30 กรกฎาคม 2024
3 K

“ไม่เคยดูเลย!” คือคำตอบของ ผาล ภิรมย์ หลังเราถามว่า เจ้าขุนทอง เป็นรายการโปรดในวัยเด็กของเขาไหม ก่อนเจ้าตัวจะขยายความว่า เป็นเพราะเขาวิ่งเล่นในกองถ่ายจนเห็นเบื้องหลังหมดแล้ว นี่จึงไม่ใช่รายการที่เขารอดูทุกเช้าเหมือนเด็กคนอื่น 

ผาลเป็นลูกคนโตของ ครูอ้าว-เกียรติสุดา ภิรมย์ ผู้สร้าง เจ้าขุนทอง เพื่อให้เป็นรายการสอนภาษาไทยสำหรับเด็กผ่านหุ่นมือที่เป็นสัตว์ชนิดต่าง ๆ อย่างนกขุนทอง ไก่ จระเข้ ควาย หนู เป็นต้น ฉายทางช่อง 7 

“จริง ๆ เราโตในกองถ่ายอื่น ๆ มาก่อนจะมี เจ้าขุนทอง เพราะแม่ทำรายการเด็กมายาวนาน ตั้งแต่ สโมสรผึ้งน้อย เซ็นทรัลบัณฑิตน้อย สัก ป.6 มั้งที่แม่ทำ เจ้าขุนทอง ยุคแรก ๆ ผลิตรายการ 4 วันต่อสัปดาห์ เพื่อออกอากาศ 7 วัน” 

ถึงไม่ได้เป็นบิ๊กแฟน แต่ผาลออกตัวว่ารู้จักตัวละครทุกตัวในคณะเจ้าขุนทอง ชีวิตในกองถ่ายทำให้เขาค่อย ๆ ซึมซับลักษณะนิสัยแต่ละตัวละคร การเขียนบท การผลิตรายการ สิ่งที่จะกลายเป็นต้นทุนให้เขาในวันที่เข้ามารับช่วงต่อ 

พ.ศ.​ 2560 เป็นปีที่ เจ้าขุนทอง หลุดจากผังรายการช่อง 7HD หลังจากฉายมายาวนานจนกลายเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของช่อง บางคนคิดว่าคงเลิกทำถาวร แต่วันที่ 1 ตุลาคมปีนี้จะครบรอบ 33 ปี เจ้าขุนทอง ยังคงฉายมาเรื่อย ๆ มีรายการเพิ่มขึ้นอย่าง ฉงน ฉงาย สองควายช่างสงสัย และ ติ๋ง ติ๋ง หน้าต่างสายรุ้ง 

ภายในสตูดิโอย่านลาดพร้าว เป็นที่ทำการของ เจ้าขุนทอง ในปัจจุบัน ผาลนัดพบเราที่นี่เพื่อเล่าเรื่องราวการรับช่วงต่อดูแลธุรกิจจากแม่ สตูดิโอขนาดไม่ใหญ่มากนัก อาจเพราะอัดแน่นด้วยบรรดาหุ่นจำนวนเกินครึ่งร้อย บรรยากาศเงียบสงบมีแค่บุคคล 2 คนที่กำลังนั่งอยู่ พวกเขาต่างขะมักเขม้นกับของในมือ คนหนึ่งนั่งบนเก้าอี้กำลังประกอบร่างบางอย่าง ส่วนอีกคนทำแบบเดียวกัน 

ผาลอธิบายสิ่งที่ทั้ง 2 คนกำลังทำว่า เป็นการซ่อมแซมหุ่นละคร ถ้าหุ่นตัวไหนสภาพซ่อมไม่ได้ ก็จะต้องทำตัวใหม่ทดแทน อย่างเจ้าขุนทองก็เปลี่ยนใหม่ไปแล้วประมาณ 5 ครั้ง 

