พี่บอกแล้วไง เอ็งจะหาประสบการณ์แบบวันนี้ไม่ได้แล้ว เอ็งจะแพ้หรือชนะไม่เป็นไร เอ็งเอาความรู้ ความรู้สึก วิธีคิด วิธีเล่น เอาไปใช้ เขาคือสุดยอด เราต้องเรียนรู้จากเขา ใช่ปะ
ประโยคด้านบนคือคำพูดของ โค้ชเป้-ภัททพล เงินศรีสุข ที่กล่าวกับ วิว-กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันชายทีมชาติไทยในวันที่ต้องพบศึกหนักกับ Viktor Axelsen ในศึกชิงเหรียญทองโอลิมปิก 2024 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ถูกแชร์ไปอย่างแพร่หลายว่าเป็นคำแนะนำจากโค้ชที่ทำให้นักกีฬามีกำลังใจมากที่สุดคำหนึ่ง
ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น 3 ปี เทนนิส-พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ นักเทควันโดทีมชาติไทยโพสต์ขอบคุณผู้มีพระคุณท่านหนึ่งหลังคว้าเหรียญทองโอลิมปิก 2020 มาครอบครอง ใจความว่า
หนูขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ปลา นักจิตวิทยาผู้ที่ทำให้หนูฟื้นจากความตาย ลืมความผิดพลาด และลุกกลับมาสู้ได้อีกครั้ง
สำหรับเรา โอลิมปิกปีนี้เชียร์สนุกมากกว่าปีไหน ๆ อาจเป็นโซเชียลมีเดียที่ทำให้เราใกล้ชิดกับยอดมนุษย์มากยิ่งขึ้น แต่อีกเรื่องที่เราเห็นผ่านตา นอกจากคำยินดีกับผลงานอันยอดเยี่ยมของนักกีฬาทีมชาติไทย ผู้คนยังชื่นชมที่พวกเขาทุกคนควบคุมสมาธิของตัวเองได้เป็นอย่างดี
ส่วนหนึ่งเป็นผลผลิตจาก ‘SportMind’ ทีมนักจิตวิทยาการกีฬาที่อยู่เบื้องหลังนักกีฬาไทยมานานกว่า 20 ปี นำทีมโดย อาจารย์ฮอลล์-ดร.ดลหทัย ทองตะนุนาม ผู้รวบรวมนักจิตวิทยาแนวหน้าทั่วไทยและทำงานร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย จนกลายเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่พานักกีฬาไทยหลายต่อหลายยุคสมัยไปสู่ระดับโลก
เรานัดพบเธอที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน นั่งคุยกันบนอัฒจันทร์สีเหลืองสด เบื้องหน้าเป็นสนามแข่งขันจักรยานเรซซิ่ง พลางคิดว่า เอ้-โกเมธ สุขประเสริฐ นักปั่นจักรยาน BMX เรซซิ่งมือหนึ่งของไทยคงจะฝากรอยล้อไว้ที่นี่ เพราะไม่มีสถานที่ใดเหมาะแก่การคุยเรื่องกีฬาไปมากกว่านี้อีกแล้ว

รอบตัดเชือก
ก่อนฝนจะตั้งเค้าขึ้นหลังอาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา อาจารย์ฮอลล์เริ่มต้นด้วยการอธิบายให้เข้าใจว่าเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการกีฬา ทำงานกับการกีฬาแห่งประเทศไทย แต่ไม่ได้เป็นพนักงานประจำของการกีฬาแห่งประเทศไทยแต่อย่างใด
งานของนักจิตวิทยาการกีฬาแบ่งออกเป็น 2 ส่วน หนึ่ง ทำงานกับนักกีฬาตามที่ได้รับมอบหมาย จากสมาคมกีฬาต่าง ๆ อาทิเช่น เทควันโด ยกน้ำหนัก และมวย สอง ทำงานกับนักกีฬาแบบรายบุคคล เช่น นักกอล์ฟ นักเทนนิส เป็นต้น
