29 กรกฎาคม 2024
6 K

หากไม่รู้จักเจ้าของหรือไม่ได้เป็นลูกค้าของเขามาก่อน คงไม่อาจรู้ได้เลยว่าในย่านราชวงศ์ หนึ่งในย่านการค้าเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ซึ่งเรียงรายด้วยร้านซ่อมวิทยุ ร้านขายอะไหล่มอเตอร์ไซค์ แผงทุเรียน คาเฟ่ ฯลฯ จะมีอาณาจักรเล็ก ๆ ของเครื่องแต่งกายย้อนยุคและงานแอนทีกจากประเทศเมียนมาซ่อนตัวอยู่

ชเว ผ้าพิมพ์ลุนตยา’ คือชื่อของอาณาจักรดังกล่าว ที่นี่คือร้านขายสินค้าแอนทีกและผ้าพิมพ์ลายลุนตยาตามแบบฉบับของราชวงศ์พม่า ร้านที่เริ่มต้นจากความรักในศิลปวัฒนธรรมพม่าของเจ้าของ สู่การอยู่เบื้องหลังงานเครื่องแต่งกายในกองถ่ายละครพีเรียดดังอย่าง รากนครา และ เล่ห์ลุนตยา รวมถึงเป็นขวัญใจของช่างฟ้อนและคนรักการแต่งกายสไตล์พม่าย้อนยุคทั้งในและต่างประเทศ

จ่อย-อินทนนท์ สุกกรี คือเจ้าของร้านดังกล่าว เขาเป็นชาวเชียงใหม่โดยกำเนิด หากก็มีเชื้อสายพม่าอยู่ลึก ๆ จาก 2 ช่วงบรรพบุรุษ จ่อยเรียนจบด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ เคยทำงานโรงแรม เป็นนักวิจัยด้านสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น และปัจจุบันทำงานประจำเป็นนักส่งเสริมองค์ความรู้ประจำศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) เชียงใหม่ ควบคู่กับการเปิดร้านแห่งนี้บนชั้น 2 ของอาคารพาณิชย์หลังหนึ่งในย่านราชวงศ์ เขาจะเปิดต้อนรับลูกค้าหลัง 1 ทุ่มของทุกวัน หลัง TCDC ปิด

“จริง ๆ จะเรียกว่าร้านก็ไม่ใช่เสียทีเดียว มันเป็นทั้งห้องรับแขก ห้องทำงานส่วนตัว คลังสะสม ไปจนถึงสตูดิโอถ่ายภาพกับชุดโบราณไปพร้อมกันดีกว่าครับ” จ่อยพูดถึงห้องที่มีพื้นที่ราว 50 ตารางเมตรภายในอัดแน่นอย่างเป็นสัดส่วนด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สักอายุนับร้อยปี ของตกแต่งจากศตวรรษที่แล้ว เครื่องประดับ รูปถ่ายโบราณ ภาพสเกตช์ฝีมือของเขาเอง กองหนังสือ และแน่นอน ผ้าทอและผ้าพิมพ์ลายโบราณที่เป็นทั้งสินค้าและของสะสมส่วนตัว

เคยเจอผีบ้างไหมเนี่ย

ผมถามหยอกพลางพิจารณาสิ่งของทั่วห้อง ถ้าบวกอายุทุกอย่างรวมกัน อาจจะเก่ากว่าพุทธกาล

จ่อยหัวเราะ “เรื่องยาวเลยนะครับ”

แต่นั่นล่ะ บทความนี้เราคุยกันถึงร้านของเขา เพื่อไม่ให้เป็นการใช้พื้นที่เกินไป เราจึงขอเล่าแค่เรื่องเส้นทางการขายผ้าพิมพ์ลายพม่าของเขา… ไม่สิ ที่นี่ยังเป็นร้านขายของแอนทีก สตูดิโอถ่ายรูปให้เช่า ไหนจะห้องทำงานและห้องรับแขกในบ้านของเขาอีก…

เริ่มยังไงล่ะทีนี้

(หมายเหตุ : เนื่องจากพม่าที่จ่อยกล่าวถึงในบทความนี้หมายถึงผู้คนเชื้อชาติพม่าที่อาศัยอยู่ในประเทศเมียนมา เราจึงขอใช้คำว่าพม่าในการเรียกถึงดินแดนหรือวัฒนธรรมที่จ่อยอ้างถึง และใช้คำว่าเมียนมาในฐานะประเทศทั้งประเทศแทน)

