1 สิงหาคม 2024
2 K

‘เจ้าภาพ’ กับ Olympic Legacy

มารี อ็องตัวแน็ต หัวขาดยืนอยู่บนคุกหลวง Conciergerie

วง Gojira เล่นเพลงปฏิวัติฝรั่งเศส Ça Ira ในเวอร์ชัน Heavy Metal

เหล่าแดรกควีนแสดงล้อภาพในตำนานอย่าง The Last Supper

พูดถึงโอลิมปิก ใคร ๆ ก็คงนึกถึงพิธีเปิดที่แสดง ‘กึ๋น’ เฉพาะตัวของเมืองเจ้าภาพ อย่างที่ได้ดูของปารีสไปเมื่อไม่กี่วันมานี้

จริง ๆ แล้ว ไม่ใช่แค่พิธีเปิดเท่านั้นหรอกที่น่าจับตามอง แต่ ‘วิธีพลิกโฉมเมืองแต่ละเมือง’ เพื่อเตรียมรับการจัดงานก็พิเศษไม่แพ้กัน

ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โอลิมปิกมีการมอบรางวัลให้การประกวดที่แปลก ๆ งง ๆ และไม่เกี่ยวกับกีฬาหลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือรางวัลออกแบบสถาปัตยกรรมและการวางผังเมือง

แม้ทุกวันนี้รางวัลนั้นจะยุบไปแล้ว แต่ปฏิเสธไม่ได้อยู่ดีว่าการออกแบบเหล่านั้นมีผลต่อการจัดงานอย่างถึงที่สุด 

ถ้าพูดให้ถูกก็คือ การเตรียมตัวเพื่อเป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิกเพียงครั้งเดียวก็เปลี่ยนชะตาของประเทศนั้นไปตลอดกาลได้

หากนี่เป็นกีฬาวิ่งผลัด วิสัยทัศน์ของผู้มีอำนาจและความสามารถในการบริหารเงินคงเป็นกติกาที่คอยคุมเกม ส่วนการออกแบบเมืองเป็นนักกีฬาไม้แรก แล้วส่งไม้ต่อให้การท่องเที่ยว คุณภาพชีวิตของคนในเมือง รวมถึงเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และการพัฒนาที่ยั่นยืนหลังจบเกมก็เป็นตัวบ่งบอกว่าทีมนั้นจะรุ่งหรือร่วง

สำหรับปารีสเองก็เช่นกัน

โอลิมปิกที่ปารีส ปี 1924 กับสนามกีฬาที่สร้างมาเพื่องานนี้

ปารีสได้เป็นเจ้าภาพครั้งแรกเมื่อปี 1900 ครั้งที่ 2 เมื่อปี 1924 และครั้งล่าสุดในปี 2024 นี้ เรียกได้ประวัติศาสตร์ของการพัฒนาเมืองปารีสเคียงคู่มากับโอลิมปิก

งานครั้งแรกทำให้เมืองแห่งการปฏิวัติมี Metro (รถไฟฟ้าใต้ดิน) สาย 1 รวมถึงมีโครงสร้างพื้นฐานและสถานที่จัดงานหลายที่ที่ยังอยู่คู่ปารีเซียงจนถึงวันที่ได้เป็นเจ้าภาพครั้งที่ 3 

แต่ครั้งนี้มีเจตนารมณ์ที่แตกต่างจากครั้งแรกไปมาก พวกเขาไม่ได้เน้น ‘สร้าง’ เหมือนเดิมแล้ว

“เราจัด Paris 2024 ในวิถีแปลกใหม่” Marie Barsacq ผู้ดำรงตำแหน่ง Director of Impact and Legacy ของ Paris 2024 ประกาศ

พวกเขาตั้งใจให้เกมครั้งนี้ ‘เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในประวัติศาสตร์’ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงครึ่งหนึ่งของเกมก่อนหน้าในรีโอเดจาเนโรและลอนดอน ซึ่งหมายถึงต่ำกว่า 1.5 ล้านตัน โดยเน้นใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว และคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอย่างดี

เมียงเมืองฉบับโอลิมปิกฟีเวอร์ จะพานั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปดูฉากการเตรียมตัวสู่โอลิมปิกของประเทศเจ้าภาพในอดีตซึ่งส่งผลกับเมืองในทุกวันนี้ และพาไปดูว่าปารีสทำได้ดีแค่ไหนเมื่อได้โอกาสที่ 3

