18 กันยายน 2024
1 K

เมื่อเราได้ไปนั่งรถไฟความเร็วสูงสายแรกของอาเซียนที่อินโดนีเซีย

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากที่ต้องเดินทางไปอินโดนีเซียอย่างกะทันหัน การเดินทางในแต่ละครั้งเรามักจะมีหมุดหมายในใจว่า ต้องได้เห็นหรือได้นั่งรถไฟในประเทศนั้น ๆ สักขบวนให้ได้ ถึงถ้านั่งไม่ได้ก็ขอให้ได้เห็น ได้ดูด้วยตาเนื้อบ้างสักครั้ง

อินโดนีเซียเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่มีรถไฟ เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม ปี 1867 หรือ พ.ศ. 2410 ก่อนรถไฟไทย 26 ปี และก่อนรถไฟญี่ปุ่น 2 ปี ในช่วงอาณานิคมของดัตช์ ซึ่งเส้นทางแรกมีระยะทางสั้น ๆ เพียง 25 กิโลเมตร จาก Semarang ไป Tanggung ภาคกลางของเกาะชวา ก่อนจะเริ่มขยายเส้นทางขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในเกาะชวาและสุมาตรา จนปัจจุบันเป็นประเทศที่มีเครือข่ายทางรถไฟมากที่สุดของอาเซียน 

รถไฟของอินโดนีเซีย ณ ปัจจุบันให้บริการโดย Kereta Api Indonesia (Persero) เรียกสั้น ๆ ว่า KAI ซึ่งถ้าแปลกันตรงตัวก็คือ ‘รถไฟอินโดนีเซีย’ โดยคำว่า Kereta Api ในภาษาอินโดนีเซีย แปลว่า รถไฟ 

รูปแบบขบวนรถไฟนั้นไม่ได้ต่างจากบ้านเราเท่าไหร่ มีทั้งรถชานเมือง รถด่วน รถท้องถิ่น ใช้หัวรถจักรลากบ้าง เป็นรถดีเซลรางบ้าง แต่ที่แตกต่างมาก ๆ คือรถไฟทุกขบวนเป็นรถปรับอากาศทั้งหมด และโดยส่วนใหญ่เป็นรถที่ผลิตได้เองภายในประเทศและส่งออกไปประเทศใกล้เคียงอย่างมาเลเซีย รวมถึงมีรถไฟ EMU มือสองจากญี่ปุ่นวิ่งให้ขวักไขว่ในกรุงจาการ์ตา ซึ่งใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพจริง ๆ 

รถไฟระหว่างเมืองของ KAI 
รถไฟชานเมืองของ KAI เป็นรถไฟมือสองจาก JR East
ภาพ : กฤษฎา จินตนโชติ

จุดแปลกอย่างหนึ่งของรถไฟอินโดนีเซียคือไม่มีรถไฟตู้นอน แม้ระยะทางจากจาการ์ตาไปสุราบายา จะใช้เวลาเดินทางมากกว่า 10 ชั่วโมง บนเส้นทางอันคดเคี้ยวของเกาะที่เต็มไปด้วยป่า ภูเขา และภูเขาไฟ แต่ชั้นดีที่สุดก็เป็นเพียงรถนั่งที่ปรับเอนได้แบบสายการบินชั้นธุรกิจ ซึ่งเรียกว่า Executive Class 

แต่ใด ๆ แล้วสิ่งที่เชิดหน้าชูตาให้กับอินโดนีเซียเป็นอย่างมากคือ ‘รถไฟความเร็วสูง’ สายแรกและสายเดียวของอาเซียนตอนนี้ (จนกว่าเส้นกรุงเทพฯ – นครราชสีมา จะสร้างเสร็จ ไทยจะเป็นสายที่ 2)

เราคุ้นเคยกับชื่อแบรนดิ้งของรถไฟความเร็วสูงแต่ละประเทศที่เรียกกันจนติดปาก เช่น ชินคันเซ็นของญี่ปุ่น ICE ของเยอรมนี TGV ของฝรั่งเศส และสำหรับอินโดนีเซียนั้น รถไฟความเร็วสูงมีชื่อว่า ‘Whoosh’ 

เจ้ารถไฟรูปร่างปราดเปรียวสีขาวสลับแดงคาดหน้าต่างสีดำ เป็นสัญลักษณ์ของความรุดหน้าด้านการเดินทางสำหรับชาวอินโดนีเซียที่ทะยานไปมากกว่าเดิมเหมือนตามชื่อ Whoosh ที่หมายถึงเสียงการทะยานตัวด้วยความรวดเร็ว 