พม่าระลึก

จ่อยมีชื่อภาษาพม่าว่า โกทุดข่าวง์ (ကိုထွဋ်​ခေါင်) เป็นชื่อที่ตั้งโดยอาจารย์สอนภาษาพม่าของเขาเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ทุดข่าวง์ แปลว่า ‘มาเหนือ’ หรือ ‘มาเป็นที่หนึ่ง’ ผู้ตั้งชื่อเลือกอักษร ထ (ท) จากการที่จ่อยเกิดวันเสาร์ และอ้างอิงความหมายมาจากชื่อภาษาไทย (อินทนนท์) ของเขา ซึ่งมาจากดอยอินทนนท์ ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศ

อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่เกิดและอีกหลายปีก่อนจะได้ชื่อนี้ จ่อยยอมรับว่าเขาแทบไม่มีความสนใจอะไรเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านแห่งนี้เลย

“ผมได้ยินมาตั้งแต่เด็กแล้วว่าตัวเองมีเชื้อสายพม่า ตระกูลแม่เป็นคนลำปาง ตาของผมเป็นลูกเสี้ยวอังกฤษ-พม่า ซึ่งเกิดจากพ่อที่เป็นคนพม่ากับแม่ที่เป็นลูกครึ่งอังกฤษ ช่วงศตวรรษที่แล้ว คนอังกฤษและพม่าเข้ามาทำสัมปทานค้าไม้ในภาคเหนือเราเยอะมาก เทียดของผมหรือทวดของแม่ คือ คุณวิลเลียม เรจินัลด์ ดิบบ์ ท่านเป็นหนึ่งในกลุ่มนายห้างป่าไม้ที่เป็นคนอังกฤษในสมัยนั้น 

“พอแม่แต่งงานกับพ่อที่เป็นคนภาคกลางเลยย้ายมาเลี้ยงผมที่เชียงใหม่ โดยทุกครั้งที่กลับไปดำหัวครอบครัวแม่ที่ลำปางก็มักจะได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้ แต่ไม่ได้สนใจมากไปกว่านั้น” 

จ่อยเล่าพลางชี้ให้ดูรูปถ่ายของครอบครัวที่แขวนใส่กรอบบนผนัง เขารวบรวมรูปถ่ายเหล่านี้หลังจากที่เริ่มอินกับศิลปะพม่า ก่อนจะกลับมาศึกษาสาแหรกของครอบครัวตัวเองอย่างลงลึก

แล้วอะไรที่ทำให้คุณหันมาสนใจศิลปะพม่า – ผมถามต่อ

อาจารย์ต้อม” จ่อยตอบ เขาหมายถึง ศ.ดร.ระวิวรรณ โอฬารรัตน์มณี อดีตคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เพิ่งจากไปก่อนวัยอันควรด้วยโรคมะเร็งปอดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

จ่อยเล่าว่าหลังจากเรียนจบที่คณะสถาปัตยฯ มช. เขาพบว่าแม้ตัวเองจะชอบงานออกแบบ แต่กลับไม่สนุกกับการคุมไซต์ก่อสร้าง จึงเบนเข็มมาทำงานด้านโรงแรมในเชียงใหม่ ก่อนจะได้ทุนแลกเปลี่ยนไปทำงานโรงแรมที่เบลเยียมช่วงหนึ่ง หลังจากนั้นเขากลับมาบวช และสึกออกมาเรียนต่อปริญญาโท สาขาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่สถาบันเดิม จึงได้กลับมาเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ต้อมอีกครั้ง

“อาจารย์ต้อมเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของผม ระหว่างที่เรียนปริญญาโท ความที่ผมวาดรูปสเกตช์ได้ แกเลยชวนร่วมทริปทำวิจัยเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของชาวไทในรัฐอัสสัมที่อินเดีย (ต่อมาได้ตีพิมพ์เป็นหนังสือ บ้านเรือน ตัวตน คนไท ในอินเดีย – ผู้เขียน) ระหว่างนั้นก็มีโอกาสได้เดินทางไปศึกษาบ้านเรือนของผู้คนในรัฐฉานที่เป็นศูนย์กลางของชาวไทใหญ่ ช่วงนั้นเลยเริ่มซึมซับทั้งสถาปัตยกรรมและข้าวของเครื่องใช้ของชาวไท ก่อนจะขยายความสนใจไปยังชนเผ่าพม่า” จ่อยย้อนความหลัง

