เบื้องหลังความประณีตของผ้าแต่ละผืน กระเป๋าแต่ละใบ งานฝีมือแต่ละชิ้น ไม่ได้เป็นเพียงวัสดุที่ประกอบขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงร่องรอยแห่งวิถีชีวิต วัฒนธรรม ภูมิปัญญาที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น
สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ สศท. มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนงานศิลปหัตถกรรมไทยอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งการสร้างความยั่งยืนด้านอาชีพและสิ่งแวดล้อม จึงมีความหวังที่อยากจะเห็น ‘ความสุขของผู้คน’ จากคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โอกาสจากการมีรายได้ที่มั่นคงซึ่งจะทำให้คนตัวเล็กได้เติบโต กระตุ้นเศรษฐกิจให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนสู่เศรษฐกิจฐานราก และผลักดันให้เกิดการบริโภคแบบ Slow Fashion ที่ใช้วัสดุและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาปรับใช้ เพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของโลกเรา เพราะปัจจุบันปัญหามลพิษและมลภาวะที่เกิดกับสิ่งแวดล้อมนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และมีผลต่อการดำเนินชีวิตของผู้คน เช่น Climate Change, Green Trade, Carbon Neutrality, Sustainability การทำธุรกิจล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องที่อาจเพิ่มหรือช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้
สศท.จึงได้ส่งเสริมผู้ประกอบการให้มีการทำธุรกิจสร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทย โดยคำนึงถึงสิ่งแวล้อม และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าสูงสุด



พรรณวิลาส แพพ่วง รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เล่าว่า ภารกิจของ SACIT คือต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ สนับสนุนงานคราฟต์ไทย และส่งเสริมความยั่งยืน ผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ Green Product ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับโลก มีขั้นตอนการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการพัฒนา ต่อยอดไอเดีย สร้างสรรค์เป็นงานคราฟต์ร่วมสมัย เช่น การ Upcycling สร้างความแตกต่างให้ผลิตภัณฑ์ ทั้งยังตอบโจทย์์แนวคิดความยั่งยืน รักษาทรัพยากร-อนุรักษ์ภูมิปัญญาไปพร้อมกัน และแสดงให้เห็นถึงการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
Sustainability is the Key
งานคราฟต์ไม่เพียงแต่สร้างเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่ยังสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ ช่างฝีมือ เพิ่มโอกาสให้แรงงาน ไปพร้อม ๆ กับการรักษาธรรมชาติในอุตสาหกรรมแฟชั่น
“เรามุ่งหวังให้ สศท. มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนการสร้างความยั่งยืนในงานศิลปหัตถกรรมไทย ควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลของสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความสุข และรอยยิ้มให้กับสังคม” พรรณวิลาสกล่าว