โครงการรถไฟความเร็วสูงนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นในปี 2015 เป็นความร่วมมือระหว่างอินโดนีเซียกับจีน เพื่อเชื่อมต่อระหว่างกรุงจาการ์ตาและเมืองบันดุงทางตะวันตกของเกาะชวา เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของอินโดนีเซียที่อนาคตจะต่อขยายยาวไปถึงสุราบายา โครงการนี้ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเป็นรถไฟความเร็วสูงสายแรกของอินโดนีเซียและของภูมิภาคนี้

เทคโนโลยีนั้นมาจากจีน เราจึงเห็นรูปร่างของสถานี ตัวรถไฟ ระบบอาณัติสัญญาณ ถอดแบบออกมาจากจีนเปี๊ยบ แต่ก็ยังมีรายละเอียดบางส่วนที่ยังพอมองเห็นได้ว่าเป็นลักษณะเฉพาะของอินโดนีเซีย เช่น ป้ายบอกทาง หรือแม้แต่การดีไซน์ภายในรถที่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นอินโดนีเซียไว้ได้ 

การเดินทางวันนี้ของเราเริ่มจากสถานีปาดาลารัง (Padalarang) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองบันดุงไปทางทิศตะวันตกราว ๆ 30 นาที สถานีนี้เป็นสถานีขนาดใหญ่ เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่าง Whoosh และรถไฟของ KAI ซึ่งจุดนี้จะเป็นการเปลี่ยนโหมดเดินทางระหว่าง Whoosh กับรถไฟชานเมืองเข้าบันดุง หรือต่อรถด่วนไปยอกยาการ์ตาหรือสุราบายาได้

ในเส้นทางประมาณ 142 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นเส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่สั้นมาก ๆ มีสถานีอยู่เพียง 4 แห่งเท่านั้น คือสถานีฮาลิม (Halim) ซึ่งเป็นสถานีหลักในกรุงจาการ์ตา สถานีการาวัง (Karawang) สถานีปาดาลารัง (Padalarang) และสถานีเตกัลลัวร์ (Tegalluar) แต่ปัจจุบันที่เรานั่งเหมือนกับว่าสถานีการาวังน่าจะยังไม่เปิดให้บริการ เพราะถึงแม้ว่ามีสถานีแต่ก็ไม่มีรถไฟขบวนไหนจอดเลย 

Whoosh ไม่ได้ดำเนินการโดย KAI แต่เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างอินโดนีเซียและจีน ชื่อว่า Kereta Cepat Indonesia China (KCIC) เราจะเห็นความแตกต่างระหว่างสถานีรถไฟทั้งสองได้พอสมควร ความโอ่อ่าของสถานี Whoosh นั้นราวกับถอดแบบมาจากสถานีรถไฟของจีน รวมถึงสถานีรถไฟในลาวที่เป็นส่วนหนึ่งของรถไฟสายลาว-จีน ด้วยเช่นกัน มันแบ่งสถานีออกเป็นส่วน ๆ อย่างชัดเจน

ส่วนที่หนึ่งคือโถงก่อนทางเข้าเป็นพื้นที่สำหรับการขายตั๋วเหมือนประตูต้อนรับเข้าสู่สถานี ระบบขายตั๋วที่นี่มีทั้งซื้อได้ที่เคาน์เตอร์และเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติ 

ส่วนที่ 2 เป็นโถงพักรอคอย ส่วนนี้ต้องมีการตรวจตั๋วโดยสารและสแกนสัมภาระก่อน (เหมือนรถไฟจีนเปี๊ยบ) ภายในโถงมีความโอ่อ่าใหญ่โต เพดานสูงมีลักษณะการตกแต่งเฉพาะตามพื้นที่ของสถานี โถงรอคอยมีเก้าอี้นั่งเป็นจำนวนมาก มีร้านค้าเป็น Kiosk ไว้ให้เราซื้อของกินก่อนขึ้นบนรถได้ มีห้องน้ำ ห้องละหมาด

ส่วนที่ 3 เป็นชานชาลา เราเข้าไปในชานชาลาได้ด้วยการสอดตั๋วโดยสารคล้ายกับของญี่ปุ่นที่ประตูกั้น ซึ่งเขากำหนดเวลาไว้ว่าให้เข้าชานชาลาได้ก่อนรถไฟมาถึงประมาณ 20 นาที และประตูเข้าชานชาลาจะปิดก่อนเวลารถออก 5 นาที นั่นหมายความว่า ถ้ามาในเวลาจวนเจียนแล้วประตูปิดก็ขึ้นรถไฟขบวนนั้นไม่ได้ ระบบออกจะคล้ายกับเครื่องบินเหมือนกัน 