จากการที่ต้องเข้า-ออกรัฐฉานและในหลายภูมิภาคของประเทศเมียนมา เพื่อทำวิจัยอยู่หลายครั้ง อาจารย์ต้อมเลยแนะนำให้จ่อยไปเรียนภาษาพม่าโดยตรงที่คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่นั่นเองที่ทำให้เขาได้ชื่อใหม่อีกชื่อว่า ‘โกทุดข่าวง์’

และโลกแห่งศิลปวัฒนธรรมพม่าของจ่อยก็เริ่มต้น พร้อมกับทักษะทางภาษาที่ 3 ในชีวิต

“เหมือนพอเราเริ่มพูดภาษาเขาได้ และได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับศิลปะบ้านเขามาก ๆ เข้าก็เหมือนร้อนวิชา ราวปี 2015 ผมเลยตัดสินใจซื้อตั๋วเดินทางไปย่างกุ้งคนเดียว อยากไปเห็นเจดีย์ชเวดากองกับพวกตึกโคโลเนียลของเขาดูสักครั้ง ซึ่งพอได้ไป ผมพบว่าที่นั่นมีของเก่าที่มีเรื่องราวและน่าสะสมอยู่เต็มไปหมด

“เท่านั้นแหละ จากที่คิดว่าไปเที่ยวสักครั้งในชีวิต กลายเป็นว่าหลังจากนั้นผมเข้า-ออกพม่าเหมือนบ้านหลังที่ 2 เลย” จ่อยเล่า

นักเดินทางตามรอยของเก่า

‘ชเว’ คือคำศัพท์ภาษาพม่าที่แปลว่า ‘ทองคำ’ เช่น ‘ชเวดากอง’ ที่แปลว่า ‘ทองแห่งเมืองตะโก้ง’ (ตะโก้ง คือชื่อเมืองดั้งเดิมก่อนเปลี่ยนเป็นย่างกุ้ง ซึ่งคนไทยเรียกเป็น ดากอง)

เมื่อจ่อยเริ่มศึกษาผังตระกูลของเขาอย่างจริงจัง เขาก็พบว่า ชเว ยังเป็นชื่อภาษาพม่าของคุณตาด้วย

หลังจากจ่อยเข้าออกประเทศเมียนมาเป็นว่าเล่น และพบหนทางในการทำธุรกิจที่จะเชื่อมร้อยเรื่องราวความเป็นพม่าที่หามาได้จากที่นั่นกับเชียงใหม่-ลำปาง เขาจึงตั้งชื่อเพจร้านค้าของเขาว่า ‘ชเว’ ก่อนที่ชื่อนี้จะมาเป็นชื่อสตูดิโอและร้านขายผ้าพิมพ์ลายโบราณของเขาในภายหลัง

“อย่างที่บอกว่าตอนแรกตั้งใจไปพม่าเพราะอยากดูบ้านเมืองเขาเป็นหลัก แต่พอเห็นของเก่าของใหม่ที่วางขายที่นั่นเข้า ทริปหลัง ๆ เลยกลายเป็นการตระเวนไปหาของ บางทริปนั่งรถบัสไปเมืองอื่นยาว ๆ บางทริปมีเวลาว่างสั้น ๆ เคยนั่งเครื่องไปเช้าเย็นกลับก็มี ไปถึงก็เลือกของ กลับมาก็ถ่ายรูปและลงขายในเพจเฟซบุ๊ก” จ่อยเล่า

