ผีมันเลือกศาสนาได้ด้วยเหรอ – นี่คือข้อความบนโปสเตอร์ภาพยนตร์ แดนสาป (The Cursed Land) ที่มีฉากหลังเป็นศาลพระภูมิ ทำให้เรารู้สึกย้อนแย้งเมื่อทราบว่าหนังเรื่องนี้จัดอยู่ในประเภทสยองขวัญ-มุสลิม เป็นผลงานจาก 2 บุคลากรในวงการภาพยนตร์ชั้นครูอย่าง ภาณุ อารี ผู้อำนวยการจัดจำหน่ายภาพยนตร์ที่คราวนี้รับบทเป็นผู้กำกับ และ ก้อง ฤทธิ์ดี นักวิจารณ์ภาพยนตร์มาเป็นผู้เขียนบท
ทั้งคู่เป็นคนไทยมุสลิมที่เคยสร้างสรรค์สารคดีตีแผ่ชีวิตคนมุสลิมไทยมาแล้วหลายเรื่อง เช่น มูอัลลัฟ (พ.ศ. 2551), กัดดาฟี (พ.ศ. 2556), Baby Arabia (พ.ศ. 2553) เป็นต้น เมื่อรวมกับความชอบหนังสยองขวัญของภาณุ จึงเกิดเป็น แดนสาป หนังที่ผูกโยงกับบ้าน ประวัติศาสตร์ ความเชื่อของคนในและนอกศาสนา อันเป็นประเด็นทับซ้อนที่พัวพันอยู่กับตัวตนของผู้สร้าง
แดนสาป ได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติรอตเตอร์ดัมที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา รวมถึงเทศกาลระดับโลกอย่าง Ho Chi Minh City International Film Festival ที่ประเทศเวียดนาม, Asian Film Festivals ที่ประเทศอิตาลี, Bucheon International Fantastic Film Festival ที่ประเทศเกาหลีใต้ และกำลังจะไปเยือน New York Asian Film Festival ที่สหรัฐอเมริกาในเดือนกรกฎาคมนี้ นั่นหมายความว่า แดนสาป คงน่าสนใจในสายตาชาวโลกอยู่ไม่น้อย
**บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาในเรื่อง**
ชื่อหนัง : แดนสาป
ประเภท : สยองขวัญ, ดราม่า
ประเทศ : ไทย
กำกับ : ภาณุ อารี
เขียนบท : ก้อง ฤทธิ์ดี
นักแสดงนำ : อนันดา เอเวอริงแฮม, เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ, บรอนต์ ปาลาเร่, สีดา พัวพิมล
ความยาว : 2 ชั่วโมง 11 นาที

ที่สุดของความน่ากลัว
ตัวละครหลักคือ มิตร (รับบทโดย อนันดา เอเวอริงแฮม) และ เมย์ (รับบทโดย เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ) พ่อ-ลูกชาวพุทธที่เพิ่งสูญเสียคนในครอบครัว พร้อมกับที่มิตรต้องย้ายมาประจำโรงงานแถวหนองจอก ซึ่งเรียกว่าเป็น ‘ดงแขก’ บ้านใหม่ (แต่เก่าแก่) หลังนี้จึงเป็นทางออกเดียวของเขา แต่ทันทีที่ลงหลักปักฐาน สิ่งแรกที่มิตรทำคือดึงยันต์รอบบ้านออก แม้เพื่อนบ้านจะเตือนว่า “อย่าไปทิ้ง เจ้าของเก่าเขาหวง” แล้วก็ตาม


หลังจากนั้นไม่นาน หมาที่พวกเขาเลี้ยงไว้ก็ตาย เริ่มเห็นภาพหลอน และตามมาด้วยเรื่องแปลก ๆ อีกมากมาย
ตำแหน่งแพะจึงตกเป็นของ รอฮีม (รับบทโดย Bront Palarae ชาวมาเลเซีย) คนในชุมชนมุสลิมหนองจอกผู้ระหกระเหินไปทำสิ่งที่ไม่มีใครรู้ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อดีตรัฐอิสระที่เรียกว่า อาณาจักรปตานี เป็นที่อยู่ของผู้คนเชื้อสายมลายู นับถือทั้งลัทธิภูตผีและวิญญาณ ก่อนได้อิทธิพลจากชาวอินเดียที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนาอื่น ๆ ในภายหลัง ผู้คนแถวนั้นเลยพากันพูดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านมิตรอาจมาจากเขา เพราะชาวมุสลิมกรุงเทพฯ มักมองว่าความเชื่อของชาวมุสลิมภาคใต้ถูกชักนำจากไสยศาสตร์ และเป็นการออกนอกลู่นอกทางอัลเลาะห์

ความสยองของหนังเลยไม่ใช่เรื่องผีอย่างที่คิดไว้ตอนแรก แต่ ‘คน’ ต่างหากที่ร้ายมากกว่าผี
ทั้งมิตร (ที่เราว่าไม่ได้เป็นมิตรเหมือนชื่อ) แม้ไม่มีข้าวกินก็ไม่ยอมกินข้าวจากคนในชุมชน เพราะความต่างทางศาสนา
หรือคนมุสลิมในชุมชนที่แปะป้ายรอฮีมว่าเป็นบ้าบ้าง เล่นของใส่มิตรบ้าง เตือนมิตรว่าอย่าไปยุ่งบ้าง ดู ๆ ไป เราก็คิดว่าชาวบ้านดูจะใจดีกับคนพุทธที่มาใหม่มากกว่ารอฮีมผู้พัวพันกับชายแดนใต้เสียอีก
คนในชุมชนที่เต็มไปด้วยอคติ ความหลากหลายที่ไม่มีพื้นที่ให้หยัดยืน ไม่ช้าไม่นาน ความแปลกแยกก็กัดกินทุกคนจนไม่เหลือความเห็นอกเห็นใจ เช่นเดียวกับภาณุและก้องที่พยายามเสนอตัวตนของพวกเขาผ่านการเล่าเรื่องให้เห็นถึงความแตกต่าง และอยากให้ผู้ชมเข้าใจว่ามุสลิมในไทยไม่ได้เหมือนกันทุกที่อย่างที่โดนเหมารวม

พยาบาทหรือขาดยุติธรรม
เมื่อเรื่องราวเริ่มเลยเถิด สิ่งที่มิตรและเมย์ทำคือการนิมนต์พระมาสวด เชิญพราหมณ์มาปักศาลพระภูมิและทำพิธีแบบพุทธ โดยไม่สนใจคำแนะนำของชาวมุสลิมในชุมชน ส่วนนี้เองที่เรามองว่าเป็นการลบหลู่ด้วยเจตนาซื่อ ๆ จนทำให้ กอเดร์ (รับบทโดย Firdaus Karim ชาวมาเลเซีย) ญินผู้โกรธเกรี้ยวออกอาละวาด และถูก ไซหนับ (รับบทโดย สีดา พัวพิมล) แม่หมอจากชายแดนใต้ปราบ
ตามความเชื่อ ‘ญิน’ คืออมนุษย์ที่สร้างโดยอัลเลาะห์ มีทั้งญินดีที่เป็นผู้ปกปักษ์รักษาบ้านเรือน และญินร้ายที่พยายามล่อลวงให้เอาใจออกจากพระเจ้า ญินไม่มีรูปร่าง แต่จะแปลงกายมาให้มนุษย์เห็นและสิงสู่ร่างกายเมื่อมนุษย์อ่อนแอ
เรามองว่ากอเดร์อาจรู้สึกถูกทับที่จากคนนอกศาสนา ประกอบกับบ้านที่สองพ่อลูกนี้จับพลัดจับผลูมาอยู่เคยเป็นหลุมศพของเขาและเพื่อนชาวมุสลิมเมื่อสมัยรัชกาลที่ 1 ซึ่งอ้างอิงจากเรื่องจริงในประวัติศาสตร์

หนังพาเราย้อนกลับไปช่วง 3 ปีหลังเปลี่ยนผ่านจากยุคกรุงธนบุรีสู่การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ตอนนั้นเจ้าขุนมูลนายต้องการแรงงานจำนวนมากเพื่อกอบกู้บ้านเมือง จึงเริ่มเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง โดยชาวปตานีเป็นเชลยศึกที่มีมากกว่า 4,000 คน ถูกนำขึ้นเรือไปทางธนบุรี และผลลัพธ์เด่นชัดที่สุดคือการถูกใช้ไปขุดคลองแสนแสบที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน
การอ้างอิงประวัติศาสตร์ทำให้เราเห็นว่า ลึก ๆ แล้วกอเดร์อาจไม่ได้แค้นที่มิตรตั้งศาลพระภูมิ แต่เป็นเพราะเขาไม่เคยได้รับความเคารพในฐานะ ‘มนุษย์’ บ้านนี้จึงเป็นเหมือนข้อพิพาท คอยตามหลอกหลอนผู้คนที่รู้ว่าพวกเชลยศึกไม่เคยได้รับความยุติธรรมจากช่วงเวลานั้นเลย คนมุสลิมบางกลุ่มยังรอคำขอโทษต่อสาธารณชน (Public Apology) จากรัฐไทย บางกลุ่มไม่ได้คิดจะแบ่งแยกประเทศ แต่เพราะเขาไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งแต่แรก และบางกลุ่มหวังเพียงการถอดบทเรียนเพื่อยุติความไม่สงบตั้งแต่ในอดีต

เรื่องบ้าน ๆ
เรามองว่าจุดแข็งของหนังเรื่องนี้คือการผูกโยงทุกเรื่องกับบ้าน แต่สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดก็คือการจากบ้าน
ตัวแทนที่เด่นชัดที่สุดคือมิตรและเมย์ที่ต้องโยกย้ายจากบ้านหนึ่งสู่อีกบ้านหนึ่ง ซึ่งพอดูไปจวนท้ายเรื่องจะพบว่าจริง ๆ แล้วบ้านของพวกเขาคือ แอน ภรรยาผู้เป็นที่รักหรือแม่ผู้คอยสนับสนุนการเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ของลูกต่างหาก

แต่เราว่าการจากบ้านของกอเดร์โดดเดี่ยวกว่านั้นมาก แม้จะมีเพื่อนเชลยศึกคนอื่น ๆ ที่เกณฑ์มาพร้อมกัน มีข้าวให้กิน มีที่ให้นอน แต่สยามไม่ใช่ปตานี ดังนั้น สิ่งที่ไซหนับทำได้ดีไม่ใช่แค่การไล่ญิน แต่เป็นการพากอเดร์กลับบ้านแท้จริงที่เขาเคยจากมา
ตัวไซหนับเองที่ต้องหลบซ่อนโจรใต้และเสียงระเบิดอยู่ในป่าชายแดนใต้ เมื่อต้องขึ้นมาไล่ญินถึงหนองจอกซึ่งมีโอกาสหลบหนีความไม่สงบได้ เธอจึงปฏิเสธโอกาสนั้น เพราะกรุงเทพฯ ไม่ใช่บ้านของเธอเช่นกัน
เราพูดได้เต็มปากว่ากลัวผีมาก แต่กว่า 131 นาทีในโรงภาพยนตร์เราแทบไม่กลัวอะไรเลย ซึ่งถ้าไม่ใช่เพราะการดึงเชิงของเนื้อเรื่องที่เนิบนาบ ก็คงเป็นเพราะตัวละครญินออกแบบมาให้เหมือนหนังผีไทยคลาสสิกที่เดาทางง่ายเกินไป
สำหรับเรา ฟังก์ชันของหนังทุกเรื่องคือการทำให้ผู้ชมมีอารมณ์ร่วมจนปล่อยตัวเองไปแทนที่ตัวละครนั้น ๆ ได้ อย่างการที่กอเดร์เล่าความเจ็บปวดของตัวเองผ่านภาษามลายู แม้เราจะไม่เข้าใจความหมายก็รู้สึกขมขื่นตามได้ แต่หมอผีพื้นเมืองอย่างไซหนับซึ่งน่าจะพูดได้เพียงภาษามลายูเท่านั้นแท้ ๆ หลายครั้งกลับพูดภาษาไทยกลางออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย หรือการที่พระสงฆ์พูดคำว่า “คนละ System” ในหนังที่มีฉากหลังใน พ.ศ. 2553 ก็เรียกเสียงขำจากคนดูไปพอสมควร จนเราคิดว่าลองให้คนไทยอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นด้วยการอ่านซับไทยก็อาจจะไม่ได้แย่


ทั้งนี้ ด้วยมุมกล้องที่ออกแบบมาเหมือนรู้ว่าจะเล่าอะไร ในมุมมองของใคร บวกกับเสียงประกอบที่เร้าความตื่นกลัวได้เป็นอย่างดีก็กู้สถานการณ์มาได้ไม่น้อย เหล่านักแสดงก็มีฝีมือจนต้องขอชื่นชม บางฉากส่งอารมณ์กันทำเอาเราเผลอจิกเท้า และเกือบลืมไปเลยว่า บรอนต์ ปาลาเร่ เป็นคนมาเลเซียที่พูดไทย
หลังออกจากโรง บอกตามตรงว่าเราหยุดพูดถึงแต่ละประเด็นที่หนังใส่มาไม่ได้เลย ตื่นเช้ามาก็ยังมีเรื่องที่นึกออกจนถกกับคนที่ไปดูด้วยกันอย่างออกรส ไม่ว่าจะความเชื่อของศาสนา การกินข้าวที่ใต้ถุนของผู้หญิงในพิธีกรรมเข้าสุหนัต ความเปราะบางของผู้ชายอย่างมิตรผู้ไม่เคยโทษตัวเอง แต่ดันถือโทษรอฮีมด้วยกฎทางศาสนา หรือเมย์ที่แม้จะเป็นเด็กอายุ 19 แต่กลับเข้มแข็งกว่าใครในเรื่อง ซึ่งหยุดอคติว่าผู้หญิงจะต้องอ่อนแอเสมอ
ดังนั้น แดนสาป จึงไม่ได้ให้เราแค่ความสนุกหรือตื่นเต้น แต่คือการหวนกลับไปถอดบทเรียนทางประวัติศาสตร์ ความเชื่อของศาสนาที่แตกต่าง และความเท่าเทียมทางเพศที่ทำได้อย่างไม่รู้จบมากกว่า
รับชม แดนสาป ได้แล้วทุกโรงภาพยนตร์
