ถ้าคุณเคยใช้ดินสอสีในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เราเชื่อว่าคุณต้องรู้จักสีไม้ระบายลื่นยี่ห้อ ‘Colleen’
แม้ชื่อแบรนด์จะเป็นภาษาอังกฤษ แต่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น แล้วขยายมาเมืองไทยเมื่อปี 1990
7 ปีผ่านไป บริษัทแม่ในญี่ปุ่นล้มละลาย เหลือเพียง Colleen ประเทศไทยที่แก้เกมด้วยการหันมาผลิตไส้ดินสอสีด้วยตัวเอง
หนึ่งในเบื้องหลังการพลิกฟื้นครั้งสำคัญนี้ คือ Hideaki Iguchi
เดิมทีเขาเป็นพนักงานบริษัท Colleen ที่ถูกส่งตัวมายังประเทศไทย แต่วันที่บริษัทแม่ปิดตัวไป แทนที่จะถอดใจ เขาบินกลับไปร่ำเรียนวิธีทำไส้ดินสอสีที่บ้านเกิดจนเชี่ยวชาญ แล้วกลับไทยมาทดลองหาสูตรไส้สีที่ใช่ เฉดสีที่คนไทยชอบ พร้อมปรับเครื่องมือการผลิตให้เหมาะกับคนไทย ไปจนถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยังคงความใส่ใจแบบญี่ปุ่น ผสมกับความยืดหยุ่นแบบคนไทย โดยมี ‘ความสุข’ เป็นแก่นหลักของการทำธุรกิจ
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ Colleen ค่อย ๆ ขยายจาก 24 สี สู่ 120 สี พัฒนาไส้สีให้แข็งแรงขึ้นไม่หักง่าย และกลายเป็นแบรนด์สีไม้ที่ยืนหยัดในไทยมากว่า 34 ปี โดยสี Colleen กว่า 90% ในปัจจุบันจัดจำหน่ายในประเทศไทยเป็นหลัก
เช้าวันศุกร์ เราเดินทางมาเยือนนิคมอุตสาหกรรมบางพลี
เบื้องหลังรั้วสีแดงสดใสเหมือนกล่องสีไม้ Colleen คือโรงงานสะอาดสะอ้าน เป็นสัดส่วน
เราเดินขึ้นไปยังชั้น 2 ในห้องโล่งดูเรียบง่ายและเงียบสงบ Iguchi เล่าว่าเขามักใช้เวลาจดจ่อกับการคิดค้นไส้สีใหม่ ๆ ภายในห้องนี้
บทสนทนาของเราเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่คล้ายกับการมาเยือนสตูดิโอศิลปะของศิลปินสักคน

นักธุรกิจ นักประดิษฐ์ และนักเดินทาง
เมื่อครั้ง Iguchi ยังเป็นเด็ก บริษัทเครื่องเขียนยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่นมี 3 เจ้าด้วยกัน คือ Tombow, Mitsubishi Pencil และ Colleen
Colleen คือบริษัทเก่าแก่ตั้งแต่ปี 1916 (หากบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นยังอยู่ ปัจจุบันคงมีอายุมากกว่า 100 ปี) จำหน่ายทั้งดินสอ สีไม้ ยางลบ กล่องดินสอ และอุปกรณ์เครื่องเขียนอีกมากมาย
“หน้าโรงเรียนผมมีร้านขายเครื่องเขียน ผมเห็น Colleen มาตั้งแต่ตอนนั้น ผมชอบวาด ชอบดินสอสีมาตั้งแต่เด็ก” เขาเล่าย้อนถึงวัยประถมที่เริ่มฉายแววความชอบศิลปะไปจนถึงงานช่าง