หลังลงมาคลุกคลีกับวงการนี้เต็มตัว อาจารย์ฮอลล์ก็รับรู้ว่ามีความต้องการนักจิตวิทยาเยอะมาก แต่มีบุคลากรน้อย กระบวนการติดต่อก็ยากลำบาก บรรดาสมาคมต้องไปติดต่อเองตามมหาวิทยาลัยหรือการกีฬาแห่งประเทศไทย เนื่องจากนักจิตวิทยาส่วนมากเป็นอาจารย์ ซึ่งก็เพราะผลตอบแทนไม่มากพอจะเป็นอาชีพหลัก เป็นปัญหาเหมือนงูกินหางไม่รู้จบ
แต่อาจารย์ฮอลล์มองเห็นโอกาสท่ามกลางปัญหามากมาย เธอรวบรวมนักจิตวิทยาที่มีแนวทางการทำงานคล้าย ๆ กัน ก่อตั้งเป็นทีม SportMind เพื่อเพิ่มช่องทางให้ทุกคนเข้าถึงได้ หากต้องการพัฒนาความแข็งแกร่งทางจิตใจ โดยมี 3 เสาหลัก ได้แก่
ดร.พิชิต เมืองนาโพธิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จบการศึกษาระดับปริญญาเอกในสาขาจิตวิทยาการกีฬา จาก Victoria University of Technology กรุงเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นครูของอาจารย์ฮอลล์เองด้วย
ดร.วิมลมาศ ประชากุล หรือ อาจารย์ปลา เป็นอาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จบการศึกษาระดับปริญญาเอกในสาขาวิทยาศาสตร์การออกกำลังกายและกีฬา (จิตวิทยาการกีฬาและการออกกำลังกาย) จากมหาวิทยาลัยบูรพา
และตัวเธอเองที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านจิตวิทยาการกีฬา จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
แต่อย่าถามเรื่องความเข้าใจกับทีมที่ฟอร์มเมื่อเกือบ 20 ปีก่อนเลย แค่ใครสักคนบอกว่าจะไปพบนักจิตวิทยาก็ยังถูกหาว่าเป็นบ้า

“สมัยนั้นยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าการคุยกับนักจิตวิทยาแปลว่าเป็นบ้า แปลว่าเราอ่อนแอ เรามีปัญหา” อาจารย์ฮอลล์หัวเราะเบา ๆ ให้กับอุปสรรคในอดีต เพราะรู้ดีว่าฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ
“แต่ตอนนี้เทรนด์เปลี่ยนไปแล้ว นักกีฬามีความเข้าใจว่าจิตวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์การกีฬาแขนงหนึ่ง คนสมัยนี้เล่นฟิตเนสเยอะขึ้นไม่ใช่เพราะป่วยหรืออ่อนแอ เขาเป็นคนปกติที่อยากดูดีและแข็งแรงขึ้น นักกีฬาก็เหมือนกัน เขาต้องการให้ร่างกายดีพร้อมที่สุด จิตใจก็ด้วย
“พอเป็นกีฬาระดับสูง ทักษะกับร่างกายแทบไม่ต่างกันแล้ว มันอยู่ที่ความคิด ณ วินาทีนั้น การฝึกจะทำให้ความสามารถทางจิตใจของเราที่ดีอยู่แล้ว ดีขึ้นมากกว่าเดิม”

หมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อม