จากข้าวของกระจุกกระจิกอย่างปิ่นปักผม หวี เข็มขัด ถ้วยชามรามไห ฯลฯ ร้านค้าออนไลน์เล็ก ๆ ของจ่อยได้รับความนิยม ในแบบที่เพียงโพสต์รูปสินค้าลงไม่นานก็มีคนมาต่อคิวเอฟจนหมด ก่อนจะเริ่มรวบรวมสิ่งของที่มีขนาดใหญ่กว่านั้นที่ทำขึ้นเป็นของที่ระลึกนักท่องเที่ยวมาตั้งแต่ศตวรรษก่อน อย่างชุดกระดานหมากรุก เครื่องเขิน ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ขนาดกลางที่ถอดชิ้นส่วนประกอบได้ เพื่อเขาจะได้ขนกลับเมืองไทยด้วยตัวเอง

แม้แต่หม้อน้ำดินเผาที่คนพม่านิยมซื้อมาใช้วางตั้งไว้หน้าบ้าน ถ้าจ่อยใส่กระเป๋าเดินทางได้ เขาก็ขนมาหมด

“ตอนไปพม่า ผมจะแต่งตัวเหมือนคนที่นั่น สวมเสื้อยืด นุ่งโสร่ง และเหน็บโทรศัพท์มือถือไว้ที่เอว แค่ไม่เคี้ยวหมากแบบพวกเขาเท่านั้น พอผมเนียนไปกับเขาแบบนี้ แถมยังพูดภาษาเขาได้นิดหน่อย เลยเป็นที่คุ้นเคยกับพวกพ่อค้าได้ไม่ยาก โดยช่วงแรก ๆ ผมมักจะไปหาของตามตลาดโบโจ๊กหรือตลาดสก๊อต พอมีสำนักข่าว DVB (Democratic Voice of Burma) ที่มีสำนักงานอยู่เชียงใหม่มาทำข่าวเรื่องคนรุ่นใหม่ที่สนใจวัฒนธรรมพม่าอย่างผมไปลง เลยเป็นที่รู้จักในหมู่คนขายของที่นั่นกว้างขึ้นไปอีก แบบที่ว่าพอไปถึง เขาจะบอกต่อ ๆ กันว่า หมอนี่มาอีกแล้ว เอาของไปขายเขาดีกว่า” เขายิ้ม

หลังจากไปเยือนย่างกุ้งทุกซอกมุม จ่อยก็ปีกกล้านั่งรถบัสไปเมืองอื่น ๆ – มัณฑะเล พุกาม มรัคอู พะสิม พะโค มะละแหม่ง และอื่น ๆ ไล่เก็บเมืองใหญ่ ๆ และเมืองย่อย ๆ ริมทางเกือบจะทั่วประเทศ ถ้าทุกวันนี้เวิร์คพอยท์ ยังทำรายการ แฟนพันธุ์แท้ อยู่ ไม่แน่ว่าตอนแฟนพันธุ์แท้พม่า จ่อยอาจเป็นผู้ชนะ

อะไรทำให้คุณหลงใหลงานศิลปะพม่าขนาดนั้น – ผมถาม

“มันสวยน่ะครับ” เขายิ้ม

“งานพวกนี้สะท้อนถึงงานฝีมือเชิงช่างที่พิถีพิถันมาก ๆ รวมถึงเสน่ห์จากลวดลายหรือลักษณะเฉพาะตัว งานบางชิ้นถ่ายทอดเรื่องราวพื้นบ้าน Folklore ของพม่า ทั้งที่เป็นงานศิลปะแบบราชสำนักพม่าเอง รวมถึงงานที่ได้รับอิทธิพลจากอังกฤษในยุคอาณานิคม ขณะเดียวกันก็มีปัจจัยอื่น ๆ เสริมด้วย การที่ผมอินกับวัฒนธรรมหรือการที่ผมพบว่ารากเหง้าของผมมาจากที่นี่ก็มีส่วน”

จ่อยคลุกคลีอยู่กับของเก่าเหล่านี้ถึงขั้นแยกแยะยุคสมัยของสิ่งของได้อย่างแม่นยำ รวมถึงบอกได้ว่าชิ้นไหนคือของเก่าจริง ๆ และชิ้นไหนเป็นของที่ผลิตขึ้นมาใหม่ให้เหมือนของเก่า (เขาได้ทักษะนี้มาจากการเดินทาง ได้เห็นของมาสเตอร์พีซที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่อังกฤษ อินเดีย เมียนมา และอีกมากมาย อีกทั้งการอ่านหนังสือที่เขียนโดยนักวิชาการไทยเกี่ยวกับเรื่องศิลปะและประวัติศาสตร์พม่าเชิงลึก) กระนั้น เขาก็ไม่ได้เข้มงวดกับตัวเองว่าจะต้องสะสมแต่ของเก่าเท่านั้น หากมองเรื่องสุนทรียภาพในแต่ละชิ้นงานเป็นสำคัญ