ครั้งหนึ่ง Iguchi เห็นจักรยานเก่าที่ล้อหลุด โซ่หาย และถูกทิ้งไว้ในถังขยะ จึงนำกลับมาซ่อมใหม่ให้ใช้งานได้อีกครั้ง แล้วนำไปขายต่อให้เพื่อน ๆ ในราคามือสอง แต่สุดท้ายก็ต้องบอกลากิจการนี้ไปด้วยกฎห้ามขายของในโรงเรียน ซึ่งความเป็นนักประดิษฐ์นี้คล้ายจะฝังรากลึกในตัวเขามาจนถึงปัจจุบันในวัย 58 ปี
“เวลาไปร้านก๋วยเตี๋ยว เขาจะจับ ๆ โต๊ะดูว่าสร้างจากอะไร ต้นทุนเท่าไร ประกอบยังไง ทำยังไงถึงจะดีขึ้น เขาจะคิดเรื่องนี้ตลอด” ลูกสาวคนโตที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พูดถึงผู้เป็นพ่อ
“ใช่ครับ ถ้ามีเวลาช่วงกลางคืน บางทีผมจะทำดินสอใหญ่ ๆ เป็นโมเดลเอาไว้โชว์เด็ก ๆ ที่มาทัศนศึกษาในโรงงานว่า ดินสอคืออะไร ข้างในเป็นยังไง ผมทำมือขึ้นมาเอง ผมใช้เวลากลางคืนทำอะไรแบบนี้แหละ”

แม้ใจจะชอบงานฝีมือแค่ไหน แต่ช่วงมหาวิทยาลัย Iguchi กลับเลือกเรียนคณะเศรษฐศาสตร์ และสั่งสมความรู้ด้านธุรกิจเรื่อยมา ซึ่งการเลือกเรียนสายนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เขามีโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศไทย
“สมัยมหาวิทยาลัย ผมอยู่ที่ Okinawa เป็นเกาะเล็ก ๆ ใกล้ไต้หวัน ตอนนั้นผมชอบเดินทางไปต่างประเทศ ช่วงที่ไปอินเดีย ขากลับได้แวะไทยไปเยี่ยมอาจารย์คนไทย เขาสอนเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่น่าประทับใจ คือขนาดคนที่เป็นระดับอาจารย์ดังเมื่อ 40 กว่าปีก่อน แต่เขาไม่ถือตัวเลย
“ช่วงนั้นเขามีการประชุมหลายแห่ง ผมติดสอยห้อยตามไปด้วย เวลาได้เดินเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แค่ได้เดินเล่น รู้จักเจ้าหน้าที่ในนั้นก็สนุกแล้ว ทุกอย่างสนุกไปหมดเลย พอเราไปเดินเยาวราช เห็นคนซื้อขายของกันเยอะมาก ๆ ในยุคนั้น เลยคิดว่าถ้าทำธุรกิจที่ไทยก็น่าสนใจนะ” เขาเก็บภาพความทรงจำต่อไทยไว้ในใจ กระทั่งเวลาล่วงเลยไปจน Iguchi เข้าสู่วัยทำงาน
วันหนึ่ง เขาเห็นประกาศรับสมัครพนักงานของบริษัท Colleen พร้อมแผนการขยายธุรกิจไปยังประเทศไทย Iguchi จึงไม่รอช้า ยื่นใบสมัครเข้าไปทันที
“ตอนนั้นผมพูดกับท่านประธานว่า ผมอยากเข้าไปทำให้บริษัท Colleen ประเทศไทยพัฒนาก้าวหน้าขึ้นมาได้ และเขาเห็นว่าเราพูดภาษาอังกฤษคล่อง ผมเลยได้มาอยู่ตรงนี้” Iguchi เล่าไปยิ้มไป
“แต่กลายเป็นว่าพอมาที่นี่แล้วไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษกับผมเลย (หัวเราะ) ผมจึงมาอยู่กับชาวบ้าน กินข้าว ใช้ชีวิตอยู่กับเขา แล้วค่อย ๆ พูดไทยได้มากขึ้น ค่อย ๆ เข้าใจทั้งภาษาและวัฒนธรรมที่นี่มากขึ้น”