แม้ความเข้าใจในตอนนั้นจะเข้าขั้นวิกฤต แต่ต้องขอบคุณอานิสงส์จากนักกีฬาต่างประเทศที่นำหน้าเราไปไกล เช่น นักกอล์ฟระดับโลกที่มีนักจิตวิทยาอยู่เคียงข้าง ทำให้นักกีฬาไทยพอจะคุ้นหูคุ้นตาอาชีพนี้อยู่บ้าง ส่วนการร่วมงานกันนั้นก็มีทั้งที่ตัวนักกีฬาเป็นฝ่ายต้องการ และมีทั้งโค้ชเป็นฝ่ายพาเข้ามาหา
จากประสบการณ์ เธอเล่าว่า 50% ของนักกีฬาทั้งหมดมักมี ‘อะไรในใจ’ สักอย่าง (ถึงตรงนี้ เธอขอไม่ให้เรียก ‘อะไรในใจ’ นั้นว่า ปัญหา) เช่น ซ้อมกับแข่งจริงไม่เหมือนกัน คุมอารมณ์ไม่ได้ ตีเสีย มีความกดดัน ต้องเรียนรู้วิธีการจัดการความคิด ปรับโฟกัสให้อยู่กับปัจจุบัน
ส่วนอีก 50% ที่เหลือคือทุกอย่างปกติดี มีความสุข เพียงแต่อยากพัฒนาด้านจิตใจให้แกร่งขึ้น ไม่รอให้เครียดก่อนแล้วค่อยเข้าพบนักจิตฯ
ถามว่าจะรู้ได้ยังไงว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของทักษะหรือความคิด อาจารย์ฮอลล์ขอให้เรานึกภาพตามนักฟุตบอลที่กำลังจะยิงจุดโทษ
“ตัวอยู่ตรงนี้แทนที่จะโฟกัสว่าฉันต้องยิงยังไง แต่โฟกัสว่าถ้าไม่เข้าจะเกิดอะไร ถ้าจิตกับร่างกายไม่อยู่ด้วยกันบ่อย ๆ ในแมตช์สำคัญ นั่นถือเป็นปัญหาที่จิตใจแล้ว บางทีครั้งเดียวก็ฟันธงไม่ได้หรอก”
หลายครั้งเราเห็นนักกีฬาตัวเต็งทำพลาดในลูกที่ไม่น่าพลาด จากคนที่เคยโต้กลับได้เร็ว กลับพะวงหน้าหลังจนผิดสังเกต ใช่ว่ากล้ามเนื้อของพวกเขาแข็งแกร่งไม่พอ แต่เป็นเพราะพวกเขาควบคุมจิตใจไม่ได้ต่างหาก
ถ้าใจเราเครียด สมองก็โฟกัสผิดจุด ร่างกายก็ไม่ไปดั่งใจหวัง หากนักกีฬาทุกคนได้รับการพัฒนาจิตใจให้แข็งแกร่งเหมือนทักษะ พวกเขาก็จะไร้เทียมทาน
“สนามกีฬาคือสนามจำลองชีวิตคน” ไม่มีใครยืนยันประโยคนี้ได้ดีไปกว่าเธอ

Sport + Mind
ถ้าเราสัมภาษณ์ผู้ประกอบรายอื่นถึงงานที่เขาทำ คงได้คำตอบเรียงลำดับออกมาเป็นข้อ ๆ แต่อาชีพนักจิตวิทยามีลำดับขั้นไว้อย่างหลวม ๆ เพียงเท่านั้น เพราะงานจิตวิทยาเป็นเรื่องปัจเจกบุคคล ซึ่งไม่มีวิธีการตายตัว
เบื้องต้นจะต้องมีการพูดคุย วิเคราะห์ความต้องการ เพืื่อให้รู้ว่านักกีฬาต้องฝึกทักษะอะไรทางจิตวิทยา แล้วนำไปพัฒนา ปรับใช้ ทั้งในชีวิตจริงและในการแข่งขัน โดยอยู่ภายใต้ทฤษฎีเดียวกัน เพียงแต่จะประยุกต์วิธีการฝึกฝนยังไงให้เหมาะกับคนคนนั้น ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความสามารถของผู้สอน
“แม้กระทั่งนักกีฬาโอลิมปิกก็มีประสบการณ์ด้านจิตวิทยาแตกต่างกัน” อาจารย์ฮอลล์เล่าให้เข้าใจมากขึ้น
“บางคนไปโอลิมปิกมา 4 รอบ ฝึกกับนักจิตวิทยาแนวหน้าของไทยมาหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องมอบความรู้ให้เขาเลย แต่ถ้าไปทำกับคนที่ไปโอลิมปิกครั้งแรก เพิ่งเล่น ไม่มีประสบการณ์การฝึก เราก็ต้องให้ความรู้เขาเยอะหน่อย