ชานชาลาสถานีปาดาลารังถือว่ากว้างขวาง มีทางรถไฟ 4 ทาง โดย 2 ทางกลางสำหรับรถไฟที่วิ่งผ่านแบบไม่จอด ส่วน 2 ทางริมมีชานชาลาสำหรับขึ้น-ลงรถไฟ ซึ่งชานชาลาที่ 1 ฝั่งอาคารสถานีเป็นที่ขึ้น-ลงสำหรับรถไฟที่วิ่งไปทางเตกัลลัวร์ ส่วนฝั่งตรงข้ามที่เราต้องขึ้นสะพานลอยข้ามไปคือทิศทางที่ไปฮาลิม 

เราเพิ่งสังเกตว่าการวิ่งรถไฟในอินโดนีเซียสลับทิศทางกับบ้านเราและอาจจะทุก ๆ ประเทศเพื่อนบ้านในละแวกอาเซียนเลย โดยปกติถ้าเป็นรถไฟทางคู่ที่วิ่งสวนกันได้รถไฟจะวิ่งชิดซ้าย แต่กลับกลายเป็นว่ารถไฟอินโดนีเซียทั้งขบวนปกติและ Whoosh วิ่งชิดขวาราวกับรถไฟมีพวงมาลัยซ้าย ซึ่งก็แตกต่างกับการสัญจรบนท้องถนนของอินโดนีเซียที่รถยนต์วิ่งชิดเลนซ้าย แปลก ๆ ดี

ก่อนขึ้นรถให้ดูตั๋วก่อนว่าเราได้ตู้โดยสารขบวนไหน แล้วมองดูป้ายบอกตำแหน่งบนชานชาลา ซึ่งรูปแบบนี้คล้ายญี่ปุ่นอยู่เหมือนกัน ยิ่งถ้าเราไปยืนรอตรงจุดการขึ้นรถจะรวดเร็วมาก ไม่ต้องเดินหาตู้ ให้หาเพียงแค่ที่นั่งเท่านั้น ไม่นานนักเสียงประกาศออกลำโพงดังขึ้นมาบอกว่ารถไฟที่จะไปฮาลิมกำลังจะเข้าชานชาลา สายตามองไปตามทางรถไฟทิศทางที่เขากำลังมุ่งหน้ามา ไฟหน้ารถสว่างวาบขึ้น Whoosh ที่เราจะนั่งปรากฏตัวขึ้น มันค่อย ๆ วิ่งเข้ามาที่สถานีแล้วจอดเทียบที่ชานชาลา หน้าตาของรถไฟดูปราดเปรียวและขึงขัง ยิ่งมองใกล้ ๆ ยิ่งรู้สึกว่าสวยงามน่าดู 

ประตูรถไฟเปิดออก เราก้าวขาเข้าไปพร้อมสอดส่องหาที่นั่งของตัวเอง ในตู้ชั้นธรรมดาที่นั่งจัดวางแบบ 2 ที่นั่งและ 3 ที่นั่ง เหมือนกับรถไฟความเร็วสูงทั่วไปในโลก การเรียงเลขที่นั่งใช้ระบบเลขแถวตามด้วยตัวอักษร A B C D E ซึ่งส่วนตัวเราค่อนข้างชอบระบบนี้มากกว่าการเรียงเลขแบบรถไฟไทยหรือรถไฟญี่ปุ่น เพราะนอกจากต้องมาคาดเดาแบบอัจฉริยะข้ามคืนแล้วว่าที่นั่งหมายเลข 30 จะอยู่ตรงไหนของตู้ ยังเสียเวลาที่จะคอยไล่สายตาดูเลขเหมือนตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลในเรียงเบอร์ไม่มีผิด ระบบแถว+ตัวอักษร จึงเป็นวิธีการจัดเลขที่นั่งที่ดี สะดวก เพราะเพียงแค่หาเลขแถวเท่านั้นแล้วค่อยหย่อนก้นลงบนที่นั่งซึ่งใช้ตัวอักษร A B C D E กำกับ การค้นหาก็ง่ายยิ่งขึ้นแค่ไล่แถวไป