เริ่มต้นใหม่กับแบรนด์เดิม
ผ่านไปประมาณ 7 ปี เมื่อ Iguchi เริ่มปรับตัวที่ไทยได้ เหมือนทุกอย่างกำลังเข้าที่เข้าทาง แต่บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นกลับประกาศล้มละลาย
แม้ทักษะการทำดินสอของเขาจะเก่งกาจพอตัว แถมกระบวนการทำยังโหดหินและใช้เวลาเรียนรู้นาน แต่ตลาดญี่ปุ่นไม่เอื้อต่อธุรกิจนี้มากนักและนับเป็นขาลงของดินสอสี เพราะประชากรเด็กญี่ปุ่นลดลงทุกปี บวกกับเทคโนโลยีที่เข้ามา เด็ก ๆ หลายคนจึงเลือกขีดเขียนบนหน้าจอกันมากขึ้น การกลับไปญี่ปุ่นจึงเป็นทางเลือกที่เสี่ยงพอสมควร
แต่ถ้าเลือกอยู่บริษัทเดิม ก็เจอปัญหาการผลิตไส้ดินสอสี เพราะในอดีต บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นเป็นผู้ดูแลเรื่องนี้
“ผมพยายามหาแหล่งผลิตหลายที่ แต่ยังไม่เหมาะกับคุณภาพที่ต้องการหรือสีไม่เหมือนกัน มีหลายอย่างไม่ครบ บ้างก็ส่งมาไม่ทัน เราเลยผลิตไม่ได้สักที“
และวิกฤตนี้ก็กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ เพราะเขาตัดสินใจว่า
“เรามาทำไส้ดินสอสีกันดีกว่า”

บริษัท โคชิน คัลเลอร์ เพนซิล ลีด (ประเทศไทย) จำกัด
โชคดีที่ผู้บริหาร Colleen ในไทยเห็นตรงกันและให้อิสระเขาได้ดูแลฝ่ายผลิต แนวคิดการผลิตไส้ดินสอเองจึงไม่ถูกปัดตกไป
Iguchi ตัดสินใจแพ็กกระเป๋ากลับญี่ปุ่น ไปฝากตัวเป็นศิษย์กับอาจารย์ด้านการทำไส้ดินสอโดยเฉพาะ เพื่อเรียนรู้อย่างลงลึกไปอีกขั้นเป็นเวลา 2 เดือน
จากนั้นเขาเดินทางกลับไทยมาทดลองทำไส้ดินสอสีด้วยตัวเอง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ บริษัท โคชิน คัลเลอร์ เพนซิล ลีด (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผลิตไส้ดินสอสีให้กับ Colleen โดยเฉพาะ และตั้งโรงงานในเขตขอบรอบรั้วเดียวกับโรงงานของ Colleen
ปัจจุบัน Iguchi จึงเป็นทั้งผู้จัดการที่ดูแลฝ่ายผลิตของ Colleen ไปพร้อมกับบทบาทกรรมการผู้จัดการที่บริหารโรงงานไส้ดินสอแห่งนี้ควบคู่กันไป
โดยย้ำกับเราเสมอว่าทีมงานที่ไทยเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เขาอยากทำงานนี้ต่อและทำให้ Colleen เดินทางมาจนถึงทุกวันนี้ได้ “ผมทำได้ถึงขนาดนี้เพราะมีความช่วยเหลือ ความร่วมมือของฝ่ายขายกับฝ่ายออกแบบซึ่งเป็นเจ้านายคนไทยที่มีวิสัยทัศน์ที่ดีในการทำงานร่วมกัน”

