โรงเส้นหมี่ชอเฮง คือธุรกิจครอบครัวที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 90 ปี และเชี่ยวชาญด้านการแปรรูปข้าวเพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเริ่มจากผลิตเส้นหมี่และแป้งทำอาหารตราเอราวัณ ก่อนจะต่อยอดมาเป็น Reiscare แป้งเด็กจากข้าว ไร้สารทัลคัม และ Lady Audrey แป้งคุมมันสำหรับผิวแพ้ง่าย ภายใต้ บริษัท เนอเชอร์แคร์ จำกัด
หากธุรกิจเปรียบเสมือนต้นไม้ โรงเส้นหมี่ชอเฮงคงเป็นต้นไม้อายุ 90 ปีที่หยั่งรากลึกอย่างมั่นคง แล้วแตกกิ่งก้านสาขาไปมากมาย ด้วยเคล็ดลับสำคัญอย่างหนึ่ง คือการดูแลใส่ใจ ‘กำลังคน’ อย่างเสมอต้นเสมอปลายมาจนถึงรุ่นที่ 4
สวัสดิการของที่นี่จึงไม่ธรรมดา ทั้งการดูแลคุณภาพชีวิตแรงงานข้ามชาติตั้งแต่ยังไม่เริ่มงานวันแรก งบประมาณสำหรับซื้ออุปกรณ์การเรียนให้ลูกหลานพนักงาน ไปจนถึงการปรับเนื้องานให้เหมาะสมกับสุขภาพของพนักงานสูงวัยที่ยังไม่อยากเกษียณ โดยไม่ลดทอนค่าตอบแทน
“ทวดผมนั่งเรือจากเมืองจีนมารับจ้างแบกหามในไทยเหมือนคนจีนทั่วไป พอเริ่มเก็บเงินได้ ก็ทำธุรกิจของตัวเอง เราเริ่มจากเส้นหมี่ก่อน จึงเป็นชื่อโรงเส้นหมี่ชอเฮงมาจนถึงปัจจุบัน เราทำเส้นหมี่แถวย่านปทุมวันแล้วย้ายไปตรงภาษีเจริญ จนกระทั่ง 50 ปีที่แล้ว โรงงานเราย้ายมาอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม หลังจากนั้นก็เริ่มมีผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รวมทั้งหมดเราเปิดมาประมาณ 90 ปี”
บลู-วาทิต วงศ์สุรไกร กรรมการบริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด หนึ่งในทายาทรุ่นสี่ที่ดูแลด้านทรัพยากรบุคคลและ CSR เล่าประวัติบริษัทจบในไม่กี่บรรทัด
กว่าจะสร้างเนื้อสร้างตัวมาอย่างทุกวันนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะรุ่นแรกที่เพิ่งขยับจากการใช้แรงงานสู่เจ้าของกิจการขนาดใหญ่ คุณทวดของบลูจึงเข้าใจหัวอกคนทำงานเป็นอย่างดี
“อย่างนโยบายไม่บังคับเกษียณอายุมีตั้งแต่สมัยคุณทวดแล้ว เพราะแต่ก่อนคนที่มาทำงานด้วยกันเหมือนเป็นครอบครัว ทุกคนกินข้าวหม้อเดียวกัน ต้องดูแลเขาไปด้วยกัน”
นั่นคือแนวคิดที่ตกทอดมาตั้งแต่รุ่นแรก จนกลายเป็นเหมือนดีเอ็นเอของเหล่าผู้บริหารโรงเส้นหมี่ชอเฮงที่ใส่ใจพนักงาน 1,700 คน เหมือนสมาชิกในครอบครัว