#Paris2024

เขย่ง ก้าว กระโดด

หากว่ากันด้วยการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเมื่อได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิก บาร์เซโลนาจะต้องติดโผอย่างไม่ต้องสงสัย

บาร์เซโลนาได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 1992 

พวกเขาสร้างชายหาดยาว 2 ไมล์ จากบาร์เซโลนาไปทางเหนือ เรียกว่า Passeig Marítim จนภายหลังกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่ดึงดูดทั้งคนในท้องถิ่น นักท่องเที่ยว นักวิ่ง นักปั่นจักรยาน และนักเล่นโรลเลอร์เบลด มาใช้พื้นที่ร่วมกัน

ย่าน El Poblenou เอง จากแหล่งรวมโกดังและโรงงานอุตสาหกรรม จากพื้นที่ที่น่าดึงดูดน้อยที่สุดของเมือง ก็กลายเป็นศูนย์กลางที่ทันสมัย จากการพัฒนาหมู่บ้านโอลิมปิก

ในด้านโครงสร้างพื้นฐานเอง มีการสร้าง The Rondas หรือถนนวงแหวนเส้นสำคัญขึ้นมา เพื่อลดความแออัดและอำนวจความสะดวกในเมือง ทั้งยังตั้งใจพัฒนาพื้นที่สีเขียวและแหล่งน้ำให้กระจายอยู่รอบเมือง 

และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่ง คือการวางสถานะของเมืองเสียใหม่ ทำให้บาร์เซโลนากลายจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากไปเยือน จากที่ปี 1990 มีนักท่องเที่ยวประมาณ 1.7 ล้านคน ก็เพิ่มมากว่า 10 ล้านคนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และแตะถึง 12 ล้านคนในปี 2019

โดยสรุปแล้ว บาร์เซโลนาถือเป็นตัวอย่างที่ดีทีเดียวในการมีโอลิมปิกเป็นเหมือน ‘ตัวเร่ง’ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

Passeig Marítim
วงแหวน Ronda

จากบาร์เซโลนาในปี 1992 การแปลงร่างที่น่าสนใจก็เกิดขึ้นมาอีกครั้งกับลอนดอนในปี 2012

โดยเฉพาะสำหรับเมืองทางตะวันออก หรือที่เรียกว่า East London

ดั้งเดิม East London เคยเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมมาก่อน เมื่อโอลิมปิกมาเยือนก็ได้ฤกษ์ฟื้นฟูให้เป็นพื้นที่สีเขียวโดยลงมือปลูกต้นไม้มากมาย จนถึงตอนนี้ก็เกิน 10,000 ต้น ทำให้มีนกและเพื่อนสัตว์ต่าง ๆ เข้ามาอาศัยอยู่

หัวใจที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงในย่านนี้ ก็คือ Queen Elizabeth Olympic Park เป็นสถานที่ถาวรสำหรับจัดการแข่งขันและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ดึงดูดผู้ชมกว่า 6 ล้านคนต่อปี สร้างโอกาสในการทำงานให้คนท้องถิ่นและช่วยเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก

และในตอนนี้ สวนโอลิมปิกแห่งนี้ก็ได้ทำหน้าที่เป็นสวนสาธารณะใหญ่ที่สุดและมีความหลากหลายทางธรรมชาติที่สุดแห่งหนึ่งในลอนดอน บริหารจัดการโดย London Legacy Development Corporation (LLDC)

Queen Elizabeth Olympic Park

เมื่อนักกีฬาสะดุดล้มก่อนถึงเส้นชัย

ถึงโอลิมปิกจะเป็นที่สุดแห่งโอกาสให้กับเมืองเจ้าภาพ

แต่ก็ต้องมีคนก้าวพลาดเหมือนกัน

กรีซเป็นต้นกำเนิดของโอลิมปิกโบราณที่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพครบรอบ 100 ปีในปี 1996 แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างจึงได้เป็นเจ้าภาพใน 8 ปีให้หลังแทน 