ชั้นลอยเป็นบริเวณที่ผาลจัดไว้สำหรับการพูดคุย รายล้อมไปด้วยหุ่นมือเช่นเดียวกัน ราวกับจะอยู่เป็นเพื่อนผาลที่กำลังเริ่มต้นเล่าเรื่องราวของเขาให้เราฟัง

ธุรกิจ : บริษัท ผองผล จำกัด

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2534

ประเภท : ผลิตสื่อ

ผู้ก่อตั้ง : ครูอ้าว-เกียรติสุดา ภิรมย์

ทายาทรุ่นสอง : ผาล ภิรมย์

อรุณเบิกฟ้า เจ้าขุนทองโบยบินออกมา

แม่ไม่ได้บอกผาลว่าทำไมถึงพาเขาไปที่กองถ่ายด้วยเสมอ ถ้าให้ผาลเดา คงเพราะแม่ต้องทำงานไปพร้อม ๆ กับเลี้ยงดูลูก บางครั้งก็ต้องหอบหิ้วลูกไปที่ทำงานด้วย

“บางทีนอนในห้องอัดเสียงแล้วตื่นไปโรงเรียนก็มี ชีวิตวัยเด็กมีอะไรแบบนี้เรื่อย ๆ เรารู้สึกสนุกดีนะ อาจเพราะเป็นคนอยู่ง่ายด้วย”

ไม่มีกิจกรรมอะไรให้เด็กคนหนึ่งทำมากนักในกองถ่าย การสังเกตเลยเป็นสิ่งที่ผาลทำ มองพี่ ๆ แต่ละคนทำอะไรบ้าง จนค่อย ๆ ซึมซับจนกลายเป็นความรู้ เขายกตัวอย่างการเชิดหุ่น หุ่นของเจ้าขุนทองเป็นหุ่นผสมระหว่างหุ่นมือ (Glove Puppet) และหุ่นไม้ค้ำ (Rod Puppet) ถือเป็นหุ่นที่ค่อนข้างใหญ่และมีน้ำหนัก คนแสดงจะสวมแขนข้างหนึ่งเข้าไป ส่วนอีกข้างไว้ขยับไม้บังคับแขนของหุ่น น้ำหนักของหุ่นแต่ละตัวไม่เท่ากัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือความหนัก

พื้นที่แสดงเป็นกรอบสี่เหลี่ยมที่จะเซตเป็นฉากต่าง ๆ ประหนึ่งเป็นหน้าจอโทรทัศน์ ผาลเล่าว่าการเชิดหุ่นต่อเนื่องต้องใช้ความอดทนสูง ประกอบกับน้ำหนักหุ่น การเชิดหุ่นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

“ต้องลองนะ จะได้รู้ว่าเวลาเชิดเป็นไง ยิ่งเชิดกับทีวีกับกล้อง เวลาเขาบอกไปทางซ้าย คนเชิดก็งงว่า ซ้ายไหน ซ้ายของเขา หรือซ้ายคนบอก”

เพื่อน ๆ พบหน้า พี่น้องพร้อมหมู่ ต่างมาทำรายการสุขสันต์

ชีวิตที่เติบโตในกองถ่ายไม่ได้ทำให้ผาลอยากโตมาทำสิ่งเดียวกัน เขาใช้ชีวิตตามความสนใจ เรียนจบจากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำงานรับจัดอีเวนต์ต่าง ๆ และงานสุดท้ายก่อนออกมาทำ เจ้าขุนทอง คือฝ่ายจัดกิจกรรมประจำมิวเซียมสยาม 

“ช่วงมหาลัยเราเริ่มช่วยงานที่บ้าน แม่ให้ไปแสดงเป็นตัวนั้นตัวนี้บ้าง จะได้ไม่ต้องจ้างคนอื่น ช่วยเขียนบท ช่วยจัดอีเวนต์ด้วยก็มี นอกจากทำรายการ เจ้าขุนทอง ช่วงแรก ๆ เราทำอีเวนต์ด้วย เลยเป็นฐานให้เราทำงานประเภทการจัดการได้” 