เส้นทางการเกษียณที่เลือกได้
หนึ่งในนโยบายเด่นของโรงงานแห่งนี้ คือการไม่บังคับเกษียณอายุ โดยพนักงานที่ทำงานมาอย่างยาวนานจนถึงช่วงวัยเกษียณ ‘เลือกได้’ หลายเส้นทาง
- หากคุณอยากพักผ่อน ก็เลือกเกษียณอายุแล้วรับเงินก้อนตามที่กฎหมายกำหนดได้
- หากคุณไม่พร้อมเกษียณ แต่ยังรักงานเก่า ก็เริ่มต้นใหม่กับงานเดิมได้ โดยใช้เรี่ยวแรงน้อยลง และใช้ศักยภาพมากขึ้น จาก ‘ชั่วโมงบิน’ ที่เยอะกว่าใคร ๆ บลูยกตัวอย่างพนักงาน 2 คนที่อายุมากที่สุดในโรงเส้นหมี่ชอเฮง คือ น้าชัย กับ น้านวย
“เขาน่าจะอายุ 90 กว่าปี ตอนนี้เขาเสียไปแล้ว น้าชัยดูแลเกี่ยวกับการเงินในออฟฟิศ ตอนหลังเขาดึงคนมาช่วย แล้วเป็น Supervisor แทน ส่วนน้านวยดูแลเรื่องทั่วไป คอยขับรถกอล์ฟสำรวจว่าอาคารนี้มีส่วนไหนต้องซ่อมแซมไหม” - หากคุณยังไม่พร้อมเกษียณ ใจอยากเปิดรับประสบการณ์ใหม่ ๆ แต่ร่างกายไม่แข็งแรงอย่างเก่า ก็เปลี่ยนไปทำงานอื่นได้เช่นกัน

“ถ้าสูงอายุหรือไม่สบาย เช่น บาดเจ็บ ผ่าตัดหลัง หรือขาไม่ดี หลายคนย้ายมาเป็นแม่บ้านทำความสะอาดในโซนออฟฟิศ ทำงานในร่ม เหนื่อยก็พัก ไหวก็ทำต่อ หรืองานรดน้ำต้นไม้ที่ไม่ต้องใช้แรงมากนัก”
และไม่ว่าจะทำงานต่อไปในรูปแบบไหน คุณจะไม่ถูกลดเงินเดือนไปจากเดิม แถมไม่ต้องกลัวว่าจะเหงา เพราะมีผองเพื่อนวัยเกษียณนับร้อยที่ยังคงสถานะพนักงานประจำในโรงงานแห่งนี้
“ถ้าสังเกต คนที่เกษียณไปส่วนใหญ่ เจอกันอีกทีเขาจะดูโทรมเร็ว แก่เร็วมาก เพราะเราเป็นสัตว์สังคม อยู่บ้านแป๊บเดียวอาจจะเฉา แต่ถ้าได้ออกมาเจอเพื่อนร่วมงาน ยังทำงานอยู่ เขาก็จะกระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่า สมองได้ทำงานไปด้วย” นี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่วัยเก๋าหลายคนยังอยากทำงานต่อไป นอกเหนือไปจากเรื่องรายได้ที่มั่นคง

แนวคิดที่ส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น
นโยบายไม่มีบังคับเกษียณอายุนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นมาในยุคของบลู แต่ส่งต่อมาอย่างยาวนานตั้งแต่รุ่นคุณทวด ด้วยความเชื่อว่าเราควรดูแลคนใกล้ชิดที่ผ่านอะไรมาด้วยกันก่อน
“ไม่ว่าคุณพ่อหรือคุณอา เขาจะสอนเรื่องเดียวกัน คือถ้าไปทำบุญ ก่อนทำให้คนไกลตัว ให้หันมาดูคนใกล้ตัวก่อน เพราะบางทีคนใกล้ตัวยังเดือดร้อน ยังลำบากอยู่เลย ทั้งที่เขาคอยช่วยงานเรา ผ่านวิกฤตเยอะแยะมาด้วยกัน เช่น น้ำท่วมใน พ.ศ. 2554 ถ้าเราปล่อยให้น้ำเข้ามา ก็น่าจะท่วมเกินโต๊ะในออฟฟิศนี้แล้ว เพราะโรงงานเป็นที่ต่ำ แต่เราได้น้านวยที่ตอนนั้นอายุ 80 กว่าปี เขาช่วยเกณฑ์คนมาขนกระสอบทราย ทำเขื่อน ทำคันดิน แล้วเขารู้จักคนในพื้นที่เยอะ เลยติดตามได้ว่าน้ำมาถึงคลองไหน ไปถึงไหนแล้ว จนช่วยให้น้ำไม่ท่วมโรงงานนี้ รวมถึงชุมชนตรงนี้ด้วย”
ดังนั้น ในมุมบริษัท หากใช้ศักยภาพของวัยเก๋าได้อย่างถูกจุด ก็พลิกเป็นข้อดีที่ไม่เหมือนใครได้เช่นกัน
“ถ้าเราเลือกจ้างคนใหม่ เงินเดือนย่อมน้อยกว่าอยู่แล้ว ซึ่งเขาก็ทำงานได้ ในแง่ของแรงงาน แต่คนที่ทำงานมานานเขารู้แล้วว่าโรงงานนี้มีอะไรบ้าง เขาเคยเห็นตั้งแต่โรงงานเพิ่งสร้าง ช่วยดูแลได้หลายอย่าง และความซื่อสัตย์ ความรักในโรงงาน ถูกพิสูจน์มาแล้ว”
อุ่นใจตั้งแต่ก่อนวัยเกษียณ
นอกจากการดูแลผู้สูงวัยแล้ว ยังมีนโยบายอื่น ๆ ที่ช่วยให้พนักงานอุ่นใจตั้งแต่ก่อนวัยเกษียณอีกด้วย เริ่มมาตั้งแต่การคัดคนเข้าทำงาน ซึ่งหลายคนเป็นแรงงานต่างด้าว จึงนำเข้าโดยระบบ MOU ตามกฎหมาย
“เขานั่งรถกันมาจากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ใช้เวลา 3 วัน พอมาถึงดันติดช่วงวันหยุดพอดี เลยยังไม่ได้เริ่มงานทันที บางคนมาถึงแล้วไม่มีเงินสักบาท เรื่องที่อยู่อาศัยเราต้องจัดหาให้เขาตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่พวกเครื่องนอน เครื่องใช้ อาหารการกิน บางคนไม่มีเลย เราเลยรีบบอกพ่อครัวให้ทำอะไรง่าย ๆ ให้เขากินทั้ง 3 มื้อ ตลอด 2 – 3 วันก่อนวันเริ่มงาน แล้วจัดของใช้ให้เขาด้วย ปรากฏว่าบริษัทจัดหางานที่พม่าโทรมาถามว่า คุณไปทำอะไรมาเนี่ย (หัวเราะ) เพราะมีคนโทรกลับบ้านมาบอกเพื่อน ๆ ว่า ถ้าที่นี่เปิดรับอีก ให้รีบมาสมัครเลยนะ
“เวลาเราเห็นเขาลำบาก บางทีไม่ได้อยู่ในระเบียบ ขั้นตอน หรือคิดไว้ว่าจะทำหรอก แต่เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินตอนนั้นแล้วก็ตัดสินใจกันเลย” บลูให้เหตุผลแล้วเล่าต่อว่า ก่อนหน้านี้โรงเส้นหมี่ชอเฮงเคยมีสวัสดิการอาหารกลางวันฟรีสำหรับพนักงาน แต่เกิดปัญหาอาหารเหลือทิ้งจำนวนมากและเมนูไม่หลากหลาย สวัสดิการดังกล่าวจึงยกเลิกไป แล้วเพิ่มค่าแรงให้พนักงานไปอุดหนุนร้านในชุมชนโดยรอบแทน ส่วนพื้นที่ที่เคยเป็นโรงอาหาร ปัจจุบันกลายเป็นโถงขนาดใหญ่ที่อนุญาตให้พนักงานมาใช้ฟรีในยามจำเป็น ซึ่งเคยมีคนมาจัดพิธีแต่งงานในพื้นที่แห่งนี้ โดยไม่เสียค่าเช่าสถานที่เลยสักบาท


หากเดินถัดมาจากห้องโถงอีกนิดจะพบโรงยิมกว้างขวาง อุปกรณ์ครบครัน เพื่อให้พนักงานมาออกกำลังกายได้ฟรีในเวลาว่าง ซึ่งบลูเล่าว่าเขาเองก็เป็นหนึ่งในคนที่มาใช้บริการโรงยิมแห่งนี้บ่อย ๆ พนักงานที่นี่จึงพบปะพูดคุยกับผู้บริหารได้ง่าย ไม่ต้องเดินเข้าไปในห้องแอร์เย็น ๆ เท่านั้น