และกรีซก็กลายเป็นประเทศเล็กที่สุดที่ได้จัดโอลิมปิก

ทว่าเมื่อ Athens 2004 มาถึง เมืองก็ตกที่นั่งลำบาก หลายคนวิเคราะห์ว่าเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับหายนะทางการเงินของเมืองด้วยซ้ำไป ทั้งยังมีอัตราการว่างงานที่สูงเป็นประวัติการณ์ ปัญหาความยากจน ไปจนถึงการไร้ที่อยู่ของประชาชนในเมือง

อาจเป็นเพราะการใช้เงินเกินตัวและเกินงบประมาณที่ตั้งไว้เพื่อการจัดงานโดยเฉพาะ ไม่ได้คำนึงถึงการใช้งานหลังจบเกมไปแล้วเท่าไหร่นัก

เพื่อให้พร้อมที่สุด เอเธนส์สร้างทั้งรถราง ทางยกระดับ และสถานที่จัดงานต่าง ๆ แต่ทุกวันนี้สถานที่เหล่านั้นที่เคยมีชีวิตชีวากลับถูกปล่อยร้าง แม้จะมีการจัดงานที่ไม่เกี่ยวกับกีฬาอย่างงานแต่งงานบ้างก็ตาม (บางแหล่งข่าวก็ว่าบางสถานที่กลายเป็นบ่อนไปแล้ว)

ศูนย์พายเรือโอลิมปิกเก่า ณ เมืองมาราธอน อันเป็นที่มาของการแข่งขันความอดทน น้ำก็เหือดแห้งไปหมด และแทนที่ด้วยวัชพืชที่ไม่มีใครเข้าไปจัดการ

มากกว่านั้น หลายคนยังกล่าวถึงความล้มเหลวในการส่งเสริมการท่องเที่ยวหลังจบโอลิมปิกของรัฐบาลชุดต่อ ๆ มา เพราะแม้แต่โรงแรมที่สร้างขึ้นมารองรับการจัดงานก็เจ๊งไม่เป็นท่า แม้จะผ่านไปเพียง 1 ปี

สนามกีฬา Panathenaic

คู่ขนานไปกับกรณีของ Rio 2016 ที่พยายามใช้โอลิมปิกเป็นโอกาสในการพัฒนาเมือง ทั้งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่ง ฟื้นฟูย่าน และสร้างสถานที่ใหม่ ๆ มากมาย

แต่หลังจากนั้น สถานที่จัดโอลิมปิกหลายแห่งก็ประสบปัญหาการเงินเนื่องจากมีรายได้ไม่เพียงพอ สนามกีฬา Maracanã ถูกทิ้งร้างหลังผ่านไป 6 เดือน ส่วนสระว่ายน้ำก็แห้งเหือดและเลิกใช้งานไปเหมือนกัน 

การพยายามพัฒนาบางพื้นที่ก็ให้ผลเสีย เช่น Porto Maravilha กลายเป็นสถานที่ยอดนิยมด้านศิลปะและสิ่งแวดล้อม แต่กลับทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์สูงขึ้น และบีบคนรายได้น้อยออกไปจากบ้านของตัวเองกว่า 77,000 คน

อย่างไรก็ตาม นอกจากการเพิ่มโครงสร้างใหม่จะยากต่อการบูรณาการเข้ากับเมืองหลังโอลิมปิกแล้ว นักวิเคราะห์หลายคนก็มองว่าปัญหาของทั้งเอเธนส์และรีโอเดจาเนโรมีต้นตอมาตั้งแต่การที่เศรษฐกิจไม่แข็งแรงพอที่จะจัดงานด้วย

การจะเป็นเจ้าภาพได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริง ๆ

สนามกีฬา Maracanã (ก่อน)
สนามกีฬา Maracanã (6 เดือนให้หลัง)

โอลิมปิกของนักปฏิวัติ 

จากบทเรียนมากมายให้ศึกษา

โอลิมปิกสมัยใหม่ครั้งที่ 33 ของโลกและครั้งที่ 3 ของเมืองนี้ ปารีสจึงตัดสินใจพิสูจน์ความสามารถในการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกโดยสร้างโครงสร้างใหม่ให้น้อยที่สุด

เพราะโลกยุคนี้ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนยิ่งกว่าอะไรทั้งปวง

“เราโฟกัสการพัฒนาที่จับต้องได้อย่างสิ่งปลูกสร้างน้อยลง เน้นไปที่ผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจมากขึ้น” Marie Barsacq เผย