โรคหลอดเลือดสมองที่แม่อ้าวเป็น ทำให้ท่านต้องพักรักษาตัว เจ้าขุนทอง ขาดคนมาดูแล น้องชายเผื่อ ภิรมย์ เข้ามารับช่วงดูแลระยะแรก ผาลเข้ามารับช่วงต่อโดยไม่ได้มีเหตุผลยิ่งใหญ่ ตามที่เขาเล่าไว้ว่า เพราะทำได้เลยมารับทำ ประกอบกับตัวเองก็ไม่ได้มีสิ่งที่อยากทำเป็นพิเศษ

“เรารู้ตัวว่าทำได้และซึมซับมาตั้งแต่เด็ก รู้ว่าต้องเขียนบทยังไง งานแรกที่เราเริ่มทำเลยคือเขียนบท ช่วงแรกก็เขียนเกร็ง ๆ มีความจริงจังไปหน่อย แต่พื้นฐานเราเข้าใจตัวละคร รู้ว่าถ้าเป็นเจ้าขุนทองต้องพูดแบบนี้ หรือป้าไก่นิสัยเป็นอย่างไร เขียนบทไปสักพักก็เริ่มกลมขึ้น รับรู้ถึงความเป็นเจ้าขุนทองจนรู้สึกว่ามันไปต่อได้

“เรากับแม่คล้ายกันตรงชอบจินตนาการ มีความโบ๊ะบ๊ะ เลยอาจจะไปกันได้ในการทำ เจ้าขุนทอง มีทั้งส่วนที่เป็นสาระและความสนุกแบบที่เด็กชอบ”

10 ปีหลังที่เจ้าขุนทองยังฉายอยู่ช่อง 7HD เป็นช่วงเวลาที่ผาลเข้ามารับช่วงต่อพอดี เริ่มจากเขียนบทก่อนค่อย ๆ ไปควบคุมดูงานส่วนอื่น โดยมีแม่ที่แข็งแรงขึ้นมาช่วยสนับสนุนอีกทาง

“ทุกวันนี้ก็ยังช่วยกัน เรียกว่าทำงานควบคู่กันไป เพราะเราทำคนเดียวไม่ไหว สมมติต้องทำรายการ 50 ตอน เรากับแม่จะแบ่งกันเขียนบทคนละครึ่ง เสร็จแล้วก็เอามาแชร์กัน”

เจื้อยแจ้วเจรจาธุรกิจ

ช่วงผาลเข้ามาก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเวลารายการที่ลดจาก 30 นาทีเป็น 15 นาที หรือถูกย้ายไปออกอากาศช่วงเย็นแทน จนมาถึงวันที่หลุดจากผังช่อง 7HD 

“ตอนแม่ทำกับตอนเราทำมีความแตกต่างด้านบริบท ของเราต้องปรับตัวมากกว่า จากเมื่อก่อนที่ผลิตรายการป้อนให้ช่องได้แน่นอน ตอนนี้ต้องรุกหาทุนมากขึ้น ทำงานเป็นโปรเจกต์ ยิ่งเป็นรายการทีวีทุกวันนี้ยิ่งทำยาก ส่วนใหญ่คนไปดูออนไลน์ นี่ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับเราด้วย เราเองเป็นทีมเล็ก ๆ ทีมงานไม่เยอะ การผลิตจึงต้องวางแผนวางโครงสร้างก่อน ซึ่งตอนนี้กำลังทำอยู่นะ มีแผนอยากขยายไปออนไลน์มากขึ้น”

ปัจจุบันโมเดลการทำงานของ เจ้าขุนทอง เป็นการหาทุนผลิตรายการ 2 รายการที่กล่าวไปข้างต้นก็มาจากการขอทุนกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ฉายทางช่อง ALTV สนับสนุนการออกอากาศโดยไทยพีบีเอส