“เวลามีคนมาถาม ผมจะบอกตรง ๆ ว่าอันไหนคืองานเก่า อันไหนคือของทำใหม่ ซึ่งอย่างหลังจะมีราคาถูกกว่ามาก อย่างไรก็ดี เหตุผลที่ผมสนใจสะสมของพวกนี้เพราะมันสวยงามแบบที่ได้เห็น ได้จับ หรือได้ครอบครอง บางอย่างได้นำมาใช้งานจริงแล้วรู้สึกสบายใจ แค่นั้นเลย” เขาอธิบาย

มันเป็นมุมมองเดียวกับที่คุณเริ่มธุรกิจทำผ้าพิมพ์ลายพม่าโบราณด้วยหรือเปล่า – ก่อนที่เรื่องของเก่าจะยาวไปไกล ผมนึกขึ้นได้ว่าสินค้าหลักของร้านจ่อยคือผ้าพิมพ์ลายลุนตยา ซึ่งเป็นการรีโปรดักชันผ้าทอโบราณของพม่า

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ แต่ก็ตลกดีเหมือนกัน ในช่วงที่เข้าออกพม่าไปตระเวนดูของเก่า เรื่องสะสมหรือขายผ้าไม่เคยอยู่ในหัวผมเลยนะ” จ่อยตอบ

ร้านผ้าพิมพ์ลายลุนตยาที่เปิดทำการหลัง 1 ทุ่ม

‘ผ้าลุนตยา’ หรือ ลุนตยาอเชะ (Luntaya Acheik) คือผ้าทอที่ใช้สวมใส่ในเชื้อพระวงศ์และขุนนางภายในราชสำนักพม่าแห่งกรุงมัณฑะเลในยุคจารีต ผ้าจะถูกใช้เป็นผ้านุ่งสำหรับทั้งชายและหญิง ผู้ชายจะนุ่งผ้าผืนยาวเรียกว่า ‘ตาวง์เฉ่ญ์ปะโซ’ ส่วนสตรีใช้ผ้าซิ่นที่ไม่เย็บตะเข็บ นุ่งด้วยวิธีการพับปล่อยชายผ้าถุงยาวลากพื้นเรียกว่า ‘ทะเมง’

ลวดลายของผืนผ้าส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายคลื่นที่มีความต่อเนื่อง (คำว่า ‘อเชะ’ หรือ Achiek เป็นภาษาพม่า แปลว่า ‘ตะขอ’ หรือกริยาที่หมายถึง ‘เกี่ยวกันไว้’) นักสะสมผ้ายุคปัจจุบันมองว่าลวดลายลักษณะนี้อาจเป็นได้ทั้งคลื่นน้ำ คลื่นเมฆ ที่ลื่นไหล หรือลายพฤกษา เส้นเรขาคณิตที่คล้องกัน โดยเส้นสายทั้งหมดล้วนเกิดจากการทอแบบเกาะล้วง ผ่านการทอจากด้านหลังของชิ้นงาน และใช้กระจกส่องลายจากด้านล่าง 

การทอรูปแบบนี้จำต้องใช้ทั้งฝีมือ ทักษะ และเวลามากกว่าผ้าชนิดอื่น และด้วยพื้นเพของมันเคยสงวนไว้เพียงชนชั้นสูงในอดีต ทำให้ถึงแม้ผ้าทอเหล่านี้จะยังคงผลิตในยุคปัจจุบันสำหรับสามัญชน พวกมันก็มีราคาน้อง ๆ กระเป๋าแบรนด์เนมอยู่ดี

“เอาจริง ๆ ผมไม่เคยคิดที่จะซื้อผ้าทอพวกนี้เก็บมาก่อนเลย” จ่อยเล่า “ผ้าโบราณพวกนี้ต้องเข้าใจวิธีการเก็บรักษาถึงจะมีคุณค่า ต้องม้วน หรือต้องรักษาอุณหภูมิ นุ่งโสร่งแบบชาวบ้านง่าย ๆ ดีกว่า” เขายิ้ม

แล้วหันมาทำธุรกิจผ้าได้ยังไง – ผมสงสัย

“ต้องยกเครดิตให้ตี๋ครับ” จ่อยหมายถึง ตี๋-วสิน อุ่นจะนำ นักสะสมผ้าทอโบราณ ซึ่งสนิทกับจ่อยในช่วงที่จ่อยเรียนปริญญาโทและตี๋เคยทำงานที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มช. ก่อนที่เขาจะออกมาเปิดร้านวสิน ผ้าทอไท ของตัวเอง

“ตี๋เป็นคนสะสมผ้าโบราณ ครอบคลุมหมดตั้งแต่ผ้าล้านนาไปจนถึงผ้าในตระกูลไทและในอุษาคเนย์ ทีนี้ทุกครั้งที่มีงานไหว้ครูที่คณะสถาปัตยฯ ทั้งอาจารย์ นักศึกษา และศิษย์เก่าที่ไปร่วมงานจะต้องแต่งชุดพื้นเมือง พอผมหันมาสนใจวัฒนธรรมพม่าอย่างจริงจัง เลยคิดถึงการแต่งชุดพื้นเมืองของพม่าไปร่วมงาน ซึ่งก็ได้ตี๋นี่แหละที่เป็นคนหาเครื่องแต่งกายมาให้ องค์ความรู้เกี่ยวกับลวดลายของผ้าพม่าแบบต่าง ๆ ก็เริ่มจากตรงนั้น” จ่อยเล่า

ทั้งนี้ ราวปี 2017 ภายหลังที่ตี๋ได้งานจัดหาเครื่องแต่งกายย้อนยุคให้กองถ่ายละครพีเรียดเรื่อง รากนครา ของ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ด้วยข้อจำกัดของการนำผ้าทอโบราณมาเข้าฉากการถ่ายทำ ตี๋จึงคิดถึงใครสักคนที่อาจทดลองทำผ้าโบราณจำลองให้นักแสดงได้สวมใส่ และเขาก็คิดถึงเพื่อนที่มีทักษะการออกแบบและองค์ความรู้เรื่องลายผ้าดีไม่แพ้กันอย่างจ่อย

“จริง ๆ ก็คล้ายการเขียนแบบสถาปัตยกรรมเหมือนกันนะครับ” จ่อยเล่า

เริ่มต้นจากการแกะลวดลายและเส้นสายจากผ้าทอต้นฉบับ ต่อด้วยการวาดแบบที่แกะได้ลงในคอมพิวเตอร์ทีละพิกเซล และใช้โปรแกรมออกแบบลายผ้าที่พัฒนาโดยคนไทยในการหยอดลวดลายและสีสันลงบนตารางที่เทียบอัตราส่วนของผืนผ้าทั้งหมดก่อนพิมพ์ลาย ซึ่งหากไม่ได้เพ่งมองอย่างจริงจัง ก็อาจไม่รู้ว่าลวดลายนั้นเกิดจากเทคนิคการพิมพ์ หาได้มาจากกี่ทอ

“ถึงจะเป็นงานกราฟิกพิมพ์ลงบนผ้า แต่เราจำเป็นต้องดูละเอียดว่าช่องไหนจะเป็นเงาบ้าง เพราะผ้าทอจริง ๆ ต้องมีจังหวะนูนต่ำ คือตรงที่เป็นเงาหรือตรงนี้มันจะดูจาง ๆ แล้วพอจิ้มทีละจุดก็เลยดูเป็นผ้าที่ทอประสานกัน แล้วก็ต้องคิดเผื่อว่าตรงนี้เป็นเส้นที่พาดบนเส้นยืนอีกสี และทำให้มีอารมณ์เหมือนสีซึมเข้าไปในเนื้อผ้าจริง ๆ” จ่อยเล่า

หลังจาก รากนครา ออนแอร์ ตี๋ก็มีชื่อเสียงจากการเป็นคนทำเสื้อผ้าย้อนยุคให้กองถ่ายเรื่องอื่น ๆ เช่นเดียวกับจ่อยที่รับผลิตงานผ้าพิมพ์ให้ตี๋อย่างต่อเนื่อง และจากเดิมที่เขามองว่านี่คืองานผลิตผ้าสำหรับเป็นพร็อปประกอบละคร ผลงานของเขากลับเข้าตาใครหลายคน จนนำมาสู่การจ้างวานให้เขาผลิตผ้าพิมพ์ให้ใช้สวมใส่นอกจอ หรือใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

“ถ้าไม่ใช่งานให้กองถ่ายละคร ลูกค้าช่วงแรกของผมคือนักศึกษาวิทยาลัยนาฏศิลปที่มาขอให้ทำรีโปรดักชันผ้าซิ่นเพื่อให้นักแสดงไปใส่ฟ้อน ‘ม่านมุยเชียงตา’ ซึ่งเป็นรูปแบบการแสดงนาฏศิลป์ที่พัฒนาขึ้นในสมัยพระราชชายาเจ้าดารารัศมี เป็นการแสดงที่มีกลิ่นอายของความเป็นพม่าและล้านนาอยู่ด้วยกัน ผมสนใจลวดลายของผ้าพม่าอยู่แล้ว เลยสนุกเข้าไปใหญ่ ซึ่งพอจบจากงานนี้ก็มีวิทยาลัยนาฏศิลปจังหวัดอื่น ๆ ติดต่อมาอีก”

ในขณะที่ผ้าทอลุนตยาแบบดั้งเดิมค่อนข้างมีเงื่อนไขด้านระยะเวลาในการผลิต แต่ผ้าพิมพ์ผลงานของจ่อยตอบโจทย์กลุ่มช่างฟ้อนที่ต้องการใช้ผ้าเป็นจำนวนมากและมีราคาจับต้องได้ ทั้งยังรวมถึงคนทั่วไปที่อยากแต่งตัวพื้นเมืองเพื่อออกงานสังคม นางงามที่เข้าประกวดชุดพื้นเมืองบนเวที กระทั่งขบวนแห่สงกรานต์ที่ไม่ต้องแคร์ว่าผ้าลายโบราณจะเปียกน้ำ ไปจนถึงกลุ่ม LGBT ที่อยากแต่งตัวเป็น Drag Queen

กล่าวได้ว่าร้านของจ่อยเป็นร้านแรก ๆ ที่ชุบชีวิตผ้าทอโบราณขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ และใช่ เขาเป็นร้านเดียวในประเทศที่จริงจังกับการทำผ้าลุนตยาของพม่าในแบบที่มีลวดลายให้เลือกไม่หวาดไหว

“คนพม่าบินมาซื้อที่ผมก็มี หรือบางทีช่วงก่อนโควิดที่ผมไปย่างกุ้งบ่อย ๆ พอคนที่นั่นรู้ว่าผมทำผ้าประเภทนี้ เขาก็สั่งซื้อไปใช้ในกองถ่ายละครของเขาด้วย ผ้าของผมคนละตลาดกับผ้าทอ ถ้าคนเล่นผ้าจริง ๆ เขาจะสะสมอีกแบบ แต่สิ่งที่ผมทำตอบโจทย์คนที่อยากแต่งตัวสวย ใส่ได้บ่อย ๆ เพราะลงเครื่องซักผ้าได้” จ่อยบอก

ความที่เราเป็นคนเชียงใหม่ที่มาทำธุรกิจกับผ้าพิมพ์ลายพม่า อยากรู้ว่าเคยมีดราม่าบ้างไหม

“ถ้าดราม่ากับนักสะสมผ้าทอไม่มี เพราะอย่างที่บอกว่าเขาเข้าใจว่าฟังก์ชันแตกต่างกัน แต่เรื่องชาติพันธุ์ ผมก็เคยโดนนะ เพราะคนพม่าบางคนเขาไม่พอใจที่เหมือนเราไปอาศัยวัฒนธรรมเขาในการโปรโมต ซึ่งผมก็อธิบายได้ว่าเอาเข้าจริงแล้วสิ่งเหล่านี้คือวัฒนธรรมร่วม ล้านนาเราได้รับอิทธิพลจากพม่ามาไม่น้อย และลายผ้าลุนตยาก็เป็นผ้าใช้จริงในแถบนี้มาโดยตลอดร้อยกว่าปี ถ้าไปดูจิตรกรรมที่วัดพระสิงห์หรือที่วัดบวกครกหลวงก็ดี จะเห็นว่าผู้หญิงผู้ชายในรูปก็ใส่ลุนตยากัน ขณะเดียวกัน ผมเป็นลูกหลานคนพม่าคนหนึ่งเหมือนกัน เราภูมิใจในตัวตนเรานะ”

ปัจจุบันร้านของจ่อยทำผ้าพิมพ์ลายลุนตยาออกมามากถึง 70 ลาย มีทั้งรับผลิตตามออร์เดอร์และเปิดพรีออร์เดอร์ทางเฟซบุ๊ก รวมถึงเครื่องแต่งกายอื่น ๆ ที่จ่อยอ้างอิงแบบมาจากรูปถ่ายหรือจิตรกรรมฝาผนัง โดยจะเปิดต้อนรับลูกค้าที่ต้องการมาดูผลงาน หรือปรึกษาเรื่องการผลิตกับเขาทุกวันหลังเวลา 1 ทุ่มเป็นต้นไป

นอกจากนี้ เขายังเปิดให้ผู้ที่สนใจเช่าชุดและถ่ายรูปในสตูดิโอแห่งนี้โดยมีงานแอนทีกที่เขาสะสมเป็นพร็อปประกอบ ซึ่งลูกค้ามีตั้งแต่นักท่องเที่ยวที่อยากได้รูปที่ระลึก อินฟลูเอนเซอร์ที่อยากทำคอนเทนต์ ไปจนถึงเหล่าผู้เข้าประกวดนางงามเวทีต่าง ๆ ที่ต้องการนำรูปชุดพื้นเมืองไปทำโปรไฟล์

“นอกจากการได้ชุบชีวิตเครื่องแต่งกายโบราณให้คนสมัยใหม่ได้สวมใส่ การได้เห็นคนมาถ่ายรูปที่นี่ ผมมีความสุขมากเลยนะ บางทีเขามาแค่นั่งคุย เอาของสะสมมาดูกัน แต่ถ้ามีเวลาหน่อยผมจะชวนไปเดินดูวัดพม่าแถวถนนท่าแพด้วยกันเลย คือการมีรายได้ก็ดีแหละ สิ่งนี้สำหรับผมอาจสำคัญกว่า”

เหมือนเป็นความสำเร็จที่ได้เห็นคนใส่ผลงานของเราเหรอ

“พูดถึงเรื่องนี้ก็นึกได้ว่าสิงหาคมปีที่แล้วเป็นปีที่ครบรอบ 150 ปีวันประสูติของ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี แล้วผมต้องไปส่งผ้าให้ลูกค้าคนหนึ่งที่พระตำหนักดาราภิรมย์พอดี เลยบังเอิญได้เห็นช่างฟ้อนจากวิทยาลัยนาฏศิลปเขาจัดขบวนฟ้อนสักการะพระองค์ท่าน และช่างฟ้อน 100 กว่าคนในขบวนต่างสวมผ้าซิ่นพิมพ์ลายที่ผมเคยทำให้ในปีต่าง ๆ หมดเลย นั่นเป็นครั้งแรกที่เห็นคอลเลกชันผ้าซิ่นที่ผมทำทั้งหมดถูกใช้ในคราวเดียวกัน…

“ไม่ได้คิดว่าตัวผมเองประสบความสำเร็จอะไรมากมายหรอก แต่พอได้เห็นผลงานของผมมีประโยชน์กับคนอื่น และเป็นส่วนหนึ่งที่ได้บอกเล่าความเชื่อมโยงของพม่ากับล้านนา ผมดีใจมาก ๆ ครับ” จ่อยกล่าวทิ้งท้าย 

ชเว ผ้าพิมพ์ลุนตยา
  • ถนนราชวงศ์ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)
  • เปิดบริการทุกวัน เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป (นัดหมายล่วงหน้าเท่านั้น)
  • 09 4601 6168
  • Shwe ชเว ผ้าพิมพ์ลุนตยา

Writer

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

นักเขียนและนักแปล แต่บางครั้งก็หันมาทำงานศิลปะ อาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น 'รักในลวง'

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