“เราพยายามส่งเสริมให้คนฝรั่งเศสกระตือรือร้นกันมากขึ้น เราเปลี่ยนการรับรู้ของผู้คนที่มีต่อคนพิการ และสร้างโอกาสให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งมีผลต่อพื้นที่ Seine-Saint-Denis และมีผลโดยตรงกับผู้คน”

Seine-Saint-Denis เคยเป็นบริเวณยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของปารีส แต่ขณะนี้หมู่บ้านโอลิมปิก พาราลิมปิก และศูนย์กีฬาทางน้ำแห่งใหม่ได้ถูกสร้างขึ้น

Seine-Saint-Denis

ถ้าถามว่าสถานที่เหล่านี้ยั่งยืนยังไงบ้าง ในเมื่อสร้างมาเพื่อโอลิมปิกโดยเฉพาะนี่นา

ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2024 เป็นต้นไป ที่นี่จะเปลี่ยนเป็นที่อยู่อาศัยถาวร หอพักนักเรียน และโรงแรม รวมแล้ว 2,500 แห่ง ทั้งยังพัฒนาสวนสาธารณะขนาดประมาณ 7 เฮกตาร์เพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ และเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายข้อตกลงของปารีสในปี 2050 ด้วย

ในวาระโอลิมปิกนี้ ยังมีการกำหนดเกณฑ์วางผังเมืองใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับความท้าทายด้านสภาพอากาศและที่อยู่อาศัยด้วย โดยแผนนี้จะเป็นแนวทางของปารีสจนถึงปี 2030

ส่วนความตั้งใจเดิมของปารีสที่จะส่งเสริมกิจกรรมกีฬาของทุกคนในเมือง ผู้หญิง คนพิการ ไม่ใช่แค่นักกีฬาตัวท็อปเท่านั้น ก็ดำเนินต่อไปด้วยโครงการต่าง ๆ และสถานที่เล่นกีฬา-เส้นทางกีฬานับพันแห่งที่ทยอยสร้างมาตลอด

ทั้งนี้ยังพยายามพัฒนาคุณภาพแม่น้ำแซน และจัดการกับปัญหา ‘หนู’ ครองเมืองให้อยู่หมัด (อันนี้เรียกว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ ก็แล้วแต่ใครจะใช้เกณฑ์แบบไหนตัดสิน)

adidas arena

แต่ adidas arena แห่งใหม่ใน La Chapelle ที่อยู่ทางตอนเหนือของเมืองถือเป็นข้อยกเว้น

“นี่จะเป็นโครงสร้างใหม่อย่างเดียวในปารีสที่ยังคงอยู่หลังจบงาน เพื่อตอบสนองความต้องการของคนท้องถิ่นให้ดีที่สุด” Nicolas Dupeux จาก Paris Entertainment Company ว่า บริเวณนี้จะกลายเป็นศูนย์กลางของชุมชนที่มีชีวิตชีวาตลอดทั้งปี

และนี่ก็คือการตีโจทย์ของ Paris 2024 แต่จะแรงดีจนพัฒนาเมืองได้ในระยะยาวหรือไม่นั้น คงต้องให้เวลาเป็นกรรมการตัดสิน

อีก 4 ปีข้างหน้าเรามารอดูลอสแอนเจลิสกันดีกว่าว่าจะท็อปฟอร์มขนาดไหน

ที่ปรึกษา ที่มาข้อมูล และภาพประกอบ
  • ยศพล บุญสม
  • https://dailyhive.com/vancouver/paris-2024
  • english-meiji.net/articles/4406
  • www.tomtom.com/newsroom/explainers-and-insights
  • www.archdaily.com/1018480
  • www.thenewdaily.com.au/life/2024/07/25/paris-olympics-rats
  • www.barcelona-metropolitan.com/features
  • www.uoc.edu/en/news/2022
  • olympics.com/ioc/news/london-2012-engaging-inspiring-and-transforming
  • olympics.com/ioc/news
  • www.thenationalnews.com/sport
  • www.independent.co.uk/sport/olympics
  • www.news.com.au/sport/olympics
  • www.nationalgeographic.com/travel
  • geographycasestudy.com/case-study-rio-olympics-2016
  • roadbook.com/travel
  • emag.directindustry.com/2024/02/12

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน