เราอยากชวนคุณหลับตาลงแล้วนึกถึงเด็ก 2 คน
คนหนึ่งเข้าเรียนหนังสือในโรงเรียนตามแบบวิถีเด็กที่ควรจะเป็น ได้ลอง ได้รู้ ได้ตามหาความฝัน จนเติบโตเป็นผู้ใหญ่แบบที่ตัวเองต้องการ
อีกคนหนึ่งไม่มีแม้แต่โอกาสได้ทำในสิ่งที่ชอบ เพียงเพราะเขาไม่ได้ถือสัญชาติไทย
ในอีก 20 ปีข้างหน้า อนาคตของเด็ก 2 คนนี้จะแตกต่างกันเพียงใด

นี่คือข้อเปรียบเทียบจาก แอน-ศิราพร แก้วสมบัติ หัวเรือสำคัญของ ‘มูลนิธิช่วยไร้พรมแดน’ (Help Without Frontiers Foundation Thailand) อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก มูลนิธิที่มีความตั้งมั่นว่าจะให้ความช่วยเหลือแก่เด็กพลัดถิ่นตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาอย่างเท่าเทียม เพื่อให้พวกเขามีอนาคตที่สดใส ปัจจุบันแอนมีศูนย์การเรียนรู้อยู่ภายใต้การดูแลกว่า 10 ศูนย์ โดยมีนักเรียนราว 2,300 คน
จากการพูดคุยกับแอนตลอด 1 ชั่วโมง หวนให้เรานึกถึงเรื่องราวในหนังสือ ศูนย์รับฝากความเสียใจ เล่าเรื่องพื้นที่ปลอบประโลมความเสียใจผ่านการส่งจดหมายหรือสิ่งของกลับไปให้คนในอดีต เพื่อหัวใจจะได้ถูกเยียวยา แต่การทำงานของมูลนิธิช่วยไร้พรมแดนเหมือนศูนย์รับฝากความฝันและความหวัง เป็นพื้นที่ที่เข้ามาดูแลหัวใจของเด็ก ๆ ที่รอคอยความหวัง และพร้อมเติบโตจนเป็นหัวใจที่แข็งแกร่งมากพอจะส่งต่ออะไรดี ๆ กลับคืนสังคมต่อไป

ปั้นใจ
มูลนิธิช่วยไร้พรมแดนก่อตั้งโดย เบนโน่ ร็อกล่า ชายหนุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดชาวอิตาลี หลังเดินทางมาเยี่ยมเพื่อนที่เป็นอาสาสมัครที่แม่ตาวคลินิก มุ่งเน้นการดูแลรักษาสำหรับผู้ป่วยแนวชายแดนไทย-เมียนมา ที่ อำเภอแม่สอด เบนโน่เห็นภาพคนยากไร้ เห็นพ่อแม่หอบลูกหนีสงคราม หนีการประท้วง พวกเขาต่างหวังจะเข้ามาแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าที่ประเทศไทย จากเหตุการณ์สะเทือนใจนี้ เบนโน่ที่เชื่อว่าการศึกษาจะทำให้ทุกคนมีความสามารถจึงริเริ่มการช่วยเหลือลูกหลานแรงงานเมียนมาตั้งแต่ปี 2000 และเดินทางกลับไปจดทะเบียนองค์กรการกุศลที่ประเทศอิตาลีในปี 2002 ก่อนหาเงินระดมทุนมาช่วยคนที่ชายแดนแม่สอด
2 ปีถัดมา เบนโน่พบแอนที่ทำอาชีพเป็นอาสาสมัครโดยบังเอิญ เขาใช้เวลาอีก 2 ปีหว่านล้อมให้แอนมาร่วมงานด้วย อย่างน้อยให้เป็นผู้ช่วยแปลภาษา จนเธอกลายเป็นเจ้าหน้าที่ไทยคนแรก และจดทะเบียนองค์กรเป็นหลักแหล่งในประเทศไทย
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตกปากตกคำคำขอของคนแปลกหน้า และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะไว้ใจส่งไม้ต่อให้คนแปลกหน้าดูแลมูลนิธิและออกแบบกิจกรรมมาจนถึงปัจจุบัน
แอนเปิดเผยกับเราว่า เธอเองก็เป็นเด็กยากจนที่ได้โอกาสทางการศึกษาเช่นกัน
แอนเติบโตมาในหมู่บ้านเล็ก ๆ ในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ที่มองการซื้อขายลูกสาวจากพ่อแม่เป็นเรื่องปกติ แต่ด้วยแอนเป็นเด็กเรียนดี จึงได้รับทุนการศึกษาจากศูนย์พัฒนาการศึกษาเพื่อลูกหญิงและชุมชนที่มุ่งเน้นเรื่องการช่วยเหลือเด็กผู้หญิง เธอมองพี่ ๆ ในมูลนิธิเป็นเหมือนไอดอลผู้ให้ชีวิตใหม่ จนหลุดพ้นจากการค้าประเวณีและเลี้ยงชีพตัวเองได้
แม้แม่สอดจะเป็นชายแดนเหมือนอำเภออื่น แต่ในสายตาแอนกลับต่างออกไป