“หลังจากนั้นดินสอ Colleen ขายดีมากเลย เพราะเราทำไส้เองได้ ปรับสีและคุณภาพตามความต้องการลูกค้าในประเทศไทยได้ เพราะสีญี่ปุ่นกับสีไทยไม่เหมือนกัน มีหลายสีที่คนญี่ปุ่นชอบ แต่คนไทยรู้สึกว่าไม่ใช่ ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ เช่น สีม่วงของญี่ปุ่นเข้มมาก แต่สีม่วงไทยจะอมแดง เราค่อย ๆ ปรับ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนี้ เพราะไม่ได้คิดว่าแบบเดียวกับที่ญี่ปุ่นจะดีที่สุด”
หนึ่งในการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ คือเครื่องจักรที่ต้องดัดแปลงให้เหมาะกับการผลิตจำนวนมากในประเทศไทย ซึ่งใช้เวลาพัฒนาหลายปี
“เครื่องจักรที่ผมเอามาจากญี่ปุ่นดีมาก แต่ดีเมื่อช่างญี่ปุ่นใช้ ซึ่งต้องเป็นช่างที่ละเอียดและหลงใหลมากจริง ๆ บางทีเขาจะใช้วิธีฟังเสียงของเครื่อง ป๊อง ๆๆ อันนี้ดีหรือไม่ดี ไม่มีรูปภาพ ข้อมูล ใช้ความรู้สึกและประสบการณ์ ข้อมูลทุกอย่างอยู่ในสมองของเขาแล้ว นี่คือทักษะพิเศษจริง ๆ มีคนกลุ่มนี้อยู่ในญี่ปุ่นนะ แต่เขาใช้กับปริมาณการผลิตสัก 20% ของการผลิตตอนนี้ พอเอามาใช้กับการผลิตทีละเยอะ ๆ ในไทยแล้วไม่เหมาะ อีกอย่างค่าแรงขั้นต่ำของไทยไม่เหมือนที่ญี่ปุ่น ค่าครองชีพก็ไม่เหมือนกัน ถ้าเราต้องการอย่างนั้นคงจะยากมาก”
นอกจากเครื่องไม้เครื่องมือแล้ว เขายังลงลึกไปจนถึงวัฒนธรรมองค์กรที่ยืดหยุ่น เพราะเชื่อว่าหากพนักงานมีความสุข ก็จะมีกำลังใจทำงานตามไปด้วย ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะแวะคุยกับเพื่อน นั่งพักเหนื่อยเกาพุงแมว หรือขายของให้เพื่อนร่วมงานเป็นรายได้เสริมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่เป็นไร ขอเพียงรับผิดชอบงานให้เรียบร้อยและตรงเวลาก็พอ
“ผมไม่ค่อยห้ามเรื่องพวกนี้ แต่งานต้องเรียบร้อย ถ้าเราขายของอะไรทั้งวัน ไม่สนใจงาน แบบนี้ก็ไม่เอา
“เราทำเหมือนหมู่บ้านทำงานด้วยกัน เหมือนชาวนา ถึงเวลาเกี่ยวข้าว มารวมตัวกัน ทำงานหนักนะ ทำจริงจัง แต่ถึงเวลาพักก็นั่งล้อมวงกินข้าวกัน ยืดหยุ่นได้ ไม่ใช่ทำงานแบบหุ่นยนต์ทั้งวัน”

กว่าจะเป็นดินสอสี
ไม่เพียงโรงงานที่ต้องปรับเปลี่ยน แต่สูตรลับของไส้สีก็ต้องคิดค้นขึ้นมาเองเช่นกัน ซึ่งเขาใช้ห้องที่เรากำลังนั่งสัมภาษณ์นี้ เป็นห้องคิดค้นสูตรทั้งหมด
ภายในห้องมีเครื่องมือเหมือนในโรงงาน แต่ย่อส่วนลงมาให้เหมาะกับการทดลอง
เขาเดินไปหยิบอุปกรณ์ ลองทำสีตัวอย่างให้เราดู 1 สี
เริ่มจากการชั่งตวงส่วนผสมอย่างเบามือ แล้วนำมาละลาย คนให้เข้ากัน ก่อนจะย้ายไปยังเครื่องมือรีดเนื้อสีออกมาเป็นแผ่นบาง คล้ายกับเครื่องรีดแป้ง