มีช่างฝีมือจำนวนมากที่เคยว่างงานหรือจากบ้านไปไกล แต่การมีอยู่ของงานหัตถกรรมสร้างโอกาสให้พวกเขาได้ ทำให้คนกลับมาอยู่บ้าน อยู่กับครอบครัว รวมถึงเด็กรุ่นใหม่ก็มีอาชีพที่บ้านได้ด้วยค่าแรงที่เป็นธรรม และงานหัตถกรรมไทยจัดอยู่ในธุรกิจ Slow Fashion เป็นงานทำมือที่ใส่ใจรายละเอียดของชิ้นงาน เป็นเสื้อผ้าที่มีอายุการใช้งานยาวนาน จากวัสดุที่ผ่านการคัดเลือกแล้วว่าปลอดภัยต่อธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้เส้นใยสังเคราะห์ ขน และหนังสัตว์ ซึ่งต่างจากเสื้อผ้า Fast Fashion ที่ผลิตในปริมาณมากจนทำให้เกิดการบริโภคจนเกินพอดี และเป็นหนึ่งในต้นตอปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน
ชวนทำความรู้จัก 3 ผู้ประกอบการ Slow Fashion ที่มาเล่าถึงแบรนด์-ผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาทำ ซึ่งอยู่ภายใต้แนวคิดการสนับสนุนความยั่งยืนทั้งต่อคน สังคม และโลก ควบคู่ไปกับการรักษาภูมิปัญญาเดิมให้คงอยู่ และต่อยอดอย่างร่วมสมัย
01
littlehomeinthewood
‘เรียบง่ายแต่ดูดี’ นี่คือสิ่งที่บ่งบอกตัวตนของ ‘littlehomeinthewood’ หนึ่งในสมาชิกของสถาบัน
ลายผ้าปักมือบนผ้าลินินสีเอิร์ทโทน เกิดจากความชอบเดินทางของเจ้าของแบรนด์
ความเรียบง่าย สบาย ๆ นี้เหมือนกับความรู้สึกโฮมมี่ของบ้าน เป็นบ้านเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้ป่าใหญ่ มีห้องหนึ่งในบ้านเป็นโรงตัดเย็บเสื้อผ้า และมีใต้ถุนบ้านเป็นโรงย้อมผ้าขนาดย่อมมาแล้ว 10 ปี เริ่มตั้งแต่ลูกน้อยของ หลิน-พัชรา อารยวัฒนเวช เกิดและเติบโต คุณแม่หลินจึงหากิจกรรมที่เป็นทั้งงานอดิเรกและสร้างเสริมรายได้ได้ด้วย แต่ต้องอยู่ในโจทย์ของความเป็นออร์แกนิก เป็นมิตรต่อธรรมชาติและลูก

การเลือกใช้เฉพาะสีธรรมชาติ จึงเป็นโจทย์แรกที่หลินเลือกทำ
เสื้อผ้าของหลินมีสีสันที่เกิดจากการย้อมสีธรรมชาติ จากวัตถุดิบธรรมชาติแถวบ้าน หลินเล่าว่าการหาสีเป็นขั้นตอนที่สนุกมาก เวลาเธอเจอใบไม้ เช่น ใบยูคาลิปตัสบ้าง ใบมะม่วงบ้าง ใบหูกวางบ้าง เธอนำมาทดลองว่าใบไม้จะให้สีอะไร “บางทีใบไม้สีแดงแต่ต้มออกมาให้สีเหลือง พอแช่น้ำเหล็ก ปูน โคลน สีก็จะเปลี่ยนไปอีก เหมือนมีเรื่องใหม่ ๆ ให้เราคิดค้นตลอดเลย ใบอ่อน ใบแก่ สีก็ต่าง ฤดูก็ทำให้เปลือกไม้สีต่างกัน ฤดูฝนจะให้สีอ่อนเพราะโดนน้ำฝนชะล้าง ฤดูแล้งใบไม้จะให้สีเข้มเพราะกักเก็บสีได้เต็มที่”


ข้อดีของการใช้สีธรรมชาติย้อมผ้า คือปลอดภัยทั้งในกระบวนการทำงาน และกระบวนการย่อยสลาย หลินบอกว่าเวลาซักล้างแทบไม่ต้องห่วงเลย น้ำเหลือใช้จากซักล้างซึมลงดินได้โดยไม่เป็นอันตรายกับคนและต้นไม้ เพราะเป็นน้ำจากการซักล้างสีธรรมชาติ ในละอองน้ำปราศจากสารเคมีแน่นอน