“งานของเราไม่เหมือนการเอายาพาราเซตามอลหรือพลาสเตอร์ไปปิดแผล แล้วคุณจะไม่มีปัญหา ทุกคนจะไม่ได้ฝึกแบบเดียวกัน แค่ฝึกการหายใจก็มีเทคนิคเยอะมากแล้ว รวมถึงประโยชน์หรือวิธีการฝึกก็ไม่เหมือนกันด้วย”
งานหลักของ SportMind มีอยู่ 3 ประการด้วยกัน หนึ่ง ทำให้นักกีฬาเล่นได้เต็มที่ในการแข่งขัน ถ้ามีร้อยก็ใช้ร้อยหรือใกล้เคียงร้อย สอง ทำให้นักกีฬามีความสุขในการฝึกซ้อมและแข่งขัน เพราะความสุขสำคัญต่อผลงานและการคงอยู่ในกีฬา สาม ใช้ทักษะจิตวิทยาพัฒนาความสามารถในการเล่นกีฬา เช่น ในหลายกีฬา ถ้ามีสมาธิดีกว่าก็ได้เปรียบคู่ต่อสู้
โดยคำนึงถึงนักกีฬาเป็นศูนย์กลาง (Athlete’s Center) เสมอ กล่าวคือ นักกีฬาต้องเป็นคนที่บริหารจัดการอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง และต้องฝึกฝนเป็นประจำทุกวันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ

อาจารย์ฮอลล์เล่าว่างานจิตวิทยาคือ Performance Enhancement หรือการเพิ่มความสามารถ ซึ่งในต่างประเทศมีนักจิตวิทยาการกีฬาไปทำงานในตลาดหุ้นหรืออยู่ในบริษัทยักษ์ใหญ่มากมาย เพราะเป็นการดึงศักยภาพที่มีออกมาให้ได้มากที่สุด
คำถามต่อมา คือเมื่อดูแลเป็นปัจเจกบุคคล ไม่จำกัดชนิดกีฬา แล้วนักจิตวิทยาจำเป็นต้องรู้จักกีฬาทุกชนิดหรือไม่ อาจารย์ฮอลล์ไม่ปฏิเสธ เพียงตอบว่าหากอยากทำงานนี้ให้ดี ควรทำความเข้าใจกีฬานั้น ๆ ในระดับที่เข้าใจได้ทันทีว่านักกีฬาพูดถึงอะไร ตกอยู่ในสภาวะไหน
แน่นอนว่าการฝึกฝนจนเกิดเป็นพฤติกรรมนั้นใช้เวลา ไม่ใช่แค่ให้การบ้านไปฝึกหายใจแล้วคุณจะหายมือไม้สั่นในชั่วข้ามคืน แถมยังไม่ใช่เรื่องปกติ ถ้าใครจะสักคนจะเล่าปัญหาในใจให้คนแปลกหน้าฟังง่าย ๆ ทั้งยังต้องแบ่งปันความทุกข์สุขร่วมกันในระยะยาว งานของอาจารย์ฮอลล์จึงต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจและรักษาความลับขั้นสุดยอด แบบที่เธอใช้คำว่า ‘เป็นเพื่อนที่ไม่ใช่เพื่อน’
แต่ไม่ใช่แค่นักจิตวิทยาที่ทำหน้าที่นี้ได้ ทั้งครอบครัว โค้ช เพื่อนร่วมทีม ต่างเป็นคนที่นักกีฬาไว้เนื้อเชื่อใจทั้งสิ้น ดังนั้น หากทุกคนฝึกการเป็นผู้ฟังที่ดีกันมากขึ้นอีกสักหน่อย คงทำให้นักกีฬาเล่นกีฬาได้อย่างเป็นสุขมากขึ้นไม่น้อย
“ธรรมชาติของมนุษย์เราอยากระบาย อยากเล่า อยากเป็นคนที่ดีขึ้น แต่ถ้าความสัมพันธ์ยังไม่ดีพอ เขาก็จะไม่เล่าหรอก เขาต้องรู้ว่าคนนี้พร้อมจะรับฟัง พร้อมช่วย มันเป็นเรื่องของการสร้างมิตรภาพ
“บ้านเราส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับนักกีฬาที่ชนะ แต่การแข่งขันไม่ได้จบแค่วันที่ชนะหรือแพ้ ทุกคนมีทัวร์นาเมนต์ต่อไป ต้องเจออะไรอีกเยอะมาก เราควรให้ความสำคัญกับทุกคนไม่ว่าเขาจะแพ้หรือชนะ โดยเฉพาะถ้าเขาเป็นนักกีฬาที่ดี”

ความสำเร็จ (น.)