เขาทำซ้ำหลายหน จนได้เนื้อสีสัมผัสเนียนละเอียด
ต่อด้วยเครื่องมือชิ้นสุดท้ายที่ทำจากเหล็กและดูหนักใช่ย่อย แถมไม่ได้ทำงานอัตโนมัติแบบเครื่องจักรในโรงงาน จึงต้องใช้สองมือยก-กด-ทุบ เพื่อเปลี่ยนแผ่นสีบาง ๆ เป็นไส้ดินสอเป็นเส้นยาวสัมผัสนุ่ม เมื่อตัดเป็นเส้นจนได้ขนาดที่พอดีแล้ว ก็นำไปตากหรืออบให้แห้งจนได้ไส้ดินสอสีที่สมบูรณ์
ขั้นตอนเหล่านี้ยังไม่รวมการนำแผ่นไม้มาประกบ อัดกาว ตัดออกมาเป็นแท่ง ตามด้วยการเคลือบสี พิมพ์โลโก้ เหลาหัวดินสอ แล้วตกแต่งปลายให้เรียบร้อย ก่อนนำไปจัดเรียงใส่กล่อง แต่แค่การทดลองทำตัวอย่างไส้สีเพียงสีเดียวเราก็เห็นเหงื่อท่วมตัวเจ้าของกิจการจนรู้สึกเกรงใจ แต่เขากลับหันมาบอกเราว่า
“ผมทำแบบนี้ประจำ สบายมาก”
ตามหาสีที่ใช่
ทุกครั้งที่ได้โจทย์มาว่าต้องทำสีใหม่ ๆ เขาจะทำตัวอย่างไส้สีไล่เลียงความอ่อนเข้มราว ๆ 10 เฉดสี แล้วให้เหล่าลูกหลานและพนักงานคนไทยโหวตกันอีกทีว่าชอบสีไหนมากที่สุด
Iguchi เล่าว่าคนไทยชอบสีสดใสมากกว่าญี่ปุ่น อาจเพราะสภาพอากาศ ภูมิประเทศ และความเข้มข้นของแสงแดดที่แตกต่างกัน สายตาของคนเราจึงชินและชอบเฉดสีที่แตกต่างกันไปด้วย
“สีม่วงญี่ปุ่นกับสีม่วงที่คนไทยชอบไม่เหมือนกัน โจทย์คือทำยังไงจะขายได้ เราเลยต้องถามเด็ก ๆ
“ผมให้ลูกลองเอาดินสอที่ผมทำเป็นตัวอย่างไปให้เด็กคนอื่นระบายดู และให้พนักงานในโรงงานช่วยกันเลือก เช่น สีชมพู 10 สี ให้เขาเลือกว่าชอบอันไหน ไม่ต้องบอกว่าเป็นสีอมแดงหรือมีคำอธิบายอะไรมาก แค่บอกว่าชอบหรือไม่ชอบได้เลย เราอยากเก็บข้อมูลจากคนไทยที่ใช้จริง ๆ ยิ่งข้อมูลเยอะยิ่งดี
“บางทีผมมั่นใจว่าสีนี้ดีที่สุดแล้ว แต่เขาไม่เลือกสีนี้กัน เราก็ได้เรียนรู้ว่าอย่ายึดติดกับความคิดตัวเอง ทำออกมาได้ก็จริง แต่คนที่ตัดสินใจไม่ใช่เรา คนที่ซื้อ คนที่ใช้จริง ๆ ต่างหาก”
นี่จึงเป็นขั้นตอนสำคัญ และเป็นขั้นตอนโปรดของ Iguchi ในเวลาเดียวกัน
“เวลาทุกคนเลือกกัน ผมมีความสุขมากเลย เขาเลือกสีไหนผมไม่สนใจ แต่ชอบเวลาที่ทุกคนคิดด้วยกัน มีการตัดสินใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ร่วมกันในการผลิต” เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มและแววตาเป็นกระกาย พร้อมเอื้อมมือไปแตะ ๆ กล่องสีตรงหน้า
“เรียกว่ามีหลายจิตวิญญาณอยู่ในนี้”

สีทนได้
กระบวนการทั้งหมดยังไม่สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เพราะนอกจากเฉดสีที่หลากหลาย ความท้าทายอีกด่าน คือคุณภาพของเนื้อสี
“เมื่อก่อนมีช่วงที่สี Colleen หักง่าย” ลูกสาวของเขาเอ่ยขึ้นบ้าง “ช่วงนั้นพ่อผสมสี มือเปื้อนสีกลับมาบ้านตลอด มีไส้สีใหม่กลับมาทุกวัน แล้วก็เรียกพวกเรามานั่งรวมกัน บอกว่าลองสีให้หน่อย น่าจะสัก 5 – 7 ปีที่แล้ว”
Iguchi อธิบายต่อว่าการทำไส้ดินสอสีให้ดีนั้นยากตั้งแต่ทำออกมาให้เป็นเส้นบาง ๆ โดยไม่เปราะ และต้องหาสมดุลระหว่างความลื่นสบายกับความแข็งแรงของไส้สี เพราะถ้าสีนุ่มลื่นเกินไปมีโอกาสหักง่าย แต่ถ้าเนื้อแข็งเหนียวแน่นเกินไป อาจทำให้สีฝืด ระบายไม่ค่อยออก

“แต่ตอนนี้เราทำสำเร็จแล้ว ไส้ไม่หัก สีออกดี แถมผสมสีบนกระดาษได้ เช่น เอาสีขาวผสมดำออกมาเป็นสีเทา แดงกับม่วงทับผสมกันออกมาเป็นอีกเฉดสี”
อีกหนึ่งความภูมิใจของเขา คือการผลิตได้ครบ 120 สี ซึ่งใช้เวลาพัฒนาราว 20 กว่าปี เพราะความโหดคือระบบจัดเก็บสีในโรงงาน
“1 พาเลตก็เยอะแล้ว แต่ 120 สี ต้องมี 120 พาเลต เราต้องคิดว่าจะวางที่ไหน ถ้าเฉดสีใกล้เคียงกัน เวลาเก็บสต็อกมีโอกาสผิดพลาดสูง ทำยังไงให้มีความแตกต่าง ไม่สับสน แต่เราควบคุมได้แล้ว เพราะมีระบบที่ดีขึ้น ทุกคนทำงานเก่งขึ้น ส่วนเราก็มีความสุขที่ทำได้ เด็ก ๆ ก็ชอบด้วย”

Happy People, Happy Colors
แม้ในที่สุดจะทำได้ครบ 120 สีตามที่ตั้งใจ แต่เมื่อถามถึงนิยามความสำเร็จฉบับ Iguchi เขากลับให้คำตอบว่า
“ทุกคนมีความสุข”
นี่ไม่ใช่ถ้อยคำนามธรรมสวยหรู แต่เป็นแก่นการทำงานที่ส่งผลต่อวิธีทำธุรกิจของเขาอย่างแท้จริง
เพราะ ‘ทุกคน’ ในที่นี้ เริ่มมาตั้งแต่ตัวเขาที่ทุ่มเทด้วยความหลงใหลโดยไม่บั่นทอนตัวเอง ผู้ถือหุ้นที่ได้ผลกำไรจากการทำธุรกิจ เด็ก ๆ ที่สนุกกับการระบายสีสดใสและมีคุณภาพ รวมทั้งพนักงานที่ทำงานด้วยความสมัครใจและสบายใจ
“เนื่องจากธุรกิจ คือสิ่งที่เราจะสร้างผลกำไร แต่บางทีผลกำไรกับความสุขอาจจะอยู่คนละมิติหรือคนละเรื่องเลย แต่ทำยังไงให้หาสมดุลได้ อันนี้ยากที่สุด แต่เราจะพยายามหาให้จุดนั้นเจอ เพราะถ้าเราโฟกัสว่าทุกคนมีความสุข สีที่ออกมาก็จะเป็นสีที่มีความสุขไปด้วย นี่คือปรัชญาการทำงานของผม
“อย่างน้อยทุกคนต้องแฮปปี้ในระดับหนึ่ง เพราะการทำให้ ‘ทุกคน’ แฮปปี้ ‘100 เปอร์เซ็นต์’ เป็นไปได้ยาก ด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวัน แต่จะทำยังไงให้ทุกอย่างจบลงแล้วทุกคนประนีประนอมกัน คุยกันได้ ไม่ใช่ทะเลาะกัน เราจะมองหาทางตรงนั้นเสมอ”

ผู้เป็นลูกพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมเสริมว่า “พนักงานจะมองพ่อค่อนข้างสนิทหน่อย ไม่ค่อยมีลำดับขั้นชัดเจน บางทีทะเลาะกันก็มาหาผู้จัดการ บอกว่ามาฟังเขาหน่อย”