“แม่สอดเป็นเมืองที่อยู่ไกล มีความเป็นพม่า บรรยากาศก็พม่า การมาที่นี่ทำให้เรารู้ว่าแม่สอดเป็นที่สุดของทุกอย่าง ที่สุดของปัญหาของความเหลื่อมล้ำ มากไปกว่านั้นคือเป็นสนามของปัญหาสังคม และเป็นจุดค้าขายสำคัญที่มีมูลค่าการส่งออกสูงระหว่างแดนไทย-เมียนมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ตลอด 18 ปีของการทำงาน เธอตอบคำถามเกี่ยวกับความตั้งใจในการช่วยเหลือชุมชนชายขอบนี้มานับร้อยครั้ง ครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่เธอเล่าให้เราฟังว่า “โดยปกติ ถ้าเป็นคนไทยจะมีรัฐบาลหรือหน่วยงาน สวัสดิการต่าง ๆ คอยสนับสนุน แต่คนต่างชาติที่เข้ามาหรือแม้แต่คนเมียนมา เขาไม่ได้รับสิทธิ์เหล่านั้นเลย
“มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรี ควรได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพเท่าเทียมกัน เพราะท้ายที่สุดเราต่างเติบโตและมีส่วนช่วยที่จะพัฒนาสังคมนี้ไปด้วยกัน เราไม่ควรตัดโอกาสเด็กเพียงเพราะเขาคือคนต่างแดน” เธอกล่าวอย่างหนักแน่น

ศูนย์กลางใจ
เหตุการณ์ยังไม่สงบนิ่งหลังเกิดรัฐประหารในเมียนมา ยังคงมีเสียงระเบิดดังเป็นระยะ ๆ หลายคนจึงยังไม่กล้ากลับบ้านเกิดในช่วงเวลานี้ แอนเล่าว่าในช่วงเวลาที่เด็ก ๆ ยังต้องเติบโตไปตามวัย อย่างน้อยให้พวกเขาได้อ่านออกเขียนได้ มีความรู้ติดตัวก็ยังดี
สิ่งที่ท้าทายมาก คือการชักจูงให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าการรอคอยหลายปีให้บุตรหลานมีการศึกษา มีศักดิ์ศรีในตัวเอง คุ้มค่ากว่าเงินที่ได้เพียงเล็กน้อยจากการขายแรงงานเด็ก หน้าที่ของมูลนิธิช่วยไร้พรมแดนจึงพยายามเข้าไปเติมเต็มเรื่องค่าศึกษาเล่าเรียน ค่าเครื่องแบบ รวมไปถึงโอกาสต่าง ๆ เพื่อให้ครอบครัวรู้ว่าการส่งลูกหลานเข้ารับศึกษาไม่ได้เป็นภาระ และผลลัพธ์ในอนาคตจะคุ้มค่า
แอนยกตัวอย่างให้เราฟังว่า มีน้องคนหนึ่งที่ได้รับการศึกษาและทำงานได้รับเงินเดือน 15,000 บาท สำหรับในชุมชนถือว่าเป็นเงินจำนวนมาก เมื่อพ่อแม่คนอื่น ๆ ในชุมชนเห็นก็เต็มใจจะส่งลูกหลานให้มาเรียนมากขึ้น