หากมีการพูดถึงนักจิตวิทยาตามหน้าสื่อ มักจะมีคำว่าเบื้องหลังความสำเร็จต่อท้าย พร้อมยอดแชร์มากมายที่บ่งบอกว่าเป็นอาชีพที่น้อยคนนักจะรู้จัก ที่สำคัญ มันมักจะถูกพูดถึงหลังการแข่งขันจบลงเสมอ
“เป็นเรื่องถูกต้องแล้ว เพราะเราไม่ควรต้องเคลมว่าเป็นเพราะฉัน จิตวิทยาคืองานที่ควรจะเป็นเบื้องหลัง” อาจารย์ฮอลล์ตอบพร้อมรอยยิ้มสัตย์ซื่อ
“การที่นักกีฬาคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จต้องอาศัยหลายอย่างมาก ต้องมีทีมกายภาพบำบัด มีเทรนเนอร์ฝึกร่างกาย มีโค้ช มีผู้ช่วย มีผู้จัดการ มีนักโภชนาการ เราเป็นโค้ชด้านจิตใจ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก แต่จิตวิทยาการกีฬาเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้นักกีฬาประสบความสำเร็จได้ เราเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของวิทยาศาสตร์การกีฬาและทีมงานทั้งหมด”
ความจริง ความหมายของความสำเร็จในสายตานักจิตวิทยาอาจแตกต่างออกไปเสียด้วยซ้ำ
อาจารย์ฮอลล์ชวนเราย้อนไปถึงนักกีฬาเคสแรกที่ทำให้นิสิตปริญญาตรีตัดสินใจเรียนต่อด้านจิตวิทยาการกีฬาเต็มตัว
เคสนั้นเป็นนักกีฬาเยาวชน ตั้งใจและขยันฝึกซ้อมมาก แต่พอแข่งจริงกลับตื่นเต้นจนเล่นไม่ได้ ทั้งที่เป้าหมายสูงสุดคือการติดทีมชาติไทยเพียงเท่านั้น จนคุณแม่เป็นฝ่ายติดต่อ ดร.พิชิต ให้ไปช่วยดูแล อาจารย์ฮอลล์ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นั้นแม้จะยังไม่มียศนักจิตวิทยานำหน้า โดยปรึกษาข้อมูลทั้งหมดกับ ดร.พิชิต อยู่ตลอด

“เราอยู่ดูแลเขาจนติดทีมชาติ ติดซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ แล้วในกีฬาที่เขาเล่น เอเชียนเกมส์ถือว่าสูงสุดแล้ว แต่ไม่ใช่แค่เขาไปถึงเอเชียนเกมส์แล้วทำให้เราอยากเป็นนักจิตวิทยานะ มันคือการได้เห็นเขาตื่นเต้นน้อยลง จัดการกับตัวเองได้ดีขึ้น เติบโตขึ้น ได้ทำให้สิ่งที่เขารักโดยไม่เป็นทุกข์ ทำให้เราอยากทำงานนี้ต่อไป เพราะมันช่วยคนได้”
คำว่า ความสำเร็จ ในพจนานุกรมของนักจิตวิทยาแนวหน้าของไทยจึงหมายถึง การสร้างคนหนึ่งคนให้เป็นยอดนักสู้ มีน้ำใจนักกีฬา ฝ่าฟันความลำบากได้ และออกไปเล่นกีฬาด้วยหัวใจของผู้ชนะ โดยมีเหรียญรางวัลเป็นเพียงผลพลอยได้
เกือบ 20 ปีที่รวบรวมทีม สร้างนักกีฬาระดับโลกมาแล้วหลายยุคสมัย กระทั่งโอลิมปิกครั้งที่ 18 ของประเทศไทย SportMind ก็ยังเป็นเพื่อนรับฟังนักกีฬาเทควันโด แบดมินตัน เทเบิลเทนนิส หรือยิงปืน แม้ปัจจุบันผู้คนจะหันมาให้ความสำคัญกับจิตใจจนมีนักจิตวิทยาถือกำเนิดขึ้นมากมายแล้วก็ตาม