ดูแลไปจนถึงลูกหลานและครอบครัวของพนักงาน
นอกจากการดูแลคุณภาพชีวิตโดยรวมแล้ว หากพนักงานคนไหนมีลูกหลานก็รู้สึกอุ่นใจได้จากสวัสดิการที่นึกถึงครอบครัวพนักงานด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นงบค่าอุปกรณ์การเรียนในช่วงเปิดเทอมสำหรับลูกพนักงานคนละ 500 บาท ทุนการศึกษาให้ลูกหลานพนักงานที่มีผลการเรียนดี ไปจนถึงการดูแลครอบครัวพนักงานในช่วงวิฤตโควิด-19
“เรามีงบส่วน CSR อยู่แล้ว ก็แค่มาจัดสรรว่าทำแบบนี้ดีไหม ซึ่งปรับเปลี่ยนไปตามแต่ละปี ต้องดูความจำเป็นของปีนั้น ๆ ก่อน อย่างปีที่มีวิกฤตโควิด-19 เราก็เอาไปลงตรงนั้นหมดเลย เพราะเราทำโรงพยาบาลสนาม รับดูแลทั้งลูกหลานพ่อแม่ของพนักงาน ใครติดก็รับมาหมดเลย มีข้าว 3 มื้อ ยารักษาโรค ซื้อมุ้ง ซื้อที่นอนให้ ถ้าเกินงบประมาณไปเยอะ ผู้ใหญ่เขาจะบอกเสมอว่าเต็มที่เลย เอาชีวิตคนเป็นหลักไว้ก่อน”


“ตอนนั้นนับว่าเราโชคดีที่บริษัทมีกำไรและโชคดีที่ผู้บริหารระดับสูงเห็นตรงกันว่าต้องช่วยเต็มที่ ทุกคนบอกเลยว่า ไม่จำกัดงบนะ ช่วยให้ได้มากที่สุด ดังนั้น อะไรที่เราเห็นว่าจำเป็น เป็นประโยชน์ และเร่งด่วน ก็ทำได้เลย”
โรงเส้นหมี่ชอเฮงจึงเต็มไปด้วยกลิ่นอายความผูกพันและการดูแลกันและกันของผู้คน ราวกับครอบครัวที่ใส่ใจความเป็นอยู่ของสมาชิกในบ้าน ตั้งแต่เริ่มทำงานจนถึงวัยเกษียณ
แต่เมื่อเป็นธุรกิจ เราจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าที่นี่วัดผลลัพธ์ของโครงการต่าง ๆ อย่างไร หรือจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่ทำนั้นมาถูกทางแล้ว บลูให้คำตอบว่าเขาไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นเลย อย่างมากที่สุดคือการจัดหาสวัสดิการตามที่กฎหมายกำหนดให้ครบถ้วน ส่วนสวัสดิการที่เพิ่มเข้ามา เขาตั้งต้นจากคุณภาพชีวิตของผู้คนก่อน เพราะเรื่องการบริหารทรัพยากรบุคคล หากคิดคำนวณเรื่องความ ‘คุ้มค่า’ มากจนเกินไป นโยบายและโครงการเหล่านี้อาจไม่มีโอกาสได้เกิดขึ้น
“เปิดใจให้กว้าง รับฟังปัญหา รับฟังความเดือดร้อนของเขาก่อน ส่วนจะแก้ได้หรือไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที” บลูเล่าถึงวิธีคิดของเขา ก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า
“คนเราถ้าไม่มีเรื่องทุกข์ เขาจะมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น และยิ่งเขามั่นใจว่า ถ้าเกิดวิกฤตแล้วบริษัทจะไม่ทิ้งเขา เขาก็จะเต็มที่กับเรา แต่ถ้าบริษัททิ้งเขา เขาก็ไม่ให้ใจเราเช่นเดียวกัน”

Website : www.choheng.com/th