นิสัยพื้นเพของเด็กเมียนมาส่วนมากเป็นคนขยัน เนื่องจากต้องดิ้นรนในสังคมที่ถูกกดทับ ดังนั้นเมื่อมีโอกาส พวกเขาจะแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ แต่การมอบการศึกษาในประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มพูนทัศนคติและวัฒนธรรมไทยเข้าไปเสริมด้วย เพื่อให้พวกเขาเติบโตเป็นประชากรที่สมบูรณ์โดยที่ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ
เมื่อพูดถึงรูปแบบการศึกษาของลูกหลานผู้อพยพมี 2 รูปแบบด้วยกัน
รูปแบบแรก เข้าเรียนโรงเรียนในระบบรัฐบาล คล้ายกันกับระบบโรงเรียนรัฐไทยที่เด็กสัญชาติไทยมีสิทธิ์ในการเข้าศึกษา แต่ปัจจุบันโรงเรียนไม่มีพื้นที่เพียงพอจะรองรับเด็กอื่น ๆ นับว่าท้าทายสำหรับเด็กเมียนมาในการเข้าระบบโรงเรียน
อีกรูปแบบคือศูนย์การเรียนรู้ เกิดจากการรวมกลุ่มของชาวเมียนมาแต่ละชุมชนร่วมกันจัดตั้งห้องเรียนเล็ก ๆ โดยมีครูอาสาสมัครในชุมชนมาช่วยสอน ซึ่งมูลนิธิของแอนเข้าไปให้ความช่วยเหลือ จัดการระบบ ดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ส่งเสริมให้ศูนย์การเรียนมีประสิทธิภาพสูงที่สุด เช่น จัดสัมมนาอบรมครู บริการเรื่องความปลอดภัย และแนะแนวหลักสูตรต่าง ๆ โดยทำงานร่วมกับผู้นำชุมชน ปัจจุบันแอนมีศูนย์การเรียนรู้อยู่ภายใต้การดูแลกว่า 10 ศูนย์ โดยมีนักเรียนราว 2,300 คน

แต่ข้อจำกัด คือศูนย์การเรียนรู้อยู่นอกระบบการศึกษาตามกฎหมาย น้อง ๆ นักเรียนจะเอาวุฒิการศึกษาไปต่อระดับอาชีวศึกษาหรือระดับมหาวิทยาลัยไม่ได้
ในอนาคต แอนมีความฝันอยากสร้างโรงเรียนเอกชนประเภทสงเคราะห์ที่มีหลักสูตรแกนกลาง ยื่นวุฒิเข้าศึกษาต่อในระดับถัดไปได้
นอกจากการเรียนตามตำรา เธออยากเพิ่มบางทักษะที่จำเป็นต่อลูกหลานแรงงานเมียนมาเข้าไปในหลักสูตรด้วย อย่างเรื่องกฎหมายในประเทศไทย วิธีการปกป้องตัวเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ รับมือกับปัญหาสังคม รวมไปถึงทักษะชีวิตในด้านต่าง ๆ อีกด้วย

เกราะป้องกันใจ
แม้การศึกษาจะสำคัญ แต่แอนมองว่าควรสนับสนุนเรื่องรอบตัวเด็กด้วยเช่นกัน
“เราส่งเด็กไปเรียนหนังสือไม่ได้ถ้าพ่อแม่ยังอดอยาก จ่ายค่าเทอม ค่ารถ ค่าครู โดยที่ยังมีปัญหาเรื่องอื่น ๆ ในชุมชนอยู่ไม่ได้ เราจึงสนับสนุนเรื่องต่าง ๆ รอบตัวเขาเพื่อเตรียมความพร้อมว่า ถ้าเขาโตขึ้นจนออกจากระบบการศึกษาไปแล้ว จะมีทักษะชีวิตที่จำเป็นในการต่อสู้”
อย่างแรกคือด้านเยาวชน แอนก่อตั้งโครงการ Rays of Youth ช่วยให้ความรู้เรื่องปัญหาทางสังคมหรือชุมชนแก่เยาวชน เช่น การค้ามนุษย์ การใช้แรงงานเด็ก เพื่อให้พวกเขาเป็นกระบอกเสียงในการส่งสารออกไปในระดับชุมชน รวมถึงข้อมูลด้านสิทธิทางกฎหมาย อย่างเด็กที่เกิดในประเทศไทยมีสูติบัตรได้ แม้ไม่ใช่คนไทยก็ตาม