“การทำแบรนด์นี้คือความสุข” หลินว่า ซึ่งเป็นความสุขที่เกิดทั้งกับตัวเธอและลูก แถมเด็ก ๆ ยังได้พัฒนาความคิด ทักษะ จนถึงกล้ามเนื้อมัดเล็ก ที่สำคัญกิจกรรมนี้ทำให้เธอกับลูกได้ใช้เวลาร่วมกัน กระชับความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูก หลินบอกว่านี่เป็นสิ่งที่ทุกบ้านทำได้ “littlehomeinthewood เป็นมากกว่างานไปแล้ว เรารัก เราผูกพัน มันคือ littlehomeinthewood จริง ๆ เป็นโลกเล็ก ๆ ใบหนึ่งที่เราสร้างขึ้น เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ๆ ในชีวิต เป็นเพื่อนเวลาเหงาให้ลูก และเป็นครูสอนสิ่งต่าง ๆ ให้เรา”
“เราเข้าใจตัวเองและเข้าใจความเป็นธรรมชาติของโลกนี้มากขึ้น” หลินยิ้มน้อย ๆ
การทำ littlehomeinthewood ทำให้เธอเห็นคุณค่าของธรรมชาติ หลินคำนึงและตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการผลิต ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนต่อคน สังคม และโลกใบนี้ได้ในอนาคต
สนับสนุนผ้าย้อมสีธรรมชาติของ littlehomeinthewood ที่
เว็บไซต์ : littlehomeinthewood.com
Instagram : littlehomeinthewood
02
Hattra
ครูช่างอุไร สัจจะไพบูลย์ คือครูช่างศิลปหัตถกรรม ปี 2554 ที่ได้รับการยกย่องจากสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) และประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีธรรมชาติบ้านนางาม เป็นคนกรุงเทพฯ แต่กำเนิด เห็นแฟชั่นมาตั้งแต่เด็ก ชอบแต่งตัวตั้งแต่ยังสาว นี่จึงเป็นแพสชันที่สะสมมามากพอจนทำให้ ‘Hattra’ เกิดขึ้น

Hattra (หัตรา) อ่านว่า หัด-ตรา มาจากคำว่า หัตถกรรม รวมกับคำว่า พัสตราภรณ์ แปลว่า ผ้าที่ทำด้วยมือ จากสองมือของช่างบรรจงจับกี่ทอ เส้นพุ่งและเส้นยืนประสานกันออกมาเป็นผ้า 1 ผืน
ในผ้า 1 ผืนนั้น ผสมผสานเทคนิค 5 ขั้นตอน หนึ่ง ทอลายขัดพื้นฐาน 2 ตะกอ สอง ทอกล่อมหางกระรอก สาม ทอง้างฉลุ สี่ ทอยกขิด และห้า ย้อมสีธรรมชาติมีชื่อเฉพาะที่เรียกว่า ‘ผ้าเบญจวิถี’
ทั้งสีสันสะดุดตา ผ้าใช้งานได้ทั้ง 2 ด้านด้วยเทคนิค ‘ทอขิดสะกิดล้วง’ และนุ่มสบายผิวจากการใช้เส้นใยคอลลาเจน ทำให้หัตรามีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร และผลิตโดยช่างทอจากบ้านนางาม อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี กลุ่มทอผ้าที่ยังคงรักษาภูมิปัญญาโบราณไว้ด้วยลวดลายของการทอผ้าพื้นเมือง


ไม่เพียงแต่รักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่นไว้ แต่หัตรายังให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลของธรรมชาติ ด้วยการใช้วัสดุ Upcycling หรือการแปรรูปวัสดุที่ไม่ใช้แล้วให้กลับมาใช้ซ้ำได้อีกครั้ง หัตรานำเส้นไหมที่เหลือจากการทอเส้นยืนสู่กระบวนการตัดเย็บ นำเศษด้ายที่เหลือจากการตัดเย็บมาขึ้นเป็นเส้นพุ่งแล้วนำมาทอใหม่ และยังตรวจสอบค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ได้ เพราะผ่านการรองรับมาตรฐาน ISO
อีกเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ ที่หัตราให้ความสำคัญเช่นกัน คือการเพิ่มโอกาสให้แรงงาน