นอกจากนี้ ผาลยังพยายามนำ ‘การแสดงสด’ กลับมาด้วย โดยไม่นานนี้ได้ลองแสดงร่วมกับคณะละครปู๊นปู๊น คณะละครหุ่นสำหรับเด็ก ซึ่งเสียงตอบรับจากเด็กรุ่นใหม่ที่ยังคงรู้จักและชื่นชอบ เจ้าขุนทอง ช่วยให้คนทำงานมีกำลังใจอยากทำต่อไปเรื่อย ๆ

“เด็กเดี๋ยวนี้ยังรู้จักเรานะ พอออกไปแสดงถึงเห็นว่ามีเด็กรู้จักเรามากขึ้น ส่วนมากพ่อแม่เปิดให้ลูกดู เพราะพวกเขาก็เคยเป็นเด็กที่ดู เจ้าขุนทอง มาก่อน

“เราไม่กดดันในเชิงผลิตงานเลยนะ เวลาเขียนบทหรือคิดจะทำโน่นนี่ เป็นการที่ทำแล้วดีต่อใจมากกว่ากดดันตัวเอง การทำงานสร้างสรรค์ไม่ได้กดดันเราเลย เพราะเรารู้สึกว่ามันเป็นเรา ก็แค่เล่าเรื่องที่อยากเล่า ความกดดันเดียวที่มีคือสถานการณ์ทำงานทุกวันนี้ ถ้าหยุดหาเงิน ก็ไม่มีทุนมาสร้างงานต่อ เราจึงต้องทำต่อไปเรื่อย ๆ”

ขับขาน เติบโต เริงร่า ไปกับขุนทอง

“ทำสื่อสำหรับเด็กยากเสมอ เรารับรู้มาตลอด ทั้งเมื่อก่อนและตอนนี้รายการสำหรับเด็กก็มีน้อยมาตลอด เป็นเรื่องที่พูดมา 20 – 30 ปีแล้วว่าจะทำยังไงให้รายการเด็กได้รับการสนับสนุนมากกว่านี้ในประเทศไทย พูดซ้ำไปซ้ำมา ออกนโยบายมากมาย สุดท้ายก็ยังทำไม่ได้”

ชีวิตของผาลคลุกคลีอยู่ในโลกสื่อสำหรับเด็กตั้งแต่เขายังเป็นเด็กจนกลายเป็นผู้ผลิตสื่อเอง ผาลมองว่าการผลิตสื่อสำหรับเด็กยังคงยากเหมือนเมื่อ 30 กว่าปีก่อนที่แม่ทำ เพราะคนยังไม่ค่อยให้ความสำคัญเช่นเดิม กำไรเป็นปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้คนผลิตสื่อพยายามทำสิ่งที่ให้เงินได้

ตัวเขาไม่ได้เริ่มการทำงานด้วยเป้าหมายสร้างสรรค์สื่อให้เด็ก แต่การทำงานไปนาน ๆ ทำให้ผาลมองเห็นสิ่งที่ เจ้าขุนทอง มีและเป็นประโยชน์ ในวันที่น้อง ๆ หนู ๆ มีสื่อให้เลือกเสพมากมาย เขาก็อยากเป็นหนึ่งในตัวเลือกนั้น และหวังว่าสิ่งที่นำเสนอไปจะเป็นประโยชน์กับพวกเขา

เจ้าขุนทอง ตั้งต้นจากการสอนภาษาไทย แต่ทุกวันนี้เรื่องที่เราพูดกว้างไปกว่านั้นมาก เราพูดเรื่องสิ่งแวดล้อม การรู้เท่าทันโซเชียล หรือรายการ ติ๋ง ติ๋ง หน้าต่างสายรุ้ง ที่พูดเรื่องความหลากหลายทางการเรียนรู้และการอยู่ร่วมกันในสังคม หลายคนเข้าใจและเชื่อใจว่าพวกเราทำสิ่งที่หวังดี ใช่ นี่แหละคือสิ่งที่เราต้องการ เราอยากให้ เจ้าขุนทอง ได้ทำสิ่งเหล่านี้ต่อไปเรื่อย ๆ”