Whoosh ทะยานออกจากสถานีปาดาลารังด้วยความเร็ว มันทะยานความเร็วแตะที่ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในระยะเวลาอันสั้น ระหว่างทางวิวนอกหน้าต่างเป็นภูเขา ป่า มีหลายจุดที่เป็นสะพานข้ามหุบเขา หลายจุดที่เป็นอุโมงค์ ไม่นานนักรถไฟก็ทะยานขึ้นสู่ความเร็วสูงสุด 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นความเร็วในระดับที่สูงอันดับต้น ๆ ของโลก แซงหน้าญี่ปุ่นที่วิ่งสูงสุดแค่ 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เป็นรองเพียงแค่จีนที่ความเร็ว 380 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

อุปสรรคสำคัญของการเดินทางระหว่างจาการ์ตาและบันดุง คือภูมิประเทศ ระยะเวลาในการเดินทางด้วยถนนและรถไฟของ KAI กินเวลาไปมากกว่า 2 – 3 ชั่วโมงในแต่ละครั้ง แม้ว่า 2 เมืองนี้จะอยู่ห่างกันเพียงไม่ถึง 200 กิโลเมตร ทางรถไฟเองก็คดโค้งไปตามภูเขา ผ่านสะพานสูง ลอดอุโมงค์ ใช้ความเร็วมาก ๆ ไม่ค่อยได้ แต่สำหรับ Whoosh นั้นใช้เวลาเดินทางเพียง 40 นาที เหมือนมาเพื่อแก้ปัญหาการเดินทางระหว่าง 2 เมืองใหญ่นี้ ซึ่งจาการ์ตาเป็นเมืองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ส่วนบันดุงก็เป็นเมืองอุตสาหกรรมและศูนย์กลางการศึกษา การเดินทางที่รวดเร็วขึ้นทำให้ลดเวลาของวันลงได้พอสมควร แต่ต้องแลกมากับราคาค่าโดยสารที่ค่อนข้างสูง ซึ่งค่าโดยสารของ Whoosh มีราคาเท่ากับชั้น Executive ซึ่งเป็นชั้นสูงที่สุดของ KAI

เราชอบการใช้สีและการตกแต่งภายในห้องโดยสารมาก เก้าอี้นั่งในชั้นธรรมดาเลือกใช้เบาะสีเทาและฟ้าดูสะอาดตา ผ้าหุ้มเบาะตกแต่งด้วยลายเมฆบันดุง ซึ่งเป็นลายผ้าบาติกที่เป็นเอกลักษณ์ ดวงไฟในห้องโดยสารเป็นแบบซ่อนฝ้าให้ความรู้สึกสบายตา มีหน้าต่างขนาดใหญ่ กระเป๋าหน้าที่นั่งมีเมนูอาหารที่ให้เลือกซื้อได้ที่ตู้ขายอาหารและสินค้า ซึ่งเป็นเคาน์เตอร์บาร์เล็ก ๆ ให้ซื้อและกลับมากินตรงที่นั่งของตัวเองหรือยืนเอ้อระเหยที่ตู้ขายอาหารก็ย่อมได้

เราแอบซนเดินสำรวจตู้รถไฟทั้งหมดเท่าที่จะเดินได้ ทุกตู้มีห้องน้ำซึ่งติดตั้งระบบชำระกึ่งอัตโนมัติ ออกจะคล้าย ๆ Bidet ของญี่ปุ่น แต่ต่างกันที่ไม่ใช่ปุ่มกด เป็นก้านเล็ก ๆ ด้านข้างชักโครกให้บิดไปข้างหลังเพื่อชำระหลังทำธุระเสร็จ ซึ่งเป็นนวัตกรรมสายฉีดก้นในรูปแบบย่นย่อที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอินโดนีเซีย นอกจากนั้นแล้วทุกห้องมีกระจกขนาดใหญ่ใช้สำหรับแต่งหน้าเช็กความเรียบร้อยตัวเองได้อีกด้วย 

ชั้น Business อยู่เกือบหัวขบวน เก้าอี้นั่งจัดวางแบบ 2 – 2 มีขนาดความกว้างค่อนข้างมาก ทำให้นั่งและยืดขาได้สบาย ส่วนติดกับห้องขับคือ First Class จัดวางที่นั่งแบบเดี่ยวฝั่งหนึ่ง คู่ฝั่งหนึ่ง เบานั่งสีขาว-ดำและคงคอนเซปต์ลายเมฆบันดุงพิมพ์อยู่บนเบาะนั้น ซึ่งชั้น First Class จะมีพนักงานบริการเครื่องดื่มและอำนวยความสะดวกในรถด้วย โดยชั้นนี้เป็นชั้นที่ราคาสูงที่สุด แต่ส่วนตัวแล้วกับเวลา 40 นาที สำหรับเราอาจจะยังไม่คุ้มค่าเท่าไหร่ที่ต้องจ่ายราคาสูงกับการเดินทางระยะสั้น ๆ 