“มันเป็นพรหมลิขิตที่ทำให้เรามาเจอลูก ๆ กลุ่มนี้ (กลุ่มช่างทอ) ความตั้งใจและความขยันของพวกเขาส่งพลังกลับมาให้กับเราเยอะมาก ๆ เหมือนมีบ้านอีกหลังที่เราต้องดูแล” ช่างจากกลุ่มบ้านนางามเริ่มทอผ้าตั้งแต่สมัยยังสาว จนเป็นบรมครูในปัจจุบัน บางคนเริ่มต้นจากการทอผ้าไม่เป็น และเกือบทุกคนเริ่มต้นจากความอยากอยากเลี้ยงดูครอบครัว เมื่อมีอาชีพก็มีรายได้ไปจุนเจือสมาชิกครอบครัว
“เรา 70 แล้ว แต่ยังทำในสิ่งที่รัก เพราะมีคนเห็นคุณค่า พอเขามีแรงบันดาลใจ พึ่งพาตัวเองได้ ได้ใกล้ชิดลูก ๆ ได้อยู่กับครอบครัว เราดีใจ ดีใจจากหัวใจจริง ๆ ที่มีส่วนทำให้คนคนหนึ่งรู้สึกมีคุณค่า”
ครูช่างอุไรยังคงสานต่อความตั้งใจ จึงรวมกลุ่มช่างทอขึ้นมาและขยายไปสู่พื้นที่อื่น ๆ เพื่อส่งต่อความรู้อย่างสม่ำเสมอสู่กลุ่มช่างและผู้ที่สนใจ จากองค์ความรู้ที่ได้จากการเป็นส่วนหนึ่งกับ SACIT
สนับสนุนผ้าทอเบญจวิถีของ Hattra ที่
เว็บไซต์ : www.hattra.com
Facebook : Hattra ผ้าไทย
03
KiRee
“ไม่มีใครย้อมสีใบมังคุดได้สวยเท่ากับคีรีแล้ว” เพียว-สุอัตพงศ์ ขุนทน แนะนำ KiRee ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติประจำคีรีวง หมู่บ้านกลางหุบเขา ที่ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่อากาศดีที่สุดในภาคใต้ และกลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวงเริ่มต้นปีพ.ศ. 2539 เพื่อสร้างงาน-สร้างรายได้ให้กับแม่บ้านในชุมชน และหลังจากนั้น 3 ปี แบรนด์ Kiree จึงเกิดขึ้น โดย คุณแม่อารีย์ ขุนทน ที่ได้รับยกย่องให้เป็นครูช่างศิลปหัตถกรรม ปี 2563 ประเภทงานย้อมสีธรรมชาติ
ที่เรากล้าการันตีว่าที่นี่ย้อมสีใบมังคุดได้สวยงามที่สุด เพราะคีรีคือแบรนด์แรกที่ริเริ่มเก็บใบมังคุด ฝักสะตอ เปลือกขนุน เปลือกลูกเนียง ใบหูกวาง ใบเพกา หรือพืชประจำท้องถิ่นที่พบได้เฉพาะหมู่บ้านคีรีวงหรือพื้นที่ใกล้เคียง มาเคี่ยวนานข้ามวัน แล้วสกัดออกมาเป็นสีธรรมชาติ เพื่อมอบความงามจากธรรมชาติลงบนผืนผ้าบาติก

บาติกในแบบของ KiRee แตกต่างไปจากบาติกที่อื่น ๆ สักหน่อย ไม่ใช่แค่โทนสี แต่รวมถึงลวดลายด้วย บาติกลายท้องทะเล กุ้ง หอย ปู ปลา จะไม่พบที่นี่ จะมีเพียงลายของธรรมชาติที่พบเจอได้ในท้องถิ่น เช่น แม่น้ำ ลำธาร ภูเขา พืชพรรณต่าง ๆ และลายอื่น ๆ ที่เขียนเทียนขึ้นจากจินตนาการของผู้วาด
“งานไทยคือที่สุดของความประณีต สวย และยาก แต่มีกลุ่มคนที่ชอบ และเป็นหนึ่งตัวตนของคีรี เราเลยทำต่อ” ยิ่งลายละเอียดมากแค่ไหน ช่างยิ่งต้องบรรจงลงสีตามเส้นเทียนมากเท่านั้น โดยเฉพาะลายไทยที่มีรายละเอียดเยอะและเล็ก ต้องใช้พู่กันขนาดเล็ก อาศัยความใจเย็นและความประณีต