ถัดมาคือด้านสุขภาพและสุขอนามัยของเด็ก ๆ มูลนิธิของเธอส่งเสริมเรื่องความสะอาดภายในโรงเรียน การฉีดวัคซีน หรือถ้าเด็ก ๆ มีปัญหาสุขภาพทางบ้าน มูลนิธิก็เป็นตัวกลางในการดำเนินการติดต่อกับสถานบริการสุขภาพประจำชุมชน
อีกอย่างที่สำคัญคือการคุ้มครองเด็ก ทางมูลนิธิมีนโยบายที่เคร่งครัดเพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีของเด็กแต่ละคนโดยไม่แบ่งเพศ เชื้อชาติ ศาสนา และอัตลักษณ์ทางเพศ
สุดท้าย เพื่อมอบโอกาสในการสร้างอาชีพให้คนในชุมชน แอนก่อตั้งโครงการช่างตัดเสื้อแสนสุข (The Happy Tailor) หรือการจัดอมรมฝึกวิชาชีพให้กับหญิงสาวชาวเมียนมา เพื่อตัดเย็บชุดนักเรียนให้แก่นักเรียนในศูนย์การเรียนรู้
นอกเหนือจากนี้ ในช่วงเวลาที่มีเหตุการณ์ฉุกเฉินอย่างภัยพิบัติ ชาวเมียนมาเข้าถึงสิทธิ์และสวัสดิการจากรัฐบาลไทยไม่ได้ มูลนิธิจึงมีการสนับสนุนด้านการบรรเทาทุกข์ เข้าไปช่วยเหลือด้วยการแจกข้าวสารอาหารแห้งให้กับคนในชุมชน

หล่อเลี้ยงใจ
ถามถึงการส่งเด็กนับพันให้ถึงฝั่งฝัน นอกจากใช้ทั้งแรงงานและแรงใจแล้ว จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้คงเป็นเรื่องเงินทุน
ตามปกติเราจะคุ้นชินกับการมอบทุนการศึกษาด้วยเงินก้อนครั้งเดียว น้อยครั้งที่ผู้บริจาคจะมุ่งมั่นบริจาคระยะยาวและเฝ้ารอดูการเติบโตของเด็ก ๆ ในระยะ 10 – 20 ปี มูลนิธิช่วยไร้พรมแดนมีเป้าหมายในการพาเด็ก ๆ ถึงฝั่งฝันจนเป็นผู้ใหญ่ โดยปัจจุบันได้รับเงินสนับสนุนจากชาวต่างชาติเป็นส่วนมาก
แอนย้ำกับเราว่าผู้สนับสนุนต่างชาติเหล่านี้ไม่ได้เข้ามาแทรกแทรง บังคับ หรือล้มล้างการดำเนินงานของมูลนิธิเพื่อจุดประสงค์อื่นใด แต่เพื่ออนาคตของเยาวชนที่เติบโตท่ามกลางสมรภูมิที่ปะทุอยู่ในอำเภอแม่สอดเพียงเท่านั้น

“เขายอมรับในความแตกต่างที่เลือกเกิดไม่ได้ โดยคนที่มีโอกาสมากกว่าจะเข้ามาเติมเต็มคนที่ด้อยโอกาสกว่า เพื่อพัฒนาสังคมที่เราอยู่ไปพร้อม ๆ กัน”
ในวันนี้ ศูนย์รับฝากความฝันและความหวังของแอนยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลผลิตคุณภาพออกสู่สังคม โดยไม่แบ่งชนชั้น ฐานะ หรือเชื้อชาติ
เราถามแอนทิ้งท้ายก่อนจากกันว่า ในฐานะแม่ของลูกสาววัย 11 ปี มีเรื่องอะไรได้จากการทำงานในมูลนิธิช่วยไร้พรมแดนและอยากส่งต่อให้ลูกสาวบ้าง เธอครุ่นคิดไปพักหนึ่งก่อนตอบออกมา
“การที่มนุษย์คนหนึ่งมีโอกาสได้ลองทำอะไรสักอย่าง จงทำให้เต็มที่ เชื่อมั่นในตัวเอง ในวัยที่กำลังเติบโตคือโอกาสในการเสาะแสวงหาเส้นทางของตัวเอง หาสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขและนำสิ่งนั้นมาสร้างอาชีพและคุณค่าให้กับชีวิต”

