข้าวโพดต้องใช้สารเคมีเยอะ 

“เขาให้เหตุผลว่าเราเป็นคนต้นน้ำ ถ้าใช้ยาฆ่าแมลง คนปลายน้ำจะเดือดร้อน”

การตัดสินใจครั้งนั้นของชาวชุมชนแม่กองคา ทำให้ทุกวันนี้พื้นที่นั้นยังคงมีป่า มีน้ำ และมีพริกกะเหรี่ยงคุณภาพดี 

กลับมาที่ภาคใต้อีกครั้ง ณ ชุมชนตำบลไหนหนัง จังหวัดกระบี่ นอกจากที่นี่จะเป็นตำบลนำร่องของการยกเลิกใช้อวนตาถี่จนชุมชนอื่น ๆ ทำตามแล้ว ที่นี่ยังเป็นชุมชนแห่งแรก ๆ ของไทยที่มีการเลี้ยงผึ้งในป่าชายเลน 

จากจุดเริ่มต้นของการเลี้ยงผึ้ง นำไปสู่ข้อตกลงของชุมชนที่ห้ามตัดไม้เผาถ่าน เนื่องจากผึ้งอ่อนไหวต่อควันไฟ ทำให้ป่าชายเลนอุดมสมบูรณ์ขึ้น ทั้งจากการมีผึ้งผสมเกสรและไม่มีใครตัดไม้ การเลี้ยงผึ้งยังนำมาสู่การปรับเปลี่ยนวิถีเกษตรจากเคมีเป็นอินทรีย์ เนื่องจากผึ้งไม่ถูกกับสารเคมี จากนั้นเมื่อผลผลิตน้ำผึ้งสร้างรายได้ที่ดี ชุมชนก็หันมาเลี้ยงผึ้งมากขึ้น จนพวกเขาต้องร่วมกันขยายพื้นที่ป่าชายเลนและรักษาดูแลป่าเพื่อให้ผึ้งมีอาหารเพียงพอ 

ผลจากป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ก็ย้อนกลับมาช่วยเรื่องปากท้อง ในการเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน สร้างความมั่นคงทางอาหารให้ชาวชุมชน รวมถึงป้องกันชายฝั่งจากพายุและคลื่นสึนามิ 

ทั้งหมดนี้ยืนยันได้ชัดเจนว่าสิ่งแวดล้อมต้องดีก่อน ปากท้องจึงจะดีได้ และทรัพยากรที่สมบูรณ์ก็ไม่เพียงนำมาสู่ปากท้องที่ดีเท่านั้น แต่ยังนำมาซึ่งสุขภาพที่ดีด้วย

“ปัญหาสิ่งแวดล้อมส่งผลต่อสุขภาพมาก รู้ไหมว่าทุกวันนี้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีเงินไม่พอแล้ว เพราะชาวบ้านมีปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้น หลังจากธรรมชาติถูกทำลาย ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือปัญหา PM 2.5 ที่ทำให้คนเหนือมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงขึ้น”

สารเคมีทางการเกษตรก็เป็นอีกสาเหตุหลักของความเจ็บป่วย ทั้งต่อเกษตรกรและผู้บริโภค ดังนั้น วิถีเกษตรอินทรีย์จึงควรเป็นคำตอบของโลกยุคใหม่ ที่จะตอบโจทย์ทั้งในเรื่องความยั่งยืนของระบบนิเวศและสุขภาพมนุษย์ 

“ทุกวันนี้ข้าวเวียดนามแซงข้าวไทยไปแล้ว แถมเวียดนามยังมีแผนจะขยายพื้นที่ข้าวอินทรีย์เพิ่ม แต่พอหันมาดูนโยบายล่าสุดของรัฐบาลไทย กลับไม่พูดถึงข้าวอินทรีย์สักคำ” 

ตัวอย่างสุดท้ายที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสิ่งแวดล้อมที่ดีนำมาสู่สุขภาพที่ดี ก็คือนโยบายเปลี่ยนเมืองให้เป็นเมืองจักรยานของประเทศเดนมาร์กที่เป็นคานงัดถอนรากถอนโคนปัญหาได้ ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ

“เมื่อ 30 ปีที่แล้ว รัฐบาลเดนมาร์กพยายามสร้างแรงจูงใจให้คนใช้จักรยานแทนรถยนต์ โดยสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างให้จักรยาน จนทุกวันนี้ผู้คนใช้จักรยานเป็นพาหนะหลัก สิ่งที่เกิดตามมาก็คืออาคารจอดรถถูกทิ้งร้างและเปลี่ยนให้เป็นสวนสาธารณะ ต่อมาคือค่าใช้จ่ายการนำเข้าน้ำมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และสุดท้ายที่แม้แต่รัฐบาลเองก็ไม่ได้คาดคิด ก็คือค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและประกันสุขภาพลดลงหลายพันล้านเหรียญฯ ต่อปี เพราะผู้คนสุขภาพดีขึ้น ทั้งจากการได้ออกกำลังกายและอากาศไม่เป็นพิษ”

แม้แต่ในประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างโคลอมเบีย การเปลี่ยนเมืองให้เป็นจักรยานก็เกิดขึ้นได้ โดยผลพลอยได้ที่ไม่คาดฝันที่ตามมาอีกอย่างก็คืออาชญากรรมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งหมดนี้คือสิ่งยืนยันว่า การรักษาธรรมชาติคือกระดุมเม็ดแรกของการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้คน

ฟื้นฟูแนวปะการัง ความหวังในทุ่งนา แก้ปัญหาด้วยหญ้าแฝก 

เชื่อไหมว่ามีตำบลหนึ่งในประเทศไทยที่แทบทั้งตำบลทำเกษตรอินทรีย์ 

ที่นี่คือตำบลผักไหม อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งในอดีตก็ไม่ต่างจากชุมชนอื่น ๆ ที่ทำนาเคมี ประสบปัญหาดินเสื่อม ป่าถูกบุกรุก น้ำท่วมซ้ำซาก ผลผลิตก็กำหนดราคาเองไม่ได้ ชาวบ้านยากจน

นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ จันทรา หาญสุทธิชัย ร่วมกับชาวชุมชนตั้งกลุ่มเกษตรอินทรีย์ขึ้นมา จากกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีเพียงแค่ 9 คน ก็ค่อย ๆ ขยายผลสู่คนทั้งตำบล จากพื้นที่เกษตรอินทรีย์ที่มีเพียง 41 ไร่ใน พ.ศ. 2541 ก็ขยายมาสู่ 15,000 ไร่ในปัจจุบัน โดยผลผลิตทุกชนิด ไม่ว่าจะข้าว ถั่วเขียว ถั่วเหลือง กระเจี๊ยบ ได้มาตรฐานส่งออก

“ยากที่สุดคือการเปลี่ยนความคิดคน ตอนแรกคนอื่นก็ไม่เชื่อเราหรอก แต่สิ่งที่เราทำคือการลงมือทำให้ดูว่าทำได้จริง แล้วเราก็มีตลาดรับซื้อให้ โดยรับซื้อด้วยราคาสูงกว่า พอเขาเห็นว่าทำไมเพื่อนขายได้ราคาดี เขาก็อยากทำบ้าง แต่ก็ต้องทำตามกติกา เช่น เป็นนาดำ ไม่ใช้สารเคมี ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ใช้น้ำหมัก เข้าโรงเรียนชาวนา” 

จนกระทั่งทุกวันนี้ ตำบลผักไหมเหลือผู้ใช้สารเคมีเหลืออยู่เพียง 6 เปอร์เซ็นต์ อยู่ระหว่างปรับเปลี่ยน 36 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ส่วนที่เหลือล้วนได้รับรองมาตรฐาน โดยเป็นมาตรฐาน GAP 19 เปอร์เซ็นต์ มาตรฐานออร์แกนิก 14 เปอร์เซ็นต์ และมาตรฐาน EU/NOP 25 เปอร์เซ็นต์ โดยพวกเขามีการรวมกลุ่มตรวจสอบกันเอง หมู่บ้านหนึ่งตรวจสอบอีกหมู่บ้านหนึ่ง 

จันทราซึ่งในวันนี้เป็นนายก อบต. ผักไหม ยังเล่าให้เราฟังหลังลงจากเวทีว่า ชุมชนของเธอไม่มีการเผาไร่เพื่อกำจัดตอซัง แต่ใช้วิธีราดน้ำหมัก ซึ่งช่วยย่อยสลายและทำให้ตอซังกลายเป็นปุ๋ยชั้นดี 

นอกจากทำเกษตรด้วยวิถีเป็นมิตรต่อธรรมชาติแล้ว พวกเขายังรวมตัวกันดูแลป่าชุมชนกว่า 3,000 ไร่ และป่าวัฒนธรรม (ป่าช้า) โดยมีการตั้งกฎระเบียบเพื่อดูแลป่าร่วมกันและปลูกเสริมในส่วนที่เสื่อมโทรม จนทุกวันนี้ผืนป่าแห่งนี้ได้กลายเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตของชุมชนที่มีทั้งเห็ด หน่อไม้ สมุนไพร และสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้พื้นที่

มากันที่ระบบนิเวศทะเลกันบ้าง นี่คือเรื่องราวของชุมชนเกาะหมาก จังหวัดตราด ที่มีกลุ่มอนุรักษ์ปะการังที่ทำงานต่อเนื่องมานับสิบปี 

นพดล สุทธิธนกูล ประธานกลุ่มอนุรักษ์ปะการังเกาะหมากและรองนายก อบต. เกาะหมาก เล่าถึงเหตุผลง่าย ๆ ที่ลุกขึ้นมาทำสิ่งนี้ว่า

“ผมเกิดที่นี่ และเคยเห็นสิ่งแวดล้อมใต้ทะเลที่นี่สมบูรณ์สวยงามมาก แต่เมื่อ 10 ปีที่แล้วผมเห็นความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะปะการังฟอกขาวหรือการระเบิดปลา ขณะที่ภาครัฐก็ไม่มีงบประมาณมาช่วยฟื้นฟูเพราะเราอยู่ไกลจากฝั่ง ในเมื่อไม่มีคนทำ เราก็ต้องทำกันเอง”

พวกเขาจึงรวมกลุ่มกันเข้าอบรมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จนกระทั่งได้รับประกาศนียบัตรและบัตร ‘อาสาสมัครพิทักษ์ทะเล’ ซึ่งรับรองสิทธิในการจัดการและฟื้นฟูปะการังอย่างถูกกฎหมาย และได้ร่วมกับอาสาสมัครจากทั่วโลกทำกิจกรรมเก็บเศษปะการังที่แตกหักเสียหายมาอนุบาลและปลูกคืนสู่ธรรมชาติ มีการวางทุ่นและแนวไข่ปลาเพื่อป้องกันสมอเรือทำความเสียหายต่อแนวปะการัง ตั้งธรรมนูญของเกาะที่นักท่องเที่ยวต้องปฏิบัติตาม ควบคุมการประมงให้ไม่สร้างความเสียหาย ไปจนถึงเรื่องการจัดการขยะบนฝั่ง รวมถึงเก็บขยะและเศษอวนในทะเล 

จากช่วงแรก ๆ ที่นพดลควักกระเป๋าเองเป็นจำนวนมาก ทุกวันนี้ก็เริ่มมีบริษัทเอกชนเข้ามาช่วยสนับสนุนมากขึ้น เช่น ปตท. ซึ่งนพดลกล่าวว่า ทุก ๆ แรงสนับสนุนที่เข้ามามีความสำคัญ เพราะการดูแลทะเลมีค่าใช้จ่ายมากกว่าบนบก ไม่ว่าจะค่าอุปกรณ์ดำน้ำหรือค่าน้ำมันเรือ

“แนวปะการังคือหม้อข้าวของชุมชน ถ้าไม่มีแนวปะการัง ก็ไม่มีสัตว์น้ำและไม่มีรายได้จากการท่องเที่ยว”

กลับมาสู่พื้นที่เกษตรกรรมอีกครั้ง ในช่วงนี้ ทนงศักดิ์ นิลน้อย ได้เล่าถึงพืชชนิดหนึ่งที่เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาทางการเกษตรสารพัด ไม่ว่าจะดินเสื่อมโทรม หน้าดินพังทลาย ความแห้งแล้ง หรือน้ำท่วม 

“ทุกปัญหาที่เราเจอในการทำเกษตร หญ้าแฝกแก้ปัญหาได้ แต่เราต้องรู้จักปัญหาของตัวเองก่อนจึงจะใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกได้อย่างยั่งยืน” 

ทนงศักดิ์ในฐานะเครือข่ายคนรักษ์แฝกยกตัวอย่างกรณีของตนเองว่า ใน พ.ศ. 2554 พื้นที่สวนของเขาถูกน้ำท่วมเสียหายทั้งหมด หลังจากน้ำลดและต้องการฟื้นสวนอีกครั้ง เขาจึงทำคันดินล้อมสวนพร้อมขุดร่องน้ำในรูปแบบสวนยกร่อง แต่แทนที่เขาจะเริ่มจากลงกล้าไม้ เขาใช้เวลาปีแรกเพื่อดูแลหญ้าแฝก 

“ผมมองว่าถ้าคันดินเราไม่มั่นคง น้ำมาอีกก็จะเสียหาย หญ้าแฝกจึงเป็นพื้นฐาน รากที่ลึกมากของแฝกจะช่วยยึดหน้าดินไม่ให้พังทลาย พอปีต่อมาค่อยปลูกไม้ผล แล้วข้อดีอีกอย่างก็คือรากของแฝกยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในฤดูแล้ง” 

เขาเล่าว่าผลดีจากหญ้าแฝกเห็นได้ชัดเจนมากโดยเฉพาะในพื้นที่ลาดชัน ซึ่งช่วยยึดหน้าดินไม่ให้พังทลายในฤดูฝน ผลก็คือแร่ธาตุในดินไม่สูญเสียในฤดูน้ำหลาก ในขณะที่ช่วยป้องกันไม่ให้คนพื้นที่ราบต้องประสบปัญหาดินโคลนถล่ม

“ในพื้นที่ดินเสื่อมโทรมหรือดินดาน หญ้าแฝกก็ช่วยแก้ปัญหาได้ เช่น พื้นที่ของ พ่อเขียน จังหวัดเพชรบุรี เมื่อ 20 ปีก่อน ปลูกอะไรไม่ได้ ขุดดินแทบไม่เข้า ฝนตกมาน้ำไหลผ่านหมด ไม่ซึมลงดิน พ่อเขียนเริ่มฟื้นฟูดินจากการปลูกหญ้าแฝก จนทุกวันนี้กลายเป็นเกษตรกรต้นแบบให้คนมาดูงาน”

เหตุผลที่แฝกช่วยฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมได้ดี ก็เพราะรากที่หยั่งลึกของแฝกช่วยสร้างช่องว่างในดิน ทำให้น้ำและอากาศซึมลงดินได้ดีขึ้น อีกทั้งตัวรากเองก็ช่วยกักเก็บสารอาหาร ความชุ่มชื้น เป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ที่ดีในดิน ขณะที่ใบหญ้าแฝกที่เราตัดคลุมดินก็จะเพิ่มอินทรียวัตถุ จนทำให้ดินค่อย ๆ ฟื้นความสมบูรณ์และปลูกพืชได้ในที่สุด 

“พื้นที่ที่จะสร้างป่า บางคนเอาแฝกไปลงก่อน แล้วค่อยลงกล้าไม้เล็ก ๆ โดยมีแฝกล้อมรอบ เวลารดน้ำ แฝกก็จะช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ให้” 

แม้เกษตรกรที่ไม่เข้าใจมักมีคำค่อนขอดว่า ‘ปลูกแฝกแล้วจะแดกอะไร’ ซึ่งทนงศักดิ์ก็กล่าวว่า ตัวแฝกเองอาจขายไม่ได้ก็จริง แต่หากมองประโยชน์ในแง่การรักษาดิน ฟื้นฟูดิน ก็ถือว่ามีประโยชน์มหาศาล เป็นเหมือนการลงทุนระยะยาวที่สร้างความมั่นคงให้พื้นที่ 

“การใช้ประโยชน์จากแฝกต้องตั้งอยู่บนความอดทน ในช่วงแรกเราต้องอดทนดูแลให้แฝกติดต้นและแตกกอดีก่อน เพื่อให้แฝกได้ทำหน้าที่ของเขาในเวลาต่อมา แฝกอาจไม่ได้เกิดมูลค่าในตัวของมัน แต่เป็นตัวไปส่งเสริมเรื่องดินและน้ำ สร้างความชุ่มชื้นในพื้นที่ ซึ่งส่งต่อไปยังพืชประธานที่เราปลูก” 

อย่างไรก็ตาม มาถึงวันนี้หญ้าแฝกยังเป็นพืชที่สร้างมูลค่าในตัวเองได้แล้ว จากการแปรรูปเป็นสินค้าหัตถกรรมต่าง ๆ เช่น กระเป๋า ตะกร้า คอนโดแมว ซึ่งตลอด 18 ปีที่ผ่านมา บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของเครือข่ายคนรักษ์แฝก และจัดประกวดการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกมาแล้ว 13 ครั้ง ทั้งในด้านการปลูกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ ไปจนถึงด้านการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ 

คนเล็ก เปลี่ยนโลก

นอกจากเรื่องราวบนเวทีเสวนาแล้ว ในงานนี้ยังมีนิทรรศการที่บอกเล่าเรื่องราวของชุมชนที่ได้รางวัลลูกโลกสีเขียวและการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกประจำปีนี้ นับตั้งแต่ชุมชนริมทะเลสาบสงขลาที่รวมตัวกันจัดตั้งเขตอนุรักษ์ทะเลหน้าบ้าน ชุมชนเกษตรกรรมภาคเหนือที่ร่วมใจกันเลิกเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยนำเศษวัสดุเหล่านั้นมากองรวมกันแล้วล้อมคอกเลี้ยงหมูป่า กลายเป็นวิธีแก้ปัญหา ‘แบบหมู ๆ’ ไปจนถึงเจ้าอาวาสที่เปลี่ยนวัดให้เป็นศูนย์คัดแยกขยะและสร้างอาชีพให้คนในชุมชน รวมถึงกลุ่มเยาวชนที่ลุกขึ้นมาทำเรื่องการอนุรักษ์ เช่น ชุมนุมอนุรักษ์ผีเสื้อ กลุ่มเยาวชนรู้รักษ์บึงโขงหลง ฯลฯ

เรายังได้รับรู้เรื่องราวของชุมชนริมลำน้ำอูนที่มีมติร่วมกันผ่านเวทีประชาคมว่า จะไม่ปลูกอ้อยตามที่นายทุนเข้ามาส่งเสริม เพื่อรักษาผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ปราศจากสารเคมีไว้ เราได้เห็นชุมชนบนเกาะที่ลุกขึ้นมาฟื้นฟูทรัพยากร ตั้งทีมลาดตระเวนทางทะเล ยุติประมงทำลายล้าง จนเปลี่ยนทะเลที่ไร้สัตว์น้ำให้กลับมาเป็นผืนทะเลที่เต็มไปด้วยชีวิต และชุมชนอื่น ๆ อีกมากมาย

“การได้รางวัลนี้เสริมพลังให้เราอย่างมาก ทำให้เรามีกำลังใจ รางวัลนี้เป็นรางวัลที่ชุมชนใฝ่ฝัน พวกเราตื่นเต้นกันมาก ชาวบ้านขอมาด้วยกันจนเต็มรถตู้” 

จันทราจากชุมชนบ้านผักไหมกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ ซึ่งในวันนี้ชุมชนของเธอได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวอีกครั้งในรางวัลฯ ประเภท ‘สิปปนนท์ เกตุทัต รางวัลแห่งความยั่งยืน’ ซึ่งมอบให้แก่ชุมชนที่เคยได้รางวัลฯ ประเภทชุมชนมาแล้ว และยังคงทำงานต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี

แน่นอนว่างานด้านอนุรักษ์ไม่เคยง่าย รางวัลเหล่านี้จึงเปรียบดั่งการส่งต่อพลังแรงใจ เพื่อให้คนเล็ก ๆ เหล่านี้ได้รับรู้ว่าสิ่งที่พวกเขาทำมีคุณค่าเพียงใด และการที่พวกเขาได้มารวมตัวกันในวันนี้ก็อาจช่วยบอกพวกเขาว่า บนเส้นทางที่ยากลำบากนี้ พวกเขาไม่ได้เดินอยู่โดยลำพัง 

และเมื่อพลังเล็ก ๆ เหล่านี้มารวมกัน นั่นเองก็อาจเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า ‘ความหวัง’

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