“It takes a village to raise a child.” เขาจึงหวังให้ เจ้าขุนทอง เป็นหนึ่งตัวเลือกที่เด็ก ๆ จะเปิดดู และเมื่อดูแล้ว พวกเขาก็จะได้อะไรกลับไปบ้าง

“ในมุมเรา จุดแข็งของ เจ้าขุนทอง คือสิ่งที่ตัวละครทำมาตลอด นำเสนอเรื่องราวที่ดี ๆ คนดูแล้วรู้สึกว่ามีประโยชน์ มีคุณค่า เขากำลังรักษาอะไรบางอย่างอยู่ เช่น รักษาวัฒนธรรมไทยและความหลากหลายของแก๊งตัวละคร สัตว์ประเภทต่าง ๆ รวมไปถึงวัย เหมือนสังคมไทยเราที่มีพ่อแม่ปู่ย่าตายาย คนจึงรู้สึกเชื่อมโยงและผูกพันเหมือนเป็นพี่น้องที่โตมาด้วยกัน”

ส่วนจุดอ่อน เจ้าตัวรีบบอกทันทีว่ายังคงเป็นเรื่องการทำธุรกิจ เป็นโจทย์ที่ผาลต้องทำการบ้านต่อไป ระหว่างได้ทำงานที่รัก ขณะเดียวกันก็ให้มีรายได้เพียงพอที่จะได้ทำสิ่งนี้อีกนาน

ยิ้มรับวันใหม่ ยิ้มให้แก่กันเรื่อยไป

ช่องทางออนไลน์ การแสดงสด ผลิตสินค้า เวิร์กช็อป สื่อการเรียนรู้สำหรับเด็ก ไอเดียที่ผาลทดไว้ในใจว่าเขาจะทำเพื่อให้ เจ้าขุนทอง แข็งแรงขึ้น

“ไอเดียวนมาตลอด อยากทำโน่นนี่ อยากทำหนังสือนิทาน ซึ่งกำลังปรึกษากับสำนักพิมพ์อยู่ แต่คงไม่ใช่งานเร็ว ๆ นี้ อาจจะเริ่มปลายปี ยังไม่รู้ว่าจะเล่าเรื่องอะไร แต่เรามีบทและเรื่องราวเยอะมาก คิดว่าเดี๋ยวเอามาทำได้ ตอนนี้เราอยากหาเงินเป็นก้อนเพื่อมาผลิตงานให้คนดูโดยไม่ต้องเสียเงิน ซึ่งวิธีการก็อาจมาจากการขายสินค้า”

ระหว่างที่เห็นว่าผาลทุ่มเทให้เจ้าขุนทองมากแค่ไหน เราก็เลยอยากรู้ความฝันในชีวิตของเขาบ้างว่า อะไรคือสิ่งที่ทายาทรายการเด็กในตำนานคนนี้อยากทำ 

ผาลบอกว่า เจ้าขุนทอง กลายเป็นความผูกพันจนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไปแล้ว การได้ต่อยอดธุรกิจนี้ก็เหมือนได้ใช้ชีวิตและเติบโตไปด้วยกัน

“ไม่ใช่ความรู้สึกแบบ โอ้ เรารัก เจ้าขุนทอง มาก แต่มันคืออีกสิ่งที่เติบโตมาด้วยกัน ไม่รู้จะแยกออกไปยังไง เป็นพี่น้องกันมา เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันไปแล้ว เราจึงอยากให้ เจ้าขุนทอง อยู่ต่อไปได้เรื่อย ๆ โดยอยู่อย่างมีความหมายและเป็นสิ่งดี ๆ สำหรับคนดูเหมือนที่เป็นมา” 

Writer

เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

ชีวิตขับเคลื่อนด้วยแสงแดดและหวานร้อย

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