30 นาทีต่อมารถไฟชะลอตัว ความเป็นเมืองเริ่มมีมากขึ้น เริ่มเห็นบ้านเรือน มีทางด่วนขนานกับทางรถไฟจนทำให้จินตนาการไปว่ากำลังนั่งรถไฟความเร็วสูงไปโคราชขนานกับดอนเมืองโทรลเวย์อยู่ อีกไม่นานเราจะถึงปลายทางสถานีฮาลิม ซึ่งตั้งอยู่นอกเมืองจาการ์ตาประมาณ 30 นาที โดยสถานีนี้ตั้งอยู่ใกล้กับสนามบินฮาลิม เป็นสนามบินหลักของสายการบินภายในประเทศ แต่ถ้าใครที่จะเข้ากรุงจาการ์ตาต้องเดินทางต่อด้วยรถไฟ Light Rail LTR ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่าการเดินทางทางถนนที่รถสุดแสนจะติดขัดไม่ต่างจากกรุงเทพฯ 

สถานีฮาลิมเป็นสถานีขนาดใหญ่ ชานชาลามีทางรถไฟหลายทางหลังคาคลุมมิดชิดจนรู้สึกว่าร้อนอบอ้าว จินตนาการดูแล้วคงคล้าย ๆ กับกรุงเทพอภิวัฒน์แต่เพียงว่าเล็กกว่า เนื่องจาก Whoosh เพิ่งเปิดได้ไม่นาน ร้านรวงต่าง ๆ ก็ยังไม่ค่อยมี ที่เป็นจุดแข็งของสถานีฮาลิมคือการเชื่อมต่อกับทั้งรถบัสเข้าเมือง รถบัสไปสนามบิน และ LTR นั้นเป็นระบบดีมาก เดินเชื่อมหากันได้โดยง่ายด้วยทางเดินพิเศษที่คุ้มแดดคุ้มฝน แท็กซี่มีจุดรอรับเป็นระเบียบ ไม่มีมาฮาร์ดเซลประชิดถึงตัว 

โดยรวมแล้วสำหรับ Whoosh เราประทับใจค่อนข้างมาก หลายอย่างมองแล้วเห็นภาพชัดว่าได้รับรูปแบบมาจากรถไฟจีนพอสมควร แต่ก็บาลานซ์ด้วยลักษณะเด่นของรถไฟอินโดนีเซียจนกลายเป็นลูกครึ่งที่มีความลงตัวสูง นอกจากนั้นแล้วรูปแบบของการสร้างแบรนด์เป็นสิ่งที่เราประทับใจมาก การประกาศข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาอินโดนีเซียหรือภาษาอังกฤษ จะต้องลงท้ายด้วยสโลแกน Whoosh Whoosh Whoosh YEH! ทุกครั้งจนรู้สึกติดหู 

ประเทศที่รถไฟเจริญนั้นไม่ได้หมายความว่าต้องมีรถไฟความเร็วสูงในประเทศ แต่ต้องเป็นประเทศที่ทำให้การเดินทางข้ามโหมดเป็นไปด้วยความนุ่มนวล ไร้รอยต่อ และส่งเสริมให้คนสัมผัสได้จริง ๆ ว่าการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะนั้นง่ายดาย คนรู้สึกสบายใจที่จะใช้บริการโดยไม่ต้องคิดมาก อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่อยากมอบโล่ระบบรางดีเด่นให้จริง ๆ เรารู้สึกว่าเขามาถูกทางแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อ การวางระบบโครงสร้างพื้นฐานทางรางที่ง่ายต่อการใช้ การผลิตรถไฟใช้เองในประเทศ ไปจนถึงการพัฒนาแบรนด์รถไฟให้กลายเป็นแบรนด์หลักที่มีพลังและเป็นกำลังหลักของประเทศ 

ผมอยากให้คุณมาลองครับ แล้วคุณอาจจะเผลอยกแขนข้างซ้ายเฉียงไปทางไหล่ขวา แล้วขยับเป็นจังหวะพร้อมกับคำว่า

Whoosh Whoosh Whoosh YEH!

เกร็ดท้ายขบวน Whoosh!

ชื่อ Whoosh มาจากเสียงของอะไรสักอย่างที่ทะยานด้วยความเร็ว แต่ยังมีอีกความหมายที่มาจากคำว่า ‘Waktu Hemat, Operasi Optimal, Sistem Handal’ ซึ่งแปลว่า ประหยัดเวลา ปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพ ระบบที่เชื่อถือได้

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