“ถ้าสร้างลำดับชั้นชัดเจน ผมคงอยู่ตรงนี้แล้ว” Iguchi ทำท่าบอกระดับความสูง
“แต่ถ้าเกิดปัญหามันจะลามไปเรื่อย ๆ บางครั้งผมเลยขอโทษก่อน เช่น บอกว่าผมขอโทษนะที่ทำให้ทุกคนโมโห แล้วต้องคุยกันว่าตอนนี้เราควรทำยังไง อนาคตจะเป็นยังไงต่อ ต้องคุยกันให้เข้าใจ ไม่ใช่ผมนั่งอยู่ข้างบน แล้วมองดูทุกอย่างโดยไม่ทำอะไร”

ไม่แข่งขัน ไม่ต่อสู้
แม้ปัจจุบันเขาจะพิสูจน์แล้วว่าสี Colleen ยืนหยัดอยู่ในประเทศไทยต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง แต่คงไม่ง่ายที่จะทำธุรกิจสีไม้ท่ามกลางคู่แข่งหลายเจ้า รวมทั้งยุคนี้เด็ก ๆ เริ่มฮิตการวาดบนจอพอ ๆ กับกระดาษ ซึ่งเขาเองยอมรับถึงความเก่งอาจของเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคนี้ดี
“ผมยอมรับว่าเดี๋ยวนี้เขาเก่งมากจริง ๆ เพราะเวลาวาดบนจอ เขาทำให้เหมือนใช้ดินสอวาดบนกระดาษเลย ลบได้ เขียนได้ แต่สุดท้ายธรรมชาติของมนุษย์ยังชอบอะไรที่ไม่สมบูรณ์แบบ ตรงนั้นแหละ ทำให้ยังต้องมีดินสอสีอยู่ อาจจะมีคนใช้น้อยลง แต่คงไม่มีวันหมดไป”
แต่ไม่ว่าจะอยู่ในยุคที่เจอคู่แข่งแบบไหน ผู้เล่นในสนามจะโหดอย่างไร Iguchi ก็ไม่เคยตั้งเป้าว่าเขาต้องเป็นที่หนึ่ง หรือกำลังแข่งขันต่อสู้ ทว่าเขามองทุกอย่างเป็น ‘ทางเลือก’ ที่หลากหลายให้กับผู้บริโภค ต่างคนต่างมีจุดเด่น และกำลังทำหน้าที่ของตัวเองตามสิ่งที่มุ่งมั่นตั้งใจ
“ผมไม่แข่งขัน เพราะถ้าตั้งต้นว่าเรากำลังทำเพื่อสู้กับเขา แข่งกับเขา เราจะหลงทาง ดังนั้น เราทำเพราะอยากทำ สนใจแค่เราทำอะไรอยู่ แล้วตั้งใจทำต่อไปเรื่อย ๆ”
แน่นอน เป้าหมายที่เขาตื่นมาตั้งใจทำในทุก ๆ วัน ยังคงเป็นการหาวิธีทำให้ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยความสุขเท่าที่จะเป็นไปได้
“เมื่อทุกคนแฮปปี้ สังคมจะแฮปปี้ไปด้วย ผมมองว่าหน้าที่ของคนทำธุรกิจคือทำให้สังคมดีขึ้น ไม่ใช่ว่าเรารวยคนเดียวหรือเป็นคนเดียวที่มีโอกาส ผมว่าเรื่องนี้ทำให้ธุรกิจอยู่ได้นาน”


Lessons Learned
Fun Facts about Colleen Pencil
- ที่มาของชื่อ Colleen ไม่ปรากฏแน่ชัด แต่ตำนานสุดโรแมนติกที่ Iguchi เคยได้ยิน คือผู้ก่อตั้งเดินทางไปเยือนประเทศหนึ่งในยุโรป แล้วพบกับหญิงสาวนามว่า Colleen จึงนำมาตั้งชื่อแบรนด์นี้
- โลโก้สามเหลี่ยมที่เป็นรูปใบหน้าคน อาจสื่อถึงใบหน้าของแม่สาว Colleen คนนี้เช่นกัน (“บางคนเข้าใจว่าเป็นหน้าผม แต่ไม่ใช่ผมหรอกนะ” Iguchi เล่าติดตลก)