ลายไทยของ KiRee มีทั้งลายไทยดั้งเดิมและลายที่เขียนขึ้นใหม่ตามความต้องการของลูกค้า เช่น ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ลายขิดนารีรัตนราชกัญญา ลายดอกรักราชกัญญา หรือลายพุ่มข้าวบิณฑ์ งานไทยของเพียวยังรวมไปถึงงานแขนงอื่น ๆ เขาไปดูงานเบญจรงค์ งานผ้าโบราณ ผ้ายกทางอีสาน ผ้าทอทางเหนือ แล้วคิดว่าจะมาเล่นลายลงสีกับผ้าที่มียังไงเพื่อต่อยอดให้ชิ้นงานเกิดการผสมผสานวัฒนธรรม
เพียวตั้งใจปรับให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้นแบบไม่ทิ้งภูมิปัญญาเดิม เพื่อขยายความยั่งยืนของแบรนด์โดยการขายอุปกรณ์ทำบาติก คีรีมีผงสีและน้ำสีสำหรับย้อมผ้าธรรมชาติจำหน่าย และเปิดศูนย์เรียนรู้ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมประเภทผ้าที่เดียวในภาคใต้ เริ่มสอนตั้งแต่กระบวนการเลือกวัตถุดิบว่าเลือกอย่างไร อย่างใบไม้แบบเดียวกันอาจจะให้สีต่างกันได้ เช่น ใบมังคุดจะให้สีชมพูส้ม ถ้าเลือกใบเขียวสดจะให้สีชมพู แต่ถ้าเป็นใบที่หล่นมาใต้ต้นแล้วจะให้สีส้ม ส่วนยอดใบจะให้สีน้ำตาลหรือสีอ่อน


นอกจากยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและองค์ความรู้ อีกหนึ่งความยั่งยืนสำคัญที่คีรีมี คือความยั่งยืนในด้านอาชีพ คีรีมีช่างกว่า 30 คนที่มีครอบครัว แสดงให้เห็นว่าการมีอยู่ของคีรีเลี้ยงสมาชิกครอบครัวได้เป็นร้อยคน บรรดาช่างวัยเก๋าก็มีอาชีพ มีรายได้เลี้ยงดูที่บ้าน ส่วนช่างรุ่นใหม่ก็ได้กลับมาอยู่บ้าน เพราะเขาเจออาชีพที่เลี้ยงดูตัวเองได้ นับว่า Kiree เป็นแบรนด์เล็ก ๆ ที่แบ่งปันมรดกทางภูมิปัญญานี้ ไปพร้อมกับกระจายรายได้และโอกาสสู่ชุมชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

ทุกสิ่งที่สั่งสมมาตั้งแต่รุ่นคุณแม่จนมาเป็น KiRee ในวันนี้ มีความหมายมากเหลือเกินสำหรับทายาทรุ่นสองอย่างเพียวและน้องสาว “ตื่นมาเราก็เห็นผ้า ได้กลิ่นสีธรรมชาติ ทุกอย่างวนอยู่ในวิถีชีวิตของเรามาตั้งแต่เด็ก ๆ ถ้าถามว่าทุกวันนี้ KiRee คืออะไรสำหรับเรา เราตอบได้เลยคีรีคือความสุขของเรา”
นอกจากคีรีมอบความสุขให้เพียวแล้ว ยังมอบความสุขให้คนรักงานคราฟต์ที่สวมใส่เสื้อผ้าสวย ๆ จากช่างฝีมือท้องถิ่นของ KiRee ซึ่งผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นและทุกกระบวนการทำงานของแบรนด์ ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตรและพยายามรบกวนธรรมชาติให้น้อยที่สุด โดยการตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร เกิดจากการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในชุมชน จนทำให้ ‘คีรีวง’ ได้รับขนานนามว่าเป็นหมู่บ้านที่อากาศดีที่สุดในเมืองไทย
สนับสนุนผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติของ KiRee ที่
Facebook : KiRee