เราถามเธอตามตรงว่าอะไรทำให้คนยังเลือกใช้บริการ SportMind ไม่เปลี่ยน
“ปากต่อปาก ต้องใช้คำนี้” อาจารย์ฮอลล์หนักแน่นในคำตอบ “งานโค้ชไม่มีการโฆษณาใด ๆ ดีไปกว่าปากต่อปาก ต่อให้โปรโมตมากมายแต่มาทำงานด้วยแล้วไม่ได้ผลก็เสียเวลา ถ้างานของเราดี เขามาแล้วสบายใจ ตีดีขึ้น ทั้งพ่อ แม่ นักกีฬา พูดต่อหมด คุณภาพชนะเสมอค่ะ”
แม้เธอจะบอกว่าความสำเร็จสูงสุดสำหรับนักจิตวิทยาไม่ใช่โล่รางวัล แต่ทัศนคติที่สะท้อนอยู่ในทุกคำตอบของนักกีฬาระดับโลก ก็เป็นผลลัพธ์ที่ยืนยันคุณภาพของทีม SportMind ได้มากกว่าอะไรทั้งปวง

เทคนิคฝึกจิตใจขั้นพื้นฐานฉบับนักกีฬาโอลิมปิกที่ทุกคนเอาไปใช้ตามได้
1. เทคนิคการหายใจสมบูรณ์แบบ
โดยปกติของร่างกาย เวลาหายใจเราจะใช้กระบังลมเป็นตัวกำหนด แต่การหายใจสมบูรณ์แบบคือการหายใจด้วยท้อง เริ่มจากใช้ท้องหายใจเข้า กระบังลมจะหย่อนลงมา อกก็จะขยายได้เต็มที่ ตัวก็จะเริ่มเปิด ทำให้เราหายใจได้ลึก ยาว และช้า ส่วนการหายใจออกก็เริ่มที่ท้อง อก และบ่า ตามลำดับ
หากไม่ฝึกหายใจให้ถูกวิธี เมื่อตกอยู่ในสภาวะเครียดหรือกดดัน เราจะหายใจสั้นและถี่จนเกิดช่วง Dead Air Space ดันคาร์บอนไดออกไซด์ที่ร่างกายผลิตออกมากลับเข้าไปด้วย ทำให้เราได้ออกซิเจนไม่เต็มที่ แต่ถ้าเราหายใจยาว ลึก ช้า ก็จะเป็นการเอาอากาศเสียออกมาแล้วเอาออกซิเจนกลับไปได้อย่างเต็มที่ ทั้งยังเป็นการฝึกสมาธิอีกด้วย
2. การพูดกับตัวเองในทางบวก (Positive Self-talk)
ใครจะไปคิดว่าคำพูดเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นมีผลต่อความมั่นใจของนักกีฬาเป็นอย่างมาก โดยต้องเป็นคำพูดในเชิงบวกและเฉพาะเจาะจง แบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ
หนึ่ง การพูดสร้างแรงบันดาลใจ (Motivational Self-talk) เช่น สู้โว้ย อย่างที่ อร-อุดมพร พลศักดิ์ นักกีฬายกน้ำหนักทีมชาติไทยพูดในการแข่งขัน จนคว้าเหรียญทองโอลิมปิก เอเธนส์ 2004 มาครอง และเป็นคำพูดปลุกใจที่นิยมใช้มาจนถึงปัจจุบัน
สอง การให้คำแนะนำตัวเอง (Instructional Self-talk) เช่น ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ เล่น ก้าวขาซ้ายก่อน แต่ต้องไม่เยอะจนเกินไป หรือชื่นชมตัวเองเวลาทำผลงานได้ดี จะทำให้คุณภาคภูมิใจในตัวเองมากยิ่งขึ้น


